รีวิว ห่าก้อม (The Ghouls) เมื่อ “ปืน” สู้ “ผี” ไม่ได้

ห่าก้อม

ห่าก้อม” – เมื่อ “ผี” ไม่ใช่แค่ “ผี” แต่คือ “รากเหง้า” ที่ลุกขึ้นมาทวงคืน

เราถูกฝังหัวมานานแค่ไหนกับคำว่า “ซอมบี้”?

คำที่นำเข้าจากตะวันตก, ภาพของฝูงชนไร้วิญญาณที่กัดกินกัน, อวสานของโลกที่เรารู้จัก… เราเห็นมันมานับครั้งไม่ถ้วน แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้า “ผีดิบ” ที่เราเห็น ไม่ได้มาจากไวรัสวิทยาศาสตร์ แต่มาจาก “ดิน” ที่เราเหยียบย่ำ? จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามันไม่ได้ต้องการ “สมอง” แต่ต้องการ “ทวงคืน” บางสิ่ง?

“ห่าก้อม” (The Ghouls) ไม่ใช่ความพยายามที่จะสร้าง The Walking Dead ฉบับภาษาอีสาน แต่มันคือการ “ขุด” เอาความกลัวที่ฝังลึกที่สุดในวัฒนธรรมของเราขึ้นมา — ความกลัวต่อบรรพบุรุษ, ต่อคำสาป, ต่อพิธีกรรม และต่อ “ผีตาโขน” ที่ครั้งนี้ไม่ได้ออกมาเพื่อความสนุกสนาน

นี่คือภาพยนตร์ที่กลิ่นโคลนสาบควาย, กลิ่นคาวเลือด, และกลิ่นธูปควันเทียน คลุ้งปะปนกันจนแยกไม่ออก มันคือการ “ปลุก” ของจริง และนี่คือสิ่งที่มันทิ้งไว้ในความรู้สึกของเรา หลังจากการ “สืบชะตา” อันน่าสะพรึงกลัวนี้จบลง

๑. การแสดง: เลือดเนื้อและจิตวิญญาณของคน (ที่ยังไม่) ตาย

หากหนังเรื่องนี้มีเสาหลักที่ค้ำจุนความน่าเชื่อถือไว้ “การแสดง” คือเสาต้นนั้น นี่ไม่ใช่การแสดงแบบ “หนังสยองขวัญ” ที่เอาแต่กรีดร้องวิ่งหนี แต่คือการ “แบกรับ” สถานการณ์ที่บ้าคลั่งที่สุดด้วยแววตาที่จริงจัง

อนันดา เอเวอริงแฮม (ในบท “ศักดิ์”)

อนันดา คือ “คนนอก” เขาคือสายตาของคนดูจากส่วนกลาง (กรุงเทพฯ) ที่ถูกโยนเข้าไปในดินแดนที่เขาไม่เข้าใจ กฎหมายที่เขาเคยยึดถือกลายเป็นสิ่งไร้ค่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับ “กฎ” ของผืนดิน การแสดงของอนันดาในเรื่องนี้ คือการแสดงผ่าน “ความเหนื่อยล้า” เขาไม่ได้มาในมาดพระเอกสุดเท่ แต่มาในสภาพของคนที่ “แพ้” มาแล้ว—แพ้ระบบ, แพ้โชคชะตา และกำลังจะแพ้ให้กับสิ่งที่มองไม่เห็น

สิ่งที่อนันดาทำได้ดี คือการถ่ายทอด “ความไม่เชื่อ” ที่ค่อยๆ ถูกกัดกร่อน แววตาของเขาในตอนต้นคือความเย้ยหยันต่อความเชื่อท้องถิ่น แต่เมื่อ “ห่า” มันมาจริงๆ แววตานั้นเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกที่ปนเปื้อนด้วยความสับสน เขาคือตัวแทนของ “เหตุผล” ในโลกที่ “เหตุผล” ได้ตายไปแล้ว

จิเสะโกะ คาวาเอะ (ในบท “มีนา”)

เธอคือ “คนใน” คือเลือดเนื้อเชื้อไขของแผ่นดินนี้ แต่ก็เป็นคนรุ่นใหม่ที่พยายามจะก้าวข้ามมัน การแสดงของเธอคือ “หัวใจ” ที่บอบช้ำของเรื่อง เธอไม่ใช่แค่ผู้หญิงที่รอให้คนมาช่วย แต่คือคนที่พยายามจะ “รักษา” ทั้งคนเป็นและคนตาย เธอคือความเปราะบางที่ต้องแข็งแกร่ง

ฉากที่เธอต้องเผชิญหน้ากับความสูญเสีย หรือฉากที่ต้องทำพิธีกรรมบางอย่าง จิเสะโกะแสดงความ “ขัดแย้ง” ในตัวเองออกมาได้ดี ระหว่างความกลัวส่วนตัวกับหน้าที่ที่ต้องทำ มันคือการแสดงที่สมจริง ไม่ฟูมฟายจนเกินงาม แต่ “เจ็บ” ลึก

ตั๊ก – ศุภกร กิจสุวรรณ (ในบท “อาจารย์”)

นี่คือ “ดิน” นี่คือ “ราก” ของเรื่องนี้อย่างแท้จริง ทุกครั้งที่ “ตั๊ก ศุภกร” ปรากฏตัวบนจอ เขาไม่ได้ “แสดง” เป็นคนอีสาน แต่เขา “คือ” คนอีสาน เขาคือตัวแทนของภูมิปัญญาโบราณ, ความดุดัน, และความลับที่แผ่นดินนี้เก็บงำไว้

การแสดงของเขาไม่ต้องใช้คำพูดเยอะ แค่การ “จ้อง” หรือการ “สวด” ออกมาด้วยน้ำเสียงที่ขรึมขลัง ก็สามารถสะกดคนดู (และตัวละครอื่น) ให้อยู่หมัด เขาคือสมอที่หนักแน่นที่สุดในเรื่อง ทำให้เราเชื่อว่า “ไสยศาสตร์” ที่เขากำลังทำนั้น “จริง” และมีพลังพอที่จะต่อกรกับ “ห่าก้อม” ได้

และ “เหล่าห่าก้อม”: การแสดงของความบ้าคลั่ง

นี่คือส่วนที่ต้องชื่นชมเป็นพิเศษ “ห่าก้อม” ในเรื่องนี้ ไม่ใช่ซอมบี้เดินช้าๆ ไร้สมอง พวกมันคือ “ร่าง” ที่ถูกสิงสู่ด้วยความอาฆาต มันคือการ “ฟ้อนรำ” แห่งความตายที่อิงจากท่าทางของ “ผีตาโขน”

การเคลื่อนไหวของพวกมันน่ากลัว เพราะมัน “มีจังหวะ” มันคือความบิดเบี้ยวของวัฒนธรรมที่งดงามกลายเป็นความสยดสยอง พวกมันคือ “นักแสดง” ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในแง่ของการสร้างความรู้สึก “ผิดที่ผิดทาง” (Uncanny) พวกเขาไม่ได้แค่พยายามจะกัด แต่กำลัง “ประกอบพิธี” บางอย่างด้วยร่างที่เน่าเปื่อยของมัน

๒. ภาพ: สุนทรียศาสตร์แห่งความแร้นแค้นและความตาย

งานภาพของ “ห่าก้อม” คือการ “ปฏิเสธ” ความสวยงามแบบฉาบฉวย มันเลือกที่จะ “สวย” ในแบบของมันเอง—ความสวยงามของความแห้งแล้ง, ความน่าสะพรึงกลัวในความเวิ้งว้าง, และความมืดที่ “จริง”

“อีสาน” ในฐานะตัวละครเอก

หนังเรื่องนี้ฉลาดที่ใช้ “ภูมิทัศน์” ของภาคอีสานเป็นมากกว่าฉากหลัง ที่นี่ “ดิน” คือตัวละคร, “ทุ่งนา” คือคุกที่ไร้กำแพง, และ “ความแห้งแล้ง” คือความตายที่คืบคลานมาก่อนที่ “ห่า” จะมาถึงเสียอีก

กล้องจับภาพความเวิ้งว้างของทุ่งกว้างในตอนกลางวัน ทำให้เรารู้สึก “ไร้ที่ซ่อน” มันคือความสว่างที่น่ากลัว เพราะไม่มีเงาให้หลบภัย และในทางกลับกัน เมื่อถึงเวลากลางคืน “ความมืด” ในหนังเรื่องนี้คือความมืดที่ “ดำสนิท” จริงๆ มืดจนเราต้องเพ่งสายตา มืดจนทำให้ “แสงไฟ” เพียงน้อยนิด (จากไฟฉาย, ตะเกียง, หรือกองไฟพิธีกรรม) กลายเป็นความหวังเดียวที่เปราะบาง

สีสันที่ถูก “ปล้น”

จงใจอย่างมากที่โทนสีของหนัง (Color Grading) ถูกดูด “สีสด” ออกไปเกือบหมด มันคือโลกที่ซีดเซียว, หม่นหมอง, เต็มไปด้วยสีน้ำตาลของดิน, สีเทาของท้องฟ้าที่หม่นหมอง, และสีเขียวเน่าๆ มันทำให้เรารู้สึกถึง “โรคระบาด” ที่ไม่ได้เกิดแค่กับคน แต่เกิดกับ “แผ่นดิน”

และนั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไม, เมื่อ “ผีตาโขน” ปรากฏตัว…

การออกแบบ “ห่าก้อม”: วัฒนธรรมที่บิดเบี้ยว

นี่คือจุดที่งานภาพ “ฉลาด” ที่สุด “ผีตาโขน” โดยปกติคือสัญลักษณ์ของ “สีสัน” ที่เจิดจ้า, ความสนุกสนาน, งานบุญ แต่ใน “ห่าก้อม” หนังได้ “ขโมย” ความหมายนั้นไป แล้วแทนที่ด้วยความสยดสยอง

“หน้ากาก” ที่ควรจะเป็นงานศิลปะ กลายเป็น “ใบหน้า” ของความตายที่แท้จริง สีสันที่เคยสดใสบนหน้ากาก บัดนี้ถูกฉาบทาด้วย “เลือด” และ “โคลน” ความงามของวัฒนธรรมถูก “ห่า” กัดกินจนกลายเป็นความน่าสะพรึงกลัว

การออกแบบนี้คือการ “ตีความใหม่” ที่ทรงพลัง มันไม่ใช่แค่การเอาซอมบี้มาใส่หน้ากาก แต่มันคือการบอกว่า “ราก” ของเรานี่แหละ ที่น่ากลัวที่สุดถ้ามัน “โกรธ” ขึ้นมา

ฉากแอ็กชัน (หรือ “การดิ้นรน”) ที่สมจริง

หนังเรื่องนี้ไม่ได้ถ่ายฉากต่อสู้แบบ “ฮีโร่” กล้องไม่ได้นิ่งและสวยงาม แต่มัน “สั่น” มัน “คลอน” มัน “หนี” ไปพร้อมกับตัวละคร มันคือมุมมองของคนที่ “กำลังจะตาย” มันคือความโกลาหล, ความสิ้นหวัง, และความรุนแรงที่ไม่ได้ถูกปรุงแต่งให้สวยงาม มันคือ “การเอาชีวิตรอด” ที่สกปรกและน่าเหนื่อยหน่าย

๓. เนื้อเรื่อง: มากกว่า “โรคระบาด” คือ “คำสาป” ที่ยังไม่ถูกชำระ

นี่คือส่วนที่ “ห่าก้อม” ยกระดับตัวเองจากหนังสยองขวัญทั่วไป เพราะ “เนื้อเรื่อง” ที่แท้จริงของมัน ไม่ได้อยู่ท่ี “ใครจะรอด” แต่อยู่ที่ “ทำไมพวกเขาถึงต้องเจอเรื่องนี้”

“ห่า” ที่ไม่ได้มาจากฟ้า แต่มาจาก “ดิน”

หนังเรื่องนี้ตั้งคำถามกับ “ความเชื่อ” ได้อย่างเจ็บแสบ “ห่า-ก้อม” ไม่ใช่ไวรัสที่แพร่กระจายทางอากาศ มันคือ “คำสาป” ที่ถูกปลดปล่อยจากการกระทำของ “คน” มันคือผลพวงของการ “ลบหลู่” และการ “หลงลืม” รากเหง้าของตัวเอง

เนื้อเรื่องของ จึงไม่ใช่การต่อสู้ระหว่าง “คนเป็น” กับ “คนตาย” แต่เป็นการต่อสู้ระหว่าง “ความโมเดิร์น” (ตัวแทนโดยศักดิ์, กฎหมาย, ปืน) กับ “ความโบราณ” (ตัวแทนโดยอาจารย์, พิธีกรรม, ผีตาโขน)

 ห่าก้อม

พิธีกรรม “สืบชะตา” ที่กลายเป็นการ “ปลุกผี”

หัวใจของเรื่องราว (โดยไม่สปอยล์) คือการ “บิด” ความหมายของพิธีกรรม “สืบชะตา” ซึ่งปกติคือพิธีอันเป็นมงคล เพื่อต่อชีวิต แต่ในหนังเรื่องนี้ มันคือการ “โกง” ความตายที่ต้องมี “ราคา” ที่ต้องจ่าย

เนื้อเรื่องจึงพาเราไปสำรวจ “บาป” ที่ถูกซ่อนไว้ใต้ดิน—บาปของการอยากมีชีวิตยืนยาว, บาปของการลืมสัญญา, และบาปของคนรุ่นใหม่ที่เหยียบย่ำความเชื่อของคนรุ่นเก่า

“ห่าก้อม” จึงเป็น “เจ้าหนี้” ที่มาทวงสิ่งที่มันควรจะได้คืน

การปะทะกันของ “อำนาจ”

เรื่องราวใน “ห่าก้อม” คือการต่อสู้ของ “อำนาจ” 3 ขั้ว:

  1. อำนาจรัฐ (ปืน, กฎหมาย): ซึ่งพิสูจน์แล้วว่า “ไร้ประโยชน์” ที่สุดเมื่อต้องเจอกับสิ่งที่ยิงไม่ตาย
  2. อำนาจไสยเวทย์ (พิธีกรรม, อาจารย์): คือความหวังเดียวที่เหลืออยู่ แต่ก็เป็นอำนาจที่อันตรายและต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่สูง
  3. อำนาจของ “ห่า” (ผีตาโขน, คำสาป): คืออำนาจดั้งเดิมของแผ่นดินที่ถูกปลุกขึ้นมา และมันไม่ต้องการเจรจา

การที่ “เนื้อเรื่อง” ขับเคลื่อนด้วยการปะทะกันของ 3 สิ่งนี้ ทำให้หนังมีมิติที่ลึกกว่าการวิ่งหนีผี มันคือการตั้งคำถามว่า “แท้จริงแล้ว… ใครกันแน่ที่ ‘ศักดิ์สิทธิ์’ กว่าใคร?”

บทสรุป: เสียงร่ำไห้จากผืนดินอีสาน

“ห่า-ก้อม” อาจไม่ใช่ภาพยนตร์ที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติในแง่ของความบันเทิงแบบฮอลลีวูด แต่ในฐานะ “หนังสยองขวัญสัญชาติไทย” มันคือความทะเยอทะยานที่น่าชื่นชม

มันคือ “คำพูด” ที่ดังออกมาจาก “ราก” ของเราเอง มันคือ “การแสดง” ที่ทำให้เราเชื่อว่า “ดิน” มีชีวิตและ “โกรธ” เป็น มันคือ “ภาพ” ที่ทำให้เราเห็นว่า “วัฒนธรรม” ที่งดงามที่สุด สามารถกลายเป็น “ความสยดสยอง” ที่สุดได้เช่นกัน หากเราไม่เคารพมัน

“ห่า-ก้อม” ไม่ใช่หนังซอมบี้ มันคือหนัง “ผี” ที่สุดโต่งและจริงจัง มันคือการ “สืบชะตา” ให้กับหนังสยองขวัญไทย ที่กล้าจะกลับไปหา “ราก” ของตัวเอง… แม้ว่ารากนั้นจะเต็มไปด้วย “เลือด” และ “คำสาป” ก็ตาม movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *