กลับมาอีกครั้งกับหนังแอคชันแฟนตาซีสไตล์ระเบิดภูเขาเผาเมือง สัญชาตินอร์เวย์ ที่เคยประสบความสำเร็จมาจากภาคแรกเมื่อปี 2022 บัดนี้ได้คัมแบ็กสู่ภาคต่อ “Troll 2 โทรลล์ 2” และนี่คือรีวิวแบบเจาะลึก จัดเต็ม ในสไตล์ “เล่าสู่กันฟัง” เหมือนเพื่อนคอหนังคุยกัน โดยเน้นไปที่ความรู้สึก วิเคราะห์องค์ประกอบความ “บ้าบอ” ที่กลายเป็นตำนาน และความมหัศจรรย์ของภาพและการแสดงครับ
รีวิว Troll 2 โทรลล์ 2(1990)เมื่อความ “ห่วย” บรรลุถึงขั้น “ศิลปะ” และตำนานที่ไม่มีโทรลล์แม้แต่ตัวเดียว!

สวัสดีครับเพื่อนฝูงคอหนังทุกท่าน วันนี้ผมไม่ได้จะมารีวิวหนังรางวัลออสการ์ หรือหนังบล็อกบัสเตอร์ทุนสร้างพันล้าน แต่ผมจะพาทุกท่านดำดิ่งลงไปสู่ “หลุมดำ” แห่งวงการภาพยนตร์ หนังที่ถูกขนานนามจากทั่วโลกว่าเป็น “Best Worst Movie” หรือ “หนังห่วยที่ดีที่สุดในโลก” นั่นคือ “Troll 2 โทรลล์ 2″
ลืมทุกตรรกะที่คุณเคยเรียนรู้จากโรงเรียนภาพยนตร์ไปซะ ลืมกฎฟิสิกส์ ลืมการแสดงแบบเมธอด (Method Acting) หรือแม้กระทั่งสามัญสำนึก เพราะ Troll 2 โทรลล์ 2 คือจักรวาลที่กฎเกณฑ์เหล่านั้นไม่มีอยู่จริง มันคือประสบการณ์ทางจิตวิญญาณที่คุณต้องดูสักครั้งก่อนตาย และนี่คือบทวิเคราะห์ถึงแก่นแท้ของความพังพินาศที่กลายเป็นความบันเทิงระดับ 5 ดาว
สิ่งแรกที่ต้องรู้ชื่อเรื่องที่หลอกลวงระดับชาติ
ก่อนจะไปถึงเนื้อใน เราต้องคุยกันเรื่องชื่อเรื่องก่อน ความฮาจุดแรกคือหนังเรื่องนี้ชื่อ Troll 2 โทรลล์ 2 แต่เชื่อไหมครับว่า… ในหนังไม่มีตัว “โทรลล์” (Troll) เลยแม้แต่ตัวเดียว! ไม่มีเลยครับ! ตัวประหลาดในเรื่องคือ “ก๊อบลิน” (Goblins)
แล้วทำไมถึงชื่อ Troll 2 โทรลล์ 2? เพราะผู้จัดจำหน่ายในยุคนั้นคิดว่า ถ้าตั้งชื่อให้ดูเหมือนเป็นภาคต่อของหนังเรื่อง Troll (1986) ซึ่งพอดังอยู่บ้าง มันน่าจะขายได้ ทั้งที่เนื้อเรื่อง ทีมงาน หรือจักรวาลของหนัง ไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่นิดเดียว นี่คือการต้มตุ๋นคนดูตั้งแต่หน้าปก และมันคือสัญญาณเตือนแรกว่า “คุณกำลังจะเจอกับอะไรที่คาดไม่ถึง”
งานภาพและโปรดักชันความงามของความ “ราคาถูก”

เรามาเจาะลึกเรื่องงานภาพ (Cinematography) และองค์ประกอบศิลป์กันก่อน ถ้าคุณคาดหวังความสมจริง คุณผิดหวังแน่นอน แต่ถ้าคุณมองหาความ “เซอร์เรียล” (Surreal) นี่คือขุมทรัพย์
1. หน้ากากและคอสตูมระดับงานโรงเรียนอนุบาลตัวก๊อบลินในเรื่องนี้ คือไฮไลท์ที่ทำให้ผมขำจนปวดท้อง ลองจินตนาการถึงหนังสยองขวัญที่ควรจะน่ากลัว แต่ตัวร้ายใส่หน้ากากยางที่ดูเหมือนซื้อมาจากร้านของเล่นลดราคา หน้ากากพวกนี้มันแข็งทื่อ ไม่มีการขยับปากเวลาพูด ตาไม่กระพริบ และที่พีคที่สุดคือชุดที่ใส่… มันดูเหมือนกระสอบป่านย้อมสีมอๆ ที่เอามาตัดเย็บแบบลวกๆ
ในฉากที่มีก๊อบลินจำนวนมากยืนรวมกัน มันไม่ได้ดูน่าเกรงขาม แต่มันดูเหมือนปาร์ตี้ฮาโลวีนของคนเมาที่งบหมด การจัดแสงในเรื่องก็ช่างไร้มิติ แสงสว่างจ้าไปทั่วจนเห็นรอยต่อของหน้ากาก เห็นซิปที่หลังชุด หรือเห็นแม้กระทั่งว่าไอ้ตัวก๊อบลินพวกนี้ใส่รองเท้าผ้าใบ!
2. เอฟเฟกต์ “อาหารสีเขียว” (The Green Goo)ธีมหลักของเรื่องคือก๊อบลินพวกนี้เป็นมังสวิรัติ (ใช่ครับ คุณอ่านไม่ผิด ก๊อบลินมังสวิรัติ!) พวกมันกินเนื้อคนไม่ได้ พวกมันเลยต้องหลอกให้มนุษย์กินสารสีเขียวๆ เพื่อเปลี่ยนร่างกายมนุษย์ให้กลายเป็นพืช แล้วพวกมันถึงจะกินได้ ไอ้สารสีเขียว หรือฉากที่คนกลายเป็นต้นไม้นี่แหละ คือที่สุดของความ “อิหยังวะ” มันดูเหมือนใครเอาผักโขมอบชีสมาปั่นรวมกับสีผสมอาหารเขียวอี๋ แล้วราดลงไปบนตัวนักแสดง เอฟเฟกต์ตอนคนกลายเป็นต้นไม้ก็ดูเหมือนงานปั้นดินน้ำมันของเด็กประถม มันไม่มีความสมจริง แต่มันมีความ “ตั้งใจ” ที่น่าเอ็นดูจนเราเกลียดไม่ลง
3. ฉาก “นิลบ็อก” (Nilbog)เมืองในเรื่องชื่อเมือง Nilbog ซึ่งถ้าคุณอ่านย้อนกลับหลัง มันคือ “Goblin” (ก๊อบลิน) นี่คือปริศนาที่หนังพยายามบิ๊วว่าเป็นความลับสุดยอด แต่เชื่อเถอะว่าคนดูรู้ตั้งแต่ 5 นาทีแรกแล้ว การถ่ายทำในเมืองนี้ให้บรรยากาศที่แห้งแล้ง แปลกประหลาด บ้านเรือนดูปกติเกินไปจนน่าขนลุก มันมีความ “Uncanny Valley” (ความรู้สึกที่คล้ายมนุษย์แต่ไม่ใช่) แฝงอยู่ในทุกเฟรมของภาพ
การแสดงหัวใจสำคัญของความหายนะ
ถ้างานภาพคือร่างกาย การแสดงใน Troll 2 โทรลล์ 2 ก็คือจิตวิญญาณที่บิดเบี้ยว และนี่คือส่วนที่ผมอยากจะพูดถึงมากที่สุด เพราะมันคือ “เพชรเม็ดงาม” ที่ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นอมตะ
นักแสดงในเรื่องนี้เกือบทั้งหมด ไม่ใช่นักแสดงอาชีพ บางคนเป็นหมอฟัน (จริงครับ พระเอกรุ่นพ่อในเรื่องคือหมอฟันจริงๆ) บางคนเป็นคนไข้โรคจิตเวชที่เพิ่งออกมา (อันนี้เรื่องเล่าจากกองถ่าย) ผลลัพธ์ที่ได้คือการแสดงที่ “ไร้ความเป็นมนุษย์” อย่างสิ้นเชิง
1. คุณพ่อ (Michael Waits รับบทโดย George Hardy)จอร์จ ฮาร์ดี้ คือตำนาน เขาเล่นเป็นพ่อที่พยายามจะมองโลกในแง่ดีตลอดเวลา การแสดงของเขาเหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกโปรแกรมให้พูดประโยคสนทนาของมนุษย์ แต่ซอฟต์แวร์ยังไม่สมบูรณ์ มีฉากหนึ่งที่เขาต้องโกรธที่ลูกชายทำตัวเสียมารยาท เขาพูดว่า “You can’t piss on hospitality! I won’t allow it!” (แกจะฉี่รดความมีน้ำใจไม่ได้! พ่อไม่ยอม!) สีหน้า ท่าทาง และน้ำเสียงของเขามันดูขัดแย้งกันไปหมด สายตาเขาว่างเปล่า แต่ปากเขายิ้ม แล้วเสียงเขาก็ตะโกน มันคือความสับสนทางอารมณ์ที่นักแสดงระดับออสการ์ก็เลียนแบบไม่ได้ เพราะนี่คือการแสดงที่ออกมาจากความ “ไม่รู้ว่าจะเล่นยังไง” อย่างแท้จริง
2. โจชัว (Joshua รับบทโดย Michael Stephenson)เด็กน้อยตัวเอกของเรื่อง ผู้ที่เห็นวิญญาณคุณปู่ การแสดงของโจชัวคือตัวแทนของความ “ล่ก” (Panic) ตลอดเวลา เขาต้องทำหน้าตาตื่นตระหนกเกือบทั้งเรื่อง แต่ความตื่นตระหนกของเขามันดูเหมือนคนปวดท้องเข้าห้องน้ำมากกว่าหวาดกลัวปีศาจ สิ่งที่น่าสนใจคือ เคมีระหว่างเขากับผีคุณปู่ (Grandpa Seth) มันดูอบอุ่นแบบแปลกๆ เหมือนปู่หลานคุยกันคนละเรื่องแต่ดันเข้าใจกัน ฉากที่โจชัวต้องหยุดครอบครัวไม่ให้กินอาหารเปื้อนยาพิษ ด้วยการ… (ขออภัยที่ต้องสปอยล์ฉากนี้ เพราะมันคือตำนาน) ด้วยการ “ยืนฉี่รดโต๊ะอาหาร” คือโมเมนต์ที่การแสดง สีหน้าของพ่อแม่ และดนตรีประกอบ ประสานกันเป็นซิมโฟนีแห่งความวินาศสันตะโรที่ตลกที่สุดในโลกภาพยนตร์
3. แม่มดครีเดนซ์ (Creedence Leonore Gielgud)ตัวร้ายของเรื่อง เธอคือแม่มดที่โอเวอร์แอคติ้งระดับจักรวาล ทุกครั้งที่เธอปรากฏตัว เธอจะเล่นใหญ่เหมือนกำลังแสดงละครเวทีเชกสเปียร์อยู่คนเดียว ในขณะที่คนอื่นเล่นหนังเกรดบี สายตาที่ถลนออกมา การขยับปากที่กว้างเกินมนุษย์ และเสียงหัวเราะที่แหลมบาดหู คือเสน่ห์ที่คุณละสายตาไม่ได้ โดยเฉพาะฉากที่เธอพยายามยั่วยวนวัยรุ่นหนุ่มด้วยข้าวโพด… ใช่ครับ ข้าวโพด! มันเป็นฉากอีโรติกที่ไร้อารมณ์ทางเพศที่สุด แต่เต็มไปด้วยความงุนงง
4. ฉากในตำนาน”Oh my Goooooooooood!” จะไม่พูดถึงฉากนี้ไม่ได้ เพราะนี่คือมีม (Meme) ระดับโลก ฉากที่ตัวละครวัยรุ่นใส่แว่นตระหนักว่ากำลังจะถูกก๊อบลินกิน เขาตะโกนคำว่า “Oh my God!” แต่การแสดงของเขา… มันช่างไร้ซึ่งความกลัว มันดูเหมือนเขากำลังอ่านบทอยู่ แล้วพยายามลากเสียงให้ยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้ หน้าตาของเขาบิดเบี้ยว แมลงวันตัวจริงบินมาเกาะหน้าผากเขาก็ไม่ปัดออก (นี่คือเรื่องจริง แมลงวันตัวนั้นคือนักแสดงสมทบที่ไม่ได้เครดิต) จังหวะการซูมกล้องเข้าที่ปากของเขา กับเสียงร้องที่โหยหวนแบบเฟคๆ มันคือ Masterpiece ของการแสดงห่วยที่ตราตรึงใจที่สุด

บทภาพยนตร์และการเขียนบทภาษาต่างดาวในร่างภาษาอังกฤษ
อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ Troll 2 โทรลล์ 2 มีเสน่ห์คือ “บทพูด” (Dialogue) ผู้กำกับ Claudio Fragasso และภรรยา เป็นชาวอิตาลีที่พูดภาษาอังกฤษแทบไม่ได้เลยตอนเขียนบทนี้ แต่พวกเขายืนกรานให้นักแสดงชาวอเมริกันพูดตามบทเป๊ะๆ ห้ามแก้แม้แต่คำเดียว
ผลที่ได้คือ ประโยคสนทนาที่ผิดหลักไวยากรณ์ ผิดบริบท และฟังดูไม่เหมือนมนุษย์คุยกัน ตัวอย่างเช่น:
- การที่ตัวละครพูดอธิบายสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าออกมาเป็นคำพูดหมดเปลือก (Exposition Dump) แบบทื่อๆ
- ประโยคจีบสาวที่ฟังดูเหมือนขู่ฆ่า
- หรือการด่าทอที่ใช้คำศัพท์โบราณหลงยุค
มันทำให้หนังเรื่องนี้มีบรรยากาศเหมือน “ฝันร้าย” ที่ทุกคนพูดจาแปลกๆ มันสร้างความรู้สึก “Uncanny” (พิศวง) ที่หนังสยองขวัญยุคใหม่พยายามทำแต่ทำไม่ได้ แต่ Troll 2 โทรลล์ 2 ทำได้โดยไม่ได้ตั้งใจ
ทำไม Troll 2 โทรลล์ 2 ถึงน่าสนใจกว่าหนังดีๆ หลายเรื่อง?
ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้ คุณอาจจะถามว่า “แล้วจะดูไปทำไมถ้ามันแย่ขนาดนี้?” คำตอบคือ Troll 2 โทรลล์ 2 มีสิ่งที่หนังบล็อกบัสเตอร์สมัยนี้ไม่มี นั่นคือ “ความจริงใจ” (Sincerity)
ทีมงานทุกคน ผู้กำกับ นักแสดง (ณ ตอนนั้น) พวกเขาไม่ได้ตั้งใจจะทำหนังตลก พวกเขาตั้งใจจะทำหนังสยองขวัญจริงๆ พวกเขาเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำอย่างแรงกล้า ความพยายามที่สวนทางกับผลลัพธ์นี่แหละ คือเสน่ห์
- มันคาดเดาไม่ได้เพราะตรรกะมันพัง คุณเลยเดาไม่ได้ว่าฉากต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น พ่อจะฉี่รดอาหารไหม? แม่มดจะเสกคนเป็นข้าวโพดคั่วไหม? หรือจู่ๆ จะมีฉากเต้นแอโรบิกโผล่มาไหม? (ซึ่งมีจริงๆ!)
- ความบันเทิงบริสุทธิ์ไม่มีช่วงน่าเบื่อเลย ทุกฉากมีจุดให้จับผิด มีจุดให้ขำ หรือมีจุดให้ตั้งคำถามว่า “ทำไปเพื่ออะไรวะ?” ตลอดเวลา

บทสรุปมรดกแห่งความพังพินาศ
Troll 2 โทรลล์ 2 ไม่ใช่แค่หนัง แต่มันคือปรากฏการณ์ มันสอนให้เรารู้ว่า ศิลปะไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบถึงจะสร้างความสุขได้ บางครั้ง ความล้มเหลวที่ยิ่งใหญ่และจริงใจ ก็มีค่าและน่าจดจำมากกว่าความสำเร็จที่จืดชืด
ถ้าคุณกำลังมองหาหนังที่จะดูในคืนปาร์ตี้กับเพื่อนฝูง หนังที่จะทำให้คุณหัวเราะจนเหนื่อย หนังที่คุณจะยกมาพูดถึงได้อีกสิบปี Troll 2 โทรลล์ 2 คือคำตอบ อย่าดูเพื่อหาพล็อต อย่าดูเพื่อหาการแสดงเทพๆ แต่จงดูเพื่อซึมซับความ “มหัศจรรย์” ของมนุษย์ ที่พยายามจะสร้างงานศิลปะแต่สะดุดขาตัวเองล้มลงอย่างสวยงาม
คะแนน:
- ในฐานะภาพยนตร์0/10
- ในฐานะความบันเทิง100/10
- ระดับความกาวทะลุหลอด
คำเตือนสุดท้ายหลังจากดูจบ คุณอาจจะมอง “ข้าวโพด” และ “แซนด์วิชโบโลน่า” ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป… และจำไว้ครับ “You can’t piss on hospitality!”
นี่คือ บทสรุปตอนจบ (Ending Explained) แบบละเอียดของหนังเรื่อง Troll 2 โทรลล์ 2 ที่พาคุณไปสัมผัสความกาวจนหยดสุดท้าย ตั้งแต่ฉากไคลแม็กซ์ที่บ้านไร่ ไปจนถึงจุดจบที่หักมุมแบบช็อกโลก (และชวนงง) ครับ
ช่วงไคลแม็กซ์สงครามไสยศาสตร์กับแซนด์วิชโบโลน่า
สถานการณ์บีบคั้นถึงขีดสุดเมื่อครอบครัว “เวตส์” (Waits) ถูกเหล่าชาวเมืองนิลบ็อก (ซึ่งคือพวกก๊อบลินแปลงกาย) ล้อมบ้านพักตากอากาศเอาไว้ ทางออกไม่มี ทุกคนกำลังจะกลายเป็นอาหารต้นไม้
- การเข้าทรง (Seance)โจชัว (Joshua) เด็กน้อยตัวเอก ติดต่อกับวิญญาณคุณปู่เซธ (Grandpa Seth) อีกครั้ง ปู่บอกว่าพลังแห่งความชั่วร้ายของก๊อบลินรุนแรงมาก วิธีเดียวที่จะเอาชนะได้คือต้องใช้พลังจาก “หินวิเศษ” (Stonehenge magic stone) ที่ปู่เคยมอบให้โจชัวไว้ (ซึ่งดูเหมือนก้อนหินข้างทางธรรมดาๆ) ทุกคนในบ้านต้องจับมือกัน รวมพลังจิตเพื่อต่อสู้
- อาวุธลับดับเบิ้ลเด็คเกอร์ โบโลน่า แซนด์วิช (Double-Decker Bologna Sandwich)นี่คือจุดพีคที่สุดของหนัง ในขณะที่ก๊อบลินบุกเข้ามาในบ้านและแม่มดครีเดนซ์ (Creedence) กำลังร่ายเวทมนตร์ ปู่เซธบอกโจชัวว่า สิ่งที่พวกก๊อบลินแพ้ทางที่สุดคือ “เนื้อสัตว์” เพราะพวกมันเป็นมังสวิรัติปีศาจ โจชัวงัดไม้ตายออกมา นั่นคือ แซนด์วิชไส้โบโลน่า ที่เขาแอบซ่อนไว้ เขาไม่ได้เอาไปขว้างใส่ปีศาจ แต่เขา “กัดกินมัน” ต่อหน้าต่อตาพวกก๊อบลิน!
- พลังแห่งการกินเนื้อเชื่อหรือไม่ว่า การที่โจชัวเคี้ยวแซนด์วิชโบโลน่าอย่างเอร็ดอร่อย สร้างปฏิกิริยารุนแรงต่อพวกก๊อบลิน พลังแห่งเนื้อสัตว์ทำลายล้างมนตร์ดำ เหล่าก๊อบลินดิ้นทุรนทุราย กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด (เพียงเพราะเห็นเด็กกินเนื้อ) แม่มดครีเดนซ์กรีดร้องและสลายไป พลังความดี (และสารกันบูดในโบโลน่า) เป็นฝ่ายชนะ! ครอบครัวเวตส์รอดตายและขับรถหนีออกจากเมืองนิลบ็อกได้สำเร็จ

บทส่งท้ายกลับบ้านเรา รักรออยู่?
หนังตัดภาพกลับมาที่บ้านของครอบครัวเวตส์ในเมืองปกติ ชีวิตดูเหมือนจะกลับมาสงบสุข
- พ่อและแม่อยู่ในอารมณ์ผ่อนคลาย พ่อดูทีวี แม่ขอตัวไปอาบน้ำ
- โจชัวนั่งอยู่ในห้อง ดูโล่งอกที่ทุกอย่างจบลง
แต่ทว่า… กฎของหนังสยองขวัญเกรดบีคือ “มันยังไม่จบจนกว่าเครดิตจะขึ้น”
ฉากจบที่แท้จริงฝันร้ายในห้องนอนแม่
ในขณะที่แม่กำลังอาบน้ำ เสียงแม่ร้องเรียกโจชัวดังขึ้นมาจากในห้องนอน โจชัวเดินเข้าไปหาแม่ด้วยความสงสัย
- ภาพที่เห็นแม่นอนอยู่บนเตียง ห่มผ้าคลุมตัว แต่ท่าทางแปลกๆ แม่หันมาหาโจชัว และทันใดนั้น… ผ้าห่มก็เลื่อนออก เผยให้เห็นว่า ร่างกายของแม่กำลังเน่าเปื่อยและกลายเป็นสารสีเขียว (Green Goo) หรือกำลังกลายเป็นพืชให้พวกก๊อบลินกิน! ใช่ครับ… พวกก๊อบลินไม่ได้อยู่แค่นิลบ็อก พวกมันตามมาถึงบ้าน (หรืออาจจะดักรออยู่แล้ว)
- เหล่าก๊อบลินปรากฏตัวรอบเตียงของแม่ เต็มไปด้วยพวกก๊อบลินหน้ากากยางยืนล้อมอยู่ พวกมันกำลังกัดกินแม่ของเขาที่กำลังละลายกลายเป็นน้ำเมือกสีเขียวข้นๆ อย่างเอร็ดอร่อย
- ข้อเสนอสุดท้ายก๊อบลินตัวหนึ่งหันมาหาโจชัว แล้วยื่นชิ้นส่วนของแม่ (หรืออาหารสีเขียวที่แม่กลายสภาพไปแล้ว) มาให้โจชัว พร้อมส่งสายตาเชิญชวนให้ “มากินด้วยกันสิ”
- The Endหนังจบลงที่ภาพหน้าของโจชัวที่หวาดกลัวสุดขีด เขากรีดร้องเสียงหลง กล้องซูมเข้าที่หน้าเขา แล้วภาพก็หยุดนิ่ง (Freeze Frame) พร้อมกับเสียงดนตรีประกอบสุดหลอน จบบริบูรณ์
สรุปสั้นๆ
ครอบครัวหนีตายจากเมืองก๊อบลินมาได้ด้วยการให้เด็กกินแซนด์วิชโชว์ แต่พอกลับถึงบ้าน ปรากฏว่าก๊อบลินตามมาฆ่าแม่ โดยเปลี่ยนแม่ให้กลายเป็นอาหารเหลวสีเขียว แล้วชวนลูกชายให้มากินแม่ตัวเอง จบแบบปาหมอนและทำลายจิตใจเด็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ movieseries
- ประเภท: แอคชัน / แฟนตาซี / ผจญภัย
- ผู้กำกับ: รอร์ อูธัก
- นำแสดงโดย: อีเนอ มารีเอ วิลมันน์, มาดส์ โชเกิร์ด เพทเตอร์สัน, คิม แฟลค์ก
- ความยาว: 102 นาที
- กำหนดฉายในไทย: 1 ธันวาคม 2025 (ที่ Netflix)