สวัสดีครับเพื่อนๆ สาวกนินจาคาถาโอโฮเฮะทุกคน! วันนี้เราจะมานั่งล้อมวงคุยกันแบบเจาะลึกสุดๆ ชนิดที่ว่าทะลวงไปถึงจุดศูนย์รวมจักระกันเลยทีเดียว สำหรับใครที่เติบโตมากับหมู่บ้านโคโนฮะ น่าจะรู้ดีว่า “นารูโตะ เดอะมูฟวี่” นั้นมีหลายภาคมากๆ แต่ละภาคก็มีเสน่ห์และกลิ่นอายที่แตกต่างกันออกไป
และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา หรือมานั่งเล่าเรื่องย่อให้รำคาญใจ เพราะเชื่อว่าหลายคนคงพอรู้บริบทกันมาบ้างแล้ว วันนี้เราจะมา รีวิวเน้นๆ เจาะลึกไปที่แก่นของเนื้อเรื่อง งานภาพ และพลังการแสดงของนักพากย์ แบบพูดคุยกันประสาแฟนบอยแฟนเกิร์ล คัดเน้นๆ 10 ภาคที่บอกเลยว่า “ชาตินี้ต้องดูให้ได้” เตรียมตัวประสานอิน แล้วกระโดดตามมาเลยครับ!

Naruto the Movie Ninja Clash in the Land of Snow (ศึกชิงเจ้าหญิงหิมะ)
ความรู้สึกต่อเนื้อเรื่องและจังหวะการเล่า นารูโตะ เดอะมูฟวี่ ภาคนี้มันคือการเบิกเนตรของเดอะมูฟวี่นารูโตะอย่างแท้จริงครับ! สิ่งที่ผมชอบมากๆ คือการเซ็ตติ้งบรรยากาศให้เป็นโลกที่เต็มไปด้วยหิมะและเทคโนโลยีที่ล้ำกว่าในซีรีส์ปกติ มันให้ความรู้สึกเหมือนเราได้ออกไปทำภารกิจระดับ A จริงๆ ร่วมกับทีม 7 การเล่าเรื่องไม่ได้พึ่งพาปาฏิหาริย์อะไรมากมาย แต่เน้นไปที่การก้าวข้ามปมในใจของตัวละคร โดยมีนารูโตะเป็นคนคอยกระเทาะเปลือกความกลัวนั้นออกมา ไดอะล็อกและการดำเนินเรื่องมันมีความเป็น “ภาพยนตร์ภาพยนตร์” สูงมาก คือดูแล้วรู้สึกว่าสเกลมันใหญ่กว่าตอนปกติในทีวีจริงๆ
งานภาพและโปรดักชัน พูดก็พูดเถอะ สำหรับอนิเมะในยุคนั้น งานภาพตอนที่ทีม 7 ต้องสู้บนรถไฟกลางทุ่งหิมะคือเดือดมาก! การจัดแสงและเงาที่สะท้อนกับสีขาวของหิมะทำให้อนิเมชันดูมีมิติ การใช้ CG สอดแทรกเข้ามาในเทคโนโลยีของแคว้นหิมะก็ดูเนียนตา ไม่โดดจนเกินไป ฉากแอ็กชันมีความลื่นไหล โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของซาสึเกะและคาคาชิในสไตล์การต่อสู้ระยะประชิด ทำออกมาได้คมกริบและมีน้ำหนักมากๆ
พลังการแสดงและเสียงพากย์ ต้องปรบมือให้ จุนโกะ ทาเคอุจิ (คนพากย์นารูโตะ) จริงๆ ครับ ในภาคนี้เราจะได้ยินน้ำเสียงของนารูโตะในวัยเด็กที่ทั้งดื้อรั้น โวยวาย แต่ในขณะเดียวกันก็มีความจริงใจขั้นสุด เวลาที่นารูโตะตะโกนเรียกสติคนอื่น มันไม่ได้ฟังดูน่ารำคาญ แต่มันเต็มไปด้วยพลังงานที่ส่งไปถึงคนดู และเคมีเสียงระหว่างทีม 7 ตอนที่ยังอยู่กันพร้อมหน้า มันมีความเป็นธรรมชาติและชวนให้คิดถึงบรรยากาศเก่าๆ สุดๆ

Naruto the Movie Legend of the Stone of Gelel (ศึกปะทะเดือด นินจาใต้พิภพ)
ความรู้สึกต่อเนื้อเรื่องและจังหวะการเล่า บอกตามตรงว่าภาคนี้มีความฉีกแนวไปทางแฟนตาซี-ไซไฟนิดๆ ซึ่งมันท้าทายกรอบความเป็นนินจาอยู่พอสมควร แก่นของเรื่องพูดถึง “พลังที่ยิ่งใหญ่” และ “ความโลภ” ที่มาพร้อมกับมัน การเล่าเรื่องอาจจะดูเป็นสูตรสำเร็จไปสักนิดสำหรับการเดินทางไปเจอคนแปลกหน้าแล้วร่วมมือกัน แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้เอาอยู่คือ การดึงเอา ชิกามารุ และ กาอาระ มาร่วมทีม! การจัดวางไดนามิกของตัวละครกลุ่มนี้ทำให้บทสนทนามีความเฉียบคมขึ้น มีการชิงไหวชิงพริบมากกว่าแค่การวิ่งเข้าไปเตะต่อยตรงๆ
งานภาพและโปรดักชัน จุดเด่นของงานภาพในภาคนี้คือ “ดีไซน์” ครับ การออกแบบศัตรูที่สวมชุดเกราะอัศวินสไตล์ยุโรป พอมาปะทะกับวิชานินจามันให้คอนทราสต์ที่แปลกตาดี ฉากการใช้ทรายของกาอาระถูกวาดออกมาได้อลังการและดูมีมวลความหนาแน่น งานพื้นหลังที่เป็นซากโบราณสถานใต้ดินก็วาดออกมาได้ดูลึกลับและขลังมาก แม้ว่าบางฉากอาจจะมีเผาๆ ไปบ้างตามสไตล์มูฟวี่รายปี แต่งานดีไซน์โดยรวมถือว่าสอบผ่านฉลุย
พลังการแสดงและเสียงพากย์ ไฮไลต์ตกเป็นของ อากิระ อิชิดะ (ผู้พากย์เสียงกาอาระ) แบบปฏิเสธไม่ได้! น้ำเสียงที่เย็นชาแต่แฝงไปด้วยความรู้สึกของการเป็นพันธมิตรที่พึ่งพาได้ มันทำให้ทุกฉากที่กาอาระปรากฏตัวดูมีน้ำหนักและน่าเกรงขามมาก ยิ่งตอนที่ต้องโต้ตอบกับจุนโกะ (นารูโตะ) มันเห็นถึงพัฒนาการความสัมพันธ์ของสองตัวละครนี้ผ่านน้ำเสียงได้อย่างชัดเจนเลยครับ

Naruto the Movie Guardians of the Crescent Moon Kingdom (เกาะเสี้ยวจันทรา)
ความรู้สึกต่อเนื้อเรื่องและจังหวะการเล่า นารูโตะ เดอะมูฟวี่ ภาคนี้มาในฟีลลิ่งซัมเมอร์ พักร้อน แต่แฝงไปด้วยความดราม่าครับ! ประเด็นหลักคือการสอนให้รู้จักคุณค่าของสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้ ซึ่งฟังดูคลาสสิกแต่มันเวิร์กมาก นารูโตะต้องมารับบทเป็นเหมือนพี่เลี้ยงเด็กกึ่งบอดี้การ์ด การเล่าเรื่องในช่วงแรกอาจจะดูเนือยๆ และตลกโปกฮาไปบ้าง แต่พอเข้าสู่จุดพลิกผันของเรื่อง อารมณ์มันดิ่งลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือเลย ความรู้สึกกดดันและความสูญเสียถูกใส่เข้ามาแบบไม่เกรงใจคนดู ทำให้กราฟอารมณ์ของเรื่องนี้สวิงและน่าติดตามมากๆ
งานภาพและโปรดักชัน ลายเส้นในภาคนี้จะดูนุ่มนวลและแปลกตาไปจากภาคอื่นนิดหน่อยครับ มันมีความเป็นอนิเมชันยุคใหม่ขึ้นมาอีกสเตป สีสันฉูดฉาดสะใจสมกับเป็นเกาะทางใต้ แต่สิ่งที่ต้องกราบคือ ฉากการต่อสู้ของร็อค ลี! อนิเมเตอร์จัดเต็มกับคิวบู๊กระบวนท่าหมัดเมามากๆ การวาดเฟรมต่อเฟรมในจังหวะที่ลีเคลื่อนไหวแบบไร้ทิศทางมันพริ้วไหวและมีเสน่ห์สุดๆ เป็นหนึ่งในซีนแอ็กชันที่ทรงคุณค่าที่สุดของมูฟวี่ภาคนี้เลย
พลังการแสดงและเสียงพากย์ นอกจากเสียงของนารูโตะที่ยังคงมาตรฐานความอินแพคไว้ได้แล้ว ผมประทับใจการพากย์ตัวละครเด็กในเรื่องอย่าง ‘ฮิคารุ’ มาก การแสดงออกทางเสียงจากเด็กที่เอาแต่ใจสุดขั้ว ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงกลายเป็นคนที่มีความกล้าหาญและเข้าใจโลกมากขึ้น นักพากย์ไล่ระดับอารมณ์ความเติบโตนี้ผ่านโทนเสียงที่ค่อยๆ นิ่งและหนักแน่นขึ้นได้อย่างน่าชื่นชม

Naruto Shippuden the Movie (ฝืนพรหมลิขิต พิชิตความตาย)
ความรู้สึกต่อเนื้อเรื่องและจังหวะการเล่า นารูโตะ เดอะมูฟวี่ เข้าสู่ยุคชิปปุเด็นอย่างเป็นทางการ! เปิดเรื่องมาก็ทำเอาแฟนๆ ใจหายใจคว่ำกับคำทำนายความตายของนารูโตะ ธีมของเรื่องนี้คือ “โชคชะตาและการฝืนชะตากรรม” เนื้อเรื่องมีความเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ดาร์กขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การเดินเรื่องไม่ได้สดใสเหมือนภาคก่อนๆ แต่เต็มไปด้วยความตึงเครียด เราจะได้เห็นมุมมองความคิดของตัวละครที่เติบโตขึ้น การตัดสินใจที่มีชีวิตเป็นเดิมพัน ภาคนี้เล่าเรื่องได้เฉียบคมและผูกปมเรื่องชะตากรรมไว้ได้อย่างแยบยล ทำให้เราลุ้นตลอดเวลาว่านารูโตะจะแหกกฎความตายนี้ได้อย่างไร
งานภาพและโปรดักชัน สเกลความอลังการถูกอัปเกรดขึ้นมาอีกระดับ สมกับวัยที่โตขึ้นของตัวละคร เอฟเฟกต์การใช้วิชานินจาต่างๆ ดูสมจริงและมีอิมแพคมากขึ้น โดยเฉพาะการกระสุนวงจักรที่ดูมีมวลพลังงานทำลายล้างสูงกว่าเดิม งานออกแบบตัวละครศัตรูในภาคนี้ดูมีความขลังและน่ากลัว โทนสีของภาพยนตร์จะเน้นไปที่สีหม่นๆ อึมครึม เพื่อล้อไปกับธีมเรื่องที่พูดถึงความตาย
พลังการแสดงและเสียงพากย์ การเปลี่ยนผ่านสู่วัยรุ่นของนารูโตะ ทำให้ จุนโกะ ทาเคอุจิ ต้องปรับโทนเสียงให้ทุ้มและดูมีความคิดอ่านมากขึ้น ซึ่งเธอทำได้ไร้ที่ติครับ เสียงของนารูโตะในภาคนี้จะมีความสุขุมขึ้นแต่ก็ยังไม่ทิ้งความบ้าบิ่น ส่วนตัวละคร ‘ชิออน’ (มิโกะ) ก็ถ่ายทอดความเย็นชาที่เกิดจากความหวาดกลัวต่อโชคชะตาออกมาทางน้ำเสียงได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้ตอนที่เธอระเบิดอารมณ์ในฉากไคลแม็กซ์มันทรงพลังมากๆ

Naruto Shippuden the Movie Bonds (ศึกสายสัมพันธ์)
ความรู้สึกต่อเนื้อเรื่องและจังหวะการเล่า แค่ชื่อภาคก็บอกแล้วครับว่าขายอะไร! ภาคนี้คือการขยี้ “ความสัมพันธ์ระหว่างนารูโตะและซาสึเกะ” ที่แฟนๆ โหยหา การเล่าเรื่องฉลาดตรงที่เอาวิกฤตระดับหมู่บ้านมาเป็นฉากหลัง เพื่อบีบให้สองคนนี้ต้องโคจรมาเจอกันและสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันชั่วคราว จังหวะการเล่าเรื่องมีความเร่งรีบและตื่นเต้นตลอดเวลา เราจะได้เห็นมุมมองความเจ็บปวดของซาสึเกะที่ซ่อนอยู่ลึกๆ และความพยายามอย่างไม่ลดละของนารูโตะ มันเป็นความสัมพันธ์แบบ Love-Hate Relationship ที่ถ่ายทอดออกมาได้โคตรจะเรียลและทัชใจสุดๆ
งานภาพและโปรดักชัน งานเด่นของภาคนี้คือ “ฉากการต่อสู้กลางเวหา” ครับ! หมู่บ้านโคโนฮะโดนถล่มจากทางอากาศ ซึ่งอนิเมชันตอนที่เหล่านินจาต้องกระโดดสู้บนฟ้า หรือการใช้เครื่องร่อน มันให้มิติภาพที่กว้างและสดใหม่มากๆ มุมกล้องหมุนวนแบบ 360 องศาทำให้ดูน่าตื่นตาตื่นใจ แถมฉากที่นารูโตะกับซาสึเกะใช้ท่าไม้ตายคู่กัน แม้จะสั้นๆ แต่งานภาพก็คมกริบ แสงเอฟเฟกต์วิชาสายฟ้าปะทะกับลมทำออกมาได้กระแทกตามากๆ
พลังการแสดงและเสียงพากย์ การปะทะอารมณ์ทางการพากย์ระหว่าง จุนโกะ ทาเคอุจิ (นารูโตะ) และ โนริอากิ ซุกิยามะ (ซาสึเกะ) คือที่สุด! น้ำเสียงของซาสึเกะในภาคนี้มีความเย็นชาและเหินห่างแบบสุดขั้ว ซึ่งโนริอากิถ่ายทอดความ “ตายด้าน” ทางความรู้สึกออกมาได้น่าขนลุก ตัดกับเสียงของนารูโตะที่พยายามตะเบ็งเรียกหาเพื่อนด้วยความรวดร้าว เป็นมวลอารมณ์ทางการพากย์ที่ทำให้คนดูรู้สึกจุกอกไปตามๆ กัน

Naruto Shippuden the Movie The Will of Fire (ผู้สืบทอดเจตจำนงแห่งไฟ)
ความรู้สึกต่อเนื้อเรื่องและจังหวะการเล่า นี่คือภาคที่ผมขอยกให้เป็นหนึ่งในภาคที่มีบทดีที่สุด! เนื้อเรื่องเน้นไปที่ตัวละคร “คาคาชิ” และปรัชญาของนินจาเรื่อง “การทิ้งเพื่อนร่วมทีมคือสวะ” การดำเนินเรื่องมีความเป็นดราม่า-ทริลเลอร์สูงมาก นารูโตะต้องต่อสู้กับกฎระเบียบของหมู่บ้านและคำสั่งของรุ่นพี่เพื่อไปช่วยอาจารย์ตัวเอง มันเป็นการตั้งคำถามถึงคำว่า “เจตจำนงแห่งไฟ” ได้อย่างลึกซึ้ง จังหวะที่เพื่อนๆ ร่วมรุ่นพยายามมาขัดขวางนารูโตะ มันสร้างความอึดอัดและกดดันทางอารมณ์ได้อย่างยอดเยี่ยม
งานภาพและโปรดักชัน ใครชอบดูการรวมทีมของนินจาโคโนฮะรุ่นเดียวกันต้องรักภาคนี้ครับ งานภาพในช่วงแอ็กชันเน้นการประสานวิชาของแต่ละตัวละครได้สมูทมาก อนิเมเตอร์เข้าใจจุดเด่นของแต่ละคนและวาดคิวบู๊ออกมารับส่งกันได้อย่างไร้รอยต่อ และฉากไคลแม็กซ์ที่นารูโตะใช้โหมดเซียน (แม้จะแว้บๆ) ท่ามกลางบรรยากาศการต่อสู้ที่พังทลาย มันดูยิ่งใหญ่และศักดิ์สิทธิ์มาก งานพื้นหลังในป่าและภูเขาทำออกมาได้มีดีเทลและดูมืดหม่นเข้ากับสถานการณ์
พลังการแสดงและเสียงพากย์ คาซุฮิโกะ อิโนอุเอะ ผู้ให้เสียงคาคาชิ ได้โชว์ของเต็มๆ ครับ ในภาคนี้เราจะได้ยินเสียงของคาคาชิที่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว เตรียมพร้อมที่จะสละชีวิต มันเป็นน้ำเสียงที่แฝงความเศร้าแต่ก็ไร้ซึ่งความลังเล ยิ่งเมื่อผสมกับเสียงร้องไห้ตะโกนอย่างบ้าคลั่งของนารูโตะที่ปฏิเสธการเสียสละนั้น มันทำให้ซีนอารมณ์ของเรื่องนี้พุ่งไปแตะจุดสูงสุดได้อย่างง่ายดาย

Naruto Shippuden the Movie The Lost Tower (หอคอยที่หายสาบสูญ)
ความรู้สึกต่อเนื้อเรื่องและจังหวะการเล่า พล็อตเรื่องข้ามเวลา! แค่คอนเซปต์ก็น่าสนใจแล้วครับ ภาคนี้พาเราย้อนกลับไปในยุคที่ นามิกาเซะ มินาโตะ (พ่อของนารูโตะ) ยังหนุ่มๆ เนื้อเรื่องไม่ได้เน้นความซับซ้อนของไทม์ไลน์มากนัก แต่เน้นไปที่ความผูกพันลึกๆ ของพ่อลูกที่ไม่สามารถเปิดเผยสถานะกันได้ การดูนารูโตะทำภารกิจร่วมกับพ่อตัวเองโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ เป็นความรู้สึกที่ทั้งอบอุ่นและปวดใจในเวลาเดียวกัน บทเขียนมาให้ทั้งคู่มีเคมีที่เข้ากันได้อย่างน่าประหลาด
งานภาพและโปรดักชัน เมืองโรรันที่เป็นฉากหลังของเรื่อง ถูกออกแบบมาในสไตล์สถาปัตยกรรมตะวันออกกลางผสมไซไฟนิดๆ หอคอยสูงเสียดฟ้าที่เต็มไปด้วยท่อและกลไกวาดออกมาได้ดูอลังการและยิ่งใหญ่มาก ศัตรูที่ใช้หุ่นเชิดก็ถูกอนิเมตให้มีการเคลื่อนไหวที่ดูน่าขนลุกและแข็งกระด้าง แตกต่างจากคนจริงๆ อย่างชัดเจน ฉากที่มินาโตะใช้เทพสายฟ้าเหิน (ฮิไรชิน) ก็ทำออกมาได้รวดเร็วและเท่สุดๆ รอยเส้นสีเหลืองที่วาร์ปไปมาคืออาหารตาชั้นดีเลยครับ
พลังการแสดงและเสียงพากย์ ความสุดยอดอยู่ที่การโคจรมาเจอกันของ โทชิยูกิ โมริคาวะ (มินาโตะ) และจุนโกะ (นารูโตะ) น้ำเสียงของมินาโตะมีความอ่อนโยน ใจเย็น และดูพึ่งพาได้ตลอดเวลา ซึ่งนักพากย์สื่อสารความรู้สึกเอ็นดูที่มีต่อนารูโตะผ่านทางน้ำเสียงได้อย่างแนบเนียน แม้จะพูดในฐานะหัวหน้าหน่วย แต่คนฟังรับรู้ได้ถึงสายใยบางอย่าง เป็นการแสดงทางเสียงที่ละเอียดอ่อนและละเมียดละไมมากครับ

Naruto the Movie Blood Prison (พันธนาการแห่งเลือด)
ความรู้สึกต่อเนื้อเรื่องและจังหวะการเล่า เปลี่ยนมู้ดกันแบบหักศอก! ภาคนี้โยนนารูโตะเข้าไปในเรือนจำสุดโหดในข้อหาที่ตัวเองไม่ได้ก่อ โทนเรื่องมีความเป็นหนังสืบสวน-เอาชีวิตรอด การเดินเรื่องเต็มไปด้วยความอึดอัด สิ้นหวัง และปริศนาที่ซ่อนอยู่ นารูโตะถูกผนึกจักระ ทำให้เราได้เห็นการต่อสู้ด้วยไหวพริบและพละกำลังล้วนๆ มากกว่าการสแปมคาถานินจา มันทำให้เรารู้สึกเอาใจช่วยตัวละครหลักมากเป็นพิเศษ เพราะทุกก้าวคือความตายจริงๆ เป็นภาคที่เนื้อเรื่องมีความมืดมนและเข้มข้นที่สุดภาคหนึ่งเลย
งานภาพและโปรดักชัน บรรยากาศของคุก “เรือนจำโฮซุกิ” ถูกนำเสนอออกมาได้ดิบ เถื่อน และชวนอึดอัด โทนสีของภาพจะคุมโทนแดง-ดำ สื่อถึงเลือดและคุกทมิฬ งานอนิเมชันตอนที่นารูโตะถูกตราประทับไฟทรมาน ดูเจ็บปวดและสมจริงจนน่าขนลุก ในส่วนของแอ็กชันช่วงท้ายที่ต้องสู้กับมอนสเตอร์ขนาดยักษ์ การขยับของสัตว์ประหลาดดูมีน้ำหนักและน่าเกรงขาม การสาดเอฟเฟกต์ไฟและระเบิดทำได้สะใจคนดูสายบู๊แน่นอน
พลังการแสดงและเสียงพากย์ ภาคนี้จุนโกะต้องทำงานหนักมากในการพากย์เสียงนารูโตะที่กำลังเจ็บปวดทรมาน ทั้งเสียงหอบเหนื่อย เสียงกรีดร้องตอนถูกไฟครอก มันเรียลจนเรารู้สึกเจ็บแทน นอกจากนี้เสียงพากย์ของตัวละคร มุอิ (พัศดีเรือนจำ) ก็มีความนิ่งลึกและคาดเดาไม่ได้ ทำให้บรรยากาศของเรื่องดูไม่ปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา การคุมโทนเสียงของนักพากย์ทุกคนในเรื่องนี้ช่วยเสริมความสยองขวัญและตึงเครียดได้เป็นอย่างดี

Road to Ninja Naruto the Movie (พลิกมิติผ่าวิถีนินจา)
ความรู้สึกต่อเนื้อเรื่องและจังหวะการเล่า ภาคนี้คือ “จดหมายรัก” ถึงแฟนนารูโตะทุกคนครับ! เนื้อเรื่องพาเราไปในโลกคู่ขนานที่ทุกอย่างสลับขั้วกันหมด เพื่อนๆ มีนิสัยตรงกันข้าม แต่สิ่งที่กระแทกใจที่สุดคือ “พ่อแม่ของนารูโตะยังมีชีวิตอยู่” การเล่าเรื่องครึ่งแรกเต็มไปด้วยความคอเมดี้ขายขำจากการเห็นตัวละครที่เราคุ้นเคยเปลี่ยนไป แต่ครึ่งหลังมันคือพายุอารมณ์ดราม่าล้วนๆ การที่นารูโตะได้สัมผัสความอบอุ่นของครอบครัวเป็นครั้งแรก ก่อนจะต้องเลือกทำลายภาพลวงตานั้นทิ้ง เป็นอะไรที่ขยี้หัวใจคนดูจนแหลกละเอียด
งานภาพและโปรดักชัน การออกแบบตัวละครในโลกคู่ขนานคือความสนุกของอนิเมเตอร์เลยครับ ฮินาตะที่ดูห้าวเป้ง ซาสึเกะที่เป็นหนุ่มเพลย์บอย ทุกอย่างสะท้อนผ่านเสื้อผ้าและหน้าตาที่เปลี่ยนไปนิดหน่อยแต่งานละเอียดมาก ฉากไฮไลต์คืองานภาพตอนสู้กับ ‘เมนมะ’ (นารูโตะในโลกคู่ขนาน) การใช้คาถารูปแบบสีดำที่ดูดุดัน ปะทะกับโหมดเซียนสีส้มสว่าง มันเป็นความขัดแย้งทางสุนทรียภาพที่ลงตัวและทรงพลังที่สุดในแง่ของวิชวลภาพยนตร์
พลังการแสดงและเสียงพากย์ ผมขอยกป้ายไฟให้ จุนโกะ ทาเคอุจิ แบบเต็มร้อย! เธอต้องพากย์ทั้งนารูโตะปกติ และ เมนมะ ที่มีเสียงเข้มและดุดัน การสลับช่องเสียงทำได้เนียนกริบ แต่ที่ทำเอาน้ำตาแตกคือฉากที่นารูโตะคุยกับคุชินะ (แม่) น้ำเสียงที่สั่นเครือ พยายามกลั้นสะอื้นของนารูโตะ มันเป็นการดึงอารมณ์ขั้นสุดยอดของนักพากย์ระดับปรมาจารย์ และเสียงของ เอมิ ชิโนฮาระ (คุชินะ) ที่เต็มไปด้วยความเป็นแม่ ก็ส่งอารมณ์กลับมาได้อย่างลึกซึ้ง ไดอะล็อกไม่ต้องเยอะ แต่น้ำเสียงบอกทุกความรู้สึกครับ

The Last Naruto the Movie (ปิดตำนานวายุสลาตัน)
ความรู้สึกต่อเนื้อเรื่องและจังหวะการเล่า นี่ไม่ใช่แค่หนังสัตว์หางสู้กัน แต่มันคือ “หนังรักโอดิสซีย์” ครับทุกคน! ภาคนี้เป็นการเติมเต็มช่องว่างความสัมพันธ์ของนารูโตะและฮินาตะที่ถูกปูมาตลอด 15 ปี จังหวะการเล่าเรื่องมีความโรแมนติกสูงมาก มีความเขินอาย มีความไม่ประสีประสาในความรักของนารูโตะ สลับกับการทำภารกิจกู้โลกบนดวงจันทร์ เนื้อเรื่องไหลลื่นและมีจุดโฟกัสที่ชัดเจนมาก เราจะได้เห็นนารูโตะในมุมที่อ่อนไหวและมีความเป็นมนุษย์ธรรมดาที่ตกหลุมรักใครสักคน เป็นบทสรุปที่สวยงามและอิ่มเอมใจที่สุดสำหรับแฟนๆ ที่ติดตามมาอย่างยาวนาน
งานภาพและโปรดักชัน “งดงามระดับมาสเตอร์พีซ” คือคำนิยามของงานภาพภาคนี้ครับ อนิเมชันถูกยกระดับขึ้นไปเป็น Cinematic อย่างแท้จริง การเล่นแสงเงาช่วงพระจันทร์เต็มดวง ฉากหิมะตก ฉากพันด้ายแดง ทุกอย่างถูกจัดองค์ประกอบภาพมาเพื่อซัปพอร์ตความโรแมนติก คิวบู๊ในช่วงท้ายบนดวงจันทร์ก็รวดเร็วและลื่นไหลไม่มีที่ติ การออกแบบฮินาตะในวัยผู้ใหญ่ดูสวยและสง่างามมาก เป็นมูฟวี่ที่งานภาพละมุนตาและใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แบบสุดๆ
พลังการแสดงและเสียงพากย์ ดาวเด่นของภาคนี้คือ นานะ มิซึกิ (ผู้พากย์ฮินาตะ) ครับ! จากเด็กสาวที่เอาแต่พูดติดอ่าง น้ำเสียงของฮินาตะในภาคนี้มีความมั่นใจขึ้น เติบโตขึ้น แต่ยังคงความอ่อนโยนที่เป็นเอกลักษณ์ไว้ นานะถ่ายทอดความรู้สึกรักที่เก็บซ่อนมานานผ่านทางน้ำเสียงได้อย่างงดงาม และตอนที่นารูโตะ (จุนโกะ) สารภาพรัก มันเป็นน้ำเสียงที่ไม่ต้องตะโกนเหมือนตอนใช้คาถา แต่มันเบา นุ่มนวล และหนักแน่นในความรู้สึก เป็นการแสดงผ่านเสียงที่ทำให้แฟนๆ ฟินจิกหมอนและน้ำตาซึมไปพร้อมๆ กัน
และนี่ก็คือรีวิวแบบเจาะลึก 10 เดอะมูฟวี่ของนารูโตะในมุมมองของคนที่อินกับเนื้อเรื่อง งานภาพ และเสน่ห์ของนักพากย์ล้วนๆ ครับ หวังว่าอ่านจบแล้วเพื่อนๆ จะรู้สึกอยากกลับไปเปิดดูภาคเก่าๆ เพื่อซึมซับบรรยากาศความคลาสสิกเหล่านั้นอีกครั้งนะครับ movieseries