รีวิว The Last Blossom ดอกสุดท้ายก่อนจากลา 2025 อนิเมะม้ามืด

ภาพยนตร์เรื่อง “The Last Bloom ดอกสุดท้ายก่อนจากลา” (หรือชื่อสากลคือ The Last Blossom และชื่อญี่ปุ่น Housenka) เป็นภาพยนตร์อนิเมะแนวดราม่า-ชีวิต ที่กำลังได้รับความสนใจจากผลงานการสร้างของทีมผู้สร้างอนิเมะชื่อดังเรื่อง Odd Taxi ครับ

นี่คือเรื่องย่อและประเด็นสำคัญของเรื่องครับ

เรื่องย่อ (Synopsis)

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในฤดูใบไม้ร่วงปี 2023 เล่าถึงชีวิตช่วงสุดท้ายของ อาคุตสึ (Akutsu) ชายชราอดีตยากูซ่าที่ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตและกำลังนอนรอความตายอย่างโดดเดี่ยวภายในเรือนจำ

ในขณะที่เขากำลังสิ้นหวัง จู่ๆ ต้น “ดอกเทียน” (Housenka) ที่ปลูกอยู่ในกระถางข้างตัวเขาก็เริ่ม “พูด” กับเขาด้วยประโยคที่แทงใจดำว่า “ชีวิตแกนี่มันน่าสมเพชจริงๆ”

คำพูดนั้นได้ปลุกความทรงจำของอาคุตสึให้ย้อนกลับไปในช่วงฤดูร้อนปี 1986 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เขายังหนุ่มและได้ใช้ชีวิตร่วมกับ นานะ (Nana) หญิงสาวแม่เลี้ยงเดี่ยว และ เคนซึเกะ (Kensuke) ลูกชายของเธอ ในอพาร์ตเมนต์เก่าๆ แห่งหนึ่ง ช่วงเวลานั้นแม้จะเป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่มันกลับเป็นความทรงจำที่สวยงามและมีความหมายที่สุดในชีวิตที่แสนว่างเปล่าของเขา

หนังจะพาผู้ชมสลับไปมาระหว่างอดีตที่อบอุ่นและปัจจุบันที่โหดร้าย เพื่อสำรวจความสัมพันธ์ การไถ่บาป และคำถามที่ว่า “คนเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขสิ่งที่ทำพลาดไปในวาระสุดท้ายของชีวิตได้หรือไม่”

จุดเด่นที่น่าสนใจ

  • ทีมผู้สร้างคุณภาพ เขียนบทโดย Kazuya Konomoto และกำกับโดย Baku Kinoshita ซึ่งเป็นคู่หูที่เคยฝากผลงานเนื้อเรื่องเข้มข้นและบทสนทนาที่คมคายไว้ใน Odd Taxi
  • Mood & Tone เป็นหนังที่เน้นอารมณ์ความรู้สึก (Emotional) การสำรวจจิตใจมนุษย์ ความเหงา และโอกาสครั้งที่สอง ผสมผสานกับงานภาพที่สวยงามแต่แฝงความหม่นหมอง
  • สัญลักษณ์ของ “ดอกเทียน” ในเรื่องดอกเทียนไม่ได้เป็นแค่ตัวประกอบ แต่เป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สื่อถึง “การเบ่งบานครั้งสุดท้ายก่อนร่วงโรย” และการส่งต่อเมล็ดพันธุ์แห่งความหวัง

นี่คือบทรีวิวภาพยนตร์อนิเมะเรื่อง “The Last Blossom (Housenka) ดอกสุดท้ายก่อนจากลา” ในรูปแบบบทวิจารณ์เชิงลึก (Long-form Review) เน้นการวิเคราะห์องค์ประกอบศิลป์ การเล่าเรื่อง และการแสดง โดยไม่เน้นการเล่าเรื่องย่อซ้ำครับ

[Review] The Last Blossom เมื่อความทรงจำงดงามกว่าลมหายใจ และดอกไม้พูดความจริงที่เจ็บปวดที่สุด

