สวัสดีครับคอหนังแอคชั่นและแฟนคลับของ “มาดงซอก” (Ma Dong-seok) หรือ “ดอน ลี” (Don Lee) ทุกคน! ถ้าพูดถึงผู้ชายคนนี้ ภาพแรกที่ทุกคนนึกถึงคงหนีไม่พ้น กล้ามแขนขนาดมหึมา รอยยิ้มที่ดูอบอุ่นแต่แฝงไปด้วยความน่าเกรงขาม และ “หมัดสั่งตาย” ที่ต่อยทีเดียวศัตรูถึงกับสลบเหมือด เขาคือชายผู้สร้างนิยามใหม่ให้กับวงการภาพยนตร์เกาหลี จนหลายคนถึงกับบอกว่าภาพยนตร์ของเขามันกลายเป็น “แนวหนังมาดงซอก” (Ma Dong-seok Genre) ไปแล้วครับ
วันนี้ผมจะพาทุกคนมาเจาะลึก รีวิวภาพยนตร์ 10 เรื่องเด็ดของเฮียมาดงซอกในรูปแบบของการพูดคุยกันแบบเจาะลึกสุดๆ เราจะข้ามเรื่องย่อแบบผิวเผินไปเลยครับ แต่เราจะมาขยี้กันที่ “การเล่าเรื่อง ภาพ งานภาพยนตร์ และมิติการแสดง” ว่าทำไมหนังแต่ละเรื่องถึงได้ใจคนดู และทำไมผู้ชายคนนี้ถึงกลายเป็นไอคอนแห่งยุค พร้อมแล้ว เตรียมป๊อปคอร์นให้พร้อม แล้วเรามาลุยกันเลยครับ!

Train to Busan (ด่วนนรกซอมบี้คลั่ง) – จุดกำเนิดซูเปอร์ฮีโร่ไร้ผ้าคลุมแห่งเกาหลี
การเล่าเรื่อง (Storytelling) ทุกคนครับ เรื่องนี้คือมาสเตอร์พีซที่ทำให้โลกต้องจดจำเขา การเล่าเรื่องของ Train to Busan มันไม่ใช่แค่หนังหนีซอมบี้ธรรมดา แต่มันคือการจำลองสังคมมนุษย์ขนาดย่อมไปไว้บนรถไฟ จังหวะการบีบคั้นอารมณ์คือสุดยอดมาก หนังค่อยๆ ไต่ระดับความตึงเครียดขึ้นไปเรื่อยๆ โดยมีตัวละครของมาดงซอก (ซังฮวา) เป็นเหมือน “เซฟโซน” ของคนดู ท่ามกลางความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ บทเขียนให้ตัวละครนี้เป็นตัวแทนของความเสียสละลูกผู้ชายที่โคตรจะเท่ จังหวะดราม่าสลับกับแอคชั่นทำได้กลมกล่อมจนแทบหยุดหายใจ
งานภาพและคิวบู๊ (Visuals & Action) งานภาพในเรื่องนี้คือความท้าทายมากครับ เพราะสถานที่ถ่ายทำคือ “โบกี้รถไฟ” แคบๆ ผู้กำกับภาพเก่งมากที่ใช้มุมกล้องบีบให้เรารู้สึกอึดอัด คับแคบ และไร้ทางหนี โทนสีของหนังจะมีความเย็นชา อึมครึม สะท้อนความสิ้นหวัง ส่วนคิวบู๊… บอกเลยว่าการเห็น เอาเทปพันแขนแล้วต่อยซอมบี้ด้วยมือเปล่า มันคือความฟินระดับสิบ! คิวบู๊ไม่ได้เน้นท่วงท่าสวยงาม แต่เน้น “น้ำหนัก” และ “ความดิบ” ทุกหมัดที่ซัดออกไป คนดูสัมผัสได้ถึงแรงกระแทก เป็นการออกแบบแอคชั่นในพื้นที่จำกัดที่ฉลาดและทรงพลังมาก
การแสดง (Acting) ขโมยซีนนักแสดงนำทุกคนในเรื่องนี้ครับ! เขาบาลานซ์ระหว่างความดุดันเวลาปะทะซอมบี้ กับความอ่อนโยนเวลาอยู่กับภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ (รับบทโดย จองยูมิ) ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เคมีของทั้งคู่ทำให้คนดูเชื่อสนิทใจว่าผู้ชายคนนี้ยอมตายเพื่อครอบครัวได้จริงๆ แววตาของเขาในฉากสุดท้ายที่ต้องปกป้องทุกคนยังคงติดตาผมจนถึงทุกวันนี้ เป็นการแสดงที่น้อยแต่มาก ยิ่งใหญ่และกินใจสุดๆ ครับ

The Outlaws (เถื่อน ดิบ ระห่ำ โคตรคนเพชฌฆาต) – จุดเริ่มต้นของตำนานตำรวจพันธุ์ดุ
การเล่าเรื่อง (Storytelling) ใครชอบหนังตำรวจจับผู้ร้ายสไตล์ดิบเถื่อน นี่คือคำตอบครับ! บทหนังมีความเป็นหนังแก๊งสเตอร์ยุคเก่า ผสมกับหนังสืบสวน การเล่าเรื่องไม่ได้มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อน แต่มันแข็งแรงด้วยมวลของบรรยากาศ หนังพาเราไปคลุกคลีกับชุมชนที่มีแต่ความรุนแรงได้อย่างเป็นธรรมชาติ สิ่งที่เจ๋งคือบททำให้เราเห็นว่า ตำรวจที่ดีไม่จำเป็นต้องขาวสะอาดเสมอไป การใช้ศาลเตี้ยหรือการใช้กำลังข่มขู่ในแบบของตัวละคร มาซอกโด มันคือวิธีเดียวที่จะเอาตัวรอดในโลกที่กฎหมายเข้าไม่ถึง จังหวะการเล่าเรื่องมีความตลกร้ายแทรกอยู่ตลอด ทำให้หนังไม่เครียดจนเกินไป
งานภาพและคิวบู๊ (Visuals & Action) งานภาพดิบมากครับ โทนสีจะมีความอมเหลือง หม่นๆ สื่อถึงความเสื่อมโทรมของย่านการิบงดง การจัดแสงในตรอกซอกซอยดูอันตรายและไม่น่าไว้ใจ ส่วนคิวบู๊เรื่องนี้คือ “การต่อยตีแบบข้างถนน” (Street Fight) ที่แท้จริง ไม่มีการรำมวย ไม่มีสลิง มีแต่การคว้าของใกล้มือมาฟาด การตบหน้าฉาดใหญ่ และหมัดฮุคที่ต่อยทีเดียวคนกระเด็น การออกแบบเสียง (Sound Design) ตอนหมัดกระทบหน้านี่คือสะใจคอซาดิสม์นิดๆ เลยครับ
การแสดง (Acting) เรื่องนี้เป็นการแจ้งเกิดคาแรคเตอร์ “นักสืบมาซอกโด” อย่างเป็นทางการ มาดงซอก เล่นเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่กร่างและเก๋าเกมที่สุด เขาทำให้เรารู้สึกว่าตัวละครนี้แข็งแกร่งจนไม่มีใครล้มได้ แต่สิ่งที่ต้องขอปรบมือให้ดังๆ คือฝั่งตัวร้าย ยุนคเยซัง (รับบทเป็น จางเฉิน) ที่สลัดคราบหนุ่มหล่อมาเป็นมาเฟียจีนที่อำมหิต เลือดเย็น และวิปริตสุดๆ เคมีการปะทะกันระหว่าง “ตำรวจบ้าพลัง” กับ “โจรโรคจิต” มันขับเคลื่อนให้ตัวหนังมีพลังมหาศาลครับ

The Roundup (บู๊ระห่ำ ล่าล้างนรก) – ภาคต่อที่ยกระดับความเดือดไปอีกขั้น
การเล่าเรื่อง (Storytelling) สานต่อความสำเร็จจาก The Outlaws ครับ แต่คราวนี้บทพาเราสเกลอัปไปไกลถึงประเทศเวียดนาม การเล่าเรื่องกระชับ ฉับไวขึ้นกว่าภาคแรก หนังรู้ว่าคนดูต้องการอะไร จึงไม่เสียเวลาปูเรื่องนาน บทโฟกัสไปที่การไล่ล่าแมวขโมยหนูที่ดุเดือด สิ่งที่พัฒนาขึ้นชัดเจนคือ “มุกตลก” จังหวะคอมเมดี้ในเรื่องนี้ทำงานได้ดีมาก มันกลายเป็นสูตรสำเร็จของหนังเฟรนไชส์นี้ไปแล้ว คือเครียดๆ อยู่เฮียแกก็ปล่อยมุกหน้าตายให้เราฮาก๊าก ก่อนจะกลับไปสับคอหอยตัวร้ายต่อ
งานภาพและคิวบู๊ (Visuals & Action) งานภาพดูสว่างขึ้น เป็นโทนสีของเมืองร้อน (เวียดนาม) ที่ดูอบอ้าวและเต็มไปด้วยอันตรายที่ซ่อนอยู่ในที่แจ้ง คิวบู๊เรื่องนี้อัปเกรดความโหดขึ้นไปอีกระดับ ตัวร้ายใช้มีดมาเชเต้ฟันกันแบบเลือดสาด ขณะที่มาดงซอกก็ยังคงใช้หมัดเปล่าๆ ร่ายรำวิช่ายูโดและมวยสากล การออกแบบคิวบู๊ในพื้นที่แคบๆ อย่างในบ้านพัก หรือฉากปะทะกันบนรถบัสตอนท้ายเรื่อง คือความบ้าคลั่งที่จัดมุมกล้องได้ดีมาก ภาพตามติดสปีดหมัดของเฮียแกทำให้เรารู้สึกเหมือนโดนต่อยไปด้วย
การแสดง (Acting) ยังคงรักษามาตรฐานความ “เทพ” ของตัวละครไว้ได้ดีเยี่ยม แต่คนที่แย่งซีนสุดๆ ต้องยกให้ ซนซอกกู (รับบทเป็น คังแฮซัง) ตัวร้ายของภาคนี้ เขาไม่ได้ดูเป็นมาเฟียวางแผนลึกซึ้งเหมือนภาคแรก แต่เขาคือ “สัตว์ป่า” ที่พร้อมจะขย้ำคอทุกคนที่ขวางหน้า ซนซอกกูเล่นได้ดิบ เถื่อน และแววตาดูว่างเปล่าไร้มนุษยธรรมมากๆ เวลาเข้าฉากปะทะกับมาดงซอก มันเหมือนเอารถถังมาชนกับเครื่องบดเนื้อเลยครับ!

The Gangster, The Cop, The Devil (แก๊งค์ตำรวจปีศาจ) – เมื่อสีดำและสีเทาต้องร่วมมือกันล่าสีดำมืด
การเล่าเรื่อง (Storytelling) ผมชอบบทของเรื่องนี้มาก! มันคือความฉลาดในการหยิบเอาขั้วตรงข้ามมาจับคู่กัน เล่าเรื่องของ “หัวหน้าแก๊งมาเฟีย” ที่รอดตายจาก “ฆาตกรต่อเนื่อง” จึงต้องมาร่วมมือกับ “ตำรวจสายสืบสุดห้าว” เพื่อตามล่าตัวฆาตกร บทหนังมีชั้นเชิงในการเล่นกับศีลธรรมของคนดู เราจะได้เห็นการหักเหลี่ยมเฉือนคมระหว่างตำรวจกับโจรที่ใช้กฎคนละขอบข่ายในการตามล่าเป้าหมายเดียวกัน ไดนามิกของการเล่าเรื่องมันลื่นไหลและเต็มไปด้วยความหวาดระแวง ไม่รู้ว่าใครจะหักหลังใครก่อน
งานภาพและคิวบู๊ (Visuals & Action) งานภาพสไตล์ฟิล์มนัวร์ (Film Noir) คือเสน่ห์ของเรื่องนี้ครับ แสงไฟนีออนตามถนนยามค่ำคืน สายฝนที่โปรยปราย โทนสีมืดมิดที่สะท้อนถึงจิตใจของตัวละคร ทุกอย่างถูกจัดวางอย่างตั้งใจ คิวบู๊ในเรื่องนี้ไม่ได้เน้นฮาเหมือนเรื่องอื่นๆ แต่มันเต็มไปด้วยความหนักหน่วง ดุดัน และถึงเลือดถึงเนื้อ ฉากทำลายข้าวของ ฉากขับรถไล่ล่า ทำออกมาได้มาตรฐานฮอลลีวูดเลยทีเดียวครับ
การแสดง (Acting) ในบทบาทของ “หัวหน้าแก๊งมาเฟีย” คือความแปลกใหม่ที่เราไม่ได้เห็นบ่อยๆ เขาสลัดคราบคนดีทิ้งไป เหลือแต่ความเหี้ยมเกรียม น่าเกรงขาม แค่เขานั่งสูบซิการ์นิ่งๆ รังสีอำมหิตก็แผ่กระจายแล้วครับ ส่วน คิมมูยอล ที่เล่นเป็นตำรวจก็กัดไม่ปล่อย บ้าดีเดือดสุดๆ และที่ขาดไม่ได้คือ คิมซองกยู ในบทฆาตกรต่อเนื่อง ที่แววตาน่าขนลุกมาก การแสดงของทั้งสามคนนี้เหมือนการโยนระเบิดสามลูกไว้ในห้องเดียวกัน รอเวลาปะทะและระเบิดตู้มออกมา

Unstoppable (คำทวงแค้น) – สัญชาตญาณดิบของสามีที่ถูกปลุก
การเล่าเรื่อง (Storytelling) พลอตเรื่องอาจจะฟังดูซ้ำซากครับ “เมียถูกลักพาตัว ผัวเลยไปตามล่า” คล้ายๆ กับ Taken ของฝั่งฮอลลีวูด แต่การเล่าเรื่องของ Unstoppable มันสนุกตรงที่หนังปูพื้นให้ตัวเอก (ดงชอล) เป็นแค่อดีตนักเลงที่กลับใจมาใช้ชีวิตเรียบง่าย โดนคนอื่นเอาเปรียบก็ยอม จนกระทั่งฟางเส้นสุดท้ายขาดสะบั้น จังหวะที่หนังค่อยๆ ปลดล็อกความโกรธของตัวละครมันสะใจคนดูมากๆ ครับ บทหนังรู้วิธีขยี้อารมณ์ให้เราเกลียดตัวร้ายสุดคลั่ง และเอาใจช่วยพระเอกให้พังตึกไปช่วยเมียให้ได้
งานภาพและคิวบู๊ (Visuals & Action) งานภาพในช่วงแรกที่พระเอกใช้ชีวิตปกติจะใช้แสงที่ดูอบอุ่น เป็นธรรมชาติ แต่พอเข้าสู่โหมดตามล่า โทนภาพจะเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและมืดมนทันที คิวบู๊เรื่องนี้คือสวรรค์ของคนรักการเห็นคนโดนอัดทะลุกำแพง! ฉากแอคชั่นออกแบบมาให้เห็นถึงพลังทำลายล้างของมาดงซอก การทุ่ม พังประตูด้วยมือเปล่า และฉากตะลุมบอนในตึกร้างคือจังหวะบล็อกกิ้ง (Blocking) สวยงามมาก ดูกระแทกกระทั้นและทรงพลังขั้นสุด
การแสดง (Acting) เอาอยู่ทั้งพาร์ทดราม่าและแอคชั่นครับ ช่วงแรกเขาดูเป็นผู้ชายตัวใหญ่ที่ซื่อบื้อ น่าสงสาร แต่พอองค์ประทับ แววตาเขาเปลี่ยนเป็นนักล่าที่ไม่มีใครหยุดได้ เคมีกับ ซงจีฮโย ที่รับบทภรรยาก็น่ารักและทำให้เราเชื่อในความรักของพวกเขา ส่วนตัวร้ายที่รับบทโดย คิมซองโอ ก็เล่นได้กวนประสาทและโรคจิตจนคนดูอยากจะทะลุจอไปแจกหมัดแทนพระเอกเลยครับ

Eternals (ฮีโร่พลังเทพเจ้า) – ก้าวสู่ฮอลลีวูดกับบทบาทที่อบอุ่นที่สุด
การเล่าเรื่อง (Storytelling) ข้ามฝั่งมาที่ฮอลลีวูดกันบ้างครับกับจักรวาลมาร์เวล การเล่าเรื่องของ Eternals อาจจะมีความคิดเห็นแตกแยกเพราะเป็นหนังรวมฮีโร่ที่สเกลใหญ่และเล่าเรื่องข้ามผ่านกาลเวลาหลายพันปี หนังมีปรัชญาเยอะ เน้นดราม่าความสัมพันธ์ของตัวละครมากกว่าแอคชั่นตู้มต้ามแบบมาร์เวลเรื่องอื่นๆ แต่ในส่วนของเส้นเรื่องตัวละคร กิลกาเมช (Gilgamesh) ที่มาดงซอกเล่น บทเขียนให้เขาเป็น “หัวใจ” ของทีม เป็นตัวแทนของความรักและความภักดีที่คอยดูแล เทน่า (Angelina Jolie) ซึ่งเป็นพล็อตย่อยที่ทรงพลังและกินใจคนดูที่สุดในเรื่องครับ
งานภาพและคิวบู๊ (Visuals & Action) งานภาพภายใต้การกำกับของ โคลอี เจา (Chloé Zhao) คือความงดงามระดับแสงทอง (Golden Hour) ทุกช็อตที่ถ่ายทำในสถานที่จริงให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่ อลังการ ราวกับภาพวาดศิลปะ ส่วนคิวบู๊ของมาดงซอก ทีมสเปเชียลเอฟเฟกต์ฉลาดมากที่เอาสไตล์ “หมัดเดียวจอด” ของเขามาใส่เอฟเฟกต์แสงสีทอง กลายเป็นพลังระดับคอสมิก ทุกครั้งที่เขาต่อยสัตว์ประหลาด Deviants มันดูหนักหน่วงและสั่นสะเทือนไปทั้งโรงหนัง เป็นการผสมผสานระหว่างสไตล์เฉพาะตัวกับ CGI ระดับโลกได้อย่างลงตัว
การแสดง (Acting) การได้เห็น ยืนประกบ แองเจลินา โจลี คือความภูมิใจของเอเชียครับ! แม้บทพูดจะเป็นภาษาอังกฤษและมีไม่เยอะมาก แต่การแสดงออกทางสีหน้า แววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยและอบอุ่นของเขา พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาไม่ได้มีดีแค่กล้าม เขาคือ “ยักษ์ใหญ่ใจดี” ที่คนดูตกหลุมรักได้อย่างง่ายดาย เคมีระหว่างเขากับโจลีมันลึกซึ้งและสวยงามมาก เป็นการแสดงที่ยกระดับความเป็นสากลของเขาได้อย่างแท้จริงครับ
Champion (แชมป์เปี้ยน พลังแขนงัดแหลก) – สู้เพื่อฝันและครอบครัว
การเล่าเรื่อง (Storytelling) ใครว่าเฮียแกเล่นแต่หนังไล่เตะคน! มาดูเรื่องนี้ครับ หนังกีฬางัดข้อที่ผสมผสานกลิ่นอายหนังครอบครัวอบอุ่นหัวใจ การเล่าเรื่องจะมีความเป็นสูตรสำเร็จของหนังกีฬา คือพระเอกเคยล้มเหลว พยายามกลับมา ฮึดสู้ และคว้าชัย แต่สิ่งที่ทำให้บทเรื่องนี้มีชีวิตชีวาคือการสอดแทรกเรื่องราวของสายใยครอบครัว การตามหาครอบครัวที่พลัดพราก จังหวะการเล่าเรื่องมีทั้งเสียงหัวเราะและน้ำตา ไดนามิกของการเปลี่ยนผ่านอารมณ์ทำได้นุ่มนวล ไม่ยัดเยียดจนเกินไปครับ
งานภาพและคิวบู๊ (Visuals & Action) งานภาพเรื่องนี้จะมีความสว่าง สดใส ให้ความรู้สึกของความหวัง มุมกล้องตอนแข่งงัดข้อทำได้ลุ้นระทึกมากครับ! คุณจะได้ยินเสียงกล้ามเนื้อที่กำลังตึงเครียด เสียงเส้นเอ็นแทบขาด การโคลสอัป (Close-up) ไปที่ใบหน้าที่เต็มไปด้วยเหงื่อและเส้นเลือดที่ปูดโปนของนักแสดง ทำให้กีฬาที่ดูเหมือนจะอยู่นิ่งๆ อย่างการงัดข้อ กลายเป็นฉากแอคชั่นที่ลุ้นจนตัวเกร็งได้
การแสดง (Acting) นี่คือหนังที่เกิดมาเพื่อสรีระของมาดงซอกโดยแท้ทรู ท่อนแขนขนาด 20 นิ้วของเขาคือพร็อพที่สมจริงที่สุดในเรื่อง! แต่เหนือสิ่งอื่นใด การแสดงในพาร์ทคอมเมดี้และดราม่าของเขาทำได้ดีมาก ความเปิ่นๆ เวลาอยู่กับเด็กๆ หรือความอ่อนไหวเวลาพูดถึงแม่ ทำให้เราเห็นมิติการแสดงที่หลากหลาย ควอนยูล ที่รับบทเป็นโปรโมเตอร์จอมกะล่อนก็คอยชงมุกรับส่งกับเฮียแกได้อย่างไหลลื่น เป็นคู่หูที่ดูเพลินมากครับ

Along With the Gods The Last 49 Days (ฝ่า 7 นรกไปกับพระเจ้า 2) – ทวยเทพผู้พิทักษ์บ้านและอดีตที่ซ่อนเร้น
การเล่าเรื่อง (Storytelling) มาที่หนังแฟนตาซีระดับบล็อกบัสเตอร์ของเกาหลีกันบ้างครับ ในภาค 2 นี้ บทมีการเล่าเรื่องแบบสลับเส้นเวลา (Timeline) ระหว่างปัจจุบันในยมโลก ปัจจุบันบนโลกมนุษย์ และอดีตเมื่อพันปีก่อนของเหล่ายมทูต ซึ่งตัวละคร “ซองจูชิน” (เทพพระภูมิ) ที่มาดงซอกรับบท คือกุญแจสำคัญที่เชื่อมโยงอดีตทั้งหมด การเล่าเรื่องทำได้ชาญฉลาดมาก เอาความตลกหน้าตายของมาดงซอกมาเบรคความตึงเครียดของหนัง ก่อนจะค่อยๆ ปอกเปลือกความจริงที่แสนเศร้าและทรงพลังออกมา
งานภาพและคิวบู๊ (Visuals & Action) ด้วยความที่เป็นหนังแฟนตาซี งานภาพและ CGI คือจัดเต็มมากครับ นรกแต่ละขุมออกแบบมาได้วิจิตรตระการตา แต่ในพาร์ทของเทพพระภูมิบนโลกมนุษย์ งานภาพจะถูกดาวน์เกรดลงมาให้อยู่ในสลัมเล็กๆ คอนทราสต์ (Contrast) กับความยิ่งใหญ่ของยมโลกอย่างชัดเจน ส่วนคิวบู๊ของเฮียในเรื่องนี้จะเป็นแนวตลกเจ็บตัวครับ เพราะบทตั้งเงื่อนไขว่า “เทพไม่สามารถทำร้ายมนุษย์ได้” เราเลยได้เห็นเทพเจ้าตัวใหญ่กล้ามโตโดนนักเลงกระจอกตบหัวทิ่ม เป็นการล้อเลียนภาพลักษณ์นักบู๊ของตัวเองได้น่ารักมาก
การแสดง (Acting) ขโมยหัวใจคนดูไปเต็มๆ ด้วยบทเทพเจ้าที่อัปเดตเทรนด์โลกตลอดเวลา เล่นหุ้น เล่นคริปโต (แต่ขาดทุนยับ) การแสดงของเขาคือคอมเมดี้คลาสสิกที่ใช้แค่สีหน้าก็ฮาแล้ว แต่พอถึงจุดที่ต้องเล่าความลับในอดีต น้ำเสียงและสายตาของเขาก็กลับมาลึกซึ้งและดึงอารมณ์ดราม่าได้ดีเยี่ยม การเข้าฉากกับ ฮาจองอู, จูจีฮุน และ คิมฮยางกี คือเคมีระดับท็อปฟอร์มของวงการหนังเกาหลีจริงๆ ครับ

The Bad Guys Reign of Chaos (ทีมวายร้าย ล่าทรชน) – แก๊งคนบาปปราบคนชั่ว
การเล่าเรื่อง (Storytelling) ดัดแปลงมาจากซีรีส์ชื่อดังครับ บทหนังเล่าเรื่องราวแบบฉบับรวมทีม (Ensemble) ของอาชญากรตัวท็อปที่ถูกตำรวจดึงตัวมาช่วยจับผู้ร้ายที่หนีแหกคุก การเล่าเรื่องมีความฉับไว สนุกสนาน และเต็มไปด้วยความกาว บทไม่ได้เน้นความสมจริงอะไรมากนัก แต่มุ่งเน้นไปที่ความบันเทิงสไตล์หนังป๊อปคอร์น การปูคาแรคเตอร์ตัวละครแต่ละคนชัดเจน มีหน้าที่และสไตล์เป็นของตัวเอง ทำให้การเดินเรื่องไม่มีช่วงน่าเบื่อเลย
งานภาพและคิวบู๊ (Visuals & Action) งานภาพมีความจัดจ้าน สไตล์คอมิกบุ๊ก (Comic Book Style) แสงสีจะดูแฟชั่นนิดๆ คัตติ้งฉับไว ส่วนคิวบู๊คือจุดขายหลักครับ ทีมนี้ประกอบไปด้วยนักฆ่า นักต้มตุ๋น และตัวชน (Tank) ซึ่งก็คือมาดงซอก ในบท พัคอุงชอล การออกแบบคิวบู๊ของเรื่องนี้จะเวอร์วังอลังการกว่าเรื่องอื่นๆ หน่อย เราจะได้เห็น เตะคนทะลุกระจก หรือเอาประตูเหล็กฟาดคนแบบปลิวว่อน มันคือแอคชั่นที่เน้นความสะใจแบบเกินร้อย
การแสดง (Acting) เรื่องนี้ คือ “ตัวแบก” ในฉากแอคชั่นอย่างแท้จริง เขาทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของทีมในด้านการใช้กำลัง ความเท่คือเขาเล่นบทนักเลงที่เคารพกฎเกณฑ์ของตัวเองได้มีเสน่ห์มาก การปะทะคารมกับ คิมซังจุง (ตำรวจรุ่นเก๋า) ก็ดูเป็นผู้ใหญ่ที่ขิงกันไปมา ส่วน คิมอาจุง และ จางกียง ก็มาเติมสีสันให้ทีมดูมีความหลากหลาย เป็นแก๊งรวมมิตรที่เคมีเข้ากันอย่างประหลาดและน่าดูมากครับ

Badland Hunters (นักล่ากลางนรก) – สับแหลกในโลกหลังหายนะ
การเล่าเรื่อง (Storytelling) ปิดท้ายด้วยผลงานล่าสุดจาก Netflix ครับ เรื่องนี้พาเราทะลุไปในโลกหลังยุคหายนะ (Post-Apocalyptic) หลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในกรุงโซล พล็อตเรื่องมาแนวเอาชีวิตรอดและไซไฟนิดๆ เมื่อหมอสติเฟื่องทำการทดลองมนุษย์ บทหนังเดินเรื่องเร็วมาก ไม่เสียเวลาปูเรื่องโลกหลังหายนะให้เยิ่นเย้อ แต่โยนคนดูเข้าไปกลางดงความเถื่อนเลย แม้บทจะมีช่องโหว่บ้างในแง่ของเหตุผลทางการแพทย์หรือวิทยาศาตร์ แต่มันถูกทดแทนด้วยจังหวะการเล่าเรื่องที่กระหน่ำแอคชั่นใส่ไม่ยั้งตั้งแต่ต้นจนจบ
งานภาพและคิวบู๊ (Visuals & Action) งานภาพสวยงามและแห้งแล้งมากครับ โทนสีของเรื่องถูกย้อมด้วยสีเหลือง สีฝุ่น ทราย และซากปรักหักพัง สื่อถึงโลกที่ไร้กฎหมายและแห้งผาก คิวบู๊เรื่องนี้ถือว่า “เดือดและเลือดสาด” (Gore) ที่สุดเรื่องหนึ่งของมาดงซอกเลยครับ เพราะศัตรูไม่ใช่คนปกติ แต่เป็นมนุษย์กลายพันธุ์ที่ฆ่าไม่ตายง่ายๆ เราจึงได้เห็นเขาใช้อาวุธหลากหลายขึ้น ไม่ใช่แค่หมัด แต่มีทั้งปืนลูกซองยิงอัดหน้า และมีดมาเชเต้สับคอขาด! การกำกับแอคชั่นโดยผู้กำกับคิวบู๊คู่บุญของเขา ทำให้จังหวะแอคชั่นมันโหด ดิบ และเร้าใจแบบสุดขีด
การแสดง (Acting) ในบท “นัมซาน” นักล่าแห่งดินแดนรกร้าง เป็นคาแรคเตอร์ที่ดุดันขึ้น พูดน้อยลง และลงมือทำมากขึ้น แววตาของเขาในเรื่องนี้มีความเป็นผู้รอดชีวิตที่กร้านโลก แต่ก็ยังคงความอบอุ่นลึกๆ เวลาปกป้องคนที่เขารัก การแสดงของ อีฮีจุน ในบทหมอตัวร้ายก็เล่นได้จิตตกและน่าขยะแขยงจนน่าขนลุก เป็นการปะทะกันระหว่าง “พลังกล้ามเนื้อขั้นสุด” กับ “สติปัญญาที่บิดเบี้ยว” ที่ทำให้หนังเรื่องนี้ปิดจบได้อย่างดุเดือดและสะใจคอแอคชั่นแน่นอนครับ
บทสรุปส่งท้าย
ทุกคนครับ… จากการรีวิวทั้ง 10 เรื่องนี้ เราคงเห็นแล้วว่า “มาดงซอก” ไม่ได้เป็นแค่นักแสดงแอคชั่นที่ใช้แต่กำลัง แต่เขามีฝีมือในการถ่ายทอดอารมณ์ ดราม่า และคอเมดี้ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ สรีระร่างกายที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาถูกนำมาใช้ผสานกับงานภาพยนตร์และการกำกับคิวบู๊จนเกิดเป็นลายเซ็นต์ที่ยากจะหาใครเลียนแบบ
การได้ดูหนังของเขามันเหมือนการได้เสพความบันเทิงขั้นสุด ที่เราไม่ต้องคิดอะไรให้ปวดหัว แค่นั่งดูเขาง้างหมัด ซัดคนชั่ว แล้วเดินจากไปแบบเท่ๆ แค่นี้ก็คุ้มค่าตั๋ว (หรือค่าสตรีมมิ่ง) แล้วครับ! movieseries