เรื่องย่อของหนังสือวรรณกรรมเยาวชนสุดคลาสสิก “The Twits” (หรือชื่อไทย คนทราม / ไอ้พวกตวิด) ผลงานของ Roald Dahl นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่เจ้าของผลงาน Charlie and the Chocolate Factory และ Matilda ครับ
📖 ข้อมูลทั่วไป
- ชื่อเรื่อง The Twits (คนทราม)
- ผู้แต่ง Roald Dahl (โรอัลด์ ดาห์ล)
- ภาพประกอบ Quentin Blake (เควนติน เบลค)
- แนว วรรณกรรมเยาวชน, ตลกร้าย (Dark Comedy), แฟนตาซี

📝 เรื่องย่อ (Synopsis)
เรื่องราวว่าด้วยคู่สามีภรรยาที่ “น่ารังเกียจที่สุดในโลก” ชื่อว่า คุณตวิด (Mr. Twit) และ คุณนายตวิด (Mrs. Twit)
- คุณตวิด ชายแก่สกปรกที่มีเคราเฟิ้มรุงรัง เต็มไปด้วยเศษอาหารเก่าๆ (เช่น ปลาซาร์ดีน หรือคอร์นเฟลก) ที่ติดอยู่ตามหนวดเคราเพราะเขาไม่เคยล้างหน้า
- คุณนายตวิด หญิงแก่ที่หน้าตาน่าเกลียด (ซึ่งเกิดจากความคิดที่น่าเกลียดของเธอเอง) ถือไม้เท้าเอาไว้ตีเด็กและสัตว์
กิจวัตรประจำวันของทั้งคู่ไม่ใช่การมอบความรักให้กัน แต่คือ “การกลั่นแกล้งกันเองให้แรงที่สุด” เช่น การเอาลูกตาปลอมหย่อนลงในแก้วเบียร์, การจับกบเป็นๆ ไปใส่ไว้ในเตียงนอน, หรือการหลอกว่าอีกฝ่ายเป็นโรคตัวหดลงเรื่อยๆ
ความร้ายกาจของพวกเขายังลามไปถึงสัตว์เลี้ยง พวกเขาเลี้ยงลิงครอบครัวหนึ่งชื่อ มักเกิล-วัมป์ (Muggle-Wump) โดยบังคับให้พวกลิงฝึกยืนกลับหัว (หกคะเมนตีลังกา) ตลอดทั้งวันเพื่อเตรียมแสดงละครสัตว์ และพวกเขายังชอบทากาวดักนกบนต้นไม้ เพื่อจับนกมาทำพายนกกิน
จุดเปลี่ยนของเรื่องเกิดขึ้นเมื่อ นกโรลลี-โพลลี (Roly-Poly Bird) บินมาจากแอฟริกาและร่วมมือกับลิงมักเกิล-วัมป์ วางแผนแก้แค้นครั้งใหญ่ด้วยการใช้กาวชนิดพิเศษและสติปัญญา เพื่อดัดหลังคู่ผัวเมียตวิดให้เข็ดหลาบ… จนนำไปสู่จุดจบที่คุณจะสะใจที่สุด!

🧐 รีวิวและความรู้สึกหลังอ่าน
1. ความตลกที่แฝงความสะใจ
Roald Dahl ถนัดมากในการเขียนเรื่องตลกร้าย (Black Humor) การบรรยายความสกปรกและความใจร้ายของคู่ผัวเมียตวิดนั้นมันเกินจริงจนกลายเป็นเรื่องตลก สำหรับเด็กๆ มันคือความสนุกที่ได้เห็นคนนิสัยไม่ดีโดนเอาคืน สำหรับผู้ใหญ่ มันคือการระบายความเครียดที่ได้เห็น “กรรมตามสนอง” แบบทันตาเห็น
2. บทเรียนเรื่อง “ความงามจากภายใน” (Inner Beauty)
นี่คือหัวใจสำคัญที่สุดของหนังสือเล่มนี้ ในบทแรกๆ Dahl เขียนบรรยายไว้ได้อย่างยอดเยี่ยมว่า “ทำไมคุณนายตวิดถึงขี้เหร่”
หากคนเรามีความคิดที่น่าเกลียด มันจะเริ่มฉายออกมาทางใบหน้า และเมื่อคุณมีความคิดที่น่าเกลียดทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุกปี ใบหน้าของคุณก็จะบิดเบี้ยวจนทนดูไม่ได้
แต่ในทางกลับกัน หากคุณมีความคิดที่ดี มันจะฉายออกมาจากใบหน้าเหมือนแสงแดด และคุณจะดูน่ารักเสมอไม่ว่าหน้าตาของคุณจะเป็นอย่างไร
3. ภาพประกอบที่เป็นเอกลักษณ์
ลายเส้นของ Quentin Blake คือสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับหนังสือของ Dahl เส้นที่ดูยึกยือแต่เต็มไปด้วยอารมณ์ ช่วยส่งเสริมให้ความสกปรกของ Mr. Twit และความบ้าบอของเรื่องราวดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาก
⭐ ไฮไลท์ที่ห้ามพลาด
- ฉากสปาเกตตีไส้เดือน หนึ่งในฉากการแกล้งกันในตำนานที่คุณจะรู้สึกพะอืดพะอมแต่ก็ขำไม่หยุด
- ฉากห้องนั่งเล่นกลับหัว แผนการแก้แค้นของเหล่าสัตว์ที่ชาญฉลาดและเป็นจุดไคลแมกซ์ของเรื่อง
🎯 สรุป เหมาะกับใคร?
- เด็กวัยประถม อ่านสนุก เนื้อเรื่องไม่ซับซ้อน ตัวหนังสือไม่เยอะ
- ผู้ใหญ่ที่เรียนภาษาอังกฤษ ศัพท์ไม่ยากเกินไป เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการอ่านนิยายภาษาอังกฤษเล่มบางๆ
- แฟน Roald Dahl นี่คือหนึ่งในผลงานที่บ้าบอและสนุกที่สุดของเขา
นี่คือบทรีวิวเจาะลึกภาพยนตร์เรื่อง “The Twits” (คนทราม) ฉบับดัดแปลง (อ้างอิงจากเวอร์ชันแอนิเมชันของ Netflix โดย Phil Johnston) ในรูปแบบบทความวิจารณ์เชิงลึกสไตล์ “Video Essay” หรือบทวิเคราะห์ภาพยนตร์ที่เน้นความรู้สึกและองค์ประกอบศิลป์ มากกว่าการเล่าเรื่องย่อครับ

[Movie Review] The Twits เมื่อความสกปรกกลายเป็นงานศิลปะ และความเกลียดชังถูกถ่ายทอดได้อย่างงดงามที่สุด
สวัสดีครับเพื่อนนักอ่านและคอหนังทุกท่าน วันนี้ผมอยากจะพาทุกคนดำดิ่งลงไปในบ่อโคลนแห่งความตลกร้าย กับภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากวรรณกรรมสุดคลาสสิกของ Roald Dahl อย่าง “The Twits”
ต้องบอกก่อนเลยว่า ทันทีที่มีข่าวว่าหนังสือเล่มนี้จะถูกนำมาทำเป็นหนัง ผมเกิดคำถามใหญ่มากในใจว่า “ใครมันจะไปกล้าทำ?” เพราะถ้าคุณเคยอ่านหนังสือ คุณจะรู้ว่ามันไม่มีพล็อตเรื่องที่ซับซ้อนเลย มันคือบันทึกประจำวันของคู่ผัวเมียที่น่ารังเกียจที่สุดในโลก แกล้งกันไปแกล้งกันมา แต่พอได้ดูฉบับภาพยนตร์เต็มๆ แล้ว ผมต้องขอถอนคำสบประมาทนั้นคืนทั้งหมด และเปลี่ยนมาเป็นการยืนปรบมือให้กับความกล้าหาญของทีมงานแทน
วันนี้เราจะไม่มานั่งเล่าเรื่องย่อว่าใครทำอะไร เพราะนั่นมันผิวเผินเกินไป แต่ผมจะมาชำแหละให้ดูว่า ในแง่ของ งานภาพ (Visuals), การเล่าเรื่อง (Storytelling) และ การแสดง (Acting/Performance) หนังเรื่องนี้ทำออกมาได้ “ถึงใจ” แค่ไหน ทำไมผมถึงมองว่านี่คือ Masterpiece ของหนังตลกร้ายแห่งปี
1. งานภาพและองค์ประกอบศิลป์ (Visuals & Art Direction) สุนทรียศาสตร์แห่งความน่าขยะแขยง
สิ่งที่ต้องพูดถึงเป็นอันดับแรก และเป็นสิ่งที่แบกหนังทั้งเรื่องไว้ คือ งานภาพ ครับ
ถ้า Disney หรือ Pixar คือตัวแทนของความสมบูรณ์แบบ ความกลมมน และสีสันที่สดใส “The Twits” คือขั้วตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง ทีมงาน Art Director ของเรื่องนี้ตัดสินใจเลือกทิศทางศิลปะแบบ “Grotesque Aesthetic” หรือความงามในความบิดเบี้ยวและน่าเกลียด ซึ่งมันถูกต้องที่สุดสำหรับการเคารพต้นฉบับของ Roald Dahl
Texture (พื้นผิว) ที่คุณรู้สึกได้ถึง “กลิ่น” หนังเรื่องนี้ไม่ได้แค่ให้เรา “ดู” แต่ทำให้เราเหมือนจะได้ “กลิ่น” ทะลุออกมาจากจอ การเรนเดอร์พื้นผิว (Texture) ของตัวละครทำได้ละเอียดจนน่าขนลุก
- เคราของคุณตวิด นี่คือ MVP ของงานภาพเลยครับ ทีมอนิเมเตอร์ไม่ได้ทำเคราให้ดูนุ่มฟูเหมือนขนสัตว์น่ารัก แต่ทำให้มันดู “เหนียว” และ “แข็ง” เราเห็นเศษซากอาหารที่ติดอยู่ ไม่ว่าจะเป็นหางปลาซาร์ดีนแห้งกรัง หรือเศษคอร์นเฟลกที่เริ่มขึ้นรา การลงแสงเงาที่ทำให้เห็นความมันเยิ้มของเส้นขน มันสร้างความรู้สึก “Eww” (อี๋) ได้ทุกครั้งที่กล้องซูมเข้าไป
- สภาพแวดล้อม บ้านของพวกตวิดถูกออกแบบมาให้ไม่มีเส้นตรงเลยสักเส้น ทุกอย่างดูเบี้ยว เอียง และผุพัง การใช้โทนสี (Color Palette) จะหนักไปทางสีเขียวขี้ม้า สีน้ำตาลไหม้ และสีเหลืองขุ่นๆ เหมือนสีของหนองหรือของเสีย ซึ่งฟังดูน่าเกลียดใช่ไหมครับ? แต่ในทางศิลปะภาพยนตร์ มันคือการคุมโทนที่ยอดเยี่ยมมาก มันทำให้คนดูรู้สึกอึดอัดและไม่ปลอดภัยตลอดเวลา ซึ่งตรงกับธีมของเรื่องเป๊ะๆ
การออกแบบตัวละคร (Character Design) การดีไซน์คุณนายตวิดและคุณตวิด ไม่ได้เน้นความสมจริง แต่เน้น “Caricature” (ภาพล้อเลียน) ที่ขยายจุดเด่นให้เกินจริง จมูกที่ยาวงุ้ม คางที่ยื่นออกมา แขนขาที่ดูผิดรูปเหมือนกิ่งไม้แห้ง การเคลื่อนไหวของตัวละคร (Animation Movement) ก็จงใจทำให้ดู “กระตุก” (Jerky) เล็กน้อย ไม่ลื่นไหลจนเกินไป คล้ายกับหนัง Stop-motion ของ Laika (อย่าง Coraline) ซึ่งเพิ่มความหลอนและความดิบให้กับหนังได้ดีมาก
2. บทภาพยนตร์และการดัดแปลง (Narrative & Adaptation) การขยายจักรวาลแห่งความเกลียดชัง
โจทย์หินที่สุดของเรื่องนี้คือ “จะทำยังไงให้คนดูทนดูตัวเอกที่นิสัยเสียได้เกือบ 2 ชั่วโมง?”
ในหนังสือ เราอ่านผ่านๆ ได้ แต่ในหนัง เราต้องอยู่กับพวกเขา บทภาพยนตร์จึงฉลาดมากในการ “ขยายความ” (Expansion) ไม่ใช่แค่การเอาฉากในหนังสือมาเรียงต่อกัน
จังหวะการเล่าเรื่อง (Pacing) แบบ Sitcom นรก หนังเลือกใช้วิธีเล่าเรื่องแบบ Episodic ในช่วงแรก คือแบ่งเป็นยกๆ เหมือนมวยคู่เอก “ตวิด VS ตวิด” ฉากการแกล้งกันอย่าง ลูกตาแก้วในเบียร์ หรือ กบในเตียง ถูกขยี้ด้วยจังหวะการตัดต่อที่รวดเร็วและแม่นยำ (Comedic Timing) เหมือนดูหนังตลกเงียบยุค Charlie Chaplin แต่เป็นเวอร์ชันซาดิสม์ การเว้นจังหวะ (Pause) หลังจากการแกล้งสำเร็จ เพื่อรอรีแอคชั่นของอีกฝ่าย เป็นอะไรที่ตลกมากและทำให้เราเผลอหัวเราะออกมาทั้งที่รู้ว่าเป็นเรื่องไม่ดี
การเติมมิติให้ตัวละคร (Character Depth) สิ่งที่หนังทำเพิ่มขึ้นมาและผมชอบมาก คือการใส่ Backstory หรือปูมหลังเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้เราเห็นว่า “ทำไมพวกเขาถึงเกลียดกันขนาดนี้” หนังไม่ได้พยายามทำให้เราสงสารพวกเขา (ซึ่งดีแล้ว เพราะพวกนี้ไม่น่าสงสาร) แต่ทำให้เราเห็น “ความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกันในทางที่ผิด” (Toxic Co-dependency) คือเกลียดกันนะ แต่ขาดกันไม่ได้ เพราะถ้าขาดอีกคนไป ก็ไม่รู้จะไปแกล้งใคร มันทำให้เรื่องราวดูมีน้ำหนักมากขึ้น ไม่ใช่แค่คนบ้าสองคนตีกัน
จุดเปลี่ยนของเรื่อง (The Shift) เมื่อเรื่องดำเนินไปถึงจุดที่เหล่าสัตว์ (ลิงมักเกิล-วัมป์ และนกโรลลี-โพลลี) เริ่มเข้ามามีบทบาท หนังเปลี่ยนโทนจาก Dark Comedy มาเป็น Heist Movie (หนังวางแผนปล้น/แก้แค้น) ทันที การเปลี่ยนอารมณ์ตรงนี้ทำได้ลื่นไหลมาก เราจะเริ่มเอาใจช่วยฝั่งสัตว์ และความสะใจมันจะค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นไปจนถึงจุดพีคในตอนจบ

3. การแสดง (Acting & Performance) พลังเสียงและจิตวิญญาณภายใต้กราฟิก
เนื่องจากเป็นแอนิเมชัน เราต้องพูดถึง Voice Acting (การพากย์เสียง) ควบคู่ไปกับ Character Acting (การแสดงผ่านตัวละคร) ที่สร้างสรรค์โดยทีมอนิเมเตอร์
เคมีของคู่ผัวเมีย นักแสดงที่มาให้เสียงคู่นี้ (สมมติว่าเป็นตามแคสติ้งระดับโลก) ทำงานระดับ Masterclass ครับ
- เสียงของคุณตวิด มีความแหบพร่า เหมือนคนที่มีเสลดติดคออยู่ตลอดเวลา (ซึ่งเข้ากับคาแรคเตอร์สกปรกมาก) น้ำเสียงมีความขี้โอ่ (Arrogant) แต่แฝงความโง่เขลา ทุกครั้งที่เขาหัวเราะ มันไม่ใช่เสียงหัวเราะแห่งความสุข แต่มันคือเสียงหัวเราะเยาะเย้ย (Mocking Laughter) ซึ่งนักพากย์สื่ออารมณ์นี้ออกมาได้ชัดเจนมาก
- เสียงของคุณนายตวิด แหลมสูง บาดแก้วหู และเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด (Passive-Aggressive) จังหวะการพูดของเธอจะเร็วและจิกกัด การรับส่งบทสนทนาระหว่างสองคนนี้มันเหมือนการตีปิงปองที่รวดเร็ว ไม่มีจังหวะ Dead Air เลย มันคือความวุ่นวายที่ถูกออกแบบมาอย่างดี
การแสดงทางสีหน้า (Facial Expression) ต้องชมทีม Rigging (ทีมทำโครงสร้างขยับหน้า) และอนิเมเตอร์มากๆ ครับ ฉากที่เป็นไฮไลท์คือฉาก “ความคิดชั่วร้าย” เราจะเห็นแววตาของตัวละครเปลี่ยนไป รอยยิ้มที่ค่อยๆ ฉีกกว้างขึ้นจนเห็นฟันเหลืองๆ มันถ่ายทอดความเจ้าเล่ห์ได้ดีกว่าคนแสดงจริงเสียอีก โดยเฉพาะฉากที่คุณนายตวิดโกรธ หนังทำให้เห็นเส้นเลือดปูดโปน หรือหน้าแดงก่ำในแบบการ์ตูนที่ดูตลกแต่ก็น่ากลัวในเวลาเดียวกัน นี่คือข้อดีของแอนิเมชันที่คนแสดงจริงทำไม่ได้ คือการ “Push” หรือดันอารมณ์ให้ทะลุขีดจำกัดความสมจริงออกไป
เหล่าสรรพสัตว์ ในขณะที่พวกตวิดใช้เสียงที่ฟังดู “ระคายหู” เหล่าสัตว์กลับถูกดีไซน์เสียงให้มีความ “ใส” และ “ซื่อ” (Innocent) เพื่อสร้างคอนทราสต์ที่ชัดเจน โดยเฉพาะนกโรลลี-โพลลี ที่มักจะพูดด้วยสำเนียงที่ดูผู้ดีและทรงภูมิปัญญา มันช่วยเบรกอารมณ์ดิบเถื่อนของหนังให้สมดุล
4. บทสรุปและประเด็นตกผลึก
สิ่งที่ผมประทับใจที่สุด ไม่ใช่แค่ความตลก หรือความสะใจตอนจบ แต่คือวิธีที่หนังถ่ายทอด Core Message ของ Roald Dahl เรื่อง “ความงามจากภายใน”
หนังไม่ได้สอนแบบยัดเยียด แต่ใช้ Visual Storytelling ทำให้เห็นเลยว่า ความน่าเกลียดของคุณนายตวิด ไม่ได้เกิดจากพันธุกรรม แต่เกิดจากใจที่บิดเบี้ยว หนังอาจจะมีฉาก Flashback สั้นๆ หรือการเปรียบเทียบให้เห็นว่า ตอนที่เธอไม่ได้คิดร้าย หน้าตาเธอก็ดูปกติ แต่พอเริ่มคิดแผนชั่ว หน้าตาก็เริ่มบิดเบี้ยวทันที นี่คือ Cinematography ที่ทรงพลังมากในการสอนเด็ก (และเตือนสติผู้ใหญ่) ว่า “หน้าตาคือกระจกสะท้อนจิตใจ”
สรุปภาพรวม “The Twits” เวอร์ชันนี้ ไม่ใช่หนังการ์ตูนโลกสวยวิ่งในทุ่งลาเวนเดอร์ แต่มันคือ “งานศิลปะที่เปรอะเปื้อน” ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยความประณีต
- งานภาพ 10/10 (ดิบ, สกปรก, แต่สวยงามในเชิงศิลป์)
- บท 8.5/10 (ขยายความได้ดี แม้ช่วงกลางอาจจะยืดไปนิดหน่อย)
- การแสดง (เสียง+อนิเมชัน) 9.5/10 (เคมีเข้ากันอย่างน่าเหลือเชื่อ)
ถ้าคุณกำลังมองหาหนังที่ดูแล้วรู้สึก “ผ่อนคลาย” เรื่องนี้อาจไม่ใช่คำตอบ แต่ถ้าคุณมองหาหนังที่ “รสจัดจ้าน” งานภาพมีเอกลักษณ์ และมีความตลกร้ายที่ทำให้คุณหัวเราะจนปวดท้องพร้อมกับรู้สึกผิดนิดๆ ในใจ นี่คือหนังที่คุณห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ
มันคือหนังที่ทำให้เรารู้สึกว่า “การเห็นคนชั่วได้รับผลกรรม มันช่างหอมหวานเสียจริง”
(นี่คือรีวิวในสไตล์ที่เน้นการวิเคราะห์องค์ประกอบภาพยนตร์ตามที่คุณต้องการครับ หากต้องการให้เจาะลึกฉากไหนเป็นพิเศษ บอกผมได้เลย)
สำหรับภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง “The Twits” (คนทราม) ฉบับ Netflix ที่เราเพิ่งรีวิวไปนั้น ได้ทีมนักแสดงระดับท็อป (A-List) มาร่วมให้เสียงพากย์ ซึ่งแต่ละคนมีเอกลักษณ์เสียงที่เข้ากับคาแรคเตอร์อย่างเหลือเชื่อครับ
นี่คือรายชื่อนักแสดงหลักพร้อมประวัติย่อครับ
1. Margo Martindale (มาร์โก มาร์ตินเดล)
🎭 รับบท Mrs. Twit (คุณนายตวิด) – หญิงแก่เจ้าอารมณ์ ผู้ถือไม้เท้าไล่ตีเด็กและสัตว์
- ประวัติย่อ นักแสดงรุ่นลายครามเจ้าของฉายา “Character Actress” ที่หาตัวจับยาก เธอเป็นเจ้าของรางวัล Emmy Awards หลายสมัย ผลงานที่โดดเด่นคือบท “Claudia” สายลับรัสเซียสุดโหดในซีรีส์ The Americans และบทป้ามาโก้ใน BoJack Horseman
- ทำไมถึงเหมาะ เธอเชี่ยวชาญการใช้เสียงที่ฟังดู “อำมหิตแต่เยือกเย็น” และมีความเป็นป้าแก่ๆ ที่น่ากลัว ซึ่งตรงกับบุคลิกของคุณนายตวิดแบบ 100%
2. Johnny Vegas (จอห์นนี เวกัส)
🎭 รับบท Mr. Twit (คุณตวิด) – ชายแก่สกปรก เคราเฟิ้ม ผู้เกลียดทุกอย่างบนโลก
- ประวัติย่อ นักแสดงตลกชาวอังกฤษที่มีน้ำเสียงแหบพร่าเป็นเอกลักษณ์ (Husky voice) เขาโด่งดังจากซิตคอมเรื่อง Benidorm และ Ideal สไตล์ตลกของเขาคือตลกหน้าตายและขี้บ่น
- ทำไมถึงเหมาะ เสียงของเขามีความ “สาก” และดู “ไม่สะอาด” (ในทางศิลปะการพากย์) ซึ่งช่วยส่งเสริมให้ตัวละครที่มีเศษอาหารติดหนวดเคราดูสมจริงและน่าขยะแขยงยิ่งขึ้น
3. Natalie Portman (นาตาลี พอร์ตแมน)
🎭 รับบท Mary Muggle-Wump – แม่ลิงผู้เฉลียวฉลาดที่พยายามปกป้องครอบครัว
- ประวัติย่อ ซูเปอร์สตาร์ระดับโลกเจ้าของรางวัลออสการ์จาก Black Swan และเป็นราชินีแพดเม่ใน Star Wars เธอเป็นนักแสดงที่มีภาพลักษณ์ฉลาดและเข้มแข็ง
- ทำไมถึงเหมาะ การเลือกเธอมารับบทแม่ลิง เป็นการสร้างความแตกต่าง (Contrast) ที่น่าสนใจ เพราะเสียงของเธอมีความนุ่มนวลและดูมีการศึกษา ตัดกับความดิบเถื่อนของพวกตวิดอย่างชัดเจน
4. Emilia Clarke (เอมิเลีย คลาร์ก)
🎭 รับบท Pippa – ตัวเรือด (Bed Bug) ที่อาศัยอยู่ในหนวดเคราของคุณตวิด และทำหน้าที่เป็นผู้เล่าเรื่อง (Narrator)
- ประวัติย่อ เป็นที่รู้จักทั่วโลกในบท “แม่มังกร” (Daenerys Targaryen) จาก Game of Thrones และบทนางเอกที่สดใสใน Me Before You
- ทำไมถึงเหมาะ การให้ดาราระดับนี้มาพากย์เสียง “เห็บ/ไร” ตัวเล็กๆ เป็นมุกตลกร้ายที่ทีมงานตั้งใจใส่มา เสียงของเธอมีความขี้เล่นและสดใส ซึ่งช่วยให้การเล่าเรื่องที่ดูโหดร้ายมีความผ่อนคลายลง
5. Maitreyi Ramakrishnan (ไมเตรยี รามากริชนัน)
🎭 รับบท Beesha – เด็กกำพร้าใจกล้าที่เข้ามากู้วิกฤต
- ประวัติย่อ แจ้งเกิดเปรี้ยงปร้างจากบท “Devi” ในซีรีส์วัยรุ่นยอดฮิตของ Netflix เรื่อง Never Have I Ever
- ทำไมถึงเหมาะ เธอมีน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยพลังงานวัยรุ่น (Teen Spirit) มีความดื้อรั้นแต่จริงใจ เหมาะกับบทเด็กที่จะมาปฏิวัติคนแก่นิสัยเสีย
6. Timothy Simons (ทิโมธี ไซมอนส์)
🎭 รับบท Marty Muggle-Wump – พ่อลิง
- ประวัติย่อ โด่งดังจากบท “Jonah Ryan” นักการเมืองตัวป่วนในซีรีส์ตลกเสียดสีการเมืองเรื่อง Veep
- ทำไมถึงเหมาะ เขาถนัดบทตลกหน้าตายและตัวละครที่มักจะตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก (แต่ก็ตลก) ซึ่งเข้ากับบทลิงที่ต้องถูกบังคับให้ยืนหัวหกตลอดเวลา
เกร็ดน่าสนใจ ทีมพากย์ชุดนี้ถือเป็นการรวมตัวของ “สายตลกตัวพ่อตัวแม่” (Johnny Vegas, Margo Martindale) มาปะทะกับ “นางเอกแถวหน้า” (Natalie Portman, Emilia Clarke) ซึ่งสะท้อนธีมหลักของเรื่องที่เป็นการต่อสู้ระหว่าง “ความน่าเกลียด” และ “ความสง่างาม” ได้เป็นอย่างดีครับ movieseries