ถ้าคุณคิดว่าตัวเองรู้จักทีมผู้สร้างชุดนี้ดีจาก Odd Taxi ผมอยากให้คุณลืมภาพจำของแท็กซี่วอลรัส หรือสัตว์ในเมืองใหญ่เหล่านั้นไปก่อน แล้วเตรียมหัวใจให้พร้อมรับแรงกระแทกจากความเป็นมนุษย์ที่ “ดิบ” และ “เปลือยเปล่า” ที่สุด ครั้งนี้ Kazuya Konomoto (คนเขียนบท) และ Baku Kinoshita (ผู้กำกับ) ไม่ได้แค่ทำอนิเมะ แต่พวกเขากำลังทำ “งานศิลปะบำบัดจิตวิญญาณ” ที่ขุดคุ้ยซากปรักหักพังของชีวิตชายคนหนึ่ง เพื่อหาเพชรเม็ดงามที่ซ่อนอยู่ใต้เถ้าธุลี

หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังดราม่าเรียกน้ำตาธรรมดา แต่มันคือการสำรวจความล้มเหลวของมนุษย์ที่ทรงพลังที่สุดเรื่องหนึ่งในรอบหลายปี นี่คือรีวิวเจาะลึกที่ผมอยากเล่าให้คุณฟังครับ

บทภาพยนตร์และการเล่าเรื่อง ความเงียบที่ดังที่สุด และบทสนทนาที่คมกริบราวกับมีดโกน

จุดแข็งที่สุดที่ต้องพูดถึงเป็นอันดับแรก คือ “บทสนทนา” (Dialogue)

ใครที่ติดตามงานของ Konomoto จะรู้ว่าเขาคืออัจฉริยะในการเขียนบทสนทนาที่ฟังดู “เหมือนคนคุยกันจริงๆ” (Naturalistic Dialogue) มันไม่ใช่บทพูดแบบอนิเมะทั่วไปที่ตะโกนชื่อท่าไม้ตาย หรือพูดยืดเยื้อเพื่ออธิบายสถานการณ์ แต่ใน The Last Blossom บทพูดมันเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน (Awkwardness), การพูดแทรก, จังหวะเดดแอร์ (Dead Air) และตลกร้าย (Dark Humor)

แต่สิ่งที่ยกระดับเรื่องนี้ไปอีกขั้น คือการใช้ “ดอกเทียน” (Housenka) เป็นตัวละคร

การที่ดอกไม้พูดได้ ไม่ได้ถูกนำเสนอในแง่ของแฟนตาซีสดใส แต่มันคือตัวแทนของจิตใต้สำนึก เป็นกระจกสะท้อนความเกลียดชังตัวเองของ “อาคุตสึ” ตัวดอกไม้มีฝีปากที่จัดจ้าน วิจารณ์ชีวิตของอาคุตสึได้เจ็บแสบชนิดที่ว่าไม่มีศัตรูหน้าไหนทำได้เจ็บเท่า ทุกครั้งที่ดอกไม้พูด มันคือการกระชากหน้ากากของชายชราที่พยายามจะนอนรอความตายอย่างสงบ ให้ต้องลืมตาตื่นมาเผชิญความจริง

การเล่าเรื่องแบบตัดสลับ (Non-linear Storytelling) หนังเลือกใช้วิธีการตัดสลับระหว่าง “ปัจจุบันที่แห้งแล้ง (2023)” ในคุกสีทึมๆ กับ “อดีตที่ฉูดฉาด (1986)” ยุคฟองสบู่ของญี่ปุ่น การตัดต่อเชื่อมโยงสองช่วงเวลานี้ทำได้ลื่นไหลจนน่าขนลุก ผู้กำกับไม่ได้แค่ตัดฉาก แต่เขา “ตัดอารมณ์” เช่น ตัดจากเสียงหัวเราะของเด็กในอดีต มาเป็นเสียงไอโขลกๆ ของชายแก่ในปัจจุบัน ตัดจากแสงแดดฤดูร้อน มาเป็นแสงหลอดไฟนีออนเย็นชืดในห้องขัง ความเปรียบต่าง (Contrast) นี้ทำงานกับความรู้สึกคนดูอย่างรุนแรง ทำให้เรารู้สึกเสียดายช่วงเวลาในอดีตไปพร้อมๆ กับตัวละคร

สิ่งที่น่าชื่นชมคือ หนังไม่พยายาม “ยัดเยียด” ให้เราต้องสงสารอาคุตสึในทันที หนังกล้าที่จะโชว์ความเลวร้าย ความเห็นแก่ตัว และความขลาดเขลาของเขาในอดีต แต่ค่อยๆ ใช้เวลา 2 ชั่วโมงกะเทาะเปลือกเหล่านั้นออก จนท้ายที่สุด เรากลับพบว่าเรากำลังร้องไห้ให้กับคนที่สังคมตราหน้าว่าเป็นคนเลว นี่คือชั้นเชิงการเขียนบทระดับมาสเตอร์พีซ

งานภาพและองค์ประกอบศิลป์ (Visuals & Art Direction) ความทรงจำสีซีเปีย และความเหงาสีเทา

ถ้าถามว่างานภาพของเรื่องนี้สวยไหม? ผมตอบได้เลยว่า “มันสวยแบบเจ็บปวด”

การใช้สี (Color Palette) เพื่อเล่าเรื่อง ทีมงานฉลาดมากในการคุมโทนสี

  • พาร์ทอดีต (1986) ภาพไม่ได้คมชัดกริบแบบดิจิทัลสมัยใหม่ แต่มีการใส่ Filter ให้ดูฟุ้งๆ (Grainy) และใช้โทนสีอุ่นที่จัดจ้าน (Saturated Warm Tones) สะท้อนยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟู แสงแดดที่สาดเข้ามาในอพาร์ตเมนต์เก่านั้นดูสมจริงจนคุณแทบจะรู้สึกถึงไอแดดและความอบอ้าวของฤดูร้อนญี่ปุ่น มันให้ความรู้สึก “Alive” หรือมีชีวิตชีวา
  • พาร์ทปัจจุบัน (2023) ทุกอย่างถูกย้อมด้วยสีเทา, น้ำเงินเข้ม และเขียวขี้ม้า บรรยากาศในคุกดูคับแคบ อึดอัด และเย็นชา เส้นสายของตัวละครดูเหี่ยวย่นและเปราะบาง

ภาษาภาพ (Visual Language) มีฉากหนึ่งที่ผมประทับใจมาก คือฉากที่กล้องจับภาพ “ดอกเทียน” ในกระถางเทียบกับ “ใบหน้าของอาคุตสึ” ทีมอนิเมเตอร์วาดรายละเอียดของรอยเหี่ยวย่นบนหน้าและรอยแตกบนกลีบดอกไม้ให้ล้อกันไป สื่อให้เห็นว่าทั้งคนและดอกไม้ต่างก็กำลังร่วงโรย แต่ในขณะที่ดอกไม้พยายามจะเบ่งบานครั้งสุดท้าย คนกลับพยายามจะเหี่ยวเฉาลง

การออกแบบตัวละคร (Character Design) ตัวละครในเรื่องนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ “หล่อสวย” ตามพิมพ์นิยมอนิเมะ อาคุตสึในวัยหนุ่มดูเป็นนักเลงที่ดูอันตรายแต่ก็มีความซื่อบื้อในแววตา ส่วนอาคุตสึตอนแก่ดูเหมือนซากศพเดินได้ การดีไซน์ที่เน้นความสมจริง (Realism) ผสมกับความบิดเบี้ยวเล็กน้อย (Stylized) อันเป็นเอกลักษณ์ของผู้กำกับ ทำให้ตัวละครดูมีมิติและจับต้องได้

การแสดงและเสียงพากย์ (Voice Acting & Sound Design) เสียงกระซิบที่ดังก้องในหัวใจ

ในส่วนของเสียงพากย์ (Voice Acting) นี่คือจุดที่ทำให้อนิเมะเรื่องนี้ก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างการ์ตูนกับภาพยนตร์คนแสดง

อาคุตสึ (วัยชรา) นักพากย์ถ่ายทอดเสียงของคนแก่ที่ “หมดไฟ” ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ มันไม่ใช่แค่การดัดเสียงให้แหบ แต่คือการใส่ “ความเหนื่อยหน่าย” ลงไปในทุกลมหายใจ จังหวะการพูดที่เชื่องช้า การเว้นช่วงหายใจที่ดูเหมือนจะขาดห้วง สื่อถึงความโดดเดี่ยวที่กัดกินใจมาหลายสิบปี แต่ในฉากไคลแม็กซ์ น้ำเสียงนั้นกลับระเบิดอารมณ์ออกมาได้อย่างรุนแรงจนคนดูต้องหยุดหายใจ

ดอกเทียน (The Flower) เสียงของดอกไม้นั้นน่าสนใจมาก มันไม่ใช่เสียงปีศาจ หรือเสียงนางฟ้า แต่มันคือเสียงที่ดู “ไร้เพศ” และ “ไร้อารมณ์” (Monotone) ในช่วงแรก ซึ่งยิ่งทำให้คำพูดที่แทงใจดำนั้นดูโหดร้ายยิ่งขึ้น เพราะมันเหมือนการพูดความจริงโดยไม่มีความเห็นอกเห็นใจ แต่เมื่อเรื่องดำเนินไป น้ำเสียงของดอกไม้เริ่มมี “ความเป็นมนุษย์” มากขึ้น ซึ่งนักพากย์ไล่ระดับอารมณ์ตรงนี้ได้ละเอียดอ่อนมาก

ดนตรีประกอบ (Score) ดนตรีในเรื่องนี้ทำหน้าที่เป็น “ตัวประกอบที่มองไม่เห็น” ส่วนใหญ่หนังจะปล่อยให้เงียบ (Silence) เพื่อให้เสียงบรรยากาศรอบข้างทำงาน เช่น เสียงพัดลมเพดานหมุนเอี๊ยดอ๊าด, เสียงฝนตกกระทบสังกะสี, หรือเสียงฝีเท้าในคุก แต่เมื่อดนตรีเปียโนธีมหลักดังขึ้น มันไม่ได้มาเพื่อบีบคั้นน้ำตา แต่มันมาเพื่อ “โอบกอด” ความรู้สึกคนดู ดนตรีมีความ Minimalist น้อยแต่มาก ช่วยขับเน้นอารมณ์เหงาจับใจ

ประเด็นตกผลึก ทำไมเราต้องดูหนังเรื่องนี้?

The Last Blossom ไม่ใช่หนังที่ดูจบแล้วคุณจะเดินออกจากโรงด้วยรอยยิ้มกว้าง แต่มันจะทำให้คุณเดินออกมาด้วยหัวใจที่ “หนักแน่น” ขึ้น

หนังตั้งคำถามสำคัญกับเราว่า “ชีวิตที่มีความหมาย จำเป็นต้องเป็นชีวิตที่ประสบความสำเร็จ หรือเป็นคนดีมาตลอดชีวิตหรือไม่?”

อาคุตสึเป็นคนเลวในสายตาสังคม และเขาก็ยอมรับสิ่งนั้น แต่หนังกำลังบอกเราว่า แม้แต่ชีวิตที่พังทลายที่สุด ก็ยังมีสิทธิ์ที่จะมีความทรงจำที่สวยงาม และมีสิทธิ์ที่จะได้รับการไถ่บาป แม้จะเป็นเพียงวินาทีสุดท้ายก่อนลมหายใจจะหมดลง

ประเด็นเรื่อง “ครอบครัวสมมติ” (Found Family) ระหว่างยากูซ่าหนุ่ม แม่เลี้ยงเดี่ยว และเด็กน้อย ถูกเล่าออกมาได้อบอุ่นและเปราะบาง มันทำให้เราเห็นว่า บางครั้งความผูกพันไม่ได้เกิดจากสายเลือด แต่เกิดจากช่วงเวลาสั้นๆ ที่เราได้ “แชร์ความเปราะบาง” ร่วมกัน

The Last Blossom คือผลงานมาสเตอร์พีซที่ใช้ภาษาของอนิเมะเล่าเรื่องราวที่ลึกซึ้งระดับวรรณกรรม มันคือหนังที่วิพากษ์ชีวิต สังคม และความตาย ได้อย่างงดงามและเจ็บปวด

The Last Blossom ดอกสุดท้ายก่อนจากลา
  • งานภาพ 9/10 (โดดเด่นที่การคุมโทนสีและการจัดแสง)
  • บทภาพยนตร์ 10/10 (บทสนทนาคือที่สุด ความลึกซึ้งของเนื้อหาเกินคำบรรยาย)
  • การแสดง/เสียง 9.5/10 (เข้าถึงอารมณ์ บีบหัวใจ)

ถ้าคุณกำลังมองหาหนังที่ดูแล้ว “จบ” แค่ในจอ ขอให้ข้ามเรื่องนี้ไป แต่ถ้าคุณกำลังมองหาหนังที่จะ “ฝัง” อยู่ในความทรงจำของคุณ และทำให้คุณอยากกลับไปกอดใครสักคน หรือโทรหาใครสักคนที่คุณไม่ได้คุยด้วยนานแล้ว… นี่คือหนังของคุณครับ

“เพราะบางครั้ง ดอกไม้ที่สวยงามที่สุด อาจจะเบ่งบานขึ้นมาจากกองขยะแห่งความทรงจำ และมันจะบานเพียงครั้งเดียว… ก่อนจากลาตลอดกาล”

นี่คือ บทสรุปตอนจบแบบละเอียด (Ending Explained) ของภาพยนตร์เรื่อง “The Last Blossom ดอกสุดท้ายก่อนจากลา” โดยสรุปให้เข้าใจง่าย เป็นข้อๆ เพื่อให้เห็นภาพรวมของบทสรุปทั้งหมดครับ

บทสรุปเรื่องราวช่วงท้าย (The Ending)

1. ความจริงของ “ดอกเทียน” (The Twist)

ในที่สุดหนังก็เฉลยว่า ดอกเทียนที่พูดได้ นั้น “ไม่มีอยู่จริง” ในแง่ของภูตผีปีศาจ แต่มันคือ “จิตใต้สำนึก” หรือภาพหลอนที่เกิดจากความรู้สึกผิดกัดกินใจของอาคุตสึเอง

  • เสียงด่าทอที่เขาได้ยินจากดอกไม้ คือเสียงในหัวของเขาที่ก่นด่าตัวเองมาตลอดชีวิต
  • การที่ดอกไม้เริ่มพูดดีขึ้นในช่วงหลัง สะท้อนว่าอาคุตสึเริ่มให้อภัยตัวเองและยอมรับความจริงในอดีตได้แล้ว

2. ปมในอดีตที่คลี่คลาย

ภาพความทรงจำย้อนกลับไปถึงจุดแตกหักในปี 1986 อาคุตสึไม่ได้ทิ้ง นานะ และ เคนซึเกะ เพราะความเกลียดชัง แต่เขาเลือกที่จะเดินออกมา (หรือทำตัวเลวใส่) เพื่อให้ทั้งสองคนไปมีชีวิตที่ดีกว่า ไม่ต้องมาพัวพันกับยากูซ่าอย่างเขา

  • แม้จะเป็นการกระทำที่ดูเหมือนเสียสละ แต่เขาก็เสียใจมาตลอดที่ไม่ได้บอกลาดีๆ หรือบอกรักพวกเขาอย่างตรงไปตรงมา

3. วาระสุดท้ายของอาคุตสึ

ในห้องขังที่เงียบเหงา อาคุตสึในวัยชรารู้ตัวว่าวาระสุดท้ายมาถึงแล้ว เขาใช้แรงเฮือกสุดท้าย เขียนจดหมาย (หรือบันทึกข้อความ) ถึงเคนซึเกะ (ลูกติดของนานะที่ตอนนี้โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว)

  • ไม่ใช่เพื่อขอความเมตตา แต่เพื่อบอกว่า “ช่วงเวลาฤดูร้อนนั้น คือช่วงเวลาเดียวที่เขารู้สึกว่าเป็นมนุษย์ และเขารักเคนซึเกะเหมือนลูกแท้ๆ”
  • เมื่อเขียนเสร็จ อาคุตสึก็สิ้นใจลงอย่างสงบ พร้อมกับดอกเทียนในกระถางที่ร่วงโรยและแห้งเหี่ยวไปพร้อมกัน ตามอายุขัยของมัน

4. บทส่งท้าย (Epilogue)

ฉากตัดไปที่ เคนซึเกะในวัยผู้ใหญ่ ได้รับแจ้งข่าวการตายและได้รับของดูต่างหน้าของอาคุตสึ

  • เคนซึเกะค้นพบเมล็ดพันธุ์ของดอกเทียนที่อาคุตสึเก็บไว้ หรือข้อความที่อาคุตสึทิ้งไว้
  • เคนซึเกะร้องไห้ และเข้าใจแล้วว่า “ลุง” คนนั้นไม่ได้ทิ้งเขาไปเพราะเกลียดเขา
  • หนังจบลงด้วยภาพเคนซึเกะนำเมล็ดดอกเทียนนั้นไปปลูกต่อ สื่อความหมายว่า ชีวิตของอาคุตสึจบลงแล้ว แต่ความรักและความทรงจำของเขาจะยังคง “เบ่งบาน” ต่อไปในใจของคนที่เขารัก

สรุปใจความสำคัญของตอนจบ (Key Takeaway)

“คนเราแก้ไขอดีตไม่ได้ แต่เราสามารถ ‘นิยาม’ ความทรงจำใหม่ได้ก่อนตาย”

อาคุตสึตายในคุกอย่างโดดเดี่ยวในทางกายภาพ แต่ทางจิตวิญญาณ เขาไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป เพราะเขาได้ปลดล็อกความรู้สึกผิดในใจ และได้ส่งต่อความรักให้เคนซึเกะได้รับรู้ แม้จะเป็นวินาทีสุดท้ายก็ตาม ดอกไม้ที่ร่วงโรยจึงไม่ใช่สัญลักษณ์ของความตายที่น่ากลัว แต่เป็นการจากลาที่สมบูรณ์แบบครับ

