ซีรีส์ Monster The Ed Gein Story เป็นซีซันที่ 3 ของโปรเจกต์ “Monster” จากฝีมือของ Ryan Murphy (ต่อจาก Jeffrey Dahmer และ Menendez Brothers) ซึ่งในครั้งนี้จะพาเราไปสำรวจจิตใจอันบิดเบี้ยวของ Ed Gein หนึ่งในฆาตกรต่อเนื่องที่มีชื่อเสียงที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา เจ้าของฉายา “The Butcher of Plainfield”
หัวข้อรายละเอียดชื่อเรื่องMonster The Ed Gein Story
แนวTrue Crime, Drama, Horror, Biography
นักแสดงนำCharlie Hunnam, Laurie Metcalf, Tom Hollander
ผู้สร้างRyan Murphy & Ian Brennanสตรีมมิ่งNetflix

📋 เรื่องย่อ (Synopsis)
เรื่องราวเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1950 ณ เมืองเพลนฟิลด์ รัฐวิสคอนซิน เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้าตรวจค้นบ้านไร่อันเงียบเหงาของ เอ็ด กีน (Ed Gein) เพื่อตามหาเจ้าของร้านขายของชำที่หายตัวไป แต่สิ่งที่พวกเขาค้นพบกลับกลายเป็นฝันร้ายที่โลกต้องจารึก
ซีรีส์จะย้อนกลับไปสำรวจชีวิตในวัยเด็กของเอ็ด ความสัมพันธ์ที่ “รักและเทิดทูนจนน่ากลัว” ต่อออกัสตา (Augusta) แม่ผู้เคร่งศาสนาและคอยบงการชีวิตเขา ซึ่งเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้จิตใจของเขาแตกสลาย หลังจากแม่เสียชีวิต เอ็ดเริ่มถลำลึกสู่พฤติกรรมสุดวิปลาส ทั้งการขุดศพมาทำเป็นเครื่องเรือน และการสร้าง “ชุดผิวหนังมนุษย์” เพื่อที่จะกลับไปเป็นแม่ของเขาอีกครั้ง
👁️ จุดเด่นที่น่าสนใจ
- แรงบันดาลใจของหนังสยองขวัญระดับตำนาน ซีรีส์จะเผยให้เห็นว่าเรื่องจริงของ Ed Gein คือต้นแบบของตัวละครดังอย่าง Norman Bates (Psycho), Leatherface (The Texas Chain Saw Massacre) และ Buffalo Bill (The Silence of the Lambs)
- การแสดงระดับคุณภาพ ได้ Charlie Hunnam มารับบทเป็น Ed Gein ซึ่งถือเป็นการพลิกบทบาทครั้งสำคัญ พร้อมด้วย Laurie Metcalf ในบทแม่ผู้เคร่งครัด
- มากกว่าแค่การฆาตกรรม ซีรีส์เน้นไปที่ “จิตวิทยา”
นี่คือข้อมูลสรุปเรื่องย่อและรีวิวภาพรวมของ Monster The Ed Gein Story (หรือ Monster Season 3) ผลงานล่าสุดจาก Netflix โดยผู้สร้าง Ryan Murphy ที่สานต่อความสำเร็จจาก Dahmer และ The Lyle and Erik Menendez Story ครับ
🎬 ข้อมูลเบื้องต้น (Overview)
ซีซันนี้จะพาผู้ชมย้อนกลับไปสู่จุดกำเนิดของ “หนังสยองขวัญสมัยใหม่” โดยโฟกัสไปที่ชีวิตของ Ed Gein (เอ็ด กีน) ฆาตกรต่อเนื่องฉายา “The Butcher of Plainfield” ผู้ซึ่งคดีของเขากลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับตัวละครระดับตำนานอย่าง Norman Bates (Psycho), Leatherface (The Texas Chain Saw Massacre) และ Buffalo Bill (The Silence of the Lambs)
คอนเซปต์หลัก “ก่อนที่โลกจะรู้จักสัตว์ประหลาดในภาพยนตร์ โลกได้รู้จักเขาคนนี้ก่อน”
📝 เรื่องย่อ (Synopsis)

เรื่องราวเกิดขึ้นในเมืองเล็กๆ ชื่อเพลนฟิลด์ รัฐวิสคอนซิน ในช่วงทศวรรษ 1950 ซีรีส์จะเล่าสลับไทม์ไลน์เพื่อสำรวจจิตใจที่ค่อยๆ แตกสลายของ Ed Gein (รับบทโดย Charlie Hunnam)
- ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ แกนหลักของเรื่องคือความสัมพันธ์ระหว่างเอ็ดกับแม่ผู้เคร่งศาสนาและชอบบงการอย่าง Augusta Gein (รับบทโดย Laurie Metcalf) เธอปลูกฝังความเกลียดชังทางเพศและความหวาดระแวงต่อโลกภายนอกให้กับลูกชาย จนกระทั่งเธอเสียชีวิตลง ทิ้งให้เอ็ดต้องอยู่ตามลำพังในบ้านไร่ที่ทรุดโทรม
- การเปลี่ยนผ่านสู่ความวิปลาส เมื่อขาดที่ยึดเหนี่ยว เอ็ดเริ่มหมกมุ่นกับการ “ชุบชีวิต” แม่ของเขาขึ้นมาใหม่ ไม่ใช่ด้วยเวทมนตร์ แต่ด้วยการขุดศพจากสุสานมาทำเป็นเครื่องเรือน และการถลกหนังมนุษย์เพื่อมาสวมใส่
- จุดเชื่อมโยงกับฮอลลีวูด จุดที่แตกต่างจากซีซันก่อนๆ คือ ซีรีส์จะเล่าตัดสลับไปที่ Alfred Hitchcock (รับบทโดย Tom Hollander) ผู้กำกับชื่อดังที่กำลังดัดแปลงเรื่องราวของเอ็ดมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง Psycho ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความจริงอันโหดร้ายถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นความบันเทิงได้อย่างไร
👁️ รีวิวและจุดที่น่าจับตามอง (Review Points)
1. การแสดงที่ชวนขนลุก (Acting)
- Charlie Hunnam พลิกบทบาทจากหนุ่มมาดเท่ มาเป็นชายวัยกลางคนที่ดูซื่อบื้อ เก็บกด และมีความวิปริตซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มที่ดูไร้พิษภัย การใช้สายตาและภาษากายของเขาได้รับคำชมว่าถ่ายทอดความ “Uncanny” (คุ้นเคยแต่น่ากลัว) ได้ดีมาก
- Laurie Metcalf ในบทแม่ คือฝันร้ายที่แท้จริง เธอเล่นได้น่าเกรงขามและน่าสงสารในเวลาเดียวกัน ทำให้เราเข้าใจว่าทำไมเอ็ดถึงรักและกลัวเธอจนขึ้นสมอง
2. งานภาพและบรรยากาศ (Visuals & Tone)
Ryan Murphy ยังคงรักษามาตรฐานงานโปรดักชั่นไว้อย่างดีเยี่ยม บ้านไร่ของตระกูล Gein ถูกเซตขึ้นมาให้ดูสกปรก อึดอัด และเต็มไปด้วยรายละเอียดที่ชวนคลื่นไส้ แสงสีในเรื่องจะเน้นโทนหม่นหมอง ตัดกับสีเลือดและความรุนแรงที่เกิดขึ้น
3. การเล่าเรื่องเชิงจิตวิทยา (Narrative)
ซีรีส์ไม่ได้เน้นแค่ฉากแหวะ (Gore) แต่เน้นไปที่การวิเคราะห์จิตวิทยา (Psychological Breakdown) ว่าทำไมชายคนหนึ่งถึงข้ามเส้นความเป็นมนุษย์ไปได้ไกลขนาดนั้น และยังมีการวิพากษ์วิจารณ์สังคมในยุคนั้นที่มองข้ามสัญญาณอันตรายต่างๆ เพียงเพราะเอ็ดดูเป็นคน “เงียบๆ และไม่มีพิษภัย”
นี่คือรีวิวเจาะลึกแบบ “จัดเต็ม” สำหรับซีรีส์ Monster The Ed Gein Story โดยเน้นวิเคราะห์องค์ประกอบศิลป์ การเล่าเรื่อง และการแสดงล้วนๆ แบบไม่เน้นเล่าเรื่องย่อซ้ำ ตามที่คุณต้องการครับ[Deep Review] Monster The Ed Gein Story – เมื่อปีศาจไม่ได้ซ่อนอยู่ใต้เตียง แต่มันคือ “ความรัก” ที่บิดเบี้ยว
ถ้าคุณคิดว่าคุณรู้จัก Ed Gein ดีแล้วจากสารคดีอาชญากรรม หรือจากหนังอย่าง Psycho และ Texas Chainsaw Massacre ผมอยากให้คุณลบภาพจำพวกนั้นทิ้งไปก่อน แล้วลองเปิดใจให้กับ Monster The Ed Gein Story
หลังจากที่ Ryan Murphy พาเราไปสำรวจความโดดเดี่ยวของ Jeffrey Dahmer และความแตกสลายของพี่น้อง Menendez มาในซีซันนี้ เขาเลือกที่จะขุดลึกลงไปใน “รากเหง้า” ของหนังสยองขวัญอเมริกันสมัยใหม่ และผลลัพธ์ที่ได้คือ งานศิลปะที่น่าสะอิดสะเอียนแต่งดงามจนละสายตาไม่ได้

นี่ไม่ใช่แค่ซีรีส์ฆาตกรต่อเนื่อง แต่มันคือโศกนาฏกรรมของชายคนหนึ่งที่ถูก “แม่” กลืนกินวิญญาณไปจนหมดสิ้น
1. บทและการเล่าเรื่อง การชำแหละจิตใจที่คมกริบยิ่งกว่ามีด
สิ่งที่ต้องขอชมเชยเป็นอย่างแรกคือ ความกล้าหาญในการเขียนบท ซีรีส์เรื่องนี้ไม่ได้พยายามขายความ “แหวะ” (Gore) แบบไร้ทิศทาง แต่มันเลือกที่จะเดินเกมช้าๆ ในรูปแบบ Psychological Slow-Burn
ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (Toxic Codependency)
บทของเรื่องโฟกัสไปที่ไดนามิกของ “แม่-ลูก” ได้อย่างน่าขนลุก มันไม่ใช่แค่แม่ดุลูก หรือลูกกลัวแม่ แต่มันคือการสร้างโลกใบเล็กๆ ที่มีแค่สองคน ขังเอ็ดไว้ในกรงขังทางศีลธรรมที่แม่ออกัสตาสร้างขึ้น บทสนทนาระหว่างเอ็ดกับแม่คือจุดพีคของเรื่อง ทุกคำพูดของแม่ออกัสตาเปรียบเสมือนยาพิษที่ค่อยๆ หยอดลงในหูของเอ็ดวันละนิด ทั้งเรื่องบาปตัณหา เรื่องผู้หญิงสกปรก และเรื่องพระเจ้าที่ลงโทษคนบาป
สิ่งที่บททำได้ดีมากคือการทำให้เรา (คนดู) รู้สึก “อึดอัด” แทนตัวละคร เราจะรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออกทุกครั้งที่เอ็ดพยายามจะมีความคิดเป็นของตัวเอง แล้วถูกแม่ตบหน้าด้วยคำพูดเชือดเฉือน มันทำให้เราเข้าใจว่า ทำไมวันหนึ่งเมื่อแม่ตายไป เอ็ดถึงไม่สามารถดำรงอยู่ได้ในฐานะ “ปัจเจกบุคคล” แต่ต้องพยายามกลายร่างเป็นแม่เสียเอง
การเล่าเรื่องแบบคู่ขนาน (The Meta-Narrative)
จุดที่ฉลาดเป็นบ้า คือการที่ซีรีส์เลือกจะตัดสลับเรื่องราวของเอ็ด เข้ากับไทม์ไลน์ของ Alfred Hitchcock ที่กำลังสร้างหนังเรื่อง Psycho การตัดสินใจนี้ยกระดับซีรีส์ให้เหนือกว่า True Crime ทั่วไป มันเป็นการวิพากษ์วิจารณ์วงการสื่อและฮอลลีวูดไปในตัว ว่าในขณะที่เอ็ดกำลังก่ออาชญากรรมที่โหดร้ายที่สุดในโลกความจริง อีกฟากหนึ่งของประเทศ เรื่องราวความวิปริตแบบเดียวกันกำลังถูกแปลงสภาพให้กลายเป็น “ความบันเทิง” เพื่อกวาดเงินล้าน
บทหนังตั้งคำถามกับเราตรงๆ ว่า เราต่างหากหรือเปล่าที่เสพติดความรุนแรง? เราต่างหากหรือเปล่าที่เป็นผู้สร้างปีศาจเหล่านี้ให้มีตัวตนในหน้าประวัติศาสตร์?
2. งานภาพและองค์ประกอบศิลป์ (Visuals & Production Design) ความงดงามในความเน่าเฟะ
ถ้าจะมีคำไหนที่จำกัดความงานภาพของซีซันนี้ได้ดีที่สุด คำนั้นคือ “Texture” (พื้นผิว)
บรรยากาศของความเสื่อมโทรม (The Aesthetic of Decay)
นักแสดงหลักของซีรีส์ Monster The Ed Gein Story พร้อมประวัติโดยย่อและผลงานเด่นที่หลายคนอาจจะคุ้นหน้าคุ้นตาครับ
ชุดนักแสดงในซีซันนี้ถือว่าน่าสนใจมาก เพราะเป็นการรวมเอานักแสดงสายฝีมือ (Method Actor) มาประชันบทบาทกัน โดยเฉพาะการพลิกคาแรกเตอร์ครั้งใหญ่ของพระเอกหนุ่มหล่ออย่าง Charlie Hunnam

1. Charlie Hunnam (ชาร์ลี ฮันแนม)
รับบทเป็น Ed Gein (เอ็ด กีน) ฆาตกรต่อเนื่องผู้เงียบขรึม ที่ซ่อนความวิปลาสไว้ภายใต้ใบหน้าซื่อๆ
- ประวัติโดยย่อ นักแสดงหนุ่มชาวอังกฤษ วัย 40 กว่าปี ผู้แจ้งเกิดจากบทบาทหนุ่มหล่อ มาดเซอร์ หรือนักเลงหัวไม้ เขาเป็นที่จดจำจากรูปร่างที่กำยำและบุคลิกสุดเท่ การมารับบท Ed Gein ถือเป็นความท้าทายที่สุดในชีวิตการแสดงของเขา เพราะต้องลดน้ำหนัก เปลี่ยนสำเนียง (จากอังกฤษเป็นอเมริกันชนบท) และลบภาพจำ “Sex Symbol” ทิ้งไปจนหมดสิ้น
- ผลงานสร้างชื่อ
- Sons of Anarchy (Series) รับบท Jax Teller หัวหน้าแก๊งมอเตอร์ไซค์ (บทบาทที่โด่งดังที่สุดของเขา)
- Pacific Rim รับบท Raleigh Becket คนขับหุ่นยักษ์เยเกอร์
- King Arthur Legend of the Sword รับบทกษัตริย์อาเธอร์
2. Laurie Metcalf (ลอรี เมตคอล์ฟ)
รับบทเป็น Augusta Gein (ออกัสตา กีน) แม่ผู้เคร่งศาสนา บงการชีวิต และเป็นต้นเหตุแห่งความบิดเบี้ยวในจิตใจของเอ็ด
- ประวัติโดยย่อ นักแสดงรุ่นลายครามระดับตำนานที่กวาดรางวัลมาแล้วทั้ง Emmy Awards และ Tony Awards เธอขึ้นชื่อเรื่องการแสดงที่ “เข้มข้น” และมีพลังล้นเหลือ เธอสามารถเล่นบทตลกหน้าตายได้ดีพอๆ กับบทดราม่าที่บีบหัวใจ การที่เธอมาเล่นบทแม่ในเรื่องนี้ การันตีได้เลยว่าคนดูจะต้องรู้สึกอึดอัดและหวาดกลัวเธอแน่นอน
- ผลงานสร้างชื่อ
- Lady Bird รับบทแม่ของนางเอก (เข้าชิงออสการ์จากเรื่องนี้)
- The Big Bang Theory รับบทแม่ของ Sheldon Cooper (บทบาทที่แฟนซีรีส์จดจำได้ดี)
- Roseanne / The Conners ซิทคอมระดับตำนานของอเมริกา
3. Tom Hollander (ทอม ฮอลแลนเดอร์)
รับบทเป็น Alfred Hitchcock (อัลเฟรด ฮิตช์ค็อก) ผู้กำกับภาพยนตร์ระดับตำนาน ผู้ซึ่งนำเรื่องราวของ Ed Gein มาดัดแปลงเป็นหนังเรื่อง Psycho
- ประวัติโดยย่อ นักแสดงชาวอังกฤษร่างเล็กแต่ฝีมือฉกาจ เขาเชี่ยวชาญการรับบทตัวละครที่มีความซับซ้อน เจ้าเล่ห์ หรือผู้ดีอังกฤษที่มีปม ในเรื่องนี้เขาต้องแปลงโฉมเป็น Hitchcock ผู้กำกับผู้ยิ่งใหญ่ที่กำลังมองหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ท่ามกลางยุคทองของฮอลลีวูด
- ผลงานสร้างชื่อ
- The White Lotus (Season 2) รับบท Quentin เกย์หนุ่มใหญ่ผู้ร่ำรวยและเต็มไปด้วยแผนการ
- Pirates of the Caribbean รับบท Lord Cutler Beckett ตัวร้ายร่างเล็กจอมเผด็จการ
- Pride & Prejudice (2005) รับบท Mr. Collins
4. Olivia Williams (โอลิเวีย วิลเลียมส์)
รับบทเป็น Alma Reville (อัลมา เรวิลล์) ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากและที่ปรึกษาคนสำคัญของ Alfred Hitchcock
- ประวัติโดยย่อ นักแสดงหญิงชาวอังกฤษที่มีบุคลิกสง่างามและฉลาดเฉลียว เธอมักได้รับบทสตรีผู้ทรงอิทธิพลหรือผู้หญิงเก่งที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ ในเรื่องนี้เธอจะเป็นตัวแทนของ “ความปกติ” ที่คอยดึงสติ Hitchcock และสะท้อนมุมมองของผู้หญิงต่อคดีสะเทือนขวัญนี้
- ผลงานสร้างชื่อ
- The Crown (Season 5-6) รับบท Camilla Parker Bowles
- The Sixth Sense รับบทภรรยาของ Bruce Willis
- The Ghost Writer รับบทภรรยาของนายกรัฐมนตรี
เกร็ดเพิ่มเติม การเลือกนักแสดงชุดนี้สะท้อนให้เห็นวิสัยทัศน์ของ Ryan Murphy ที่ต้องการนักแสดงที่มี “พลังการแสดงแบบละครเวที” (Theatrical) โดยเฉพาะ Laurie Metcalf และ Tom Hollander ซึ่งมีพื้นฐานจากละครเวทีที่แข็งแกร่งมาก เพื่อมารองรับบทพูดที่ยาวและซับซ้อนในซีรีส์เรื่องนี้ครับ
งานภาพในเรื่องนี้ไม่ได้เน้นความมืดทึบแบบมองไม่เห็นอะไรเลยเหมือนหนังผีทั่วไป แต่เน้นโทนสี “Sepia” ที่ดูเก่า ฝุ่นเกาะ และแห้งแล้ง ทีม Art Director ทำงานได้ระดับออสการ์ในการเนรมิตบ้านไร่ของตระกูล Gein ให้กลายเป็นตัวละครที่มีชีวิต
คุณจะเห็นรายละเอียดของวอลเปเปอร์ที่ลอกร่อน คราบน้ำมันบนพื้นไม้ ฝุ่นที่ลอยฟุ้งในลำแสงแดด และที่สำคัญคือ “ผิวสัมผัส” ของอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งเครื่องหนัง (ที่ทำจากคน) โต๊ะเก้าอี้ หรือแม้แต่เสื้อผ้า ทุกอย่างดูมีความ “มันเลื่อม” และ “สาก” จนคนดูแทบจะได้กลิ่นสาบสางลอยออกมาจากหน้าจอ
การจัดแสงและการถ่ายทำ (Cinematography)
มุมกล้องในเรื่องนี้จงใจสร้างความรู้สึก Claustrophobic (ที่แคบ/อึดอัด) ตลอดเวลา กล้องมักจะจับภาพใบหน้าของนักแสดงในระยะประชิด (Close-up) เพื่อให้เราเห็นแววตาที่สั่นไหวและเหงื่อที่ซึมออกมา มันบีบให้เราต้องจ้องมองความวิปลาสในระยะประชิด โดยไม่มีทางหนี
ฉากที่ต้องพูดถึงคือฉากที่เอ็ดเริ่มลงมือ “ประดิษฐ์” สิ่งของ การใช้แสงเงาในฉากเหล่านี้มีความเป็นศิลปะสูงมาก (Chiaroscuro) แสงเทียนวูบวาบที่ตกกระทบบนผิวหนังมนุษย์ที่ถูกขึงไว้ มันดูสยดสยองแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันถูกถ่ายทอดออกมาอย่างงดงามในเชิงภาพยนตร์ เหมือนเรากำลังดูภาพวาดสีน้ำมันของยุคเรเนสซองส์ที่วาดด้วยเลือดและเนื้อหนัง
3. การแสดง (Acting) มาสเตอร์คลาสของการแสดง
ถ้าไม่มีนักแสดงชุดนี้ ซีรีส์เรื่องนี้อาจจะเป็นแค่หนังฆาตกรเกรดบี แต่ด้วยพลังของนักแสดงนำ มันถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้น
Charlie Hunnam ในบท Ed Gein การลบภาพจำพระเอก
ลืมภาพหนุ่มไบค์เกอร์สุดเท่จาก Sons of Anarchy ไปได้เลย Charlie Hunnam หายตัวไปอย่างสมบูรณ์ แล้วเหลือไว้แค่ชายวัยกลางคนที่ดูเชื่องช้า ซื่อบื้อ และน่าเวทนา
- ภาษากาย Hunnam ดีไซน์ท่าทางของเอ็ดได้ละเอียดอ่อนมาก ไหล่ที่ห่อเหี่ยวตลอดเวลา การเดินที่ดูเหมือนคนไม่มั่นใจว่าจะวางเท้าตรงไหน และสายตาที่หลุกหลิกไม่กล้าสบตาผู้คน แต่กลับจดจ้องสิ่งที่เขาหมกมุ่นอย่างไม่กระพริบตา
- เสียง เขาเปลี่ยนโทนเสียงให้นุ่มนวล แผ่วเบา และติดสำเนียง Wisconsin แบบคนบ้านนอกที่ดูไม่มีพิษภัย ซึ่งความ “สุภาพ” นี่แหละที่ทำให้มันน่ากลัวที่สุด เพราะมันขัดแย้งกับสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ การที่เขาพูดคุยกับศพด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนเหมือนคุยกับคนรัก เป็นสิ่งที่ทำให้ขนลุกยิ่งกว่าฉากฆ่ากันสดๆ เสียอีก
นี่คือการแสดงที่ไม่ได้ใช้การตะโกนหรือระเบิดอารมณ์ แต่เป็นการ “Implode” หรือการระเบิดเข้าสู่ภายใน เขาทำให้เราเห็นว่าภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉยนั้น มีภูเขาไฟแห่งความบ้าคลั่งกำลังปะทุอยู่
Laurie Metcalf ในบท Augusta Gein ปีศาจในคราบนักบุญ
ต้องยอมรับว่า Laurie Metcalf คือ MVP ของเรื่องนี้ เธอรับบทแม่ผู้เคร่งศาสนาได้น่ากลัวจนสั่นประสาท เธอไม่ได้เล่นเป็นแม่มดใจร้ายแบบการ์ตูน แต่เธอเล่นเป็นมนุษย์ที่มีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าสิ่งที่เธอทำคือ “ความรัก”
- พลังการทำลายล้าง ทุกฉากที่เธอปรากฏตัว บรรยากาศจะเปลี่ยนไปทันที เธอใช้สายตาที่แข็งกร้าวสะกดทุกคนให้อยู่ภายใต้อาณัติ เสียงสวดมนต์ของเธอฟังดูเหมือนคำสาปแช่ง การแสดงของเธอทำให้เราเชื่อสนิทใจเลยว่า ทำไมผู้ชายตัวโตๆ อย่างเอ็ด ถึงกลัวเธอจนหัวหด และทำไมคำสั่งของเธอถึงศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่ากฎหมาย
- เคมีระหว่างเธอกับ Hunnam นั้นยอดเยี่ยม มันคือความรักที่หายใจไม่ออก มันคือความสัมพันธ์ที่บิดเบี้ยวแต่ตัดไม่ขาด Metcalf ทำให้เรารู้สึกเกลียดตัวละครนี้ แต่ในวินาทีที่เธอเจ็บปวด เรากลับสัมผัสได้ถึงความเป็นมนุษย์ที่แตกสลายของเธอเช่นกัน
4. ข้อสังเกตและบทสรุป
สิ่งที่อาจจะไม่ถูกใจทุกคน Ed Gein Story
- ความเชื่องช้า ถ้าคุณคาดหวังฉากไล่ล่า ระทึกขวัญแบบหนัง Slasher คุณจะผิดหวัง เรื่องนี้เน้นการพูดคุย บรรยากาศ และจิตวิทยา
- ความรุนแรงทางใจ แม้ฉากเลือดสาดอาจจะไม่เยอะเท่า Dahmer แต่ความรุนแรงทางจิตใจ (Psychological Abuse) นั้นหนักหน่วงมาก การเห็นแม่ทำร้ายจิตใจลูกซ้ำแล้วซ้ำเล่าอาจจะดูยากสำหรับบางคน
บทสรุป 9/10 (Masterpiece of Macabre)
Monster The Ed Gein Story คือการศึกษาสันดานมนุษย์ที่ยอดเยี่ยม มันไม่ได้พยายามทำให้เราเห็นใจฆาตกร (Empathize) แต่พยายามทำให้เรา “เข้าใจ” (Understand) กลไกการทำงานของความบ้าคลั่ง
- ภาพ 10/10 (สวยงาม หดหู่ และสมจริง)
- บท 9/10 (ลึกซึ้ง คมคาย และเสียดสี)
- การแสดง 10/10 (ควรค่าแก่รางวัลทุกสถาบัน)
สุดท้าย ซีรีส์เรื่องนี้ทิ้งคำถามไว้ให้เราขบคิดว่า… Ed Gein อาจจะเป็นคนลงมือถลกหนัง แต่ใครกันแน่ที่เป็นคนยื่นมีดใส่มือเขา? คำตอบอาจจะอยู่ที่หลุมศพของแม่ออกัสตา หรืออาจจะอยู่ที่สังคมที่เมินเฉยต่อคนชายขอบอย่างเขาก็เป็นได้ movieseries
ถ้าคุณชอบงานที่เน้นการแสดงระดับเทพและบทที่ขยี้จิตใจ นี่คือซีรีส์ที่คุณห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