รีวิว Alice in Borderland Season 2 ความบ้าคลั่งที่สวยงาม

Alice in Borderland Season 2

นี่คือรีวิว Alice in Borderland Season 2 (อลิสในแดนมรณะ ซีซั่น 2) แบบเจาะลึก จัดเต็ม วิเคราะห์แก่นแท้ของซีรีส์ โดยไม่เน้นการเล่าเรื่องย่อ แต่จะชวนคุยถึงความรู้สึก งานภาพ และการแสดง แบบ “ถึงพริกถึงขิง” ครับ

รีวิว Alice in Borderland Season 2 เมื่อ “ความตาย” คือบททดสอบของ “ความหมายในการมีชีวิต”

ถ้าซีซั่นแรกคือการ “ตื่นตระหนก” และพยายามทำความเข้าใจกฎเกณฑ์ของโลกใบใหม่ ซีซั่น 2 นี้คือการ “ตื่นรู้” และการตั้งคำถามที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิมว่า… “เราจะรอดไปเพื่ออะไร?”

บอกตามตรงว่า หลังจากที่ทิ้งช่วงไปนานถึง 2 ปี ความคาดหวังของผม (และเชื่อว่าของทุกคน) นั้นพุ่งทะลุเพดานไปแล้ว และเมื่อได้ดูจนจบ 8 ตอนรวด ผมกล้าพูดได้เต็มปากว่า ซีซั่นนี้ไม่ใช่แค่การสานต่อเรื่องราว แต่มันคือการยกระดับ (Level Up) ในทุกมิติ ทั้งความเดือดของเกม ความลึกของปรัชญา และสเกลของงานโปรดักชั่นที่บ้าคลั่งกว่าเดิม

วันนี้เราจะไม่มานั่งไล่เรียงไทม์ไลน์ว่าใครไปไหน ทำอะไร แต่เราจะมาถลกหนังซีรีส์เรื่องนี้ดูถึง “แก่น” ของมันกันครับ

1. บทและการเล่าเรื่อง ข้ามผ่านความระทึก สู่ปรัชญาแห่งการดำรงอยู่

สิ่งที่ต้องขอชื่นชมทีมเขียนบทในซีซั่นนี้ คือความกล้าที่จะ “เปลี่ยนโทน” ครับ ในซีซั่นแรก เราสนุกไปกับความ Unknow ความไม่รู้อะไรเลย ความกลัวตายแบบดิบเถื่อน แต่พอเข้าสู่ Next Stage หรือด่านไพ่ภาพใบหน้า (Face Cards) โจทย์มันเปลี่ยนไป

ความโหดร้ายที่แฝงด้วยความเคารพ ศัตรูในซีซั่นนี้ไม่ใช่แค่ระบบคอมพิวเตอร์ไร้หน้า หรือ Dealer ที่แฝงตัวมา แต่คือ “พลเมือง” (Citizens) ที่เป็นเจ้าของเกมจริงๆ สิ่งที่ทำให้บทในซีซั่นนี้น่าสนใจมหาศาล คือการสร้างคาแรกเตอร์ของเจ้าของด่าน (Kings, Queens, Jacks) ให้มีมิติความเป็นมนุษย์สูงมาก พวกเขาไม่ใช่ตัวร้ายดาษดื่นที่แค่อยากฆ่าคน แต่พวกเขาคือผู้ที่มีอุดมการณ์ มีปรัชญาชีวิต และมี “วิถี” ของตัวเองที่ชัดเจน

โดยเฉพาะด่าน King of Clubs (คิวตะ) ที่รับบทโดย ยามะชิตะ โทโมฮิสะ (ยามะพี) ด่านนี้คือมาสเตอร์พีซของครึ่งแรกเลยก็ว่าได้ บทไม่ได้เขียนให้แค่มาสู้กันทางกายภาพ แต่มันคือการปะทะกันทางจิตวิญญาณ ระหว่าง “คนที่ยึดติดกับโลกเก่า” กับ “คนที่ยอมรับความจริงในโลกปัจจุบัน” บทสนทนาระหว่างคิวตะกับอะริสุ มันคมคายมาก มันทำให้เราฉุกคิดได้ว่า บางทีการมีชีวิตรอดอาจจะไม่ได้สำคัญเท่ากับ “วิธีการที่เราใช้ชีวิต” ในขณะที่มีลมหายใจอยู่

การกระจายบทที่ทั่วถึงแต่ยังไม่สมบูรณ์แบบ ซีซั่นนี้เราได้เห็นการแยกกลุ่มของตัวละครหลักอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นดาบสองคม ในแง่ดีคือ เราได้เห็นพัฒนาการของตัวละครรองอย่าง จิชิยะ (Chishiya) ที่ฉายแสงแบบแย่งซีนพระเอกไปเลย การผจญภัยเดี่ยวของเขาในด่าน Jack of Hearts และ King of Diamonds คือที่สุดของความกดดันทางจิตวิทยา บทเขียนให้เขาฉลาด สุขุม และกวนประสาทในแบบที่มีเสน่ห์สุดๆ

แต่ในทางกลับกัน การตัดสลับเส้นเรื่องที่มากเกินไปในบางช่วง ทำให้จังหวะการเล่าเรื่อง (Pacing) สะดุดไปบ้าง โดยเฉพาะช่วงกลางเรื่องที่ดูเหมือนกราฟความพีคจะแผ่วลงเล็กน้อย ก่อนจะไปเร่งเครื่องจนมิดไมล์ในตอนท้าย บทพยายามจะเก็บรายละเอียดของทุกคน ทั้ง คุอินะ, อัน, เฮยะ หรือ อากุนิ จนบางครั้งมันดู “ล้น” และทำให้คนดูหลุดโฟกัสจากแก่นเรื่องหลักไปบ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นแผลเล็กน้อยเมื่อเทียบกับความทะเยอทะยานของบทภาพรวม

ตอนจบที่ “กล้าหาญ” และ “ปลายเปิด” โดยไม่สปอยล์เนื้อหาสำคัญ… บทสรุปของซีซั่นนี้คือการตอบคำถามที่ค้างคาใจมาตั้งแต่ซีซั่น 1 ได้อย่างสมเหตุสมผลและเคารพต้นฉบับมังงะ (ซึ่งหายากมากใน Live Action สมัยนี้) มันไม่ใช่แค่การเฉลยว่า “ที่นี่คือที่ไหน” แต่มันคือบทสรุปที่เล่นกับความรู้สึกคนดู ให้กลับมามองชีวิตจริงของตัวเองว่า สิ่งที่เราเผชิญอยู่ทุกวันนี้ มันต่างอะไรกับเกมใน Borderland หรือไม่?

2. งานภาพและโปรดักชั่น (Visuals & Cinematography) สวยงาม ทรุดโทรม และอลังการ

ถ้าจะหาคำนิยามงานภาพของซีซั่น 2 ผมขอยกคำว่า “The Beauty of Decay” (ความงดงามแห่งความเสื่อมโทรม) มาใช้ครับ

โตเกียวที่ถูกธรรมชาติทวงคืน งาน Art Direction ของซีซั่นนี้กินขาด ซีซั่นแรกเราเห็นโตเกียวที่ร้างผู้คน แต่ซีซั่นนี้เวลาผ่านไป สภาพเมืองจึงเปลี่ยนไป ธรรมชาติเริ่มกลับมาทวงคืนพื้นที่ เราเห็นเถาวัลย์ปกคลุมตึกระฟ้า เห็นหญ้าขึ้นรกชัฏกลางห้าแยกชิบูย่า สีเขียวของต้นไม้ตัดกับสีเทาของคอนกรีตที่ผุพัง มันสร้างบรรยากาศที่ทั้ง “เหงา” และ “สดชื่น” ไปพร้อมกันอย่างน่าประหลาด งาน CGI ในส่วนนี้ทำได้เนียนตาและมีรสนิยมมาก มันทำให้เรารู้สึกว่าโลกนี้มัน “ตาย” ไปแล้วจริงๆ แต่ในความตายนั้นก็มีชีวิตใหม่กำลังก่อตัว

คิวบู๊และการถ่ายทำฉากแอคชั่น (Action Choreography) ต้องยอมรับว่า Netflix ทุ่มงบไม่อั้นกับฉากแอคชั่นจริงๆ โดยเฉพาะการไล่ล่าของ King of Spades ที่เปลี่ยนเมืองทั้งเมืองให้เป็นสนามรบ มุมกล้องมีความเป็นภาพยนตร์ฮอลลีวูดสูงมาก มีการใช้ Long Take ในหลายจังหวะเพื่อโชว์ความต่อเนื่องของสถานการณ์ ความวินาศสันตะโรของฉากระเบิด ฉากรถคว่ำ หรือการยิงกัน ดูสมจริงและหนักแน่น

  • ฉากท่าเรือคอนเทนเนอร์ การจัดแสง สี และมุมกล้องในด่านนี้ยอดเยี่ยม การใช้พื้นที่แคบๆ สลับกับที่โล่ง สร้างความกดดันได้ดี
  • ด่านน้ำเดือด (King of Diamonds) แม้จะเป็นฉากในห้องปิดและเน้นการพูดคุย แต่การจัดแสงที่เน้นความมืดตัดกับแสงไฟนีออน และดีไซน์ของตาชั่งน้ำกรด มันสร้างความหวาดเสียวได้เพียงแค่เห็นภาพ โดยไม่ต้องมีฉากต่อสู้เลย

จุดสังเกตเรื่อง CGI ถึงจะชมไปเยอะ แต่ก็ต้องพูดกันตรงๆ ว่ามีบางจุดที่ CGI ยังดูลอยๆ โดยเฉพาะฉากที่มีสัตว์ (ในตอนแรกๆ) หรือฉากระเบิดใหญ่ๆ บางฉากที่ดูออกว่าเป็นกราฟิก แต่โชคดีที่งานกำกับภาพและการเกรดสี (Color Grading) ช่วยกลบจุดบอดเหล่านี้ได้ ทำให้โดยรวมแล้วไม่ได้เสียอรรถรสจนน่าเกลียด

3. การแสดง (Acting & Characters) การระเบิดอารมณ์ที่จับใจ

หัวใจสำคัญที่ทำให้ Alice in Borderland แตกต่างจากหนังแนว Battle Royale ทั่วไป คือ “นักแสดง” ที่แบกรับอารมณ์ของตัวละครไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม

เคนโตะ ยามาซากิ (อะริสุ) – ความเปราะบางที่แข็งแกร่ง เคนโตะในซีซั่นนี้ไม่ได้เล่นเป็นฮีโร่ผู้เก่งกาจ แต่เขาเล่นเป็น “มนุษย์ที่พังทลาย” ได้อย่างน่าเชื่อถือ สายตาของเขาแบกความรู้สึกผิดจากการสูญเสียเพื่อนในซีซั่นแรกไว้ตลอดเวลา เราไม่ได้เห็นเขาโชว์เทพแก้ปริศนาแบบเท่ๆ บ่อยนัก แต่เราเห็นเขาตั้งคำถาม ร้องไห้ และสับสน ซึ่งนี่แหละคือเสน่ห์ เคนโตะถ่ายทอดความรู้สึกของคนที่ “ไม่อยากเล่นเกมแล้ว แต่ต้องเล่น” ออกมาได้ดีมาก โดยเฉพาะฉากที่ต้องเผชิญหน้ากับความจริงในใจตัวเอง สีหน้าของเขาคือตัวแทนของความเจ็บปวดที่จับต้องได้

ทาโอะ ซึจิยะ (อุซางิ) – ร่างกายและจิตใจที่เชื่อมโยง ทาโอะยังคงความสุดยอดในเรื่อง Physical Acting การเคลื่อนไหวของเธอสวยงาม แข็งแรง และดูเป็นนักกีฬาจริงๆ แต่สิ่งที่เพิ่มมาในซีซั่นนี้คือความละเอียดอ่อนทางอารมณ์ เคมีระหว่างเธอกับเคนโตะมันไม่ใช่ความรักแบบหวานแหวว แต่มันคือความผูกพันของคนที่ผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน สายตาที่เธอมองอะริสุ มันเต็มไปด้วยความเป็นห่วงและความหวัง เธอคือสมอเรือที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของเรื่องนี้ไว้

นิจิโระ มุราคามิ (จิชิยะ) – MVP ของซีซั่น ต้องยอมรับว่าซีซั่นนี้ จิชิยะ “ขโมยซีน” ทุกฉากที่ปรากฏตัว! นิจิโระเล่นคาแรกเตอร์นี้ได้แบบ… กวนประสาทแต่น่าหลงใหล เขาดีไซน์การแสดงด้วยความ “นิ่ง” รอยยิ้มมุมปากนิดๆ และสายตาที่เหมือนมองทะลุคนอื่นได้ตลอดเวลา ในด่าน Jack of Hearts และ King of Diamonds เขาแสดงให้เห็นว่าการต่อสู้ด้วย “สมอง” และ “วาจา” มันน่ากลัวกว่าการใช้ปืนผาหน้าไม้ขนาดไหน เขาคือตัวละครที่ทำให้คนดูรู้สึกปลอดภัยเวลาเห็นหน้า เพราะเรารู้ว่าเขาจะรอด (หรือเปล่า?) ด้วยวิธีที่คาดไม่ถึงเสมอ

ยามะชิตะ โทโมฮิสะ (คิวตะ – King of Clubs) – เปลือยหมดเปลือกทั้งกายและใจ คงไม่พูดถึงไม่ได้สำหรับ ยามะพี การที่เขาต้องแสดง (เกือบ) เปลือยตลอดเวลานั้นไม่ใช่แค่เรื่อง Fan Service แต่มันคือสัญลักษณ์ของความ “บริสุทธิ์ใจ” และ “อิสระ” คิวตะเป็นตัวละครที่มีคาริสม่ารุนแรงมาก ยามะพีถ่ายทอดความเป็นผู้นำที่มีปรัชญา ลุ่มลึก และเป็นมิตร (ในแบบแปลกๆ) ได้อย่างน่าทึ่ง การแสดงของเขาทำให้เรารู้สึกเคารพตัวละครนี้ แม้เขาจะเป็นศัตรูที่ต้องฆ่าก็ตาม

อายากะ มิโยชิ (อัน) และ อายะ อาซาฮินะ (คุอินะ) สองสาวที่ยังคงความเท่ไว้ได้เสมอ คุอินะกับฉากบู๊ที่เป็นเอกลักษณ์และการคาบมวนบุหรี่ (ที่ไม่ได้จุด) ยังคงเป็นภาพจำที่เท่ระเบิด ส่วนอัน ซีซั่นนี้เธอได้บทบาทในการเป็นผู้สำรวจเพื่อหาความจริงของโลกใบนี้ ซึ่งแม้บทจะส่งให้เธอไปเดินป่าซะเยอะ แต่ทุกครั้งที่เธอกลับมาเข้าซีนแอคชั่น เธอก็ยังคงความสง่างามและฉลาดเฉลียวไว้ได้ดี

4. ความประทับใจและความรู้สึกส่วนตัว มากกว่าแค่เกม คือการเรียนรู้ชีวิต

สิ่งที่ผมชอบที่สุดในซีซั่น 2 คือการที่หนังพยายามบอกเราว่า “ศัตรูที่แท้จริงไม่ใช่คนอื่น แต่คือใจของเราเอง”

แต่ละด่านในซีซั่นนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อทำลายกำแพงในใจของตัวละคร

  • King of Spades ทดสอบสัญชาตญาณการเอาตัวรอดและความสามัคคี
  • King of Clubs ทดสอบความเชื่อใจและมิตรภาพ
  • Jack of Hearts ทดสอบความหวาดระแวงในจิตใจมนุษย์ (ด่านนี้หลอนและกดดันที่สุดสำหรับผม)
  • King of Diamonds ทดสอบคุณค่าของชีวิตและตรรกะ
  • Queen of Hearts ทดสอบความมุ่งมั่นที่จะมีชีวิตอยู่ (Will to Live)

ฉากไคลแม็กซ์ท้ายเรื่อง มันพาเราดิ่งไปสู่จุดที่ต่ำที่สุดของความสิ้นหวัง ก่อนจะดึงเรากลับขึ้นมาด้วยแสงสว่างแห่งความหวังที่เรียบง่ายที่สุด คือการ “อยากกลับบ้าน” หรือ “อยากกินข้าวกับใครสักคน” หนังทำให้เราเห็นว่า ในโลกที่โหดร้าย สิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจเพียงเล็กน้อยก็มีพลังมหาศาล

เสียงประกอบ (Score & Sound Design) ดนตรีประกอบยังคงทำหน้าที่เร้าอารมณ์ได้ดีเยี่ยม จังหวะอิเล็กทรอนิกส์หนักๆ ในฉากไล่ล่า สลับกับความเงียบงันในฉากดราม่า มันช่วยควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจคนดูได้อยู่หมัด

บทสรุปเนื้อเรื่องแบบละเอียด (Recap) ของ อลิสในแดนมรณะ ซีซั่น 2 (Alice in Borderland Season 2) ตั้งแต่ต้นจนจบ รวมถึงการเฉลยปมปริศนาทั้งหมดครับ

Alice in Borderland Season 2 ช่วงที่ 1 การเปิดฉาก Next Stage (ไพ่ขอบภาพ)

เรื่องราวต่อจากตอนจบซีซั่น 1 ทันที เมื่อเรือเหาะจำนวนมากปรากฏขึ้นเหนือท้องฟ้าโตเกียว พร้อมป้ายผ้าขนาดใหญ่ที่เป็นรูปไพ่หน้าคน (Face Cards J, Q, K) ซึ่งหมายถึงความยากระดับสูงสุด

1. การไล่ล่าของ King of Spades (คิงโพดำ)

  • เกมเริ่มขึ้นทันทีโดยไม่มีสัญญาณเตือน King of Spades (นักแม่นปืนและนักรบรับจ้างสุดโหด) ไล่ยิงผู้เล่นกลางห้าแยกชิบูย่าแบบไม่เลือกหน้า
  • กลุ่มเพื่อนแตกกระเจิง จิชิยะ แยกตัวออกไป ส่วน อะริสุ, อุซางิ, คุอินะ และ ทัตตะ หนีไปด้วยกัน
  • อะริสุสรุปได้ว่า หากต้องการจบเกม ต้องกำจัดเจ้าของไพ่หน้าคนทั้งหมด (Citizens) เพื่อเคลียร์เกม

2. เกม Osmosis (King of Clubs – คิงดอกจิก)

  • กลุ่มอะริสุเข้าร่วมเกมของ คิวตะ (Ginji Kyuma) ซึ่งเป็นนักดนตรีวงร็อคที่เปลือยกายตลอดเวลา
  • กติกา เป็นเกมชิงแต้มกันเป็นทีม แข่งกันสะสมแต้มจากการแตะตัวกัน หาไอเทม และต่อสู้
  • คิวตะแสดงให้อะริสุเห็นถึงปรัชญาการใช้ชีวิตแบบ “อยู่กับปัจจุบัน” และยอมรับความตาย
  • จุดพลิกผัน ทีมอะริสุเสียเปรียบหนัก ทัตตะ ยอมสละชีวิตตัวเองด้วยการทุบมือจนเละเพื่อให้รูดกำไลข้อมือออกไปให้อะริสุใส่ (เพื่อหลอกแต้มคิวตะ)
  • ผลลัพธ์ ทีมอะริสุชนะ คิวตะและทีมยอมรับความพ่ายแพ้และถูกเลเซอร์ยิงเสียชีวิต ทัตตะเสียชีวิตจากการเสียเลือดมากและถูกฝังไว้ที่นั่น

Alice in Borderland Season 2 ช่วงที่ 2 การแยกย้ายและบททดสอบเดี่ยว

1. เกมห้องขังเดี่ยว (Jack of Hearts – แจ็คโพแดง)

  • จิชิยะ เข้าร่วมเกมที่เน้นจิตวิทยาและความเชื่อใจ ผู้เล่นต้องทายสัญลักษณ์ไพ่ที่อยู่หลังปลอกคอตัวเอง โดยต้องอาศัยคำบอกจากคนอื่น หากบอกผิดหรือโกหก ปลอกคอจะระเบิด
  • เกมเต็มไปด้วยการหักหลัง แต่จิชิยะรอดมาได้ด้วยการสังเกตพฤติกรรมมนุษย์และการคำนวณ จนเหลือรอดเป็นคนสุดท้าย

2. เกมตราชู (King of Diamonds – คิงข้าวหลามตัด)

  • จิชิยะเผชิญหน้ากับ คุซุริว (อดีตสมาชิกบีช และเป็น King of Diamonds ตัวจริง)
  • เป็นเกมคณิตศาสตร์และตรรกะ ใครแพ้จะถูกน้ำกรดราด
  • ในช่วงท้าย เกมกลายเป็นการปะทะกันทางอุดมการณ์ คุซุริวผู้ยึดมั่นในความยุติธรรมและการประเมินค่าชีวิต ตัดสินใจไม่เลือกตัวเลขที่จะทำให้เขาชนะ แต่เลือกที่จะตายเพื่อรักษาอุดมการณ์ของตัวเอง ทำให้จิชิยะชนะผ่านด่านนี้ไป

3. การเดินทางของตัวละครอื่น

  • อากุนิ กลับมามีบทบาท โดยร่วมมือกับ เฮยะ (เด็กสาวมัธยมขาขาดที่ใส่ขาเทียมมีดาบ) พยายามไล่ล่า King of Spades
  • อัน เดินทางสำรวจขอบเมืองโตเกียว จนค้นพบความจริงว่าเมืองนี้มีสภาพภูมิประเทศเหมือนแอ่งกระทะและป่าเขา เหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง

Alice in Borderland Season 2 ช่วงที่ 3 สงครามครั้งสุดท้าย (The Final Battle)

ผู้เล่นทุกคนที่เหลือรอด มารวมตัวกันเพื่อจัดการกับ King of Spades ที่แข็งแกร่งดั่งปีศาจ

  • การต่อสู้ดุเดือดมาก อัน, คุอินะ, เฮยะ และ อากุนิ บาดเจ็บสาหัสปางตายทุกคน (สภาพคือเกือบไม่รอด)
  • อะริสุและอุซางิ ร่วมมือกับอากุนิ วางแผนใช้น้ำมันและระเบิดจัดการ King of Spades ได้สำเร็จ
  • ก่อนตาย King of Spades มอบปืนให้อากุนิยิงเพื่อปิดฉากความทรมาน

เหลือไพ่ใบสุดท้ายคือ Queen of Hearts (ควีนโพแดง)

Alice in Borderland Season 2 ช่วงที่ 4 บอสตัวสุดท้าย (Queen of Hearts)

อะริสุและอุซางิ เดินทางไปยังตึกระฟ้าที่มีสภาพเหมือนสวนลอยฟ้า เพื่อพบกับ มิระ (Mira Kano) บอสตัวสุดท้าย

  • กติกา เกมโครเกต์ (Croquet) ตีลูกบอลผ่านห่วงให้ครบ 3 เกม โดยไม่สนแพ้ชนะ ขอแค่ “เล่นให้จบ” โดยไม่ถอนตัว
  • ความน่ากลัวไม่ใช่เกมกีฬา แต่คือ “ชา” และ “คำพูด” ของมิระ
  • มิระใช้จิตวิทยาปั่นหัวอะริสุ สร้างภาพหลอนให้อะริสุเชื่อว่า “โลกนี้ไม่มีจริง อะริสุเป็นคนบ้าที่อยู่ในโรงพยาบาลจิตเวชเพราะช็อกที่เพื่อนตายจากอุบัติเหตุ” และพยายามกล่อมให้อะริสุ “กดยอมแพ้” เพื่อจะได้หลุดพ้น
  • อะริสุเกือบจะยอมแพ้ แต่ อุซางิ กรีดข้อมือตัวเองเพื่อให้เลือดเรียกสติอะริสุกลับมา ความรักและความเจ็บปวดดึงอะริสุกลับสู่ความเป็นจริง
  • อะริสุกลับมาตีโครเกต์จนจบเกม มิระยอมรับความพ่ายแพ้และถูกเลเซอร์ยิงเสียชีวิต

Alice in Borderland Season 2 ช่วงที่ 5 บทสรุปและการเฉลยความจริง (The Reveal)

เมื่อเคลียร์ไพ่ครบทุกใบ เสียงประกาศดังขึ้น ให้ผู้เล่นที่เหลือรอดเลือก “คุณจะรับสิทธิ์เป็นพลเมืองถาวรของประเทศนี้หรือไม่?”

  • การรับสิทธิ์ = เป็น Dealer หรือเจ้าของด่านคนต่อไปในแดนมรณะ
  • การปฏิเสธ = ? (ยังไม่รู้ผลลัพธ์)

การตัดสินใจ

  • อะริสุ, อุซางิ, จิชิยะ, อากุนิ, เฮยะ, อัน, คุอินะ (และเนริสึ) เลือก “ปฏิเสธ”
  • (มีตัวละครรองบางคนเลือกเป็นพลเมือง เช่น ยาบะ และ บันดะ จากด่าน Jack of Hearts)

ฉากตัดกลับมาสู่โลกความจริง

  • มีการเปิดเผยข่าว Breaking News ว่าเกิดเหตุการณ์ “อุกกาบาตตกใส่ย่านชิบูย่า”
  • เหตุการณ์ในซีรีส์ทั้งหมด คือสิ่งที่เกิดขึ้นใน “ช่วงรอยต่อระหว่างความเป็นและความตาย” (Limbo) ของเหยื่อที่โดนระเบิดจากอุกกาบาต
    • คนที่ตายในเกม = เสียชีวิตจริงจากเหตุระเบิด
    • คนที่รอดและเลือกปฏิเสธ = ผู้ที่หัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ แต่กู้ชีพกลับมาได้ (รอดตาย)
  • ความทรงจำ ผู้รอดชีวิตทุกคนฟื้นขึ้นมาที่โรงพยาบาล โดย จำเรื่องราวในเกมไม่ได้เลย แต่ยังหลงเหลือ “ความรู้สึก” ผูกพันลึกๆ อยู่ข้างใน
  • อะริสุ เจอกับ อุซางิ ที่ตู้กดน้ำ ทั้งคู่จำกันไม่ได้ แต่รู้สึกคุ้นเคยกันอย่างประหลาด อะริสุถามว่า “เราเคยเจอกันมาก่อนไหม?” อุซางิตอบว่า “อาจจะเคยนะ” ทั้งคู่ยิ้มให้กัน เป็นการเริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่ในโลกความจริง
Alice in Borderland Season 2

ฉากจบ (Cliffhanger)

กล้องแพนไปที่โต๊ะในสวนโรงพยาบาล ลมพัดไพ่ปลิวไปหมด เหลือทิ้งไว้เพียงไพ่ใบเดียวบนโต๊ะ… ไพ่โจ๊กเกอร์ (The Joker)

(ทิ้งปริศนาไว้ว่า ชีวิตจริงอาจเป็นเพียงเกมอีกด่าน หรือ Joker อาจหมายถึงผู้คุมกฎที่อยู่เหนือกว่าเกมทั้งหมด หรืออาจเป็นสัญลักษณ์ของ “ชีวิต” ที่คาดเดาไม่ได้)

Alice in Borderland Season 2 คือซีรีส์ภาคต่อที่ทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันขยายโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น ลึกซึ้งขึ้น และโหดร้ายขึ้น ในขณะเดียวกันก็งดงามขึ้นในแง่ของความสัมพันธ์ตัวละคร

  • ถ้าคุณชอบความมันส์ คุณจะได้เสพฉากแอคชั่นที่ดุเดือด เลือดสาด และลุ้นจนตัวเกร็ง
  • ถ้าคุณชอบการใช้สมอง เกมจิตวิทยาในซีซั่นนี้จะทำให้คุณต้องขบคิดตามและทึ่งไปกับเล่ห์เหลี่ยมของตัวละคร
  • ถ้าคุณชอบดราม่า คุณจะเสียน้ำตาให้กับภูมิหลังของตัวละครที่คุณไม่เคยคิดว่าจะสงสาร

แม้มันอาจจะมีแผลในเรื่อง CG บ้าง หรือจังหวะการเล่าเรื่องที่ยืดเยื้อในบางจุด แต่นั่นเป็นเพียงรอยขีดข่วนเล็กๆ บนเพชรเม็ดงาม นี่คืองานดัดแปลง Live Action จากมังงะที่อยู่ในระดับ “Top Tier” ของโลก เป็นซีรีส์ที่ดูจบแล้วไม่ได้แค่ความสนุก แต่ “ได้อะไรกลับไปคิด” เกี่ยวกับชีวิตของตัวเองแน่นอน

คะแนนความชอบส่วนตัว 9/10 (หัก 1 คะแนน โทษฐานที่ทำให้ลุ้นจนเหนื่อยและตับพังในบางตอน!)

คำแนะนำ เตรียมขนม น้ำ และทิชชู่ให้พร้อม แล้วดูรวดเดียวเลยครับ เพราะคุณจะหยุดไม่ได้จริงๆ ยินดีต้อนรับสู่แดนมรณะ… อีกครั้ง! movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *