เรื่องย่อของภาพยนตร์เรื่อง Baramulla (2025) หรือ “บารามุลลาอาถรรพ์” ครับ
Baramulla (2025) – บารามุลลาอาถรรพ์
แนว ระทึกขวัญ / สยองขวัญ / สืบสวนสอบสวน / ดราม่า
ผู้กำกับ Aditya Suhas Jambhale
นักแสดงนำ Manav Kaul, Bhasha Sumbli, Arista Mehta

เรื่องย่อ (Synopsis)
เรื่องราวเกิดขึ้นท่ามกลางหุบเขาหิมะอันหนาวเหน็บของแคชเมียร์ เมื่อ Ridwaan Sayyed (รับบทโดย Manav Kaul) เจ้าหน้าที่ตำรวจฝีมือดี ถูกย้ายมายังเมือง “บารามุลลา” (Baramulla) เพื่อสืบคดีปริศนาเกี่ยวกับการหายตัวไปอย่างต่อเนื่องของเด็กๆ ในพื้นที่ ซึ่งดูเหมือนจะไม่ใช่การลักพาตัวธรรมดา
ในขณะที่ Ridwaan ต้องเร่งไขคดีแข่งกับเวลา เขายังต้องย้ายครอบครัว (ภรรยาและลูกสองคน) เข้าไปอยู่ในบ้านพักหลังเก่าที่ทางการจัดให้ แต่บ้านหลังนี้กลับมีความลับดำมืดซ่อนอยู่ ไม่นานนักสมาชิกในครอบครัวเริ่มสัมผัสได้ถึงปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติที่น่าขนลุก ทั้งเสียงปริศนา เงาร่าง และความรู้สึกเหมือนถูกจ้องมอง
เมื่อการสืบสวนทางโลกและการคุกคามจากโลกวิญญาณเริ่มบรรจบกัน Ridwaan จึงค้นพบว่า “ผี” ในบ้านหลังนี้ และคดีเด็กหาย อาจมีจุดเชื่อมโยงกับบาดแผลทางประวัติศาสตร์อันเจ็บปวดของแคชเมียร์ (เหตุการณ์การอพยพของชาวแคชเมียร์บัณฑิตในยุค 90) ที่ยังคงวนเวียนรอวันสะสาง
รีวิวความรู้สึกหลังดู (Review)
1. บรรยากาศหลอนที่สวยงามและเยือกเย็น จุดเด่นที่สุดของหนังคือการใช้โลเคชั่นของแคชเมียร์ได้คุ้มค่ามาก ความสวยงามของหิมะขาวโพลนตัดกับบรรยากาศที่เงียบสงัดและวังเวง สร้างความรู้สึก “ไม่น่าไว้วางใจ” ได้ตลอดทั้งเรื่อง มันไม่ใช่หนังผีที่เน้นแต่ความมืด แต่ใช้ความหนาวเหน็บและความเวิ้งว้างมากดดันคนดูแทน
2. การผสมผสานระหว่างหนังสืบสวนและหนังผี หนังพยายามเล่าสองเส้นเรื่องคู่ขนาน คือเส้นเรื่องการสืบคดีอาชญากรรม (Crime Thriller) และเส้นเรื่องบ้านผีสิง (Haunted House) ซึ่งทำออกมาได้น่าสนใจ ช่วงแรกอาจจะดูแยกกัน แต่พอเรื่องดำเนินไป หนังค่อยๆ ร้อยเรียงให้เห็นว่า “ความกลัว” ของทั้งสองฝั่งมีรากฐานมาจากสิ่งเดียวกัน คือความเกลียดชังและโศกนาฏกรรมในอดีต
3. เนื้อหาหนักแน่นกว่าแค่หนังผีตุ้งแช่ หากคุณคาดหวังหนังผีที่เน้น Jumpscare รัวๆ เรื่องนี้อาจไม่ใช่คำตอบ เพราะ Baramulla เน้นความหลอนทางอารมณ์ (Psychological Horror) และดราม่าเข้มข้น หนังแฝงประเด็นการเมือง ความขัดแย้งทางศาสนา และผลกระทบของสงครามที่มีต่อผู้บริสุทธิ์ ทำให้ “ผี” ในเรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่วิญญาณร้าย แต่เป็นตัวแทนของ “ความทรงจำที่ถูกลืม” และ “ความยุติธรรมที่ยังมาไม่ถึง”
4. การแสดง Manav Kaul แบกหนังได้ดีมากในบทตำรวจที่ต้องรับมือทั้งแรงกดดันจากงานและความหวาดกลัวของครอบครัว เขาสื่อสารความเครียดและความสับสนออกมาได้อย่างสมจริง
ข้อสังเกต
- การเดินเรื่องในช่วงแรกอาจจะดูเนิบช้าไปบ้างสำหรับคอหนังสายแอ็คชั่นหรือสยองขวัญจ๋า
- บางปมอาจจะดูคลี่คลายง่ายไปนิดในช่วงท้ายเมื่อเทียบกับการปูเรื่องที่ซับซ้อน
สรุป
Baramulla (2025) เป็นหนังระทึกขวัญน้ำดีจากอินเดียที่มีชั้นเชิง ไม่ใช่แค่หนังผีหลอกเด็ก แต่เป็นหนังดราม่าจิตวิทยาที่ใช้ความสยองขวัญมาเล่าเรื่องบาดแผลทางประวัติศาสตร์ได้อย่างลึกซึ้ง บรรยากาศดี บทน่าติดตาม เหมาะสำหรับคนที่ชอบหนังผีที่มีเนื้อเรื่องหนักแน่นและมีปมสืบสวนสอบสวนครับ
นี่คือบทรีวิวภาพยนตร์เรื่อง Baramulla (2025) หรือ “บารามุลลาอาถรรพ์” ในรูปแบบบทวิจารณ์เจาะลึกแบบจัดเต็ม เน้นการวิเคราะห์องค์ประกอบศิลป์ การแสดง และแก่นเรื่อง โดยเล่าในสไตล์นักดูหนังคุยกับเพื่อนแบบออกรสครับ

รีวิวเจาะลึก Baramulla (2025) – เมื่อความหนาวเหน็บน่ากลัวกว่าความมืด และ “ผี” คือบาดแผลของแผ่นดิน
ถ้าจะให้พูดถึงหนังผีอินเดีย หลายคนอาจจะติดภาพจำของหนังผีตุ้งแช่ เอฟเฟกต์ลอยๆ หรือการใส่เพลงเต้นเข้ามาเบรกอารมณ์ แต่ผมอยากให้คุณลบภาพเหล่านั้นทิ้งไปให้หมดเมื่อมาเจอกับ “Baramulla” (2025) เพราะนี่ไม่ใช่แค่หนังผีที่กะจะมาหลอกให้คุณกรี๊ด แต่มันคืองานศิลปะของความระทึกขวัญที่เย็นยะเยือก กัดกินความรู้สึก และเล่นกับจิตวิทยาคนดูได้อย่างแสบสันต์ วันนี้ผมจะมาชำแหละให้ฟังว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงควรค่าแก่การดู และทำไมมันถึงถูกยกย่องในแง่ของงานภาพและการแสดงที่ “เอาอยู่” จนวินาทีสุดท้าย
1. บทภาพยนตร์และการดำเนินเรื่อง มากกว่าความกลัว คือความ “ไม่รู้” ที่กัดกินใจ
สิ่งแรกที่ต้องชมคือ “ความกล้าหาญในการเล่าเรื่อง” ครับ Baramulla ไม่ได้รีบร้อนที่จะโยนผีใส่หน้าคนดู แต่มันเลือกใช้จังหวะแบบ Slow Burn (ค่อยเป็นค่อยไป) ในการจุดไฟแห่งความสงสัย เรื่องราวของการย้ายบ้านของตำรวจหนุ่ม ‘ริดวาน’ ไปยังเมืองบารามุลลา ท่ามกลางหุบเขาแคชเมียร์ มันถูกปูพื้นมาด้วยความสมจริงจังในแบบหนังอาชญากรรม (Crime Thriller) ก่อนจะค่อยๆ บิดเกลียวเข้าสู่ความเหนือธรรมชาติ (Supernatural) ได้อย่างแนบเนียน
ความฉลาดของการเขียนบท คือการที่หนังไม่ยอมบอกเราตรงๆ ว่าสิ่งที่เรากำลังเจอคือ “ผี” หรือ “อาการทางจิต” ในช่วงครึ่งแรก หนังเล่นกับความคลุมเครือนี้ได้ดีมาก คุณจะรู้สึกเหมือนตัวละครเลยครับ คือสงสัยว่า “ตกลงบ้านนี้มีผี หรือเพราะความเครียดจากงานสืบสวนคดีเด็กหายมันทำให้หลอนไปเอง?” บทหนังสร้างเส้นขนานระหว่าง “ความชั่วร้ายของมนุษย์” (คดีลักพาตัว) และ “ความชั่วร้ายของวิญญาณ” (อาถรรพ์ในบ้าน) ให้วิ่งไปด้วยกัน จนเราแยกไม่ออกว่าอันไหนน่ากลัวกว่า
อีกจุดที่น่าสนใจคือ “บริบทของสถานที่” หนังใช้ประวัติศาสตร์ความขัดแย้งในแคชเมียร์มาเป็น Backstory ของความสยองขวัญได้อย่างทรงพลัง ผีในเรื่องนี้ไม่ได้โผล่มาหลอกเพราะอยากหลอก แต่มันมี “Why” ที่แข็งแรง มันคือตัวแทนของความเจ็บปวด การสูญเสีย และสิ่งที่ถูกลืมเลือนไปในหน้าประวัติศาสตร์ บทหนังทำให้เรารู้สึกว่า “ผี” ในเรื่องนี้คือเหยื่อ ไม่ใช่แค่ปีศาจ ซึ่งจุดนี้แหละที่ทำให้ดราม่าในช่วงท้ายมันทำงานกับต่อมน้ำตาและความรู้สึกจุกในอกได้ดีเหลือเกิน

อย่างไรก็ตาม ถ้าจะหาจุดติในด้านบท ก็คงเป็นช่วงกลางเรื่องที่อาจจะมีจังหวะหน่วงๆ ไปบ้างสำหรับคนที่ชอบความกระชับฉับไว มีการวนลูปของเหตุการณ์หลอกหลอนที่คล้ายเดิมซ้ำๆ อยู่ 2-3 ฉาก ซึ่งอาจจะทำให้กราฟความตื่นเต้นดร็อปลงไปนิดหน่อย แต่โชคดีที่ปมสืบสวนสอบสวนมันแข็งแรงพอที่จะดึงเรากลับมาได้
2. งานภาพและองค์ประกอบศิลป์ สุนทรียะแห่งความเวิ้งว้าง (The Aesthetic of Isolation)
นี่คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ แตกต่างจากหนังผีทั่วไปครับ งานภาพเรื่องนี้สวยจนน่าขนลุก!
“ความขาวที่น่ากลัวกว่าความมืด” ปกติหนังผีมักจะเล่นกับความมืด (Darkness) แต่เรื่องนี้เล่นกับ “ความขาวโพลน” (Whiteness) ของหิมะได้อย่างอัจฉริยะ ผู้กำกับภาพเลือกใช้แสงธรรมชาติที่สะท้อนกับหิมะ ให้ความรู้สึกที่เย็นเยือก บาดผิว และที่สำคัญคือมันสร้างความรู้สึก “โดดเดี่ยว” (Isolation) อย่างรุนแรง คุณจะเห็นภาพมุมกว้าง (Wide Shot) ของหุบเขาที่สวยงามราวกับสวรรค์ แต่กลับแฝงไปด้วยความรู้สึกวังเวงเหมือนนรกที่ไม่มีทางออก การใช้โทนสี (Color Grading) ที่เน้นสีฟ้าหม่น เทา และขาว ตัดกับสีเลือดหรือแสงไฟสีส้มสลัวๆ ในบ้านยามค่ำคืน มันสร้าง Contrast ที่รบกวนจิตใจคนดูอยู่ตลอดเวลา
“บ้าน” ในฐานะตัวละคร บ้านพักที่ครอบครัวพระเอกย้ายเข้าไปอยู่ ไม่ใช่แค่ฉากหลัง แต่มันถูกถ่ายทอดออกมาเหมือนสิ่งมีชีวิต งานออกแบบฉาก (Production Design) ทำออกมาได้ดิบและขลังมาก พื้นไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด ผนังที่มีรอยร้าว ช่องหน้าต่างที่เหมือนดวงตาที่จ้องมองเข้ามา การจัดแสงในบ้าน (Interior Lighting) เน้นความอึดอัด คับแคบ (Claustrophobic) ซึ่งตัดกับความเวิ้งว้างภายนอกอย่างสิ้นเชิง มุมกล้องมักจะถ่ายผ่านกรอบประตู ถ่ายผ่านกระจกที่มีฝ้าเกาะ หรือถ่ายจากมุมมองของ “บุคคลที่สาม” ที่แอบมองอยู่ ทำให้เรารู้สึกระแวงตลอดเวลาว่ามีใครยืนอยู่ตรงมุมห้องหรือเปล่า
ภาษาภาพ (Visual Storytelling) มีหลายฉากที่หนังไม่ต้องใช้คำพูดเลย แต่ใช้ภาพเล่าเรื่อง เช่น ฉากที่ริดวานยืนสูบบุหรี่ท่ามกลางหิมะ แล้วควันบุหรี่ค่อยๆ จางหายไปในความขาวโพลน สื่อถึงความไร้ตัวตนและความสิ้นหวัง หรือฉากเงาสะท้อนในน้ำแข็งที่บิดเบี้ยว สื่อถึงสภาพจิตใจที่ไม่ปกติ ทุกเฟรมถูกคิดมาอย่างประณีต ไม่ใช่แค่ถ่ายให้เห็น แต่ถ่ายให้ “รู้สึก”
3. การแสดง น้อยแต่มาก ลึกซึ้ง และเจ็บปวด
ถ้าไม่มีนักแสดงชุดนี้ หนังที่มีบรรยากาศดีแค่ไหนก็อาจจะพังได้ แต่ Baramulla ได้ทีมแคสต์ที่ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะ Manav Kaul ที่รับบท ‘ริดวาน’
Manav Kaul (รับบท ริดวาน) เดอะแบกของเรื่อง Manav Kaul ไม่ได้เล่นเป็นตำรวจฮีโร่สายบู๊ แต่เขาเล่นเป็น “มนุษย์” ที่มีความเปราะบาง เขาถ่ายทอดความเหนื่อยล้าผ่านแววตาได้อย่างน่าทึ่ง เราจะเห็นพัฒนาการของตัวละครจากนายตำรวจที่มั่นใจ ค่อยๆ ถูกกัดกร่อนด้วยความกลัวและความกดดัน การแสดงของเขาไม่ได้ใช้การตะโกนโวยวาย (Overacting) แต่ใช้ความเงียบ การหายใจที่ติดขัด และภาษากายที่ดูห่อเหี่ยวลงเรื่อยๆ ฉากที่ผมประทับใจที่สุดคือฉากที่เขาต้องเผชิญหน้ากับความจริงบางอย่างในช่วงท้าย เขาไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟาย แต่แววตาที่ว่างเปล่าและสั่นเครือนั้น มันส่งพลังความเจ็บปวดทะลุจอออกมาจนคนดูรู้สึกสงสารจับใจ เขาทำให้เราเชื่อว่านี่คือพ่อคนที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องลูก แม้จะต้องแลกด้วยวิญญาณของตัวเองก็ตาม
Bhasha Sumbli (บทภรรยา) ความกลัวในฐานะแม่ อีกคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ Bhasha Sumbli เธอทำหน้าที่เป็นตัวแทนของคนดูที่ต้องรับรู้ถึงความผิดปกติเป็นคนแรก การแสดงความหวาดระแวงของเธอสมจริงมาก ไม่ว่าจะเป็นอาการสะดุ้งเล็กๆ น้อยๆ หรือสายตาที่คอยมองลูกๆ ด้วยความเป็นห่วงตลอดเวลา เคมีระหว่างเธอกับ Manav Kaul ดูเป็นคู่สามีภรรยาที่มีปัญหาจริงๆ ไม่ใช่แค่การแสดงตามบท มันมีความตึงเครียดที่จับต้องได้
นักแสดงเด็ก เด็กๆ ในเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ตัวประกอบที่มาร้องกรี๊ด แต่เป็นกุญแจสำคัญของเรื่อง น้องๆ เล่นได้เป็นธรรมชาติมาก โดยเฉพาะความไร้เดียงสาที่ค่อยๆ ถูกคุกคาม ความนิ่งของเด็กในบางฉากกลับสร้างความน่ากลัวได้มากกว่าผีตัวจริงเสียอีก
4. เสียงประกอบและดนตรี ความเงียบที่ตะโกนกึกก้อง
ในหนังผี “เสียง” คือพระเอกอีกคน และ เข้าใจจุดนี้ดีมาก หนังเรื่องนี้ไม่ได้ใช้ดนตรีประกอบแบบโครมครามพร่ำเพรื่อ แต่เลือกใช้ “ความเงียบ” (Silence) ให้เป็นประโยชน์ เสียงลมหวีดหวิวผ่านช่องเขา เสียงหิมะที่ถูกเหยียบ เสียงไม้ลั่น หรือแม้แต่เสียงลมหายใจของตัวละคร ถูกเร่งให้ชัดขึ้นจนน่าอึดอัด
Score หรือดนตรีประกอบ มาในโทนต่ำ ทุ้ม และหลอนประสาท (Ambient Sound) มันไม่ได้มาเพื่อบอกว่า “เฮ้ย ผีจะมาแล้วนะ” แต่มันมาเพื่อสร้างบรรยากาศของความไม่ปลอดภัย การออกแบบเสียง (Sound Design) ในฉากไคลแม็กซ์ถือว่าทำได้ยอดเยี่ยม มันผสมผสานเสียงสวดมนต์ เสียงร้องไห้ และเสียงดนตรีเข้าด้วยกันจนกลายเป็นความโกลาหลที่กดดันประสาทคนดูได้อย่างดีเยี่ยม

บทสรุป ทำไม Baramulla ถึงเป็นหนังที่คุณไม่ควรพลาด?
Baramulla (2025) ไม่ใช่หนังสำหรับคนที่มองหาความบันเทิงฉาบฉวยแบบดูจบแล้วลืม แต่มันคืองานคราฟต์ที่พิถีพิถัน ทั้งในแง่ของการเล่าเรื่อง งานภาพ และการแสดง
- มันมีความสดใหม่ การเปลี่ยนบรรยากาศจากบ้านผีสิงเดิมๆ มาเป็นบ้านกลางหิมะในแคชเมียร์ ให้รสชาติที่แปลกใหม่และสวยงามจนละสายตาไม่ได้
- มันมีความลึกซึ้ง ภายใต้ความน่ากลัว มันซ่อนประเด็นทางสังคม การเมือง และประวัติศาสตร์ไว้อย่างคมคาย ทำให้หนังมีน้ำหนักและน่าจดจำ
- การแสดงระดับมาสเตอร์คลาส แค่ดูการแสดงของ Manav Kaul คนเดียวก็คุ้มค่าตั๋วแล้วครับ
ถ้าคุณชอบหนังอย่าง Tumbbad หรือ The Wailing ที่ความสยองขวัญเกิดจากบรรยากาศและตำนานท้องถิ่น คุณจะหลงรัก Baramulla ได้ไม่ยาก มันอาจจะไม่ใช่หนังที่น่ากลัวที่สุดจนนอนไม่หลับ แต่มันเป็นหนังที่จะ “ติดอยู่ในหัว” คุณไปอีกนาน ด้วยความหนาวเหน็บและความเศร้าสร้อยที่งดงาม
คะแนนรีวิว
- เนื้อเรื่อง 8/10 (เข้มข้น ลึกซึ้ง แต่อาจมีช่วงเนือยบ้าง)
- งานภาพ 9.5/10 (สวยงาม เยือกเย็น ระดับ Masterpiece)
- การแสดง 9/10 (ถ่ายทอดอารมณ์ได้สมจริงและทรงพลัง)
- ความน่ากลัว 7.5/10 (เน้นหลอนลึกมากกว่าตุ้งแช่)
คำจำกัดความสั้นๆ “งดงามดั่งบทกวี โหดร้ายดั่งประวัติศาสตร์ และหลอนลึกไปถึงขั้วหัวใจ” นี่คือหนังที่คุณต้องลองเปิดใจดูสักครั้งครับ!
สำหรับนักแสดงหลักของภาพยนตร์เรื่อง Baramulla (2025) ถือว่าเป็นการรวมตัวของนักแสดงสายฝีมือที่ถ่ายทอดอารมณ์ดราม่าและความระทึกขวัญได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะผู้ที่มีพื้นเพเกี่ยวข้องกับภูมิภาคแคชเมียร์จริงๆ ซึ่งช่วยเพิ่มความสมจริงให้กับหนังอย่างมากครับ
นี่คือรายชื่อนักแสดงหลักพร้อมประวัติโดยย่อครับ
1. Manav Kaul (รับบท DSP Ridwaan Sayyed)
- บทบาท นายตำรวจฝีมือดีที่ต้องย้ายมาประจำการที่บารามุลลา และต้องเผชิญหน้ากับทั้งคดีเด็กหายและอาถรรพ์ในบ้านพัก
- ประวัติโดยย่อ
- พื้นเพ เกิดที่เมือง Baramulla (สถานที่เดียวกับชื่อเรื่อง) ในรัฐชัมมูและแคชเมียร์จริงๆ ในครอบครัวชาวแคชเมียร์บัณฑิต ก่อนจะย้ายไปเติบโตที่รัฐมัธยประเทศ
- เส้นทางอาชีพ เขาเป็นศิลปินรอบด้าน ทั้งนักแสดง ผู้กำกับละครเวที นักเขียนบท และนักประพันธ์ เริ่มต้นอาชีพจากการก่อตั้งกลุ่มละครเวทีชื่อ Aranya ในปี 2004
- ผลงานเด่น แจ้งเกิดในวงกว้างจากบทนักการเมืองใน Kai Po Che! (2013) และบทสามีที่แสนอบอุ่นใน Tumhari Sulu (2017) รวมถึงบทบาทใน The Fame Game และ Ajeeb Daastaans บน Netflix ถือเป็นนักแสดงที่เก่งกาจในการแสดงอารมณ์ซับซ้อนผ่านทางสายตา
2. Bhasha Sumbli (รับบท Gulnar Sayyed)
- บทบาท ภรรยาของริดวาน ผู้ที่เริ่มสัมผัสถึงความผิดปกติในบ้านเป็นคนแรก และต้องปกป้องลูกๆ จากภัยคุกคามที่มองไม่เห็น
- ประวัติโดยย่อ
- พื้นเพ เป็นชาวแคชเมียร์บัณฑิตพลัดถิ่น (Kashmiri Pandit) ครอบครัวของเธอต้องอพยพออกจากแคชเมียร์ในช่วงเหตุการณ์ความขัดแย้ง พ่อและแม่ของเธอเป็นนักเขียนและกวีที่มีชื่อเสียงในแวดวงวรรณกรรม
- การศึกษา จบการศึกษาจาก National School of Drama (NSD) สถาบันสอนการแสดงชั้นนำของอินเดีย
- ผลงานเด่น โด่งดังเป็นพลุแตกจากบทนำในภาพยนตร์เรื่อง The Kashmir Files (2022) ซึ่งเธอได้รับคำชมอย่างมากในการถ่ายทอดความเจ็บปวดของผู้สูญเสีย และยังมีผลงานในภาพยนตร์เรื่อง Chhapaak (2020) ร่วมกับ Deepika Padukone
3. Arista Mehta (รับบท Noorie Sayyed)
- บทบาท ลูกสาวคนโตของริดวานและกุลนา ที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ประหลาดและเป็นกุญแจสำคัญคนหนึ่งของเรื่อง
- ประวัติโดยย่อ
- เส้นทางอาชีพ เป็นนักแสดงเด็ก/วัยรุ่นดาวรุ่งที่เริ่มเข้าวงการจากการเป็น Child Artist และถ่ายโฆษณาหลายชิ้น
- ผลงานเด่น เคยฝากผลงานน่าจดจำในซีรีส์ฟอร์มยักษ์ The Night Manager (2023) (เวอร์ชันอินเดีย) และภาพยนตร์ Sharmajee Ki Beti (2024) เธอได้รับการจับตามองว่าเป็นนักแสดงรุ่นใหม่ที่มีทักษะการแสดงเป็นธรรมชาติมาก
4. นักแสดงสมทบที่น่าสนใจ
- Mir Sarwar นักแสดงชาวแคชเมียร์เจ้าบทบาท มักได้รับบทในหนังที่เกี่ยวกับสงครามหรือการทหาร (เช่น Bajrangi Bhaijaan, Kesari) ในเรื่องนี้เขามารับบทสำคัญที่ช่วยสร้างบรรยากาศท้องถิ่นให้เข้มข้นขึ้น
- Ashwini Koul รับบท Khalid ตัวละครที่มีความเชื่อมโยงกับปมปริศนาของเรื่อง
- Sanjay Suri (ดารารับเชิญ) นักแสดงรุ่นใหญ่ชาวแคชเมียร์อีกคน ที่มาร่วมสร้างสีสันในบทรับเชิญสำคัญ
เกร็ดน่าสนใจ การที่ผู้กำกับเลือก Manav Kaul และ Bhasha Sumbli มารับบทนำ ถือเป็นการแคสติ้งที่ทรงพลังมาก เพราะทั้งคู่เป็นชาวแคชเมียร์บัณฑิตที่มีประวัติชีวิตจริงเชื่อมโยงกับความเจ็บปวดและการพลัดถิ่น ซึ่งตรงกับธีมหลักของหนัง ทำให้การแสดงของพวกเขาดูจริงและลึกซึ้งเป็นพิเศษครับ movieseries