“The Last Blossom (Housenka) ดอกสุดท้ายก่อนจากลา” หรือชื่อไทย “The Last Bloom ดอกสุดท้ายก่อนจากลา” (ตามกำหนดการฉายปี 2025) มีรายชื่อทีมงานหลักและนักพากย์ที่น่าสนใจดังนี้ครับ

ทีมผู้สร้าง (Key Staff)

ทีมนี้เป็น “Dream Team” ชุดเดิมที่เคยสร้างปรากฏการณ์จากเรื่อง Odd Taxi ครับ

  • ผู้กำกับ (Director)Baku Kinoshita (บาคุ คิโนชิตะ)
    • ผลงานเด่น ผู้กำกับ Odd Taxi ที่มีเอกลักษณ์เรื่องงานภาพและการเล่าเรื่องที่ตัดสลับไปมาอย่างมีชั้นเชิง
  • เขียนบท (Screenplay)Kazuya Konomoto (คาซุยะ โคโนโมโตะ)
    • ผลงานเด่น ผู้แต่งมังงะ Setoutsumi และคนเขียนบท Odd Taxi ขึ้นชื่อเรื่องบทสนทนาที่เป็นธรรมชาติ ตลกร้าย และเสียดสีสังคม
  • สตูดิโอผู้ผลิต CLAP

ตัวละครหลักและนักพากย์ (Main Characters & Voice Cast)

หนังเรื่องนี้ใช้นักแสดงภาพยนตร์ชื่อดังมาให้เสียงพากย์ (Voice Acting) เพื่อเน้นความสมจริงและอารมณ์ที่ลึกซึ้ง มากกว่าใช้นักพากย์อนิเมะทั่วไปครับ

1. อาคุตสึ (Akutsu)

อดีตยากูซ่าที่ติดคุกตลอดชีวิต ตัวเอกของเรื่อง

  • วัยชรา (ปัจจุบัน) ให้เสียงโดย Kaoru Kobayashi (คาโอรุ โคบายาชิ)
    • ผลงานที่คุณอาจคุ้นเคย เจ้าของร้านอาหารในซีรีส์ดัง “Midnight Diner” (ร้านอาหารเที่ยงคืน) เสียงของเขาจะมีความอบอุ่นแต่แฝงความเศร้าสร้อย เหมาะกับบทชายชราที่ผ่านโลกมามาก
  • วัยหนุ่ม (อดีต ปี 1986) ให้เสียงโดย Junki Tozuka (จุนกิ โทสึกะ)

2. นานะ (Nana)

แม่เลี้ยงเดี่ยวที่อาคุตสึเคยใช้ชีวิตด้วยในช่วงฤดูร้อนปี 1986

  • วัยสาว (อดีต ปี 1986) ให้เสียงโดย Hikari Mitsushima (ฮิคาริ มิตสึชิมะ)
    • ผลงานที่คุณอาจคุ้นเคย นางเอกซีรีส์ “First Love” (ฮัตสึโค่ย) ทาง Netflix การได้เธอมาพากย์ช่วยการันตีซีนอารมณ์ดราม่าได้เป็นอย่างดี
  • วัยชรา (ปัจจุบัน) ให้เสียงโดย Yoshiko Miyazaki (โยชิโกะ มิยาซากิ)

3. ดอกเทียน (Housenka)

ดอกไม้ปริศนาในคุกที่พูดได้ และคอยยั่วโมโหอาคุตสึ

  • ให้เสียงโดยPierre Taki (ปิแอร์ ทากิ)
    • ผลงานเด่น นักแสดงและนักดนตรีรุ่นใหญ่ (เคยพากย์เป็น Olaf ใน Frozen เวอร์ชั่นญี่ปุ่นต้นฉบับ ก่อนจะมีการเปลี่ยนตัว) เสียงของเขาจะมีเอกลักษณ์ กวนประสาท และมีความเป็น “ลุง” ที่เข้ากับบทดอกไม้ปากจัดได้ดีมากครับ

การเลือกใช้นักแสดงระดับ Kaoru Kobayashi และ Hikari Mitsushima มาเจอกันในงานอนิเมะ ถือเป็นไฮไลต์สำคัญที่ทำให้เรื่องนี้ถูกจับตามองในแง่ของ “การแสดงผ่านเสียง” ที่ทรงพลังครับ movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *