Alarum 2025 มีหนังแอ็กชันบางประเภทที่เปรียบเสมือน “อาหารขยะ” (Junk Food) เรารู้ว่ามันไม่มีสารอาหารอะไรลึกซึ้ง แต่มันอร่อย ถูกปาก กินง่าย และให้ความบันเทิงแบบทันทีทันใด… แต่น่าเสียดายที่ “Alarum 2025” หรือในชื่อไทย “คู่เดือดโคตรคนระห่ำ” ไม่ใช่แม้แต่อาหารขยะชั้นดี มันคืออาหารที่หน้าตาดูดีบนโปสเตอร์ แต่เมื่อตักเข้าปากกลับพบว่ามันจืดชืด เย็นชืด และไร้รสชาติอย่างสิ้นเชิง
การที่หนังเรื่องหนึ่งมี Scott Eastwood (ลูกชายของตำนานอย่าง Clint Eastwood) และ Sylvester Stallone (ไอคอนแห่งวงการแอ็กชัน) มาอยู่ในเรื่องเดียวกัน มันควรจะเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้น อย่างน้อยที่สุดก็ควรจะเป็น “หนังดูสนุกๆ เอามันส์” ที่เราคุ้นเคย แต่สิ่งที่ “Alarum 2025” มอบให้กลับเป็นประสบการณ์การดูหนังที่ชวนให้ตั้งคำถามว่า “นี่เรากำลังดูอะไรอยู่?” และ “ทำไมมันถึงออกมาเละเทะได้ขนาดนี้?”
นี่ไม่ใช่รีวิวที่จะมาเล่าเรื่องย่อว่าใครเป็นใคร ทำอะไร ที่ไหน เพราะเอาเข้าจริง ตัวหนังเองก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยแน่ใจในจุดนั้นเหมือนกัน แต่เราจะมาผ่าตัด “ซาก” ของหนังเรื่องนี้กันทีละส่วน ว่าทำไมหนังที่มีวัตถุดิบพอใช้ได้ ถึงกลายมาเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่น่าผิดหวังที่สุดแห่งปี

1. บทภาพยนตร์ การล่มสลายของตรรกะและเหตุผล
หากเปรียบหนังเรื่องหนึ่งเป็นร่างกาย “บทภาพยนตร์” ก็คือกระดูกสันหลัง และกระดูกสันหลังของ “Alarum 2025” นั้น… หักสะบั้น
ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของหนังเรื่องนี้คือความ “สับสน” (Muddled) นี่ไม่ใช่ความซับซ้อนแบบหนังสายลับชั้นดีอย่าง Tinker Tailor Soldier Spy ที่เราต้องค่อยๆ ปะติดปะต่อจิ๊กซอว์ แต่เป็นความสับสนที่เกิดจากการเขียนบทอันเกียจคร้าน พล็อตเรื่องหมุนรอบ “ฮาร์ดไดรฟ์” (MacGuffin) ที่ทุกคนในเรื่องต่างแย่งชิงกัน แต่หนังไม่เคยใช้เวลาแม้แต่นาทีเดียวที่จะทำให้เรา “เชื่อ” หรือ “แคร์” ว่าในนั้นมันมีอะไรสำคัญขนาดนั้น
มันคือ “สิ่งที่ต้องแย่งกัน” เพราะบทสั่งให้แย่ง ไม่ใช่เพราะมันมีความสำคัญต่อโลกหรือตัวละครอย่างแท้จริง
หนังเปิดตัวสองพระนาง โจ (Scott Eastwood) และ ลอร่า (Willa Fitzgerald) ในฐานะคู่รักสายลับที่หนีอดีตมาใช้ชีวิตเงียบๆ แต่วินาศกรรมทางบทภาพยนตร์ก็เกิดขึ้นแทบจะทันที เมื่อหนังทำการ “แยก” สองตัวละครนี้ออกจากกันเกือบทั้งเรื่อง! เคมีคู่รักที่ควรจะเป็น “หัวใจ” ของหนังสายลับแนวนี้ (ลองนึกถึง Mr. & Mrs. Smith) ถูกโยนทิ้งไปตั้งแต่ 15 นาทีแรก
ผลลัพธ์คือ เราได้ดูเส้นเรื่องย่อยๆ สองเส้นที่ดำเนินไปอย่างน่าเบื่อ เส้นหนึ่งคือ สก็อตต์ อีสต์วูด ที่ต้องไปจับคู่จำเป็นกับ ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน ส่วนอีกเส้นคือ วิลล่า ฟิตซ์เจอรัลด์ ที่ต้องหนีตายหัวซุกหัวซุนเพียงลำพัง ทั้งสองเส้นเรื่องแทบไม่มีจุดเชื่อมโยงทางอารมณ์ และทำให้พลังของหนังถูกหารสองจนแทบไม่เหลือ

ความเลวร้ายยังไม่จบแค่นั้น “Alarum 2025” พยายามสร้างโลกสายลับที่ซับซ้อน มีองค์กรลับซ้อนองค์กรลับ การหักหลังซ้ำซ้อนไปมา แต่ทั้งหมดนี้ถูกนำเสนอผ่านบทสนทนาที่ยัดเยียดข้อมูล (Exposition) ใส่หน้าคนดูแบบไร้ชั้นเชิง ตัวละครไม่ได้ “คุย” กัน แต่กำลัง “แถลง” ว่า “ฉันมาจากองค์กร A” “เขามาจากองค์กร B” “เราต้องไปเอาไดรฟ์ C” มันแห้งแล้งและไร้ซึ่งเสน่ห์
ตัวร้ายหลักอย่าง ออร์ลิน (Mike Colter จาก Luke Cage) ถูกเขียนออกมาให้เป็นตัวตลกมากกว่าน่ากลัว เขาพยายามจะ “เล่นใหญ่” ด้วยสำเนียงประหลาดและท่าทางจิตๆ แต่บทกลับไม่ส่งเสริมให้เขาน่าเกรงขามเลยแม้แต่น้อย
จุดที่น่าผิดหวังที่สุดคือการใช้ชื่อ “Alarum 2025” เป็นชื่อองค์กรลับอะไรสักอย่างในเรื่อง แต่จนแล้วจนรอด หนังก็อธิบายได้ไม่ชัดเจนว่ามันคืออะไรกันแน่ มันเป็นองค์กรของสายลับอิสระ? องค์กรชั่วร้าย? หรือแค่ชื่อเท่ๆ ที่ผู้เขียนบทนึกขึ้นได้? ความคลุมเครือนี้ไม่ได้ทำให้หนังดูลึกลับ แต่มันทำให้หนังดู “ไม่ทำการบ้าน”
บทสนทนาก็เป็นอีกหนึ่งหายนะ มันเต็มไปด้วยประโยค “คลิเช” (Cliché) ที่เราได้ยินมาแล้วล้านครั้งในหนังแอ็กชันเกรดบี (“นายไม่ควรมาที่นี่” “มันยังไม่จบ”) การปะทะคารมระหว่าง อีสต์วูด และ สตอลโลน ที่ควรจะเป็นจุดขาย กลับกลายเป็นความจืดชืด เพราะบทไม่ได้ส่งให้พวกเขามีอะไร “คมๆ” มาโต้ตอบกันเลย
สรุปในส่วนของบท: มันคือสคริปต์ที่เหมือนร่างแรกที่ยังไม่ผ่านการเกลา เต็มไปด้วยรูโหว่ทางตรรกะ ตัวละครที่แบนราบ และพล็อตที่พยายามจะซับซ้อนแต่กลับลงเอยด้วยความมั่วซั่ว

2. “ภาพ” เมื่อแอ็กชันคือยานอนหลับ
“หนังแอ็กชัน” สิ่งที่ควรจะทำได้ดีที่สุดคือ “ฉากแอ็กชัน” ใช่ไหมครับ? แต่ “Alarum 2025” กลับล้มเหลวในหน้าที่พื้นฐานที่สุดของตัวเอง
งานภาพ (Cinematography) และการกำกับศิลป์ (Art Direction) ของหนังเรื่องนี้ เลือกใช้โทนสีที่ “หดหู่” อย่างน่าประหลาด โทนภาพอมเทา อมฟ้าซีดๆ อาจจะตั้งใจให้ดู “หนาวเหน็บ” หรือ “เคร่งขรึม” แบบหนังสายลับยุโรปตะวันออก แต่ผลลัพธ์คือมันทำให้หนังดู “ราคาถูก” และ “น่าเบื่อ” ทุกฉากดูเหมือนกันไปหมด ไม่ว่าจะเป็นป่าเขาหิมะ กระท่อมกลางป่า หรืออาคารสำนักงานลับ
ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่การกำกับ “ฉากแอ็กชัน” โดยผู้กำกับ Michael Polish
หนึ่ง การต่อสู้ระยะประชิด (Hand-to-Hand Combat) ฉากต่อสู้ในเรื่องนี้จืดชืดและขาดแรงปะทะอย่างรุนแรง มันคือการ “เตี๊ยม” คิวบู๊ที่ดูออกว่าเตี๊ยม ไม่มีความดิบ เถื่อน หรือความคิดสร้างสรรค์ใดๆ การตัดต่อแบบ “Shaky Cam” (กล้องสั่น) ที่ฮิตเมื่อ 20 ปีก่อน ถูกนำกลับมาใช้ในทางที่ผิด มันไม่ได้ทำให้เรารู้สึกร่วม แต่ทำให้เรา “ปวดหัว” และ “ดูไม่รู้เรื่อง” ว่าใครต่อยใคร และโดนตรงไหน
สอง ฉากยิงปืน (Gunfights) นี่คือจุดที่ “หายนะ” ที่สุดของงานภาพ เทคนิคพิเศษ (CGI) ของหนังเรื่องนี้ อยู่ในระดับที่น่าตกใจว่าผ่านการอนุมัติมาได้อย่างไร “แสงไฟจากปากกระบอกปืน” (Muzzle Flashes) ดูเหมือนเอฟเฟกต์ราคาถูกที่แปะทับลงไปในวิดีโอ มันลอยเด่นออกมาจากภาพอย่างชัดเจนจนน่าตลก และมันมี “เยอะมาก” ทุกครั้งที่มีการยิงปืน (ซึ่งก็คือเกือบทั้งเรื่อง) ความสมจริงจะหายวับไปทันที
ฉากระเบิดหรือฉากโดรนโจมตี ก็อยู่ในระดับเดียวกัน มันคือ CGI ที่ดูเหมือนคัตซีนจากวิดีโอเกมยุค 10 ปีที่แล้ว มันทำลายอรรถรสในการชมอย่างสิ้นเชิง และทำให้เราไม่รู้สึกถึง “อันตราย” ที่ตัวละครกำลังเผชิญอยู่เลย
สาม การขาด “Set Piece” ที่น่าจดจำ หนังแอ็กชันที่ยิ่งใหญ่ต้องมี “ฉากจำ” Mission: Impossible มีฉากไต่ตึก John Wick มีฉากสู้ในคลับ Skyfall มีฉากสู้บนรถไฟ… “Alarum 2025” มีอะไร? ฉากยิงกันในกระท่อมมืดๆ? ฉากยิงกันในป่าสีเทาๆ? หรือฉาก สตอลโลน ยิงปืนลูกซอง “แฮนด์แคนนอน” ที่ยิงทีเดียวตัวปลิว? (ซึ่งนั่นอาจจะเป็นสิ่งเดียวที่พอดูสนุก แต่ก็แค่ 10 วินาที)
หนังขาดจินตนาการในการออกแบบฉากแอ็กชันโดยสิ้นเชิง มันคือการสาดกระสุนใส่กันไปมาในโลเคชั่นที่น่าเบื่อ โดยไม่มีการวางแผน หรือการใช้สภาพแวดล้อมให้เป็นประโยชน์
โดยรวม งานภาพและฉากแอ็กชันของ “Alarum” คือความล้มเหลว มันไม่ตื่นเต้น ไม่เร้าใจ และที่แย่ที่สุดคือมัน “น่าเบื่อ” มันเปลี่ยนหนังที่ควรจะระห่ำ ให้กลายเป็นยานอนหลับชั้นดี

3. การแสดง เมื่อนักแสดงดีๆ ถูกทิ้งไว้กลางทาง
นี่คือส่วนที่น่าเสียดายที่สุด เพราะ “Alarum 2025” มีนักแสดงที่มีของ แต่พวกเขาถูกบีบให้ต้องทำงานกับบทที่แย่และตัวละครที่แบนเป็นกระดาษ
Scott Eastwood (รับบท โจ) สก็อตต์ อีสต์วูด มีเสน่ห์แบบเดียวกับพ่อของเขา เขามี “ลุค” ของพระเอกแอ็กชันสายดิบ แต่ในเรื่องนี้ เขาถูกบทบังคับให้ “ไร้ซึ่งเสน่ห์” ตัวละคร “โจ” ไม่มีมิติอะไรเลย เขาคือ “พระเอก” ที่ต้องยิงปืนและทำหน้าเครียด เราไม่รู้ว่าเขาคิดอะไร รู้สึกยังไง อดีตของเขาที่ว่าแน่ๆ ก็ถูกเล่าแบบผ่านๆ อีสต์วูด พยายามอย่างเต็มที่ที่จะดู “เท่” แต่เมื่อบทมันกลวงโบ๋ การแสดงของเขาก็ออกมา “ว่างเปล่า” ตามไปด้วย
Willa Fitzgerald (รับบท ลอร่า) นี่คือการ “เสียของ” ที่สุดในเรื่อง วิลล่า ฟิตซ์เจอรัลด์ เป็นนักแสดงหญิงที่มีฝีมือ (ใครเคยดู Strange Darling จะรู้) เธอสามารถแสดงความซับซ้อน ความเปราะบาง และความแข็งแกร่งได้ในคนเดียว แต่ใน “Alarum” เธอถูกลดบทบาทลงเหลือแค่ “เมียพระเอกที่ต้องหนี” บทไม่ได้เปิดโอกาสให้เธอแสดงอะไรเลยนอกจากความตื่นกลัวและทักษะการเอาตัวรอดพื้นฐาน เคมีระหว่างเธอกับอีสต์วูด (ในฉากน้อยนิดที่ได้อยู่ด้วยกัน) ก็แทบจะเป็นศูนย์
Mike Colter (รับบท ออร์ลิน) ไมค์ โคลเตอร์ ดูเหมือนจะเป็นคนเดียวที่รู้ว่ากำลังเล่นหนังเกรดบี และเขาก็ตัดสินใจที่จะ “สนุก” กับมัน เขาเล่นใหญ่ เล่นล้น ใช้สำเนียงประหลาด และพยายามเป็นตัวร้ายที่น่าจดจำ แต่น่าเสียดายที่มัน “ล้น” ไปในทางที่ตลกมากกว่าน่ากลัว มันเหมือนเขาหลุดมาจากหนังคนละเรื่องกับคนอื่นที่พยายามจะ “เคร่งขรึม”
และ… Sylvester Stallone (รับบท เชสเตอร์) การปรากฏตัวของ สตอลโลน คือสิ่งที่ดึงดูดคนให้มาดูหนังเรื่องนี้ แต่กลับกลายเป็นการปรากฏตัวที่น่าผิดหวังที่สุดครั้งหนึ่งในอาชีพของเขา สตอลโลน ในบท “เชสเตอร์” (มือเก๋าของ CIA) ดู “เหนื่อย” และ “เบื่อหน่าย” อย่างเห็นได้ชัด
เขาไม่ได้แสดงเป็นตัวละครที่เหนื่อย แต่เขาดูเหมือน “นักแสดงที่เหนื่อยและอยากกลับบ้าน” เขาพูดบทสนทนาด้วยน้ำเสียงโมโนโทน ไร้พลัง และดูเหมือนกำลังอ่านบทจาก Teleprompter ฉากที่เขาควรจะโชว์เก๋า หรือปะทะคารมกับ อีสต์วูด กลับกลายเป็นความแห้งแล้ง มันคือการ “เดินผ่านกล้อง” (Cameo) ที่ยืดเยื้อ มากกว่าจะเป็นการแสดงที่สมบทบาท
นี่อาจจะเป็นหนึ่งในผลงานที่ “ไร้จิตวิญญาณ” ที่สุดของ สตอลโลน มันคือการมารับเช็คค่าตัวโดยที่ไม่ต้องพยายามอะไรเลย และนั่นคือสิ่งที่น่าเศร้าสำหรับแฟนๆ ที่คาดหวังจะได้เห็นความเก๋าของเขา

บทสรุป สัญญาณเตือนภัย (Alarum) ให้คุณหนีไป
“Alarum (2025) คู่เดือดโคตรคนระห่ำ” ไม่ใช่หนังที่ “แย่จนสนุก” (So bad it’s good) แต่มันคือหนังที่ “แย่จนน่าเบื่อ” (Just plain bad)
มันคือภาพยนตร์ที่ถูกประกอบสร้างขึ้นมาจากเศษซากของหนังสายลับเรื่องอื่นๆ ที่ดีกว่า โดยปราศจากความเข้าใจว่าอะไรทำให้หนังเหล่านั้นประสบความสำเร็จ มันมีบทที่สับสน, ฉากแอ็กชันที่น่าหัวเราะ (ด้วยเหตุผลที่ผิด), CGI ที่เข้าขั้นภัยพิบัติ, และการแสดงที่เหมือนคนโดนบังคับมาเล่น
มันคือหลุมดำทางภาพยนตร์ที่ดูดกลืนเวลา 95 นาทีของคุณ และไม่มอบอะไรตอบแทนกลับมาเลยนอกจากความว่างเปล่า ชื่อไทย “คู่เดือดโคตรคนระห่ำ” อาจจะต้องเปลี่ยนใหม่เป็น “คู่จืดโคตรน่าเบื่อ” ถึงจะตรงกับความเป็นจริง
ถ้าคุณกำลังมองหาหนังแอ็กชันมันส์ๆ… ไปดู John Wick ซ้ำอีกรอบยังจะดีกว่าครับ สำหรับ “Alarum” นี่คือสัญญาณเตือนภัยดังๆ ให้คุณ “อยู่ห่างๆ” มันไว้เลย movieseries