นี่คือบทวิจารณ์ซีรีส์ “Alice in Borderland (อลิสในแดนมรณะ) ซีซั่น 1” ในรูปแบบบทความ Long-form เจาะลึก โดยเน้นการวิเคราะห์เนื้อหา งานภาพ และพลังทางการแสดง เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นแง่มุมที่ซ่อนอยู่อย่างละเอียด โดยไม่เน้นการเล่าเรื่องย่อตามที่คุณต้องการครับ
Review Alice in Borderland Season 1 — เมื่อโตเกียวร้างกลายเป็นลานประหาร และสันดานดิบคืออาวุธเดียวที่มี

หากพูดถึงซีรีส์แนว Survival Game หรือเกมเอาตัวรอด ฝั่งญี่ปุ่นมักจะมีลายเซ็นที่ชัดเจนเสมอ คือความสุดโต่ง (Surreal) ความโหดเลือดสาด และปรัชญาที่ตั้งคำถามกับคุณค่าของชีวิต แต่สำหรับ Alice in Borderland (อลิสในแดนมรณะ) ในซีซั่นแรกที่ฉายผ่าน Netflix นี้ มันคือการยกระดับมาตรฐานของซีรีส์ญี่ปุ่นไปสู่สากลได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันไม่ใช่แค่หนังวิ่งหนีตาย แต่มันคือการสำรวจจิตใจมนุษย์ที่กำลังพังทลายในโลกที่ไร้กฎเกณฑ์
ในรีวิวฉบับนี้ ผมขอข้ามเรื่องย่อที่ทุกคนคงทราบกันดีอยู่แล้ว แต่จะขอพาทุกท่านดำดิ่งลงไปวิเคราะห์ถึงแก่นแท้ของซีรีส์เรื่องนี้ ว่าทำไมมันถึงกลายเป็นปรากฏการณ์ และอะไรคือสิ่งที่ทำให้มันแตกต่างจากหนังเอาตัวรอดเรื่องอื่นๆ ทั้งในแง่ของบทภาพยนตร์ งานวิชวลที่น่าตื่นตะลึง และการแสดงที่บีบหัวใจคนดูจนแทบหยุดหายใจ
1. การเล่าเรื่องและบทภาพยนตร์ จิตวิทยาภายใต้หน้าไพ่ และความโหดร้ายของหมวด “หัวใจ”
สิ่งที่ทำให้บทของ Alice in Borderland แข็งแรงมาก คือการที่ซีรีส์ไม่ได้แค่โยนตัวละครลงไปในบ่อจระเข้แล้วดูว่าใครรอด แต่ “กติกา” ของโลกใบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อ “คัดกรอง” ทักษะของมนุษย์อย่างเป็นระบบ ผ่านสัญลักษณ์หน้าไพ่ (โพดำ, โพแดง, ดอกจิก, ข้าวหลามตัด) ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้เนื้อเรื่องมีความลึกในเชิงจิตวิทยามากกว่าหนังเชือดเฉือนทั่วไป
ความฉลาดของบทในการเล่นกับ “ความหวัง” และ “ความสิ้นหวัง” บทซีรีส์ทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยมในการสร้างจังหวะ (Pacing) ที่บีบคั้น ช่วงแรกซีรีส์หลอกล่อให้เราเชื่อว่านี่คือการผจญภัยของกลุ่มเพื่อนซี้ที่ใช้ไหวพริบเอาชนะเกม แต่แล้วจุดเปลี่ยนสำคัญ (Turning Point) ในช่วงกลางเรื่องที่เกี่ยวกับเกม “7 โพแดง” ได้ทำลายความเชื่อนั้นทิ้งอย่างไม่ไยดี การเขียนบทในตอนนี้นับว่าเป็น Masterpiece ของซีรีส์แนวนี้ มันคือการตบหน้าคนดูให้ตื่นแล้วบอกว่า “นี่ไม่ใช่โลกสวยงามที่พลังแห่งมิตรภาพจะชนะทุกสิ่ง”
บทหนังกล้าที่จะตั้งคำถามที่เจ็บปวด คุณจะยอมสละชีวิตเพื่อนเพื่อให้ตัวเองรอด หรือจะตายไปพร้อมกัน? การผลักตัวละครเอกอย่าง “อะริสุ” ให้ตกลงสู่จุดต่ำสุดทางจิตวิญญาณตั้งแต่ช่วงต้นถึงกลางเรื่อง เป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาด เพราะมันทำให้การเติบโตของเขา (Character Arc) ในช่วงครึ่งหลังดูสมจริงและมีน้ำหนัก เราไม่ได้เห็นฮีโร่ที่เก่งกาจ แต่เราเห็นมนุษย์ที่แตกสลายและพยายามประกอบตัวเองขึ้นมาใหม่
มิติของ “The Beach” (บีช) สังคมจำลองที่เปราะบาง เมื่อเรื่องดำเนินไปสู่ครึ่งหลัง การแนะนำสถานที่อย่าง “The Beach” คือการขยายสเกลของบทจากการเอาตัวรอดระดับบุคคล ไปสู่ “การเมืองและการปกครอง” บทหนังสะท้อนให้เห็นว่า ต่อให้โลกจะล่มสลาย มนุษย์ก็ยังโหยหาอำนาจและการแบ่งชนชั้น ความขัดแย้งระหว่างฝั่งผู้นำที่มีอุดมการณ์ (Hatter) กับฝั่งทหารที่ใช้ความรุนแรง (Aguni) ถูกเขียนออกมาได้น่าสนใจ มันสะท้อนภาพสังคมความเป็นจริงที่เราอยู่ การเปลี่ยนโทนจากเกมปริศนามาเป็นเกมการเมืองและการหักหลัง ทำให้เนื้อเรื่องไม่จำเจและตรึงคนดูได้อยู่หมัด
จุดด้อยเล็กน้อยของบทอาจจะมีบ้างในเรื่องของความสมเหตุสมผลของบางเกมที่ดูพึ่งพา “โชค” หรือ “สกิลพระเอก” ในบางจังหวะ แต่เมื่อเทียบกับความกดดันทางอารมณ์ที่บทมอบให้ จุดบกพร่องเหล่านี้แทบจะถูกมองข้ามไปได้เลย

2. งานภาพ (Visuals) และโปรดักชัน ความงดงามในความว่างเปล่า
หากบทคือจิตวิญญาณ งานภาพของ Alice in Borderland ก็คือร่างกายที่สวยงามและน่าเกรงขาม งานโปรดักชันระดับนี้คือเครื่องพิสูจน์ว่า Netflix Japan เอาจริงเอาจังแค่ไหน
Shibuya Crossing ความเงียบที่ดังกึกก้อง ฉากเปิดตัวที่ทุกคนพูดถึง คือฉาก “ห้าแยกชิบูย่าที่ไร้ผู้คน” นี่ไม่ใช่แค่การโชว์เทคนิค CG แต่มันคือการเล่าเรื่องด้วยภาพ (Visual Storytelling) ที่ทรงพลังที่สุดฉากหนึ่งในวงการซีรีส์ ฉากนี้ทำให้เรารู้สึกถึงความโดดเดี่ยว ความอ้างว้าง และความเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันโดยไม่ต้องใช้คำพูดใดๆ การจัดองค์ประกอบภาพ (Composition) ที่ให้ตัวละครเล็กจ้อยอยู่ท่ามกลางตึกสูงเสียดฟ้า ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกว่ามนุษย์นั้นไร้ความหมายแค่ไหนในโลกใบใหม่นี้
การกำกับศิลป์ (Art Direction) และแสงสี สิ่งที่ต้องชมเชยคือการใช้สี (Color Grading) ซีรีส์เลือกใช้โทนสีที่ค่อนข้างดิบและมีความ Contrast สูง ฉากกลางคืนในเรื่องนี้สวยงามและน่ากลัวไปพร้อมๆ กัน แสงไฟนีออนจากตึกร้าง หรือแสงจากเลเซอร์กั้นเขตแดน ถูกใช้เพื่อสร้างบรรยากาศ Cyberpunk นิดๆ ผสมกับ Dystopia
การออกแบบฉากในแต่ละเกมมีความคิดสร้างสรรค์สูงมาก เช่น
- เกมตึกระฟ้า มุมกล้องที่ถ่ายให้เห็นความสูงและความแคบของทางเดิน สร้างความรู้สึกอึดอัด (Claustrophobia) ให้คนดู
- เกมอุโมงค์ การใช้ความมืดและความชื้นแฉะ เล่นกับความกลัวในสิ่งที่มองไม่เห็น
- The Beach เป็นฉากที่เต็มไปด้วยสีสันฉูดฉาด ชุดว่ายน้ำ แสงแดด ซึ่งตัดกันอย่างสิ้นเชิงกับความตายที่รออยู่ภายนอก การออกแบบโรงแรมนี้สะท้อนความบ้าคลั่งและความสุขจอมปลอมได้อย่างดีเยี่ยม
CGI จุดแข็งและจุดอ่อน ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า งาน CGI สัตว์ป่า (เช่น เสือ หรือ แพนเตอร์) ในบางฉากยังดูลอยและขาดน้ำหนักไปบ้างเมื่อเทียบกับมาตรฐานฮอลลีวูด แต่ในส่วนของงาน Environment หรือฉากเมืองร้าง ทำออกมาได้เนียนตาจนน่าขนลุก ซึ่งส่วนตัวมองว่างานภาพโดยรวมสอบผ่านฉลุยในการสร้าง “โลก” ที่เราเชื่อว่ามันมีอยู่จริง

3. การแสดง (Acting) เมื่อแววตาเล่าเรื่องได้ดีกว่าคำพูด
หัวใจสำคัญที่ทำให้ Alice in Borderland ทรงพลัง ไม่ใช่แค่เกมที่โหด แต่คือนักแสดงที่ถ่ายทอดความรู้สึก “ไม่อยากตาย” ออกมาได้สมจริง
Kento Yamazaki (อะริสุ) จากเด็กติดเกมสู่ผู้รอดชีวิตที่แตกสลาย ยามาซากิ เคนโตะ พิสูจน์ตัวเองอีกครั้งว่าเขาคือนักแสดงแถวหน้าของญี่ปุ่น ในเรื่องนี้เขาต้องแบกรับอารมณ์ที่หนักหน่วงมาก พัฒนาการของอะริสุจากคนไม่เอาไหน (Loser) ที่ใช้ชีวิตไปวันๆ สู่คนที่ต้องแบกรับความรู้สึกผิดมหันต์ (Guilt) ทำออกมาได้ละเอียดอ่อน
ฉากที่เขาต้องร้องไห้หรือแสดงความเสียใจ มันไม่ใช่การบีบน้ำตาแบบละคร แต่มันคือความเจ็บปวดที่ออกมาจากข้างใน เสียงกรีดร้องของเขาใน Episode 3 คือหนึ่งในการแสดงที่ดีที่สุดในซีรีส์ปีนั้น มันทำให้คนดูรู้สึก “เจ็บ” ตามไปด้วยจริงๆ สายตาของเขาเปลี่ยนจากความหวาดกลัว เป็นความว่างเปล่า และสุดท้ายคือความมุ่งมั่นที่จะหาคำตอบ การไล่ระดับอารมณ์นี้คือสิ่งที่พยุงซีรีส์ทั้งเรื่องไว้
Tao Tsuchiya (อุซางิ) ความแข็งแกร่งทางกายและใจ ทาโอะ สึจิยะ ในบท อุซางิ คือตัวแทนของความหวังและการก้าวไปข้างหน้า สิ่งที่โดดเด่นคือทักษะทางร่างกาย (Physical Acting) ของเธอ ด้วยความที่บทต้องปีนป่ายและใช้ทักษะร่างกายสูง เธอทำได้ทะมัดทะแมงและน่าเชื่อถือ แต่สิ่งที่น่าประทับใจกว่าคือเคมีของเธอกับเคนโตะ เธอไม่ได้เล่นเป็นแค่คู่หู แต่เป็นเหมือน “ที่ยึดเหนี่ยว” ให้กับอะริสุ การแสดงออกทางสายตาของเธอมีความมุ่งมั่นแต่แฝงความเห็นใจ ทำให้ตัวละครนี้มีเสน่ห์มาก
Keita Machida (คารุเบะ) และ Yuki Morinaga (โชตะ) เพื่อนตายที่มีอยู่จริง แม้บทบาทอาจจะไม่ได้ยาวจนจบซีซั่น แต่คารุเบะคือ MVP ทางความรู้สึก มาจิดะ เคตะ ถ่ายทอดความเป็นพี่ใหญ่ เป็นเพื่อนที่พึ่งพาได้ และมีความเป็นผู้นำสูงมาก จนทำให้เรารู้สึกผูกพันกับกลุ่มเพื่อนกลุ่มนี้ในเวลาอันสั้น ส่วนโชตะ ก็เป็นตัวแทนของความไร้เดียงสาและความอ่อนแอของมนุษย์ทั่วไป ซึ่งนักแสดงถ่ายทอดความกลัวออกมาได้สมจริงจนน่าเวทนา
Nijiro Murakami (ชิชิยะ) ความลึกลับที่น่าหลงใหล จะไม่พูดถึงคนนี้ไม่ได้ นิอิจิโร่ มุราคามิ ในบท ชิชิยะ ขโมยซีนทุกครั้งที่ปรากฏตัว เขาเล่นน้อยแต่ได้มาก (Less is More) บุคลิกที่นิ่ง เย็นชา และฉลาดเป็นกรด ทำให้เขาดูเหนือกว่าคนอื่นหนึ่งก้าวเสมอ การแสดงของเขาทำให้ตัวละครนี้น่าหมั่นไส้แต่ก็เกลียดไม่ลง แถมยังเท่จนกลายเป็นตัวละครโปรดของใครหลายคน
4. บทสรุปภาพรวม มากกว่าความระทึก คือการตั้งคำถามถึง “การมีชีวิต

Alice in Borderland ซีซั่น 1 ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการผสมผสานความตื่นเต้นแบบ Action-Thriller เข้ากับ Drama จิตวิทยาที่หนักหน่วง ผู้กำกับ ชินสุเกะ ซาโตะ สามารถคุมโทนหนังให้มีความตึงเครียดตลอดเวลา แต่ก็ยังมีช่องว่างให้คนดูได้พักหายใจและสำรวจความรู้สึกตัวละคร
สิ่งที่น่าชื่นชมที่สุดคือ ซีรีส์ไม่ได้ขายแค่ความโหดเลือดสาดเพื่อความสะใจ แต่มันใช้ความรุนแรงเหล่านั้นเพื่อขับเน้นประเด็นสำคัญว่า “เรามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร?”
ในโลกปกติ เราอาจใช้ชีวิตแบบซังกะตาย ทำงาน เลิกงาน นอน แต่ในแดนมรณะแห่งนี้ ทุกวินาทีมีค่า เมื่อความตายมายืนรออยู่หน้าประตู เราถึงจะได้เห็น “ธาตุแท้” ของตัวเอง บางคนขี้ขลาด บางคนเห็นแก่ตัว บางคนยอมเสียสละ และบางคนเพิ่งค้นพบเป้าหมายของการมีชีวิตอยู่เมื่อวินาทีสุดท้ายมาถึง
หากคุณกำลังมองหาซีรีส์ที่ดูแล้วสนุก ตื่นเต้นจนนั่งไม่ติดเก้าอี้ แต่ในขณะเดียวกันก็ฝากตะกอนความคิดให้ตกผลึกในใจ Alice in Borderland ซีซั่น 1 คือคำตอบที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง มันคือซีรีส์ที่บอกเราว่า การมีชีวิตรอด (Surviving) กับ การใช้ชีวิต (Living) นั้น… ไม่เหมือนกัน
คะแนน 9/10 – ตัดคะแนนเล็กน้อยเรื่อง CG สัตว์ และความสมเหตุสมผลของบางเกม แต่โดยรวมนี่คือสุดยอดงานดัดแปลงจากมังงะที่ควรค่าแก่การรับชมที่สุดเรื่องหนึ่งในยุคนี
บทสรุปเนื้อเรื่องแบบละเอียด (Detailed Recap) ของซีรีส์ Alice in Borderland (อลิสในแดนมรณะ) ซีซั่น 1 ตั้งแต่ต้นจนจบ

1. ปฐมบท การหายไปของโตเกียว (Episode 1)
เรื่องราวเริ่มต้นที่ อะริสุ ชายหนุ่มว่างงานที่หมกมุ่นกับการเล่นเกม ได้นัดเจอกับเพื่อนสนิทสองคนคือ คารุเบะ (บาร์เทนเดอร์) และ โชตะ (พนักงานบริษัท) ที่ย่านชิบูย่า ระหว่างที่พวกเขาก่อความวุ่นวายและวิ่งหนีตำรวจเข้าไปซ่อนตัวในห้องน้ำสถานีรถไฟ จู่ๆ ไฟก็ดับลงและเกิดเสียงเงียบผิดปกติ เมื่อพวกเขาเดินออกมา ก็พบว่าผู้คนทั้งเมืองโตเกียวได้หายสาบสูญไปจนหมด เหลือเพียงเมืองร้างที่เงียบสงัด ไฟฟ้าใช้ไม่ได้ และโทรศัพท์มือถือไร้สัญญาณ
2. เกมแรก เป็นหรือตาย (3 ดอกจิก)
เมื่อตกกลางคืน ป้ายไฟโฆษณาได้นำทางพวกเขาไปยังจุดเริ่มเกมแรก ที่นั่นพวกเขาได้เจอกับผู้หญิงชื่อ ชิบุเลย
- กติกา ต้องเลือกเปิดประตู “เป็น” หรือ “ตาย” ภายในเวลาที่กำหนด หากเลือกผิดหรือหมดเวลาจะโดนเลเซอร์ยิงตาย
- ผลลัพธ์ ด้วยความช่างสังเกตและทักษะการคำนวณของอะริสุ เขาช่วยเพื่อนๆ ผ่านเกมมาได้ แต่ก็ได้เห็นภาพความตายต่อหน้าต่อตา ทำให้พวกเขารู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น แต่คือการเอาชีวิตรอดจริงๆ
- สิ่งที่ได้รู้ การชนะเกมจะได้ “วีซ่า” เพื่อต่อชีวิต หากวีซ่าหมดจะถูกเลเซอร์จากท้องฟ้ายิงตายทันที
3. การเรียนรู้และพบเจอพันธมิตร (Episode 2)
อะริสุและคารุเบะ แยกตัวไปลงเล่นเกมอีกครั้งเพื่อหาเสบียงและวิทยุสื่อสาร พวกเขาเข้าร่วมเกม “วิ่งไล่จับ” (5 โพดำ) ในอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง
- กติกา ต้องหนีจากการไล่ล่าของมือปืนสวมหน้ากากม้า และค้นหาห้องที่ปลอดภัยให้เจอ
- ตัวละครใหม่ ได้เจอกับ อุซางิ (สาวนักปีนเขา), ชิชิยะ (หนุ่มผมขาวจอมวางแผน) และ อากุนิ (ชายร่างยักษ์อดีตทหาร)
- ผลลัพธ์ อะริสุร่วมมือกับคารุเบะช่วยกันหาห้องจนเจอ แต่โชตะ (ที่รออยู่ข้างนอก) ได้รับบาดเจ็บที่ขา และเริ่มมีอาการติดเชื้อ
4. จุดเปลี่ยนที่โหดร้ายที่สุด ซ่อนแอบ (7 โพแดง) (Episode 3)
นี่คือตอนที่สะเทือนใจที่สุด อะริสุ คารุเบะ โชตะ และชิบุกิ (ผู้หญิงจากเกมแรก) ต้องลงเล่นเกมด้วยกันเพราะวีซ่าใกล้หมด
- สถานที่ สวนพฤกษศาสตร์
- กติกา มีผู้เล่น 1 คนเป็น “หมาป่า” อีก 3 คนเป็น “แกะ” คนที่เป็นหมาป่าเท่านั้นที่จะรอด ส่วนแกะต้องตาย (กติกาคือต้องสบตาเพื่อย้ายตำแหน่งหมาป่า)
- เหตุการณ์ ช่วงแรกทุกคนพยายามแย่งกันเป็นหมาป่าเพื่อเอาตัวรอด แต่ท้ายที่สุด ด้วยมิตรภาพ คารุเบะและโชตะตัดสินใจ “สละชีวิต” โดยการไปซ่อนตัว เพื่อให้อะริสุ (ที่เป็นหมาป่าอยู่) เป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว
- ผลลัพธ์ เพื่อนรักทั้งสองคนตายต่อหน้า อะริสุรอดชีวิตมาได้แต่สภาพจิตใจแหลกสลาย
5. การฟื้นตัวและการค้นหา The Beach (Episode 4)
อะริสุหมดอาลัยตายอยากนอนรอความตายอยู่ข้างถนน จนกระทั่ง อุซางิ มาเจอและช่วยดึงสติเขาขึ้นมา ทั้งสองร่วมมือกันเล่นเกม “วิ่งระยะไกล” (4 ดอกจิก) ในอุโมงค์ และรอดมาได้
- เบาะแส ก่อนตาย คารุเบะเคยบอกอะริสุว่าได้ยินข้อมูลเรื่อง “The Beach (บีช)” ทางวิทยุ ว่าเป็นที่ที่มีคำตอบของโลกใบนี้ อะริสุและอุซางิจึงออกตามหาสถานที่นี้
6. อาณาจักร The Beach (Episode 5-6)
ทั้งสองคนตามหาจนเจอโรงแรมหรูริมทะเลที่เป็นฐานบัญชาการของ “The Beach”
- ผู้นำ นำโดย Hatter (แฮตเตอร์) ชายชุดว่ายน้ำผู้มีคารมคมคาย
- ระบบ ที่นี่รวบรวมผู้คนมากมาย มีเป้าหมายคือช่วยกันเก็บไพ่ให้ครบทุกเบอร์ เชื่อว่าเมื่อไพ่ครบ 1 สำรับ จะมี “หนึ่งคน” ที่ได้กลับโลกเดิม
- การแบ่งฝ่าย
- กลุ่มแฮตเตอร์ เน้นอุดมการณ์ ความหวัง (ฝ่ายบริหาร)
- กลุ่มอากุนิ เน้นความรุนแรงและอาวุธ (ฝ่ายทหาร)
- จุดพลิกผัน อะริสุและอุซางิถูกบังคับให้ร่วมเก็บไพ่ แต่แล้ว “แฮตเตอร์” ก็เสียชีวิตลงอย่างเป็นปริศนาระหว่างออกไปเล่นเกม ทำให้ “อากุนิ” ขึ้นยึดอำนาจและปกครองด้วยความกลัว
7. แผนการของชิชิยะ และ การทรยศ
ชิชิยะ และ คุอินะ (สาวทรานส์จอมบู๊) วางแผนจะขโมยไพ่ทั้งหมดแล้วหนีไป โดยหลอกใช้ให้อะริสุไปขโมยไพ่จากตู้เซฟ แต่แท้จริงแล้วเป็นกับดัก อะริสุถูกจับได้และถูกมัดไว้ในห้องมืด เตรียมรอความตาย
8. บทสรุป ล่าแม่มด (10 โพแดง) (Episode 7-8)
ไพ่ใบสุดท้ายของเกมตัวเลข คือ 10 โพแดง จู่ๆ The Beach ก็กลายเป็นสนามเกม
- สถานการณ์ พบศพของ โมโมกะ (เด็กสาวคนหนึ่งในบีช) ถูกแทงตายที่ล็อบบี้
- กติกา ให้ตามหา “แม่มด” ที่ฆ่าโมโมกะ แล้วนำศพไปเผาไฟให้ทันเวลา
- ความโกลาหล กลุ่มทหารของอากุนิตัดสินใจ “ฆ่าทุกคน” เพื่อให้แน่ใจว่าแม่มดจะตาย เกิดการสังหารหมู่ครั้งใหญ่ในโรงแรมที่กำลังไฟไหม้
การเฉลยปม
- อะริสุ (ที่ถูกช่วยออกมาโดยอุซางิ) ใช้ตรรกะวิเคราะห์จนพบความจริงว่า แม่มดคือตัวโมโมกะเอง เธอฆ่าตัวตายเพื่อเริ่มเกมนี้
- ความจริงเปิดเผยว่า อากุนิ เป็นคนยิงแฮตเตอร์ (เพื่อนรักของเขาเอง) เพราะแฮตเตอร์เริ่มบ้าคลั่ง อากุนิจึงอยากตายเพื่อชดใช้กรรม เขาจึงช่วยถ่วงเวลาให้คนอื่นรอด
- ผู้รอดชีวิตนำศพโมโมกะไปเผา เกมจบลง ผู้รอดชีวิตที่เหลือออกจากโรงแรมที่มอดไหม้
9. ตอนจบ ความจริงเบื้องหลัง (Cliffhanger)
อะริสุและอุซางิ ค้นพบวิดีโอในโทรศัพท์ของโมโมกะ ซึ่งนำทางพวกเขาไปสู่สถานีรถไฟใต้ดิน
- ห้องควบคุม พวกเขาพบห้องขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยศพของคนจำนวนมาก ซึ่งคนเหล่านี้คือ “Dealer (ดีลเลอร์)” หรือคนที่เป็นเบื้องหลังคอยจัดเตรียมเกมและสังหารผู้เล่น (โมโมกะและเพื่อนก็เป็นดีลเลอร์ที่แฝงตัวมา)
- บอสใหญ่ปรากฏตัว ไฟติดขึ้น หน้าจอฉายภาพ มิร่า (ผู้บริหารหญิงใน The Beach) เธอยิ้มและประกาศว่า “ขอแสดงความยินดีที่ผ่านด่านแรกมาได้”
- ด่านต่อไป (Next Stage) มิร่าประกาศเริ่ม “ด่านที่ 2” เพื่อเก็บไพ่ตระกูลฝรั่ง (J, Q, K)
- ฉากจบ เรือเหาะขนาดใหญ่พร้อมธงรูปไพ่หน้าคน ลอยขึ้นเต็มท้องฟ้าเหนือกรุงโตเกียว เป็นสัญญาณการเริ่มเกมเอาชีวิตรอดที่โหดกว่าเดิม
สรุปสั้นๆ ซีซั่น 1 คือการปูพื้นฐานกฎเกณฑ์ของโลก, การสูญเสียเพื่อนเพื่อให้พระเอกเติบโต, การเปิดเผยว่ามี “คนคุมเกม” อยู่เบื้องหลัง และจบลงที่การเคลียร์ไพ่ตัวเลขครบทุกใบ เพื่อเข้าสู่ด่านไพ่ J, Q, K ในซีซั่นถัดไป movieseries