รีวิว 10 หนังน่าดูของ Tom Cruise มากกว่าแอคชั่นเสี่ยงตาย!

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้เราจะมาคุยกันถึงผู้ชายที่เป็นสัญลักษณ์ของคำว่า “ทุ่มเทสุดตัว” ในวงการฮอลลีวูด ใช่ครับ เรากำลังพูดถึง Tom Cruise ชายผู้ไม่รู้จักคำว่าแก่และไม่เคยยอมให้สแตนด์อินมาแย่งซีนเสี่ยงตายของเขา

แต่เดี๋ยวก่อน! วันนี้เราจะไม่ได้มานั่งเล่าเรื่องย่อว่าใครทำอะไรที่ไหนนะครับ เพราะมันน่าเบื่อเกินไป เราจะมาเจาะลึกกันแบบถึงพริกถึงขิง ในมุมมองของ “อารมณ์หนัง งานภาพ และฝีมือการแสดง” ล้วนๆ คัดมาเน้นๆ 10 เรื่องที่บอกเลยว่า “ชาตินี้ต้องดู” เอาให้ออกมาเป็นเหมือนเรานั่งคุยกันหลังดูหนังจบเลยครับ เตรียมขนมให้พร้อม แล้วมาลุยกันเลย!

รีวิว 10 หนังน่าดูของ Tom Cruise มากกว่าแอคชั่นเสี่ยงตาย!

Tom Cruise

Top Gun Maverick (2022)  ทะยานฟ้าทะลุขีดจำกัด

เรื่องนี้บอกเลยว่าเป็น “จดหมายรัก” ถึงวงการภาพยนตร์และแฟนๆ หนังแอคชั่นยุคคลาสสิกครับ

  • การเล่าเรื่อง (Story Execution) มันไม่ใช่แค่หนังขับเครื่องบิน แต่มันคือเรื่องของการก้าวข้ามอดีต การยอมรับความเปลี่ยนแปลง และการส่งไม้ต่อให้คนรุ่นหลัง หนังทำอารมณ์ได้โคตรจะกลมกล่อม จังหวะบิลด์อารมณ์ตื่นเต้นสลับกับความดราม่าเรื่องปมในใจของตัวละครทำได้เนียนกริบ ดูแล้วลุ้นจนลืมหายใจ
  • งานภาพ (Visuals) ลุกขึ้นยืนปรบมือให้เลยครับ! การที่ทอมครูซบังคับให้เอากล้องไปติดในห้องนักบินของเครื่องบินขับไล่ F18 ของจริง มันทำให้เราสัมผัสได้ถึงแรง G ที่กดทับหน้าตาของนักแสดงจริงๆ งานภาพมันสมจริง ดิบ และให้ความรู้สึกเคว้งคว้างบนท้องฟ้าแบบที่ CGI ทำไม่ได้เด็ดขาด แสงสีส้มทองตอนพระอาทิตย์ตกคือลายเซ็นที่ทำให้หนังดูแพงมาก
  • การแสดง (Acting) ทอม ครูซ Tom Cruise ในบท Pete “Maverick” Mitchell กลับมาคราวนี้เขาไม่ได้มาโชว์เท่แค่อย่างเดียว แต่เขาสื่อให้เห็นถึงความเปราะบาง ความแก่ชรา และความรู้สึกผิดที่เกาะกินใจมานาน สายตาของเขาตอนที่มองรูปเพื่อนเก่า หรือตอนที่เถียงกับผู้บังคับบัญชา มันคือการแสดงของคนที่ผ่านโลกมาเยอะ เคมีระหว่างเขากับ Miles Teller (รับบท Rooster) ก็เฉียบขาดมาก มีทั้งความรักและความขัดแย้งที่สัมผัสได้จริง

Collateral (2004)  คืนเดือด เชือดเลือดเย็น

ถ้าใครอยากเห็นทอม ครูซ พลิกบทบาทมาเล่นเป็น “ตัวร้าย” แบบเต็มตัวและโคตรจะเท่ ต้องเรื่องนี้เลยครับ

  • การเล่าเรื่อง (Story Execution) หนังเดินเรื่องแบบ Realtime ตลอดคืนเดียวในลอสแองเจลิส บรรยากาศมันตึงเครียด กดดัน และอึดอัดมาก บทสนทนาระหว่างนักฆ่ากับคนขับแท็กซี่มันคมกริบ แฝงไปด้วยปรัชญาชีวิต ดาร์กคอเมดี้ และความสิ้นหวัง มันคือหนังระทึกขวัญที่เน้นการปะทะอารมณ์พอๆ กับฉากยิงกัน
  • งานภาพ (Visuals) ผู้กำกับ Michael Mann เลือกใช้กล้องดิจิทัลถ่ายทำในยุคที่ยังไม่ฮิต เพื่อเก็บแสงไฟยามค่ำคืนของ L.A. ให้ออกมาสมจริงที่สุด ภาพมันจะดูสากๆ ดิบๆ เหงาๆ แสงไฟนีออนที่สะท้อนบนกระจกรถแท็กซี่ทำให้เมืองนี้ดูสวยงามแต่ก็อันตรายและไร้ความปรานีในเวลาเดียวกัน
  • การแสดง (Acting) ทอม ครูซ (Tom Cruise)ในบท Vincent นักฆ่าผมสีดอกเลา คือที่สุดของการแสดงแบบ “น้อยแต่มาก” เขาไม่จำเป็นต้องตะโกนหรือทำหน้าตาโหดร้าย แค่การขยับตัวที่แม่นยำเหมือนหุ่นยนต์ สายตาที่เย็นชา และรอยยิ้มที่เดาใจไม่ถูก ก็ทำให้เรากลัวจับใจ ส่วนการใช้ปืนของเขาก็เป๊ะระดับที่หน่วยรบพิเศษยังต้องชม ถือเป็นการแสดงที่ทลายภาพลักษณ์พระเอกของเขาไปอย่างสิ้นเชิง

Edge of Tomorrow (2014)  ตาย วน ลูป

ใครที่ชอบเล่นวิดีโอเกมแล้วต้องกด Continue บ่อยๆ จะต้องอินกับเรื่องนี้ครับ มันคือไซไฟแอคชั่นที่ฉลาดและสนุกมาก

  • การเล่าเรื่อง (Story Execution) การเอาคอนเซปต์ “ตายแล้วฟื้นกลับมาจุดเริ่มต้น” มาเล่าในหนังเสี่ยงมากที่จะทำให้น่าเบื่อ แต่เรื่องนี้ตัดต่อได้ฉับไว มีอารมณ์ขันตลกร้ายที่ใส่เข้ามาถูกจังหวะ เราจะได้เห็นพัฒนาการของตัวละครจากความสิ้นหวัง กลายเป็นความหงุดหงิด และกลายเป็นความมุ่งมั่น หนังรักษาเพซซิ่ง (Pacing) ได้ดีมากจนไม่มีช่วงไหนที่รู้สึกว่ายืดเยื้อเลย
  • งานภาพ (Visuals) การออกแบบชุด Exosuit ดูเทอะทะ หนักอึ้ง และสมจริงมาก ฉากสงครามริมชายหาดทำออกมาได้สับสนวุ่นวายและน่ากลัวสุดๆ CGI ของพวกเอเลี่ยน (Mimics) ก็เคลื่อนไหวได้รวดเร็วและดูอันตรายจริงๆ งานภาพถ่ายทอดความโกลาหลของสนามรบออกมาได้ทรงพลัง
  • การแสดง (Acting) เรื่องนี้ทอม ครูซ ทิ้งอีโก้ความเป็นฮีโร่ไปเลยในช่วงแรก เขาเปิดตัวด้วยการเป็นนายทหารฝ่าย PR ที่ขี้ขลาดและรักตัวกลัวตายแบบสุดๆ ซึ่งเราไม่ค่อยได้เห็นเขาเล่นมุมนี้ การแสดงให้เห็นถึงความทุลักทุเล ความเจ็บปวดจากการตายซ้ำซาก ทำได้เนียนตามาก และที่ต้องชมคือเคมีกับ Emily Blunt ที่เล่นเป็นนักรบหญิงสุดแกร่ง คู่นี้ส่งอารมณ์กันได้ดีเยี่ยม

Magnolia (1999)  ดอกไม้หลากกลีบแห่งความเจ็บปวด

เรื่องนี้ทอม ครูซ ไม่ได้รับบทนำเดี่ยว แต่เป็นหนึ่งในนักแสดงสมทบที่ “แย่งซีน” ที่สุดในชีวิตการแสดงของเขา

  • การเล่าเรื่อง (Story Execution) หนังมีความยาวเกือบ 3 ชั่วโมง เล่าเรื่องราวของคนหลายคนที่ชีวิตมาเกี่ยวพันกันด้วยความบังเอิญและความเจ็บปวดในอดีต มันเป็นหนังที่หนักหน่วง อัดแน่นไปด้วยความรู้สึกผิด การให้อภัย และการหาความหมายของชีวิต บทพูดมีความเป็นกวีและกระแทกใจคนดูอย่างจัง
  • งานภาพ (Visuals) ผู้กำกับ Paul Thomas Anderson ใช้เทคนิคการถ่ายภาพแบบ Long Take การแพนกล้องไปตามตัวละครต่างๆ ทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังแอบดูชีวิตที่แตกร้าวของพวกเขา บรรยากาศของหนังดูหม่นหมอง แต่ก็มีสีสันฉูดฉาดในบางฉากเพื่อเน้นย้ำถึงความปลอมเปลือกของสังคม
  • การแสดง (Acting) ทอม ครูซ(Tom Cruise) รับบท Frank T.J. Mackey กูรูสอนผู้ชายให้เป็น “อัลฟ่า” และฟันผู้หญิง เขาเล่นใหญ่ เล่นแรง พลังงานล้นเหลือมากในฉากขึ้นเวที แต่พอถึงฉากที่ต้องเผชิญหน้ากับพ่อที่กำลังจะตาย ทอม ครูซ ปลดปล่อยความเปราะบาง ร้องไห้ฟูมฟายแบบที่ลอกคราบความเป็นผู้ชายอีโก้สูงออกจนหมดสิ้น นี่คือการแสดงที่ทำให้เขาได้เข้าชิงออสการ์และคู่ควรที่สุด

Mission Impossible  Fallout (2018)  จุดสูงสุดของสายลับ

ถ้าจะบอกว่านี่คือหนึ่งในหนังแอคชั่นที่ดีที่สุดแห่งศตวรรษที่ 21 ก็คงไม่เกินจริงครับ

  • การเล่าเรื่อง (Story Execution) มันคือบทสรุปของผลกรรมทั้งหมดที่ Ethan Hunt เคยทำมา หนังตั้งคำถามถึงศีลธรรมว่า “ชีวิตคนหนึ่งคน สำคัญเท่ากับชีวิตคนนับล้านหรือไม่?” การเดินเรื่องเหมือนรถไฟเหาะที่ไม่มีเบรก ปมสายลับซ้อนสายลับถูกเล่าอย่างชาญฉลาด ทำให้เราต้องคิดตามและลุ้นตัวโก่งตลอดเวลา
  • งานภาพ (Visuals) ทุกสิ่งที่คุณเห็นคือ “ของจริง” เกือบทั้งหมด งานภาพเรื่องนี้ดิบและดุดันมาก ตั้งแต่ฉากกระโดดร่ม HALO Jump ยามค่ำคืนเหนือปารีส ที่กล้องจับภาพทอม ครูซแบบ Long Take ดิ่งลงมาจริงๆ ไปจนถึงฉากขับเฮลิคอปเตอร์ไล่ล่าบนภูเขาหิมะ มุมกล้องมันทำให้เรารู้สึกได้ถึงอันตรายจริงๆ ไม่ใช่ภาพลอยๆ แบบกรีนสกรีน
  • การแสดง (Acting) นอกจากทอม ครูซ จะกระดูกข้อเท้าแตกจริงๆ ในฉากกระโดดข้ามตึก (และหนังก็ใช้เทคนั้นด้วย) การแสดงอารมณ์ของเขาก็ลึกซึ้งขึ้น เขาทำให้เราเห็นว่า Ethan Hunt เหนื่อยล้าแค่ไหนกับงานนี้ แต่ก็หยุดไม่ได้ บวกกับ Henry Cavill ที่มาเล่นเป็นตัวชนที่สมน้ำสมเนื้อ ทั้งคู่ซัดกันในฉากห้องน้ำได้แบบดุเดือดและน่าจดจำที่สุด

Minority Report (2002)  อาชญากรรมก่อนเกิด

การจับคู่กันระหว่าง สตีเวน สปีลเบิร์ก กับ ทอม ครูซ ในหนังไซไฟฟิล์มนัวร์ที่ตั้งคำถามเรื่อง “เจตจำนงเสรี”

  • การเล่าเรื่อง (Story Execution) หนังมีความเป็นหนังนักสืบยุคเก่า (Noir) ที่ห่อหุ้มด้วยเปลือกของความเป็นไซไฟโลกอนาคต การตั้งคำถามว่า “ถ้าเรารู้ว่าใครจะทำผิด เราจะจับเขาก่อนที่เขาจะทำได้ไหม?” เป็นประเด็นที่หนักแน่น หนังพาเราไปสำรวจความมืดมนของจิตใจมนุษย์และการถูกระบบหักหลังได้อย่างน่าติดตาม
  • งานภาพ (Visuals) งานภาพล้ำหน้ามากในยุคนั้น โทนภาพถูกย้อมให้ดูซีดๆ หม่นๆ (Bleach bypass) ให้ความรู้สึกเย็นชาและลึกลับ ฉากที่ตัวละครของทอม ครูซ สวมถุงมือแล้ววาดมือไปมาในอากาศเพื่อค้นหาข้อมูลในจอโฮโลแกรม เป็นหนึ่งในฉากที่ Iconic ที่สุดและทรงอิทธิพลต่องานดีไซน์ UI ในโลกความจริงจนถึงทุกวันนี้
  • การแสดง (Acting) ทอม ครูซ รับบทเป็นพ่อที่สูญเสียลูกชาย และใช้หน้าที่การงานเพื่อกลบความเจ็บปวด เขาถ่ายทอดความหมกมุ่น ความคลุ้มคลั่ง และความสิ้นหวังออกมาได้ดีมาก ตอนที่เขาตกเป็นผู้ต้องหาเสียเอง แววตาที่เคยแข็งกร้าวก็เปลี่ยนเป็นความสับสนและหวาดระแวง เป็นอีกหนึ่งบทบาทที่แสดงให้เห็นถึงมิติทางอารมณ์ที่ซับซ้อน

Jerry Maguire (1996)  เอเยนต์กีฬาหารัก

ขอเบรกจากความเดือดพล่าน มาที่หนังดราม่าโรแมนติกที่เต็มไปด้วยประโยคฮิตติดปากกันบ้างครับ

  • การเล่าเรื่อง (Story Execution) นี่คือเรื่องของการค้นหา “จิตวิญญาณ” ในวงการธุรกิจที่ไร้หัวใจ หนังเล่าเรื่องได้กลมกล่อมมาก มีความตลก ความอบอุ่น และความน่าสมเพชของชีวิตมนุษย์ผสมผสานกันอย่างลงตัว มันไม่โรแมนติกจ๋าจนเลี่ยน แต่มีความสมจริงในเรื่องของหน้าที่การงานและการดิ้นรนเอาชีวิตรอด
  • งานภาพ (Visuals) งานภาพให้ความรู้สึกอบอุ่น สว่างไสว ตามสไตล์หนังยุค 90s มีการใช้ภาพโคลสอัพเพื่อจับอารมณ์ตัวละครบ่อยๆ ทำให้เรารู้สึกใกล้ชิดและผูกพันกับตัวละครมากขึ้น
  • การแสดง (Acting) “Show me the money!” แค่ประโยคนี้ก็กินขาดแล้วครับ ทอม ครูซ ใช้เสน่ห์อันเหลือล้นของเขา (Boyish charm) มาผนวกกับความล้มเหลวและหมดสภาพได้อย่างยอดเยี่ยม เราจะได้เห็นเขาตั้งแต่ตอนเป็นหนุ่มมั่นใจสุดขีด ไปจนถึงตอนที่ชีวิตพังทลายและต้องง้อขอร้องคนอื่น เป็นการแสดงที่มีชีวิตชีวาและเป็นธรรมชาติมากๆ แถมเคมีกับเรเน่ เซลล์เวเกอร์ ก็น่ารักสุดๆ

A Few Good Men (1992)  กฎเสือเหล็ก

ใครบอกว่าหนังขึ้นศาลน่าเบื่อ คุณต้องดูเรื่องนี้ครับ มันคือการสู้กันด้วย “คำพูด” ที่มันส์ยิ่งกว่าฉากยิงกัน

  • การเล่าเรื่อง (Story Execution) บทภาพยนตร์เขียนโดย Aaron Sorkin ซึ่งแปลว่าบทพูดจะเร็ว คม และเชือดเฉือนกันสุดๆ หนังค่อยๆ ไต่ระดับความตึงเครียดขึ้นไปเรื่อยๆ จากคดีฆาตกรรมธรรมดาในกองทัพ ลุกลามไปสู่การเปิดโปงความลับระดับชาติ จังหวะการเปิดเผยหลักฐานในศาลทำได้ระทึกและน่าติดตามทุกวินาที
  • งานภาพ (Visuals) หนังเน้นถ่ายทำในพื้นที่จำกัดอย่างห้องพิจารณาคดีหรือออฟฟิศ การใช้มุมกล้องกดดันตัวละคร การจัดแสงที่ทำให้เห็นเงาบนใบหน้า ช่วยเสริมให้คำให้การในศาลดูมีน้ำหนักและน่าสะพรึงกลัวมากขึ้น
  • การแสดง (Acting) จุดพีคของหนังอยู่ที่ทอม ครูซ ต้องปะทะคารมกับปรมาจารย์อย่าง Jack Nicholson (ประโยคฮิต “You can’t handle the truth!”) ทอม ครูซ เล่นเป็นทนายทหารที่ตอนแรกดูขี้เกียจและรักความสบาย แต่ค่อยๆ ถูกปลุกจิตวิญญาณความยุติธรรมขึ้นมา การเปลี่ยนแปลงจากคนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ มาเป็นทนายที่ต้อนพยานจนมุมบนศาล เป็นอะไรที่ทรงพลังและทำให้คนดูนั่งไม่ติดเก้าอี้

Rain Man (1988)  ชายชื่อเรนแมน

หนังโร้ดทริป (Road trip) ที่คว้าออสการ์ไปครอง และเป็นข้อพิสูจน์ว่า ทอม ครูซ ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา

  • การเล่าเรื่อง (Story Execution) หนังเล่าเรื่องราวการเดินทางของพี่น้องที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน คนนึงเป็นออทิสติก อีกคนเป็นเซลส์แมนเห็นแก่ตัว หนังไม่บีบคั้นน้ำตาจนเกินงาม แต่ปล่อยให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ค่อยๆ ซึมลึกเข้าไปในใจคนดู มันคือการเรียนรู้ที่จะรักคนอื่นและละทิ้งความเห็นแก่ตัวของตัวเอง
  • งานภาพ (Visuals) งานภาพสวยงามมาก มีการถ่ายทอดทิวทัศน์ของอเมริกาตลอดการเดินทางที่สะท้อนถึงความอิสระและเส้นทางชีวิตที่คาดเดาไม่ได้ การจัดองค์ประกอบภาพมักจะขับเน้นความแตกต่างของตัวละครทั้งสองคนให้เห็นชัดเจน
  • การแสดง (Acting) หลายคนมักจะชื่นชมดัสติน ฮอฟแมน (และเขาก็แสดงได้สมควรได้ออสการ์จริงๆ) แต่ถ้าไม่มีทอม ครูซ คอยเป็น “ตัวรับ” และดึงอารมณ์คนดู หนังเรื่องนี้จะไม่สมบูรณ์เลย ทอม ครูซ เล่นเป็นไอ้หนุ่มอารมณ์ร้อน หงุดหงิด และหวังแต่ผลประโยชน์ ได้อย่างน่าหมั่นไส้ ก่อนที่เขาจะค่อยๆ อ่อนโยนลง และแสดงออกถึงความรักที่มีต่อพี่ชายผ่านสายตาและการกระทำเล็กๆ น้อยๆ มันคือพัฒนาการตัวละครที่นุ่มนวลและลึกซึ้งมาก

The Last Samurai (2003)  มหาบุรุษซามูไร

ปิดท้ายด้วยมหากาพย์ภาพยนตร์ที่สง่างาม เจ็บปวด และทรงเกียรติที่สุดเรื่องหนึ่ง

  • การเล่าเรื่อง (Story Execution) หนังสำรวจความขัดแย้งระหว่างวัฒนธรรมเก่าที่กำลังจะตาย (ซามูไร) กับโลกสมัยใหม่ที่กำลังกลืนกิน (ปืนกลและทุนนิยม) เรื่องราวถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างมีความเคารพต่อปรัชญาของตะวันออก จังหวะการดำเนินเรื่องมีความเป็นกวี มีความสงบนิ่ง สลับกับฉากสงครามที่โหดร้ายและดุดัน
  • งานภาพ (Visuals) อลังการงานสร้างครับ งานกำกับภาพถ่ายทอดความงดงามของธรรมชาติญี่ปุ่น (แม้จะถ่ายทำที่อื่นด้วย) ได้อย่างหมดจด ชุดเกราะซามูไร หมู่บ้านกลางหุบเขา ทำออกมาได้ประณีตมาก ส่วนฉากการรบในตอนท้ายที่ซามูไรควบม้าฝ่าดงกระสุนปืนกล คือความงดงามที่แฝงไปด้วยความรันทดและสิ้นหวัง
  • การแสดง (Acting) ทอม ครูซ ในบท ร้อยเอก Nathan Algren ผู้บอบช้ำจากสงครามและป่วยเป็น PTSD เขาต้องแสดงเป็นคนที่ตายจากข้างในไปแล้ว และค่อยๆ ฟื้นคืนชีพขึ้นมาเมื่อได้เรียนรู้วิถีซามูไร การแสดงฉากที่เขาพยายามเลิกเหล้าจนเกิดอาการลงแดงทำได้น่ากลัวและสมจริงมาก นอกจากนี้ การปะทะบทบาทกับ Ken Watanabe ก็นำมาซึ่งฉากที่เปี่ยมไปด้วยพลังและศักดิ์ศรีของลูกผู้ชาย

เป็นยังไงกันบ้างครับกับ 10 เรื่องนี้? บอกเลยว่าแต่ละเรื่องคือการพิสูจน์ความทุ่มเทในฐานะนักแสดงและนักทำหนังของชายที่ชื่อ Tom Cruise จริงๆ เขาไม่ได้แค่รับจ้างเล่นหนัง แต่เขา “หายใจ” เป็นหนังเลยก็ว่าได้ movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *