รีวิว Spider-Man No Way Home 2021 เมื่อฮีโร่ต้องสูญเสียทุกอย่าง

Spider-Man No Way Home

สวัสดีครับ วันนี้เราจะมาคุยกันถึงหนังเรื่องหนึ่ง ที่ผมกล้าพูดเลยว่ามันไม่ใช่แค่ “หนัง” แต่มันคือ “ปรากฏการณ์” มันคืออีเวนต์สำคัญของวัฒนธรรมป๊อปคัลเจอร์ในรอบหลายปีที่ผ่านมา… แน่นอน ผมกำลังพูดถึง Spider-Man No Way Home

ก่อนอื่นเลย ผมขอเคลียร์ตรงนี้ก่อน รีวิวนี้ จะไม่เน้นการสปอยล์เนื้อเรื่องแบบเล่าเรื่องย่อ (แม้ว่าหนังจะฉายมานานแล้วก็ตาม) แต่เราจะมาเจาะลึกกันใน “สิ่งที่หนังทำ” “สิ่งที่หนังเป็น” และ “สิ่งที่หนังทิ้งไว้ให้เรา” เราจะมาวิเคราะห์กันใน 3 ส่วนหลักๆ ที่คุณขอมา เนื้อเรื่อง (ในเชิงแก่นสารและธีม), งานภาพและการนำเสนอ, และการแสดง

และใช่ครับ เราจะคุยกันแบบยาวๆ จัดเต็ม ให้สมกับความยิ่งใหญ่ของหนังเรื่องนี้… 2,000 คำ กับมหากาพย์ที่ปิดไตรภาค “Home” ได้อย่างสมศักดิ์ศรี

ส่วนที่ 1 “เนื้อเรื่อง” (The Narrative Core) – มากกว่า Fan Service แต่คือการเติบโตที่แท้จริง

หากเราจะพูดถึง “เนื้อเรื่อง” ของ Spider-Man No Way Home โดยไม่เล่าพล็อต เราต้องพูดถึง “หัวใจ” ของมันครับ

สิ่งที่ผมอยากจะตะโกนดังๆ เลยก็คือ Spider-Man No Way Home ไม่ใช่หนังที่สร้างมาเพื่อเอาใจแฟนๆ (Fan Service) เพียงอย่างเดียว แต่มันคือหนังที่ใช้ “ความคิดถึง” (Nostalgia) เป็นเครื่องมือในการเล่าเรื่องที่เจ็บปวดและจำเป็นที่สุดของ ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ ในเวอร์ชันของ ทอม ฮอลแลนด์

นี่คือบทวิเคราะห์ว่า “เนื้อเรื่อง” ของมันทำงานอย่างไร

1.1 การรื้อสร้าง “ความรับผิดชอบ” (Deconstructing Responsibility)

ตลอดไตรภาค “Home” ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ ของ ทอม ฮอลแลนด์ ถูกวิจารณ์มาตลอดว่าเขาไม่ใช่ “สไปเดอร์แมน” ที่แท้จริง เขาคือ “ไอรอนแมน จูเนียร์” เขามี โทนี่ สตาร์ค คอยหนุนหลัง เขามีเทคโนโลยีล้ำเลิศ เขามีทีมอเวนเจอร์ส เขามี “ทางลัด”

Homecoming คือการพยายามพิสูจน์ตัวเองให้ “พ่อ” (โทนี่) เห็น Far From Home คือการรับมือกับ “มรดก” ของพ่อ

แต่ No Way Home คือหนังที่กระชากทุกอย่างที่เขามีออกไปจนหมด หนังเรื่องนี้ตั้งคำถามกับปีเตอร์ตั้งแต่ 10 นาทีแรก เมื่อตัวตนของคุณถูกเปิดเผย เมื่อโลกทั้งใบเกลียดคุณ เมื่อคุณไม่มี โทนี่ สตาร์ค ให้วิ่งไปหา… คุณจะทำอย่างไร?

การตัดสินใจของปีเตอร์ที่ไปหา ด็อกเตอร์ สเตรนจ์ ไม่ใช่การตัดสินใจของฮีโร่ผู้ยิ่งใหญ่ แต่มันคือการตัดสินใจของ “เด็กวัยรุ่น” ที่อยากแก้ปัญหาแบบมักง่าย มันคือความเห็นแก่ตัวที่บริสุทธิ์ (อยากให้เพื่อนเข้ามหาลัยฯ ได้ อยากให้ชีวิตกลับไปเป็นเหมือนเดิม) และความมักง่ายนี้เองที่นำไปสู่ “หายนะ”

จุดนี้คือ “แก่น” ของเรื่องครับ หนังไม่ได้เริ่มด้วยวายร้ายบุกโลก แต่เริ่มด้วย “ความผิดพลาด” ของตัวเอก

1.2 วายร้ายในฐานะ “บทเรียน” ไม่ใช่ “กระสอบทราย”

นี่คือจุดที่ผมรักที่สุดในพล็อตของ Spider-Man No Way Home

เมื่อเหล่าร้ายจากจักรวาลอื่นหลุดเข้ามา (กรีน กอบลิน, ด็อก อ็อก, อิเล็กโตร ฯลฯ) หนังมีทางเลือกง่ายๆ คือ “สู้ ส่งกลับ จบ” แบบหนังซูเปอร์ฮีโร่ทั่วไป

แต่ Spider-Man No Way Home เลือกทางที่ยากกว่า… ทางที่ “ป้าเมย์” วางไว้

ตัวละคร ป้าเมย์ (เมริซา โทเม) ในเวอร์ชันนี้ คือศูนย์รวมจิตวิญญาณของ “ลุงเบ็น” ที่เวอร์ชันนี้ไม่เคยมี เธอคือคนที่ตอกย้ำปีเตอร์ว่า คนเหล่านี้ไม่ใช่สัตว์ประหลาด พวกเขาคือ “คนป่วย” พวกเขาคือ “เหยื่อ” ของอุบัติเหตุ

พล็อต “การรักษา” (The Cure) จึงไม่ใช่แค่ไซด์เควสต์ แต่มันคือ “การทดสอบ” ที่แท้จริงของสไปเดอร์แมน สไปเดอร์แมน ไม่ได้ฆ่าศัตรู เขา “ช่วย” ศัตรู

นี่คือการปะทะกันทางอุดมการณ์ครั้งแรกของปีเตอร์ เขาต้องเลือกระหว่าง “ทางลัด” (กดปุ่มส่งกลับไปตาย) กับ “ความรับผิดชอบ” (พยายามช่วยพวกเขา แม้จะเสี่ยงแค่ไหนก็ตาม) และเมื่อเขาเลือกทางหลัง… โลกก็ลงโทษเขาอย่างสาสม

Spider-Man No Way Home

1.3 การมาบรรจบของสามยุคสมัย (The Convergence)

แน่นอน เราไม่สามารถพูดถึงเรื่องนี้โดยไม่พูดถึง “พวกเขา”

การปรากฏตัวของสไปเดอร์แมนอีกสองคน (โทบีย์ แมไกวร์ และ แอนดรูว์ การ์ฟิลด์) คือการใช้ Fan Service ที่ฉลาดที่สุดในประวัติศาสตร์หนังบล็อกบัสเตอร์

พวกเขาไม่ได้มาแค่เพื่อ “ชี้หน้ากัน” หรือ “รับเชิญเท่ๆ”

  • แอนดรูว์ การ์ฟิลด์ (Peter 3) เขาคือตัวแทนของ “ความโกรธแค้นและความล้มเหลว” เขาคือปีเตอร์ที่สูญเสียเกว็น สเตซี่ และไม่เคยให้อภัยตัวเอง เขาคือคำเตือนที่มีชีวิตว่า ถ้าปีเตอร์ของทอมเลือกเดินทางผิด เขาจะกลายเป็นแบบนี้… การที่เขาได้ “ช่วย” เอ็มเจ (ของทอม) ในตอนท้าย มันไม่ใช่แค่การช่วยชีวิตคน แต่มันคือการ “ไถ่บาป” (Redemption) ให้กับตัวละครของเขาเอง ฉากที่เขาร้องไห้ออกมา มันคือการปลดล็อกความเจ็บปวดที่แฟนๆ แบกรับมาร่วมสิบปี นี่คือการเขียนบทที่เคารพตัวละครเก่าอย่างสูงสุด
  • โทบีย์ แมไกวร์ (Peter 2) เขาคือตัวแทนของ “ประสบการณ์และความสมดุล” เขาคือ “พี่ใหญ่” ที่ผ่านจุดที่เลวร้ายที่สุดมาแล้ว เขาคือคนที่เข้าใจความเจ็บปวดของการสูญเสีย (ลุงเบ็น, แฮร์รี่) แต่ก็เรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน เขาคือคนที่มาเพื่อ “สอน” และ “ปลอบโยน” ปีเตอร์ของทอมในยามที่มืดมนที่สุด

การที่ทั้งสามคนมาเจอกัน มันคือ “Group Therapy” มันคือการบอกปีเตอร์ของทอมว่า “นายไม่ได้ตัวคนเดียว… เราผ่านมาแล้ว เราเข้าใจ”

1.4 โศกนาฏกรรมและการกำเนิดใหม่ (The Tragedy and Rebirth)

สิ่งที่ทำให้ “เนื้อเรื่อง” ของ Spider-Man No Way Home ทรงพลัง ไม่ใช่การรวมตัวของฮีโร่ แต่คือ “การสูญเสีย”

การตายของป้าเมย์ คือ “เหตุการณ์ลุงเบ็น” ที่แท้จริงของสไปเดอร์แมนเวอร์ชันนี้ มันคือจุดที่ “เด็กชาย” ตายไป และ “บุรุษ” ถือกำเนิดขึ้น มันคือราคาที่เขาต้องจ่ายสำหรับความพยายามที่จะ “ทำในสิ่งที่ถูกต้อง” (การรักษาเหล่าร้าย)

และตอนจบ… โอ้… ตอนจบของหนังเรื่องนี้ มันคือความกล้าหาญที่สุดของมาร์เวล สตูดิโอส์

มันไม่ใช่ Happy Ending

ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ ชนะศึก แต่ “แพ้” ในชีวิต เขาต้องเสียสละ “ตัวตน” ทั้งหมดของเขา เขาช่วยจักรวาลไว้ โดยที่ไม่มีใครจำเขาได้อีกเลย แม้แต่เพื่อนรักและคนรักของเขา

ฉากสุดท้ายในร้านกาแฟ ที่เขาเห็นเอ็มเจกับเน็ดมีความสุขโดยไม่มีเขา และเขาเลือกที่จะ “ไม่” เข้าไปทวงคืนความทรงจำ… นั่นคือการแสดง “ความรับผิดชอบ” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มันบีบหัวใจ มันเจ็บปวด และมันคือ “สไปเดอร์แมน” ที่สุด

เขาเลือกที่จะแบกรับภาระนั้นไว้คนเดียว เขาเย็บชุดใหม่ด้วยจักรเย็บผ้าธรรมดาๆ ในอพาร์ตเมนต์รูหนู ฟังเสียงวิทยุตำรวจ… นี่ไม่ใช่ “ไอรอนแมน จูเนียร์” อีกต่อไป

นี่คือ The Friendly Neighborhood Spider-Man No Way Home อย่างแท้จริง

Spider-Man No Way Home

ส่วนที่ 2 “การแสดง” (The Performances) – เคมีที่สมบูรณ์แบบและการกลับมาที่ทรงพลัง

ถ้าเนื้อเรื่องคือกระดูกสันหลัง การแสดงก็คือ “เลือดเนื้อและจิตวิญญาณ” ที่ทำให้หนังเรื่องนี้มีชีวิต และ No Way Home คือการรวมตัวของนักแสดงที่ “ใช่” ในทุกจังหวะ

2.1 ทอม ฮอลแลนด์ (Tom Holland) – การแสดงที่ดีที่สุดในชีวิต

ผมพูดได้เต็มปากว่า นี่คือการแสดงที่ดีที่สุดของ ทอม ฮอลแลนด์ ในบท ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ เขาก้าวข้ามจากการเป็น “เด็กน้อยช่างจ้อ” ไปสู่ “ชายหนุ่มผู้แหลกสลาย” ได้อย่างน่าทึ่ง

  • ความไร้เดียงสาที่แตกสลาย ช่วงแรกของหนัง เขายังคงมีความเป็นเด็กที่พยายามแก้ปัญหาแบบผิดๆ แววตาของเขายังมีความหวัง
  • ฉากระเบิดอารมณ์ ฉากที่ป้าเมย์เสียชีวิต… มันคือจุดพีคทางการแสดงของเขา ทอมไม่ได้ “ร้องไห้” แต่เขา “กรีดร้อง” ออกมาจากความโกรธ ความสับสน และความรู้สึกผิด มันดิบเถื่อนและจริงใจมาก
  • ความเจ็บปวดที่เก็บงำ ฉากบนดาดฟ้าหลังจากนั้น ที่เขาคุยกับปีเตอร์อีกสองคน เราเห็นปีเตอร์ที่ “ตาย” ไปแล้วข้างใน แววตาที่ว่างเปล่า การพูดที่ไร้เรี่ยวแรง เขาทำให้เราเชื่อว่าเด็กคนนี้เพิ่งเสีย “ทุกอย่าง” ไปจริงๆ
  • ฉากจบในร้านกาแฟ การแสดงที่น้อยแต่มาก (Minimalist) ที่สุด แววตาที่มองเอ็มเจ มันเต็มไปด้วยความรัก ความโหยหา และ “การยอมรับความจริง” เขาไม่ต้องพูดอะไรเลย แต่คนดูทั้งโรงเจ็บปวดไปกับเขา

ทอม ฮอลแลนด์ พิสูจน์แล้วว่าเขาไม่ใช่แค่สไปเดอร์แมนที่เก่งยิมนาสติก แต่เขาคือ “นักแสดง” ที่ยอดเยี่ยม

2.2 เหล่าวายร้ายผู้กลับมา – “เดอะ โชว์ สตีลเลอร์” (The Show Stealers)

นี่คือจุดที่ผมต้องลุกขึ้นยืนปรบมือ

  • วิลเล็ม เดโฟ (Willem Dafoe) ในบท กรีน กอบลิน นี่ไม่ใช่การกลับมารับบทเดิม นี่คือ “การอัปเกรด” บทเดิม เดโฟ คือปีศาจที่แท้จริง เขาน่ากลัวกว่าธานอส! การแสดงสลับไปมาระหว่าง “นอร์แมน ออสบอร์น” ผู้สับสนและน่าสงสาร กับ “กรีน กอบลิน” ผู้บ้าคลั่งและเลือดเย็น… แค่ใช้ “แววตา” และ “รอยยิ้ม” ก็ทำให้เราขนลุกได้ ฉากการต่อสู้ในอพาร์ตเมนต์ ที่เขาหัวเราะเยาะปีเตอร์ มันคือการแสดงระดับมาสเตอร์คลาส เดโฟ “เป็น” กรีน กอบลิน เขาคือวายร้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสไปเดอร์แมนอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง
  • อัลเฟรด โมลินา (Alfred Molina) ในบท ด็อก อ็อก การกลับมาที่สง่างาม โมลินายังคงมี “บารมี” (Presence) ที่น่าเกรงขามเหมือนเดิม แม้บทจะเน้นไปที่การ “ไถ่ตัว” มากขึ้น แต่เคมีของเขากับปีเตอร์ของทอม (และความสับสนเมื่อเจอปัจจุบัน) ก็น่าเชื่อถือมาก

2.3 การไถ่บาปของ แอนดรูว์ การ์ฟิลด์ (Andrew Garfield)

แอนดรูว์ คือ MVP (ผู้เล่นทรงคุณค่า) ของหนังเรื่องนี้ในแง่ของ “การขโมยซีน”

เขากลับมาในบทปีเตอร์ที่ยังคง “ติดอยู่” กับความเจ็บปวด เขาเต็มไปด้วยพลังงานที่อัดอั้น ความตลกที่แฝงความเศร้า และความโหยหาการยอมรับ

ฉากที่เขาพูดว่า “I love you guys” กับอีกสองปีเตอร์ มันน่ารักและน่าสงสารในเวลาเดียวกัน

และแน่นอน… ฉากที่เขาช่วยเอ็มเจ

การแสดงออกทางสีหน้าของแอนดรูว์ในเสี้ยววินาทีนั้น… มันคือทุกอย่าง มันคือความกลัว (ว่าจะซ้ำรอยเดิม) ความโล่งใจ (ที่ทำสำเร็จ) และการปลดปล่อย (ที่เขาได้ไถ่บาปให้เกว็น) มันคือการปิดฉากตัวละครของเขาที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

2.4 เคมีของ “สามสหาย” (The Core Trio)

เซนดายา (Zendaya) ในบท เอ็มเจ และ เจค็อบ บาทาลอน (Jacob Batalon) ในบท เน็ด คือ “สมอเรือ” ของเรื่องนี้ เคมีของพวกเขาทั้งสามคนคือสิ่งที่ทำให้เรา “รัก” ปีเตอร์เวอร์ชันนี้ มันคือมิตรภาพที่จริงใจ และนั่นทำให้การ “สูญเสีย” ในตอนจบ มันเจ็บปวดยิ่งขึ้นไปอีก เซนดายาไม่ใช่ “สาวน้อยรอความช่วยเหลือ” เธอคือคู่คิด คือคนที่กล้าหาญ และการแสดงของเธอในฉากสุดท้ายที่ร้านกาแฟก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้ทอมเลย

Spider-Man No Way Home

ส่วนที่ 3 “ภาพ” (The Visuals & Spectacle) – ความโกลาหลที่งดงาม

No Way Home คือหนังที่มีฉากแอ็กชันที่ “ทะเยอทะยาน” ที่สุดในไตรภาค และมันก็ทำหน้าที่ของมันได้ดีเยี่ยม

3.1 การต่อสู้ที่มี “ความหมาย”

สิ่งที่ผมชอบในงานภาพของ จอน วัตต์ส (ผู้กำกับ) คือเขาไม่ได้สร้างฉากแอ็กชันมาเพื่อ “โชว์” แต่เขาสร้างมันมาเพื่อ “เล่าเรื่อง”

  • ฉากต่อสู้บนสะพาน (ปะทะ ด็อก อ็อก) นี่คือการเปิดตัวที่ทรงพลัง มันคือการปะทะกันของ “เทคโนโลยี” (ชุดนาโนของทอม) กับ “พลังดิบ” (หนวดกลของอ็อตโต) มันคือความโกลาหลกลางวันแสกๆ ที่ทำให้เรารู้สึกถึงอันตรายจริงๆ
  • ฉากต่อสู้ในมิติมหัศจรรย์ (ปะทะ ดร. สเตรนจ์) นี่คือจุดที่งานวิชวลเอฟเฟกต์ (VFX) ได้โชว์ของ มันคือความเหนือจริงแบบหนัง Inception หรือ Doctor Strange แต่มันฉลาดตรงที่ปีเตอร์ใช้ “คณิตศาสตร์” (เรขาคณิต) ในการเอาชนะ “เวทมนตร์” มันคือการตอกย้ำว่าปีเตอร์ “ฉลาด” แค่ไหน
  • ฉากต่อสู้ในอพาร์ตเมนต์ (ปะทะ กรีน กอบลิน) นี่คือฉากที่ผมชอบที่สุด! มัน “ดิบ” และ “รุนแรง” อย่างไม่น่าเชื่อ มันไม่ใช่การต่อสู้ของซูเปอร์ฮีโร่ มันคือการ “ตะลุมบอน” ที่สิ้นหวัง ปีเตอร์ถูกอัดจนน่วม กล้องจับภาพระยะใกล้ (Close-up) ที่ความโกรธเกรี้ยวของกอบลินและความเจ็บปวดของปีเตอร์ มันคือการต่อสู้ที่ “หนัก” ที่สุดในไตรภาคนี้

3.2 มหากาพย์ที่เทพีเสรีภาพ (The Final Battle)

การต่อสู้สุดท้ายบนโล่ของเทพีเสรีภาพที่กำลังก่อสร้าง คือ “ความฝัน” ของแฟนๆ ที่เป็นจริง

มันคือความโกลาหลที่ออกแบบมาอย่างดี (Well-choreographed chaos) เราได้เห็นการ “คอมโบ” ของสไปเดอร์แมนทั้งสามคน การทำงานเป็นทีม การส่งต่อวายร้าย การช่วยเหลือกันและกัน

ช็อตที่ทั้งสามคนโหนใยลงมาพร้อมกัน ช็อตที่ทั้งสามคนหันมามองหน้ากันก่อนเริ่มลุย… มันคือภาพที่ถูกสร้างมาเพื่อเรียกเสียงฮือฮาในโรง และมันก็ได้ผล 100%

อาจจะมีบางจุดที่ CGI ดูลอยไปบ้าง (ซึ่งเป็นปกติของหนัง MCU สเกลนี้) แต่ “อารมณ์” (Emotion) ของฉาก มันบดบังข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ไปจนหมด

3.3 การใช้ “ดนตรี” ประกอบ (The Score)

ไมเคิล จิอัคคิโน (Michael Giacchino) ทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยม เขาไม่ได้แค่แต่งเพลงใหม่ แต่เขา “ถักทอ” ธีมเก่าๆ กลับมาด้วย

การที่เขาหยิบเอา “ธีม” ของ โทบีย์ (จาก แดนนี่ เอลฟ์แมน) และ “ธีม” ของ แอนดรูว์ (จาก เจมส์ ฮอร์เนอร์) มาใช้ในจังหวะที่ถูกต้อง… มันคือการ “ให้เกียรติ” และมันคือการใช้ดนตรีเพื่อ “ตอกย้ำ” อารมณ์และความคิดถึงได้อย่างสมบูรณ์แบบ

บทสรุป ไม่ใช่แค่หนัง แต่คือ “จดหมายรัก”

Spider-Man No Way Home ไม่ใช่หนังที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ มันมีช่องโหว่ของพล็อตบ้าง (เรื่องเวทมนตร์, ทำไมคนนั้นมา คนนี้ไม่มา) แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นเลย

สิ่งที่หนังเรื่องนี้ทำสำเร็จ คือการสร้าง “สะพาน” เชื่อมต่อแฟนๆ ตลอด 20 ปีของสไปเดอร์แมนบนจอเงิน มันคือการเฉลิมฉลอง, การไถ่บาป, และการอำลา

มันคือหนังที่กล้าหาญพอที่จะ “ทำลาย” ฮีโร่ของตัวเอง เพื่อ “สร้าง” เขาขึ้นมาใหม่ในแบบที่ถูกต้องที่สุด มันเอา “บ้าน” (Home) ของปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ ไปจากเขา… เพื่อให้เขากลายเป็น “สไปเดอร์แมน” ที่แท้จริง

มันคือหนังที่ทำให้เราหัวเราะดังลั่น, ตะโกนเชียร์จนสุดเสียง, และร้องไห้จุกอกในตอนจบ

No Way Home คือบทพิสูจน์ว่า “หนังซูเปอร์ฮีโร่” สามารถเป็นได้มากกว่าแค่ความบันเทิง มันสามารถเป็น “ประสบการณ์ร่วม” ที่เชื่อมโยงคนทั้งเจเนอเรชันเข้าไว้ด้วยกันได้

และสำหรับผม… นี่คือหนึ่งในภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาครับ movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *