รีวิวหนังออสการ์ 10 ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

รีวิวหนังออสการ์

การรีวิวรีวิวหนังออสการ์ (Best Picture) ให้ลึกซึ้งถึงแก่นโดยไม่เน้นเพียงเรื่องย่อ ต้องอาศัยการวิเคราะห์ “ภาษาภาพยนตร์” ที่ผู้กำกับใช้สื่อสาร ทั้งผ่านมุมกล้อง สีหน้าท่าทาง และการร้อยเรียงอารมณ์

นี่คือบทรีวิวเจาะลึก 10 ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้วงการฮอลลีวูดและโลกภาพยนตร์ครับ

รีวิวหนังออสการ์

Oppenheimer (2023) – ทัศนียภาพแห่งจิตใจและเสียงที่ดังกึกก้อง

เนื้อเรื่อง คริสโตเฟอร์ โนแลน ไม่ได้เล่าแค่ประวัติศาสตร์การสร้างระเบิดปรมาณู แต่เขาเล่าเรื่อง “ความย้อนแย้ง” ในจิตใจมนุษย์ หนังแบ่งเป็นสองขั้วชัดเจนระหว่าง “Fission” (สี) และ “Fusion” (ขาวดำ) สื่อถึงการแตกสลายของอุดมการณ์และการหลอมรวมของอำนาจทางการเมืองที่พยายามกลืนกินตัวตนของออปเพนไฮเมอร์

การแสดง คิลเลียน เมอร์ฟี มอบการแสดงที่ “น้อยแต่มาก” อย่างแท้จริง อารมณ์ส่วนใหญ่ส่งผ่านทางดวงตาที่ดูเหนื่อยล้าและหวาดกลัวต่อสิ่งที่ตัวเองสร้างขึ้น ขณะที่ โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ ในบทสเตราส์ คือการพลิกบทบาทครั้งสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความอิจฉาริษยาที่ซ่อนอยู่ใต้ใบหน้าของผู้ดี

ภาพ งานภาพของ ฮอยต์ แวน ฮอยเตมา ใช้กล้อง IMAX ถ่ายภาพโคลสอัพใบหน้าคนจนเห็นรูขุมขนและแววตาประหนึ่งเป็นทิวทัศน์ที่กว้างใหญ่ การตัดสลับภาพนิวตรอนที่กำลังทำปฏิกิริยาลูกโซ่กับภาพใบหน้าออปเพนไฮเมอร์ เป็นการเชื่อมโยงวิสัญญีวิทยาเข้ากับโศกนาฏกรรมส่วนตัวได้อย่างทรงพลัง

Parasite (2019) – สถาปัตยกรรมแห่งชนชั้น

เนื้อเรื่อง บงจุนโฮ ใช้บ้านหลังเดียวสะท้อนโครงสร้างสังคมทั้งระบบ หนังเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ตลกเสียดสี แต่เป็นโศกนาฏกรรมที่พูดถึง “กลิ่น” และ “เส้นแบ่ง” ที่คนจนไม่อาจก้าวข้ามไปได้ ความชาญฉลาดของบทคือการทำให้เราไม่รู้จะเลือกข้างใคร เพราะทุกคนต่างก็เป็น “ปรสิต” ในรูปแบบของตัวเอง

การแสดง ซงคังโฮ คือกระดูกสันหลังของเรื่อง การเปลี่ยนจากพ่อที่ขี้เล่นกลายเป็นชายที่แหลกสลายจากความอัปยศคือจุดพีคที่ทำให้หนังขยับขยายจากเรื่องตลกกลายเป็นความระทึกขวัญ นักแสดงทุกคนมีจังหวะที่แม่นยำเหมือนการบรรเลงเพลงออร์เคสตรา

ภาพ การใช้ “บันได” และ “ระดับความสูง-ต่ำ” ของภาพเป็นการบอกเล่าสถานะทางสังคมโดยไม่ต้องใช้คำพูด แสงในบ้านตระกูลพาร์คที่สว่างไสวตัดกับความมืดมิดและชื้นแฉะของบ้านกึ่งใต้ดินของตระกูลคิม เป็นการใช้ทัศนียภาพกดทับความรู้สึกคนดูได้อย่างแยบยล

Everything Everywhere All at Once (2022) – ความโกลาหลที่แฝงด้วยความเมตตา

เนื้อเรื่อง รีวิวหนังออสการ์ นี่คือหนังที่นำทฤษฎีพหุจักรวาลมาใช้เล่าเรื่องความสัมพันธ์แม่ลูกได้อย่างลึกซึ้งที่สุด บทหนังท้าทายตรรกะทุกอย่าง แต่กลับยึดโยงอยู่กับ “การยอมรับในความธรรมดา” และการเลือกที่จะใจดีต่อกันท่ามกลางจักรวาลที่ไม่มีความหมาย

การแสดง มิเชล โหย่ว แบกรับทุกมิติของความเป็นมนุษย์เอาไว้ ทั้งบู๊แหลกและดราม่าเรียกน้ำตา ส่วน คี ฮุย ควน คือหัวใจของเรื่องที่แสดงให้เห็นว่า “ความนุ่มนวล” คือความแข็งแกร่งที่สุดรูปแบบหนึ่ง

ภาพ การตัดต่อที่รวดเร็วและการเปลี่ยนสัดส่วนภาพ (Aspect Ratio) ตามจักรวาลต่างๆ เป็นงานเทคนิคที่บ้าคลั่งแต่มีระเบียบ ภาพ “ก้อนหินสองก้อน” ที่คุยกันท่ามกลางความเงียบงัน กลายเป็นฉากที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์หนังออสการ์ยุคใหม่

Moonlight (2016) – บทกวีใต้แสงจันทร์

รีวิวหนังออสการ์ เนื้อเรื่อง หนังแบ่งเป็นสามองก์ที่เล่าถึงการเติบโตของชายผิวสีที่ต้องเผชิญกับความสับสนทางเพศในสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย มันไม่ใช่แค่หนัง LGBTQ+ แต่เป็นหนังที่สำรวจเรื่อง “หน้ากาก” ที่เราสร้างขึ้นเพื่อปกป้องความอ่อนแอของตัวเอง

การแสดง มาเฮอร์ชาลา อาลี ในบทฮวน แม้จะปรากฏตัวไม่นาน แต่การแสดงของเขาเป็นดั่งเข็มทิศทางศีลธรรมที่ซับซ้อน ส่วนนักแสดงที่รับบท “ชิรอน” ในทั้งสามช่วงวัย ส่งต่อความรู้สึกเจ็บปวดในแววตาได้อย่างเป็นเนื้อเดียวกันอย่างน่าอัศจรรย์

ภาพ งานภาพที่มีโทนสีฟ้าและนีออนสวยงามราวกับภาพฝัน ตัดกับความจริงที่ขมขื่น กล้องที่เคลื่อนที่อย่างนุ่มนวลโอบล้อมตัวละคร ทำให้คนดูรู้สึกเหมือนได้เข้าไปสัมผัสถึงลมหายใจและความเปลี่ยวเหงาของตัวเอก

Nomadland (2020) – การเดินทางที่ไม่มีวันจบสิ้น

รีวิวหนังออสการ์ เนื้อเรื่อง โคลอี้ เจา นำเสนอแง่มุมของคนชายขอบที่เลือกใช้ชีวิตในรถตู้หลังวิกฤตเศรษฐกิจ หนังไม่ได้ฟูมฟาย แต่เป็นการสังเกตการณ์ความเป็นไปของชีวิตและการเยียวยาจากธรรมชาติผ่านความโดดเดี่ยวที่งดงาม

การแสดง ฟรานเซส แม็คดอร์มานด์ แทบจะไม่เหมือนกำลัง “แสดง” เธอหลอมรวมเข้ากับกลุ่ม Nomad จริงๆ ได้อย่างกลมกลืน ความเป็นธรรมชาติของเธอทำให้เส้นแบ่งระหว่างสารคดีกับภาพยนตร์เลือนลาง

ภาพ การใช้แสงธรรมชาติช่วง Golden Hour (แสงอาทิตย์ยามเย็น) เกือบทั้งเรื่อง สร้างบรรยากาศที่ดูเหงาแต่เต็มไปด้วยความหวัง ภาพทิวทัศน์ที่กว้างใหญ่ของอเมริกาตะวันตกสะท้อนถึงอิสรภาพที่มาพร้อมกับความเวิ้งว้าง

Schindler’s List (1993) – แสงสว่างในความมืดมิด

รีวิวหนังออสการ์ เนื้อเรื่อง สตีเวน สปีลเบิร์ก เล่าเรื่องโฮโลคอสต์ผ่านมุมมองของนักธุรกิจชาวเยอรมันที่เปลี่ยนจากผู้กอบโกยเป็นผู้กอบกู้ เป็นการศึกษาเรื่องการเปลี่ยนผ่านของจิตวิญญาณมนุษย์ในภาวะสงครามที่โหดร้ายที่สุด

การแสดง เลียม นีสัน มอบความสง่างามที่แฝงด้วยความรู้สึกผิด ขณะที่ เรล์ฟ ไฟนส์ ในบทอามอน โกธ คือภาพลักษณ์ของปีศาจในคราบมนุษย์ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด เพราะเขาแสดงให้เห็นว่าความชั่วร้ายมักมาพร้อมกับความไร้เหตุผล

ภาพ การตัดสินใจใช้ “ขาวดำ” ทำให้หนังดูขลังและเป็นประวัติศาสตร์ แต่จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือ “เด็กหญิงในชุดโค้ทสีแดง” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์เดียวของสีสันในเรื่อง เพื่อสื่อถึงความไร้เดียงสาที่กำลังจะถูกทำลายและการตื่นรู้ทางศีลธรรมของชินด์เลอร์

Birdman (2014) – การแสดงที่ไร้รอยต่อ

เนื้อเรื่อง หนังเสียดสีวงการบันเทิงและอัตตาของมนุษย์ที่โหยหาการยอมรับ บทพูดที่คมคายและรวดเร็วสะท้อนถึงความปั่นป่วนในหัวของนักแสดงตกอับที่พยายามจะกู้ชื่อเสียงกลับมาผ่านละครเวทีบรอดเวย์

การแสดง ไมเคิล คีตัน ใส่พลังทั้งหมดลงไปในบทที่มีความคาบเกี่ยวกับชีวิตจริงของเขา ส่วน เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน แสดงเป็นนักแสดงเจ้าบทบาทที่น่าหมั่นไส้ได้อย่างไร้ที่ติ การปะทะคารมของนักแสดงในเรื่องนี้ดุเดือดเหมือนการดวลปืน

ภาพ เทคนิคการถ่ายทำแบบ “Long Take” ที่ดูเหมือนถ่ายต่อเนื่องรวดเดียวทั้งเรื่อง (Seamless) ทำให้คนดูรู้สึกอึดอัดและตื่นเต้นไปกับตัวละครตลอดเวลา เป็นการใช้มุมกล้องกดดันให้เรารู้สึกถึงความเร่งรีบและวิกฤตทางจิตใจ

No Country for Old Men (2007) – ความรุนแรงที่ไร้เสียง

เนื้อเรื่อง พี่น้องโคเอนสร้างหนังระทึกขวัญที่ไม่มีดนตรีประกอบแม้แต่โน้ตเดียว หนังเล่าเรื่องของโชคชะตาและความตายที่มาเยือนอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย มันคือภาพสะท้อนของโลกที่ความดีและประสบการณ์ (คนแก่) ไม่สามารถต้านทานความรุนแรงที่ไร้ขอบเขตได้

การแสดง ฮาเวียร์ บาร์เด็ม ในบท แอนตัน ชิเกอร์ คือตัวร้ายที่กลายเป็นไอคอนนิก ด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบและพฤติกรรมที่คาดเดาไม่ได้ ทำให้เขากลายเป็น “มัจจุราช” ในรูปกายมนุษย์ที่น่าขนลุกที่สุด

ภาพ ทะเลทรายในเท็กซัสถูกถ่ายทอดออกมาให้ดูแห้งแล้งและอ้างว้าง การจัดแสงในฉากไล่ล่ากลางดึกใช้ความมืดเป็นตัวขับเคลื่อนความสยองขวัญได้อย่างดีเยี่ยม

Green Book (2018) – มิตรภาพบนพื้นฐานของความแตกต่าง

เนื้อเรื่อง หนัง Road Movie ที่เล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างนักดนตรีคลาสสิกผิวสีผู้สูงส่งกับคนขับรถผิวขาวชาวอิตาเลียนผู้หยาบกระด้าง แม้จะเป็นประเด็นเรื่องการเหยียดผิว แต่นำเสนอออกมาได้อบอุ่นและให้บทเรียนเรื่องการลดกำแพงในใจ

การแสดง วิกโก มอร์เทนเซน และ มาเฮอร์ชาลา อาลี มีเคมีที่เข้ากันอย่างเหลือเชื่อ การแสดงของทั้งคู่ไม่ใช่แค่การปะทะกัน แต่เป็นการ “แลกเปลี่ยน” ตัวตนที่ค่อยๆ ซึมซับเข้าหากัน

ภาพ สีสันของหนังมีความย้อนยุค (1960s) ที่ดูอบอุ่นและสว่างไสว ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดของสถานการณ์ทางสังคมในเรื่องได้เป็นอย่างดี การจัดองค์ประกอบภาพในรถเป็นการเน้นย้ำถึงพื้นที่ส่วนตัวที่คนสองคนต้องใช้ร่วมกัน

The Shape of Water (2017) – ความรักของสิ่งนอกคอก

เนื้อเรื่อง กิลเลอร์โม เดล โตโร สร้างเทพนิยายสำหรับผู้ใหญ่ที่พูดถึง “ความแตกต่าง” และความเหงา นางเอกที่เป็นใบ้กับอสูรกายจากน้ำ สื่อถึงการพบกันของดวงใจสองดวงที่สังคมมองว่า “ไม่สมบูรณ์” แต่กลับเติมเต็มกันได้อย่างงดงาม

การแสดง แซลลี่ ฮอว์กินส์ แสดงผ่านภาษากายและสีหน้าได้อย่างน่าอัศจรรย์โดยไม่ต้องใช้เสียงพูด เธอทำให้คนดูเชื่อในความรักที่ดูเป็นไปไม่ได้นี้ได้อย่างหมดหัวใจ movieseries

ภาพ หนังเต็มไปด้วย “สีเขียว” และ “สีน้ำ” ที่ให้ความรู้สึกเยือกเย็นแต่ลึกลับ การออกแบบอสูรกายดูมีชีวิตชีวาและมีความเป็นมนุษย์มากกว่ามนุษย์จริงๆ ในเรื่องบางคนเสียอีก งานโปรดักชันดีไซน์มีความประณีตระดับงานศิลปะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *