รีวิว A Useful Ghost 2025 เมื่อ “ใหม่ ดาวิกา” เป็นผีฝุ่น!

เรื่องย่อของภาพยนตร์เรื่อง “A Useful Ghost” (2024) หรือในชื่อไทย (อย่างไม่เป็นทางการ) ว่า “ผีที่มีประโยชน์” ผลงานการกำกับของ รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค ซึ่งเป็นหนังไทยนอกกระแสที่ได้รับความสนใจอย่างมากในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติครับ

ข้อมูลทั่วไป

  • ผู้กำกับ รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค (Yo Ratchapoom)
  • แนว Drama, Fantasy, Deadpan Comedy (ตลกร้ายหน้านิ่ง)
  • ความยาว ประมาณ 90-100 นาที
A Useful Ghost 2025

เรื่องย่อ (Synopsis)

เรื่องราวเกิดขึ้นในประเทศไทยที่ปกคลุมไปด้วยฝุ่นควันและมลพิษทางอากาศ (PM 2.5) หนาแน่นจนกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน “นัท” หัวหน้าครอบครัวได้เสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน แต่เขากลับฟื้นขึ้นมาในสภาพของ “ผี”

แต่กฎของโลกหลังความตายในเรื่องนี้ไม่ได้เป็นอย่างที่เราคุ้นเคย วิญญาณของนัทไม่ได้โปร่งแสงหรือน่ากลัว แต่เขากลับมามีร่างกายเนื้อหนังเหมือนคนปกติ เพียงแต่ร่างกายนั้นเกิดจากการรวมตัวของ “ฝุ่น” และเขากลับมาหาครอบครัว คือภรรยาและลูกชาย

การกลับมาครั้งนี้มีเงื่อนไขสำคัญคือ “ความมีประโยชน์” นัทพบว่าการคงอยู่ของเขาขึ้นอยู่กับความทรงจำและการยอมรับของคนเป็น หากเขาไร้ประโยชน์ เขาจะค่อยๆ สลายกลายเป็นฝุ่นผงไปจริงๆ นัทจึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อพิสูจน์ว่าเขายัง “ใช้งานได้” และเป็นประโยชน์ต่อภรรยา แม้จะต้องสิงสู่สิ่งของเครื่องใช้ (เช่น เครื่องดูดฝุ่น) เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระในบ้าน หรือจัดการกับปัญหาฝุ่นที่ปกคลุมเมืองอยู่ก็ตาม

รีวิวเจาะลึก (Review)

1. คอนเซปต์ ความตายคือแรงงาน (Death as Labor)

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของหนังคือการตั้งคำถามที่แหลมคมว่า “ค่าของคน (หรือผี) อยู่ที่ผลของงานใช่หรือไม่?” หนังนำเสนอโลกที่แม้ตายไปแล้ว คุณก็ยังไม่หลุดพ้นจากระบบทุนนิยมและการต้องพิสูจน์ตัวเอง นัทต้องพยายามเป็น “ผีที่มีประโยชน์” เพื่อแลกกับการมีตัวตนอยู่ต่อ ซึ่งสะท้อนภาพชีวิตชนชั้นกลางในสังคมไทยที่ต้องทำงานหนักจนตัวตาย และแม้ตายก็ยังห่วงหน้าพะวงหลัง

2. สัญลักษณ์ “ฝุ่น” และ “ความทรงจำ”

ผู้กำกับใช้ “ฝุ่น” เป็นสัญลักษณ์หลักที่ทรงพลัง มันสื่อถึงทั้งปัญหามลพิษในไทยที่เป็นรูปธรรม และสื่อถึงความไม่มั่นคงของชีวิต (การเป็นเพียงฝุ่นผง) การที่ผีเกิดจากฝุ่นและการกำจัดฝุ่นกลายเป็นหน้าที่ของผี เป็นตลกร้ายที่เสียดสีโครงสร้างสังคมได้อย่างเจ็บแสบ

3. สไตล์การเล่าเรื่อง (Visual & Tone)

  • Deadpan Comedy หนังมีจังหวะนิ่งๆ ตัวละครพูดจาเรียบๆ ไม่ฟูมฟาย ซึ่งสร้างความรู้สึกทั้งขำขันและกระอักกระอ่วน (Absurd) ไปพร้อมกัน
  • งานภาพ มีเอกลักษณ์สูง การจัดวางองค์ประกอบภาพที่มักจะดูแปลกตา การใช้โทนสีที่ดูขมุกขมัวสะท้อนบรรยากาศฝุ่นควัน สร้างความรู้สึกอึดอัดแต่ก็น่าหลงใหล

4. การแสดง

นักแสดงถ่ายทอดความ “นิ่ง” ได้ดีเยี่ยม โดยเฉพาะบทของนัทและภรรยา ที่ต้องแสดงความสัมพันธ์ที่ทั้งผูกพันแต่ก็ห่างเหิน (เพราะสถานะความเป็น-ความตาย) ความพยายามของนัทที่จะเป็นส่วนหนึ่งของบ้านอีกครั้งนั้นดูน่าสงสารและน่าเวทนา

## บทสรุป

A Useful Ghost ไม่ใช่หนังผีตุ้งแช่ แต่เป็นหนังดราม่า-แฟนตาซีที่มีชั้นเชิงทางความคิดสูง มันคือจดหมายเหตุบันทึกยุคสมัยของประเทศไทยที่เต็มไปด้วยฝุ่น ค่านิยมการทำงานหนัก และระบบราชการ (แม้แต่ในโลกหลังความตาย)

  • จุดเด่น พล็อตเรื่องแปลกใหม่มาก, การเสียดสีสังคมที่คมคาย, งานภาพมีสไตล์ชัดเจน
  • ข้อสังเกต จังหวะหนังค่อนข้างนิ่งและเนิบ (Slow burn) อาจจะไม่ถูกจริตผู้ชมที่ชอบความหวือหวาหรือหนังผีสูตรสำเร็จ

เหมาะสำหรับ คนที่ชอบหนังอินดี้, หนังที่เน้นสัญญะและการตีความ, และคนที่สนใจประเด็นสังคมไทยในรูปแบบเหนือจริง

นี่คือรีวิวแบบเจาะลึกจัดเต็มในสไตล์ “เล่าสู่กันฟัง” แบบเข้มข้น วิเคราะห์กันทีละเลเยอร์สำหรับภาพยนตร์เรื่อง “A Useful Ghost” (2024) หรือ “ผีที่มีประโยชน์” ของผู้กำกับ รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค ครับ

ผมจะขอข้ามเรื่องย่อแบบ A-Z ไปเลยนะครับ เพราะคุณระบุว่าไม่เน้นย่อ แต่จะพาคุณดำดิ่งลงไปในความรู้สึก ความคิด และสัญญะที่หนังเรื่องนี้ซ่อนเอาไว้ ซึ่งบอกเลยว่ามันมีอะไรให้เคี้ยวเอื้องเยอะมากจนน่าตกใจสำหรับหนังที่ดูหน้าหนังเหมือนจะนิ่งๆ เรื่องนี้

บทนำ เมื่อโลกหลังความตายคือ “ออฟฟิศ” แห่งนิรันดร์

ถ้าคุณคิดว่าหนังผีไทยคือเรื่องของตุ้งแช่ หมอผีลงอาคม หรือความแค้นข้ามภพข้ามชาติ ขอให้ลบภาพนั้นทิ้งไปก่อนครับ เพราะ A Useful Ghost ไม่ได้พยายามจะหลอกให้คุณกลัว แต่มันกำลังจะ “หลอกหลอน” คุณด้วยความจริงที่เจ็บปวดกว่าผีหลอก นั่นคือความจริงที่ว่า “แม้แต่ตายไปแล้ว คุณก็ยังหนีจากระบบทุนนิยมไม่พ้น”

ความน่าสนใจระดับแรกสุดของหนังเรื่องนี้ คือการตั้งคำถามที่กวนประสาทแต่โคตรจะจริงจัง ถ้าผีไม่มีประโยชน์ ผีจะยังมีความหมายไหม? หนังพาเราไปสำรวจสภาวะของ “นัท” ตัวเอกที่ตายแล้วกลายเป็นผีฝุ่น แต่แทนที่เขาจะไปผุดไปเกิด หรือไปหลอกคน เขากลับต้องมานั่งคิด KPI (Key Performance Indicator) ให้ตัวเองว่าจะทำยังไงให้เมียเห็นค่า จะทำยังไงให้เป็นประโยชน์ต่อบ้าน จะดูดฝุ่นยังไง จะซ่อมแอร์ยังไง

นี่คือหนังที่เอาคอนเซปต์ “ผีบ้านผีเรือน” มาตีความใหม่ในยุค PM 2.5 ได้อย่างร่วมสมัยและเจ็บแสบที่สุด มันไม่ใช่แค่หนังแฟนตาซี แต่มันคือ “บันทึกทางสังคม” ของคนชนชั้นกลางไทยในยุคนี้ ที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายของความไม่มั่นคง ทั้งสุขภาพ (ฝุ่น) และเศรษฐกิจ (ต้องมีประโยชน์ถึงจะมีที่ยืน)

Part 1 การชำแหละเนื้อหา (Narrative & Subtext)

“ความตายที่ไม่ปลดปล่อย” และ “ฝุ่นที่เป็นนิรันดร์”

ในพาร์ทของเนื้อหา สิ่งที่ผมชอบมากจนอยากจะปรบมือให้ คือการที่ผู้กำกับ (คุณรัชฏ์ภูมิ) เลือกใช้ “ฝุ่น” เป็นตัวแทนของร่างกายผี

ทำไมต้องเป็นฝุ่น? ลองมองดูบริบทสังคมไทยสิครับ เราอยู่กับ PM 2.5 จนมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของปอดเราไปแล้ว การที่นัทตายแล้วฟื้นกลับมาในสภาพของกลุ่มก้อนฝุ่น มันมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ลึกซึ้งมาก

  1. ความไร้ค่า ฝุ่นคือสิ่งที่คนอยากกำจัด อยากเช็ดออก แต่ในเรื่องนี้ “ผี” พยายามจะบอกว่า “ฉันคือฝุ่นที่มีประโยชน์นะ อย่าเช็ดฉันทิ้ง” มันคือเสียงตะโกนของคนตัวเล็กตัวน้อยในสังคมที่กลัวการถูกลืม กลัวการถูกเขี่ยทิ้งเมื่อหมดประโยชน์
  2. การแทรกซึม ฝุ่นมันแทรกซึมไปทุกที่ เหมือนความทรงจำ นัทพยายามจะแทรกซึมกลับเข้าไปในชีวิตประจำวันของเมียและลูก ผ่านข้าวของเครื่องใช้ ผ่านเครื่องดูดฝุ่น

เนื้อหาของหนังเล่นกับความ Absurd (ความไร้สาระที่สมจริง) ได้อย่างน่าทึ่ง คุณจะเห็นฉากที่ผีพยายามจะซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า พยายามจะทำความสะอาดบ้าน มันเป็นภาพที่ดูตลกนะ แต่มันเป็นตลกที่ขำไม่ออก เพราะลึกๆ แล้วมันสะท้อนความกลัวลึกๆ ในใจมนุษย์ทุกคน คือความกลัวว่า “ถ้าวันหนึ่งเราทำงานไม่ได้ เราจะยังมีค่าความเป็นคน (หรือผี) อยู่ไหม?”

หนังพาเราไปไกลกว่าแค่เรื่องผัวเมีย แต่มันแตะเรื่อง “ระบบราชการโลกวิญญาณ” และ “กรรมสิทธิ์ในที่ดิน” ด้วยซ้ำ การที่ผีต้องพิสูจน์สิทธิ์ในการสิงสู่ ต้องดีลกับเจ้าที่เจ้าทาง มันสะท้อนภาพระบบราชการไทยที่ยุ่งยาก ซับซ้อน และไร้เหตุผลในโลกความเป็นจริงได้อย่างแสบสันต์ เนื้อเรื่องช่วงนี้อาจจะดูเนิบนาบสำหรับบางคน แต่มันคือความตั้งใจที่จะให้คนดูรู้สึกถึงความ “อึดอัด” ของการเป็นคนไทย… แม้จะตายไปแล้วก็ตาม

Part 2 งานภาพและบรรยากาศ (Visuals & Atmosphere)

ความขมุกขมัวที่งดงาม และ สถาปัตยกรรมแห่งความเหงา

ถ้าถามถึงงานภาพ A Useful Ghost ไม่ใช่หนังที่ภาพสวยแบบฉูดฉาด หรือสวยแบบโฆษณาการท่องเที่ยว แต่มันสวยแบบ “Hauntingly Mundane” (สวยแบบหลอนๆ ในความธรรมดา)

  1. โทนสี (Color Grading) หนังทั้งเรื่องถูกย้อมด้วยโทนสีที่ดูตุ่นๆ เทาๆ อมเหลืองนิดๆ เหมือนเรากำลังมองโลกผ่านแว่นตาที่เปื้อนฝุ่นตลอดเวลา มันสร้างบรรยากาศของกรุงเทพฯ (หรือเมืองสมมติในไทย) ที่อากาศไม่บริสุทธิ์ แสงแดดที่ส่องเข้ามาในบ้านไม่ใช่แสงแดดที่อบอุ่น แต่เป็นแสงแดดที่ผ่านชั้นมลพิษ ทำให้เรารู้สึก “หายใจไม่ทั่วท้อง” ตามตัวละครไปด้วย งานภาพตรงนี้ทำหน้าที่เล่าเรื่องได้ดีมากโดยไม่ต้องใช้คำพูด มันบอกเราว่า “โลกนี้มันป่วย” ตั้งแต่วินาทีแรก
  2. การจัดองค์ประกอบภาพ (Composition) สังเกตไหมว่าหนังเรื่องนี้ชอบถ่ายภาพแบบ Static Shot (กล้องนิ่ง ไม่ขยับ) และมักจะวางตัวละครไว้ในกรอบของสถาปัตยกรรม เช่น กรอบประตู กรอบหน้าต่าง หรือมุมห้อง การจัดเฟรมแบบนี้ทำให้ตัวละครดู “ติดกับดัก” ดูเหงา และดูแปลกแยก (Alienated) จากพื้นที่ที่พวกเขาอยู่
    โดยเฉพาะ “พื้นที่ภายในบ้าน” บ้านในเรื่องนี้ไม่ได้ให้ความรู้สึกอบอุ่นแบบ Home Sweet Home แต่มันดูรกรุงรังไปด้วยข้าวของ (Materialism) ดูคับแคบ และดูเป็นพื้นที่ที่พร้อมจะปฏิเสธการมีอยู่ของนัทตลอดเวลา การถ่ายภาพสิ่งของเครื่องใช้ ไม่ว่าจะเป็นพัดลม ทีวี หรือเครื่องดูดฝุ่น ถูกถ่ายทอดออกมาให้ดูมีชีวิตชีวาแบบหลอนๆ ราวกับสิ่งของพวกนี้จ้องมองเรากลับ
  3. Visual Effects (VFX) ตรงนี้ต้องชมเชยทีมงานมากๆ การดีไซน์ “ผีฝุ่น” ไม่ได้ใช้ CG อลังการแบบ Hollywood แต่มันดูเป็นงาน Craft ที่มีความเป็นอนาล็อก มันดูจับต้องได้ ดูสกปรก และดูเปราะบาง (Fragile) ในเวลาเดียวกัน การเคลื่อนไหวของฝุ่นหรือการที่นัทสิงสู่สิ่งของ มันไม่ได้ดูแฟนตาซีจ๋าๆ จนหลุดโลก แต่ดูเหมือน “มายากลราคาถูก” ที่น่าเศร้า ซึ่งเข้ากับธีมของเรื่องที่พูดถึงผีชนชั้นแรงงานได้เป็นอย่างดี

Part 3 การแสดง (Acting & Performance)

ศิลปะแห่งความ “หน้าตาย” (Deadpan) ที่ซ่อนพายุอารมณ์

นี่คือส่วนที่ท้าทายคนดูที่สุด และเป็นส่วนที่เจ๋งที่สุดของหนังเรื่องนี้ นั่นคือสไตล์การแสดงแบบ Deadpan

หากคุณคุ้นเคยกับละครไทยที่ต้องเล่นใหญ่ ร้องไห้ฟูมฟาย ตบตี หรือแสดงอารมณ์ทางสีหน้าชัดเจน คุณอาจจะรู้สึกขัดใจในช่วงแรก เพราะนักแสดงในเรื่องนี้เล่นกันแบบ “หน้านิ่ง” น้ำเสียงราบเรียบ (Monotone) เหมือนคนไม่มีวิญญาณ… ทั้งที่บางคนยังไม่ตาย

ทำไมต้องเล่นแบบนี้? และมันดียังไง?

  1. ความแปลกแยก (Alienation Effect) การที่นักแสดงพูดประโยคที่สะเทือนใจ หรือประโยคบอกรัก ด้วยน้ำเสียงที่เหมือนอ่านคู่มือการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า มันสร้างความรู้สึก “ตลกร้าย” (Black Comedy) ขึ้นมาทันที มันทำให้คนดูฉุกคิดและตั้งคำถามกับสิ่งที่ตัวละครพูด แทนที่จะไหลไปตามอารมณ์ดราม่า
  2. นัท (บทผีสามี) นักแสดงถ่ายทอดความ “พยายาม” ได้น่าสงสารมาก ภายใต้ใบหน้าที่นิ่งเฉยและการเคลื่อนไหวที่ดูเก้ๆ กังๆ เราสัมผัสได้ถึงความกระวนกระวายใจ ความกลัวที่จะถูกลืม เขาไม่ต้องร้องไห้เลย แต่แค่ท่าทางที่เขาพยายามจะจัดการกับเครื่องดูดฝุ่น มันบอกเล่าความรักและความห่วงใยที่มีต่อภรรยาได้มหาศาล
  3. ภรรยา บทนี้คือตัวแทนของคนที่ต้อง “มูฟออน” ภายใต้ความนิ่งของเธอ เราเห็นความเหนื่อยล้า ความสับสน และความรำคาญใจที่ปนกับความผูกพัน การแสดงของเธอทำให้เราเชื่อว่า “ความตายของสามี” สำหรับเธอ มันไม่ใช่แค่ความเศร้า แต่มันคือ “ภาระ” และ “ความยุ่งยาก” ที่เพิ่มเข้ามาในชีวิต ซึ่งเป็นมุมมองที่สมจริงและเป็นมนุษย์มากๆ

เคมีระหว่างสองคนนี้ (ผีกับคน) ไม่ใช่เคมีแบบคู่รักโรแมนติก แต่เป็นเคมีของ “คู่ชีวิตที่เหนื่อยล้า” บทสนทนาของพวกเขาที่ดูเหมือนบทพูดในนิยายแปลกๆ กลับสะท้อนความห่างเหินของคนเมืองยุคใหม่ได้อย่างคมคาย

บทสรุป ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงน่าสนใจจนต้องพูดถึง?

A Useful Ghost ไม่ใช่หนังสำหรับทุกคนแน่นอน ถ้าคุณมองหาความบันเทิงสูตรสำเร็จ คุณอาจจะหลับตั้งแต่ 20 นาทีแรก แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบ “รสชาติแปลกใหม่” และชอบขบคิดกับสิ่งที่เห็น นี่คืออาหารจานเด็ดที่คุณไม่ควรพลาด

มันคือหนังที่หยิบเอาสิ่งที่น่าเบื่อที่สุด (ฝุ่น, งานบ้าน, การซ่อมแซม) มาผสมกับสิ่งที่ลึกลับที่สุด (ความตาย, วิญญาณ) แล้วเขย่าออกมาเป็นหนังตลกร้ายที่วิพากษ์วิจารณ์โครงสร้างสังคมไทยได้อย่างแยบคาย

ความน่าสนใจที่สุดของมันคือการตั้งคำถามกับเราทุกคนว่า เรากำลังใช้ชีวิตเหมือน “นัท” อยู่หรือเปล่า? เรากำลังทำงานหนักจนตัวตายเพียงเพื่อจะพิสูจน์ว่าเรา “มีประโยชน์” ต่อใครสักคน หรือต่อองค์กรสักแห่ง เพื่อที่จะได้ไม่ถูกลืมหรือเปล่า?

และในวันที่เรากลายเป็นเพียง “ฝุ่นผง” ของประวัติศาสตร์… เราจะยังเหลืออะไรที่เป็นตัวเราจริงๆ บ้างไหม?

นี่คือหนังที่ไม่ได้จบแค่ในโรง แต่มันจะทิ้งตะกอนความคิดให้คุณกลับไปนั่งมองฝุ่นที่เกาะอยู่บนพัดลมที่บ้าน ด้วยสายตาที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปครับ

นี่คือรายชื่อนักแสดงหลักจากภาพยนตร์เรื่อง “A Useful Ghost” (ผีใช้ได้ค่ะ) พร้อมประวัติย่อครับ

เรื่องนี้มีความน่าสนใจมากตรงที่ผู้กำกับเลือกผสมผสานนักแสดงระดับซูเปอร์สตาร์ (Mainstream) เข้ากับนักแสดงสายอินดี้ (Indie) ได้อย่างลงตัว เพื่อถ่ายทอดความ “แปลกประหลาด” ของเรื่องราวครับ

1. ใหม่ – ดาวิกา โฮร์เน่ (Davika Hoorne)

  • รับบทแนท (Nat)
    • ภรรยาสาวที่เสียชีวิตจากปัญหามลพิษทางอากาศ (PM 2.5) แต่ด้วยความห่วงใยและไม่อยากไร้ค่า เธอจึงกลับมาหาสามีในสภาพของวิญญาณที่สิงอยู่ใน “เครื่องดูดฝุ่น”
  • ประวัติย่อ
    • ซูเปอร์สตาร์แถวหน้าของไทย ลูกครึ่งไทย-เบลเยี่ยม
    • โด่งดังพลุแตกจากบท “แม่นาก” ในหนังทำเงินสูงสุดตลอดกาล “พี่มาก..พระโขนง” (2013) ซึ่งทำให้ภาพจำของเธอผูกพันกับบท “ผีภรรยา” มาตั้งแต่นั้น
    • มีผลงานการแสดงที่ได้รับการยอมรับในฝีมือ ทั้งสายแมสและสายรางวัล เช่น “ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ” (2015) และ “20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น” (2016)
    • ความน่าสนใจในเรื่องนี้ ใหม่ต้องพลิกบทบาทมาเล่นเป็นผีที่ไม่ได้ขายความสวย แต่ต้องถ่ายทอดอารมณ์ผ่านเสียงและการแสดงที่จำกัด (เพราะเป็นเครื่องดูดฝุ่น!) และต้องเล่นสไตล์หน้านิ่ง (Deadpan) ที่แตกต่างจากละครทั่วไป

2. โมสต์ – วิศรุต หิมรัตน์ (Witsarut Himmarat)

  • รับบทมาร์ช (March)
    • สามีผู้โศกเศร้าจากการจากไปของแนท เขาเป็นทายาทโรงงานที่ต้องแบกรับทั้งความสูญเสียและแรงกดดันจากครอบครัว จนกระทั่งพบว่าเมียตัวเองกลับมาเป็นเครื่องดูดฝุ่น
  • ประวัติย่อ
    • นักแสดงหนุ่มมากฝีมือที่แจ้งเกิดจากบท “ไอ้จ้อย” ในละครดังแห่งยุค “บุพเพสันนิวาส”
    • เป็นที่รู้จักในฐานะนักแสดงสมทบจอมขโมยซีนที่มีจังหวะการแสดงเป็นธรรมชาติ แต่ในเรื่องนี้เขาก้าวขึ้นมารับบทนำเต็มตัวในหนังนอกกระแสที่ต้องใช้อารมณ์ซับซ้อน ลึกซึ้ง และนิ่งเงียบกว่าเดิมมาก

3. อุ๋ม – อาภาศิริ นิติพน (Apasiri Nitibhon)

  • รับบทสุมาลย์ (Suman)
    • แม่ของมาร์ช (แม่สามี) หญิงวัยกลางคนที่ดูเคร่งขรึมและเป็นตัวแทนของคนรุ่นเก่าที่ต้องรับมือกับความแปลกประหลาดในบ้าน
  • ประวัติย่อ
    • นางแบบระดับตำนานของไทยที่ผันตัวมาเป็นนักแสดงคุณภาพ
    • โด่งดังจากบท “อังศุมาลิน” ในภาพยนตร์ “คู่กรรม” (1995) เวอร์ชันพี่เบิร์ด ธงไชย
    • ผลงานเด่นยุคใหม่คือการรับบทคนชนชั้นนำหรือบทที่มีความซับซ้อนทางจิตใจ เช่นใน “Hunger คนหิว เกมกระหาย” (2023) และ “ฮาวทูทิ้ง..ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ” (2019)
    • ความน่าสนใจ การแสดงแบบ “หน้าตาย” ของพี่อุ๋มทรงพลังมาก และเป็นตัวละครที่สะท้อนระบบอาวุโสในสังคมไทยได้ดีที่สุด

4. วัลลภ รุ่งกำจัด (Wanlop Rungkumjad)

  • รับบทครอง (Krong)
    • ตัวละครสำคัญที่เข้ามามีบทบาทเกี่ยวกับระบบแรงงานและโลกวิญญาณ (เป็นตัวละครที่สะท้อนมิติด้านสังคม/แรงงานของเรื่อง)
  • ประวัติย่อ
    • นักแสดงคู่บุญของวงการหนังอินดี้ไทยและระดับโลก
    • สร้างชื่อเสียงระดับนานาชาติจากภาพยนตร์เรื่อง “กระเบนราหู (Manta Ray)” (2018) ซึ่งคว้ารางวัลที่เทศกาลหนังเวนิส และได้ร่วมแสดงในหนังระดับโลกอย่าง “Memoria” ของผู้กำกับเจ้ย อภิชาติพงศ์ (ร่วมกับ Tilda Swinton)
    • การมีชื่อเขาในหนังเรื่องนี้การันตีความเป็นหนังอาร์ตคุณภาพสูงได้ทันที

5. บลาบูม – วิศรุต หอมหวน (Wisarut Homhuan)

  • รับบทกะเทยวิชาการ (Academic Ladyboy)
    • ตัวละครสีสันที่เข้ามาให้ความรู้ (หรือปั่นป่วน) เกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
  • ประวัติย่อ
    • นักแสดงละครเวทีและ TikToker ชื่อดังที่มีสไตล์การเล่าเรื่องตลกหน้าตายที่เป็นเอกลักษณ์
    • มักจะได้รับบทที่ต้องใช้ทักษะการพูดที่ฉะฉานและจังหวะตลกที่แปลกใหม่ ซึ่งเข้ากับสไตล์หนังของผู้กำกับรัชฏ์ภูมิเป็นอย่างดี

เกร็ดเพิ่มเติม การที่หนังได้ ใหม่ ดาวิกา มารับบทนำ ถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมาก เพราะปกติหนังแนวทดลอง (Experimental) ของผู้กำกับ รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค มักจะใช้นักแสดงละครเวที แต่ครั้งนี้เขาดึงดาราแมสมา “ล้างภาพจำ” และใช้งานในรูปแบบใหม่ที่คนดูไม่เคยเห็นมาก่อนครับ movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *