รีวิวซีรีส์ Cashero (2025) ฮีโร่พลังเงินสด สนุกไหม?

เรื่องย่อของซีรีส์เกาหลีฟอร์มยักษ์จาก Netflix เรื่อง Cashero (2025) หรือ “แคชฮีโร่” ซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่สายฮาที่ตีแผ่เรื่องระบอบทุนนิยมได้อย่างเจ็บแสบครับ

📌 ข้อมูลทั่วไป

  • ชื่อเรื่อง Cashero (แคชฮีโร่)
  • ประเภท แอคชั่น / คอมเมดี้ / ซูเปอร์ฮีโร่ / แฟนตาซี
  • ช่องทางรับชม Netflix
  • นักแสดงนำ อีจุนโฮ (Lee Jun-ho), คิมฮเยจุน (Kim Hye-jun), คิมบยองชอล (Kim Byung-chul), คิมฮยางกี (Kim Hyang-gi)

📝 เรื่องย่อ (Synopsis)

เรื่องราวของ คังซังวุง (รับบทโดย อีจุนโฮ) ข้าราชการหนุ่มธรรมดาๆ ที่ชีวิตต้องปากกัดตีนถีบ เขาบังเอิญได้รับพลังพิเศษเหนือมนุษย์มาครอบครอง แต่พลังนี้มาพร้อมกับ “เงื่อนไขสุดแปลก” ที่ไม่เหมือนฮีโร่คนไหนในโลก เพราะ “ความแข็งแกร่งของเขาขึ้นอยู่กับจำนวนเงินสดที่เขามีในกระเป๋า”

ยิ่งเขามีเงินสดติดตัวมากเท่าไหร่ พลังกายก็จะยิ่งมหาศาลมากเท่านั้น แต่ข้อเสียร้ายแรงคือ เมื่อเขาใช้พลัง เงินที่มีก็จะหายวับไปกับตา! (Pay-to-Win ของจริง)

ซังวุงต้องจับมือกับเพื่อนร่วมทีมที่มีพลังแปลกประหลาดไม่แพ้กัน เพื่อปกป้องโลกจากเหล่าร้าย แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ต้องคอยบริหารจัดการเงินในกระเป๋าไม่ให้ถังแตก เพราะการกู้โลกแต่ละครั้ง มันหมายถึงการ “ละลายทรัพย์” จนหมดตัว!

🎬 รีวิวและความน่าสนใจ

1. พล็อตเรื่องเสียดสีทุนนิยมอย่างสร้างสรรค์

นี่ไม่ใช่แค่หนังฮีโร่ต่อยตีธรรมดา แต่เป็นการเอาวลี “Money is Power” (เงินคืออำนาจ) มาทำให้เห็นภาพจริงๆ ซีรีส์เล่นกับตลกร้ายที่ว่า ฮีโร่คนอื่นอาจจะห่วงเรื่องช่วยตัวประกัน แต่ฮีโร่คนนี้ต้องห่วงว่า “ช่วยเสร็จแล้วเดือนนี้จะมีตังค์กินข้าวไหม” ซึ่งสร้างสถานการณ์ตลกๆ และน่าเห็นใจได้ตลอดเรื่อง

2. ทีมนักแสดงเคมีเข้าขา

  • อีจุนโฮ สลัดภาพประธานหนุ่มหล่อจาก King the Land มารับบทฮีโร่ถังแตกได้น่าเอ็นดู การแสดงสีหน้าเวลาต้องเสียเงินเพื่อใช้พลังเป็นจุดขายที่เรียกเสียงฮาได้ดีมาก
  • คิมฮเยจุน รับบทแฟนสาวผู้เป็นมันสมองของทีม คอยคำนวณความคุ้มค่าของการใช้พลัง (Cost-effectiveness) ซึ่งเป็นตัวละครที่ช่วยดึงสติฮีโร่ของเรา
  • คิมบยองชอล & คิมฮยางกี มาเสริมทัพในบทฮีโร่ที่มีพลังเงื่อนไขแปลกๆ เช่น พลังที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ หรือ พลังที่เกิดจากการกินแคลอรี่ ทำให้ทีมนี้ดูวุ่นวายและสนุกสนาน

3. งานภาพและ CG

แม้จะเป็นซีรีส์เน้นฮา แต่ฉากแอคชั่นทำออกมาได้มาตรฐาน Netflix การแสดงผลของพลังที่แปรผันตามจำนวนเงินทำได้น่าตื่นตาตื่นใจ ฉากต่อสู้มีความดิบเถื่อนผสมความกวน

4. บทสรุป

Cashero เป็นซีรีส์ที่ดูง่าย ย่อยง่าย เหมาะสำหรับคนที่อยากดูหนังฮีโร่รสชาติใหม่ๆ ที่ไม่ได้เท่ระเบิดเถิดเทิงตลอดเวลา แต่มีความเป็นมนุษย์ (ที่ต้องใช้เงิน) สูงมาก เป็นการตั้งคำถามว่า “ถ้าการทำความดีต้องใช้เงินคุณเอง คุณจะยังยอมเป็นฮีโร่ไหม?”

นี่คือรีวิวแบบเจาะลึก จัดเต็มในสไตล์ “คุยกันภาษาหนัง” สำหรับซีรีส์ Cashero (2025) หรือ แคชฮีโร่ โดยเน้นวิเคราะห์เนื้อหา การแสดง และงานภาพแบบละเอียด เพื่อให้คุณเห็นภาพรวมว่าทำไมซีรีส์เรื่องนี้ถึงเป็นมากกว่าแค่หนังฮีโร่ตลกโปกฮา แต่มันคือกระจกสะท้อนสังคมทุนนิยมที่แหลมคมที่สุดเรื่องหนึ่งในปีนี้ครับ

Cashero (2025) เมื่อ “เงิน” คือ “พลัง” ในโลกที่ฮีโร่ต้องไส้แห้งเพื่อกู้โลก

(Review Deep Dive Story, Acting, and Visuals)

ถ้าคุณเบื่อฮีโร่ประเภท “รวยล้นฟ้าจนสร้างชุดเกราะราคาพันล้านได้” หรือเบื่อฮีโร่ประเภท “มีพลังเทพเจ้าแต่กำเนิดโดยไม่ต้องดิ้นรน” ผมขอบอกเลยว่า Cashero คือคำตอบที่คุณตามหา นี่ไม่ใช่ซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่โลกสวย แต่มันคือ “บันทึกน้ำตาตกในของมนุษย์เงินเดือน” ที่บังเอิญต้องมากู้โลก ภายใต้เงื่อนไขชีวิตที่โคตรจะเรียลและเจ็บปวด

วันนี้ผมจะพาคุณไปชำแหละทุกอณูของซีรีส์เรื่องนี้ ตั้งแต่บทที่คมกริบ การแสดงที่แบกเรื่องจนหลังแอ่น ไปจนถึงงานภาพที่ตอบโจทย์ความบันเทิง โดยไม่เน้นเล่าเรื่องย่อซ้ำ แต่จะเจาะไปที่ “เนื้อใน” ล้วนๆ

1. บทภาพยนตร์และการเล่าเรื่อง ตลกร้ายที่ขำทั้งน้ำตา (Narrative & Storytelling)

จุดแข็งที่สุดของ Cashero ที่ต้องพูดถึงเป็นอันดับแรกคือ “Concept” หรือแก่นเรื่องครับ การเอาสำนวน “Money is Power” (เงินคืออำนาจ) มาตีความแบบ Literally (ตามตัวอักษร) คือความอัจฉริยะของต้นฉบับเว็บตูนและการดัดแปลงบทซีรีส์

ความย้อนแย้งที่เป็นหัวใจของเรื่อง บทหนังฉลาดมากที่สร้างเงื่อนไขพลังของพระเอก คังซังวุง ให้เป็นดั่งคำสาป มากกว่าพรสวรรค์ ลองจินตนาการดูนะครับ ฮีโร่ทั่วไปยิ่งสู้ยิ่งเก่ง แต่คังซังวุง “ยิ่งสู้ยิ่งจน” ทุกหมัดที่เขาต่อยออกไป คือเงินค่าข้าว ค่าเช่าบ้าน และเงินเก็บที่หายวับไปกับตา สิ่งนี้สร้าง Conflict (ความขัดแย้ง) ในใจตัวละครที่น่าสนใจมาก

บทหนังไม่ได้แค่ให้เราดูฉากต่อสู้ แต่มันบีบให้คนดูต้องร่วม “บริหารการเงิน” ไปกับตัวละคร ในขณะที่ฮีโร่กำลังจะปล่อยหมัดเผด็จศึก คนดูก็อดคิดไม่ได้ว่า “เฮ้ย! หมัดนั้นมันค่ากาแฟทั้งเดือนเลยนะเว้ย อย่านะ!” ความรู้สึกร่วมนี้แหละครับที่ทำให้บทของ Cashero แข็งแรงมาก มันทำให้เรื่องราวแฟนตาซีหลุดโลก กลับดู “สมจริง” (Realistic) ในแง่ความรู้สึก เพราะพวกเราทุกคนต่างก็ขับเคลื่อนชีวิตด้วยเงินเหมือนกัน

การเสียดสีระบอบทุนนิยม (Capitalism Satire) บทหนังทำหน้าที่วิพากษ์สังคมเกาหลี (และสังคมโลก) ได้อย่างแสบสันต์ ผ่านตัวละครในทีม Cashero ที่แต่ละคนเป็นตัวแทนของคนชายขอบในสังคม

  • คังซังวุง ตัวแทนของชนชั้นแรงงาน ที่ต้องแลกหยาดเหงื่อ (และเงินเก็บ) เพื่อทำความดี
  • ฮีโร่สายดื่ม (ทนายความ) ตัวแทนของมนุษย์เงินเดือนที่ต้องพึ่งพาแอลกอฮอล์เพื่อปลดปล่อยศักยภาพหรือหนีความจริง
  • ฮีโร่สายกิน ตัวแทนของความกดดันเรื่องรูปลักษณ์และการบริโภค

การเล่าเรื่องในช่วงแรกอาจจะดูเหมือนคอมเมดี้เบาสมอง แต่พอเรื่องดำเนินไปถึงจุดกึ่งกลาง บทจะเริ่มพาเราดำดิ่งสู่คำถามเชิงปรัชญาว่า “คุณค่าของชีวิตคน วัดกันที่จำนวนเงินจริงหรือ?” และ “ถ้าการเป็นคนดีมันทำให้เราหมดตัว เรายังควรจะเป็นคนดีอยู่ไหม?” บทหนังสามารถบาลานซ์ระหว่างความตลกโปกฮาแบบการ์ตูน กับความดราม่าชีวิตจริงได้อย่างกลมกล่อม ไม่ขาดไม่เกิน

2. การแสดง เคมีที่ลงตัวและการตีความบทบาท (Acting Performance)

ต้องยอมรับว่า ถ้าแคสต์นักแสดงไม่ดี ซีรีส์พล็อตหลุดโลกขนาดนี้อาจจะกลายเป็นหนังเกรด B ได้ง่ายๆ แต่ Cashero ทำการบ้านมาดีมากในการเลือกนักแสดง

อีจุนโฮ (Lee Jun-ho) ในบท คังซังวุง เดอะแบกที่แท้ทรู ผมกล้าพูดเลยว่า อีจุนโฮ คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ “รอด” และ “รุ่ง”

  • Micro-expressions (การแสดงสีหน้าละเอียดอ่อน) สิ่งที่จุนโฮทำได้ยอดเยี่ยมคือการสื่อสารทางสายตา ในฉากที่เขาต้องใช้พลัง เขาไม่ได้แค่ทำหน้าเบ่งพลังเหมือนฮีโร่ทั่วไป แต่สายตาของเขาจะมีความ เสียดาย ปนอยู่ด้วยเสมอ จังหวะที่เห็นเงินสดในมือกำลังระเหยกลายเป็นพลังงาน สายตาของเขาจะวูบไหวด้วยความเจ็บปวดทางการเงินจริงๆ ซึ่งมันตลกมากแต่ก็น่าสงสารมาก
  • Physical Comedy จังหวะนรกของจุนโฮพัฒนาขึ้นมาก เขาเล่นบทคนซื่อๆ บื้อๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ดูพยายามตลก (Try hard) ทำให้ตัวละครคังซังวุงดูเป็นคนธรรมดาที่จับต้องได้ ไม่ใช่พระเอกเก๊กหล่อ

คิมฮเยจุน (Kim Hye-jun) มันสมองที่ขาดไม่ได้ เธอรับบทแฟนสาว (หรือคู่หู) ที่คอยจัดการเรื่องเงิน การแสดงของเธอคือ “สมอเรือ” ที่คอยดึงรั้งความบ้าคลั่งของเรื่องให้กลับมาสู่โลกความจริง เคมีระหว่างเธอกับอีจุนโฮไม่ได้หวานเจี๊ยบแบบซีรีส์รอมคอม แต่มันคือเคมีของ “คู่ชีวิตที่ต้องกัดก้อนเกลือกิน” สายตาที่เธอมองพระเอกเวลาใช้เงินเปลือง มันคือสายตาของแม่บ้านที่ดุสามีจริงๆ ซึ่งนักแสดงถ่ายทอดออกมาได้เรียลและมีเสน่ห์มาก

คิมบยองชอล (Kim Byung-chul) จอมขโมยซีน คนนี้ไม่ต้องพูดเยอะ แค่เห็นหน้าก็ขำแล้ว บทฮีโร่ขี้เมาเป็นบทที่เสี่ยงจะดูน่ารำคาญ แต่คิมบยองชอลใช้ประสบการณ์ทางการแสดงทำให้ตัวละครนี้ดู “น่าเอ็นดู” และ “น่าสังเวช” ในเวลาเดียวกัน การเมาดิบๆ ของเขาในฉากต่อสู้คือไฮไลต์ที่ทำให้โทนของหนังไม่เครียดจนเกินไป

3. งานภาพและโปรดักชัน ความธรรมดาที่ไม่ธรรมดา (Visuals & Production)

ในแง่ของงานภาพ Cashero อาจจะไม่ได้มาแนวอลังการงานสร้างแบบ Marvel หรือซีรีส์ฟอร์มยักษ์อย่าง Moving แต่พวกเขามีทิศทางศิลป์ (Art Direction) ที่ชัดเจนมาก

CGI ของ “เงิน” และ “พลัง” สิ่งที่ผมชอบมากคือการออกแบบ Visual Effect ของพลังพระเอก แทนที่จะเป็นแสงเลเซอร์หรือออร่าไฟธรรมดา ทีมงานเลือกใช้เอฟเฟกต์ที่สื่อถึง “มูลค่า”

  • เวลาพลังถูกชาร์จ เราจะเห็นประกายแสงที่เป็นสีทอง หรือ texture ที่ดูเหมือนเหรียญหรือธนบัตรสลายตัว มันเป็นการสื่อสารทางภาพที่ตอกย้ำธีมเรื่องตลอดเวลาว่า “นี่คือเงินนะที่กำลังเผาผลาญอยู่”
  • ความหนักแน่นของฉากแอคชั่น (Impact) ทีมงานทำได้ดีในเรื่องของน้ำหนัก การต่อย การกระโดด หรือการพังตึก ดูมีน้ำหนักจริงๆ ไม่ดูลอย ซึ่งสำคัญมากสำหรับฮีโร่สายกายภาพ (Physical Strength) แบบนี้

Cinematography (การกำกับภาพ) โทนสีของเรื่องแบ่งออกเป็นสองโลกชัดเจน

  1. โลกของชีวิตประจำวัน ใช้โทนสีทึมๆ ซีดๆ เหมือนฟิล์มเกรนแตกๆ สะท้อนความฝืดเคือง ความเหนื่อยหน่ายของมนุษย์เงินเดือน แสงไฟนีออนในออฟฟิศที่ดูน่าอึดอัด
  2. โลกของฮีโร่ เมื่อมีการใช้พลัง สีสันจะฉูดฉาดขึ้น (Vibrant) ตัดกันอย่างชัดเจน เหมือนเป็นช่วงเวลาเดียวที่ตัวละครรู้สึกว่าตัวเองมีค่าและมีอำนาจ

การใช้มุมกล้องก็มีความเป็นคอมเมดี้สูง มีการใช้มุมภาพแบบ Wide Shot เพื่อให้เห็นความโดดเดี่ยวของตัวละครท่ามกลางเมืองใหญ่ หรือการซูมหน้าแบบรวดเร็ว (Crash Zoom) เพื่อเน้นจังหวะตกใจ ซึ่งช่วยเสริมมุกตลกให้ทำงานได้ดีขึ้น

4. บทสรุปภาพรวม ทำไมคุณต้องดู?

ถ้าจะให้สรุปเป็นคำพูดสั้นๆ Cashero คือซีรีส์ที่ “จริงใจ” ที่สุดเรื่องหนึ่ง

มันไม่ได้พยายามจะสอนให้คุณเป็นคนดีแบบอุดมคติ แต่มันกำลังบอกเราว่า “การเป็นคนดีมันมีต้นทุน” และในยุคที่เศรษฐกิจฝืดเคืองแบบนี้ การที่ใครสักคนยังยอมเจียดเงิน เจียดเวลา หรือเจียดพลังงานเพื่อช่วยเหลือคนอื่น นั่นคือความเสียสละที่ยิ่งใหญ่กว่าฮีโร่ในชุดรัดรูปเสียอีก

  • ในแง่ความบันเทิง มันคือหนังแอคชั่นที่สนุก จังหวะดี ไม่น่าเบื่อ
  • ในแง่เนื้อหา มันคือบทวิพากษ์สังคมที่ฉลาดและเจ็บแสบ
  • ในแง่การแสดง แค่ดูอีจุนโฮบริหารสีหน้าตอนเสียเงิน ก็คุ้มค่าสมาชิก Netflix แล้วครับ

จุดสังเกตเล็กน้อย อาจจะมีบางช่วงที่บทสนทนาดูยืดเยื้อ หรือพยายามยัดเยียดดราม่าครอบครัวเข้ามาบ้างตามสไตล์ซีรีส์เกาหลี แต่โดยรวมแล้วไม่ได้ทำให้รสชาติของหนังเสียไป

Final Verdict (คำตัดสิน) นี่คือซีรีส์ที่คุณไม่ควรพลาด โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นคนที่ทำงานหาเช้ากินค่ำ คุณจะเข้าใจความเจ็บปวดของพระเอกในทุกอณู และคุณจะเอาใจช่วยให้เขา (และกระเป๋าตังค์ของเขา) รอดปลอดภัยไปจนจบเรื่อง

Cashero (2025) ฮีโร่พลังเงินสด

นักแสดงหลักของซีรีส์ Cashero (2025) หรือ แคชฮีโร่ พร้อมประวัติและผลงานเด่นโดยย่อครับ

ทีมนี้ถือเป็นการรวมตัวของนักแสดงยอดฝีมือจากต่างเจนเนอเรชันที่น่าสนใจมากครับ

1. อีจุนโฮ (Lee Jun-ho)

  • รับบทคังซังวุง
    • ข้าราชการหนุ่มธรรมดาที่ได้รับพลังเหนือมนุษย์ แต่พลังจะแปรผันตรงกับจำนวน “เงินสด” ที่มีในกระเป๋า
  • ประวัติโดยย่อ
    • จุดเริ่มต้น แจ้งเกิดในฐานะสมาชิกบอยแบนด์วง 2PM (ฉายาไอดอลสัตว์ป่า) ที่โด่งดังมากในยุค 2000s
    • เส้นทางการแสดง เขาพิสูจน์ฝีมือจนลบคำสบประมาทเรื่อง “ไอดอลมาแสดงละคร” ได้อย่างหมดจด ด้วยทักษะการแสดงที่ละเอียดลึกซึ้ง โดยเฉพาะการใช้สายตา
    • ผลงานสร้างชื่อ
      • The Red Sleeve (2021) บทกษัตริย์อีซานที่ทำให้เขาคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากเวที Baeksang Arts Awards (ถือเป็นไอดอลคนแรกที่ทำได้)
      • King the Land (2023) ซีรีส์รอมคอมเรตติ้งถล่มทลายทั่วโลก
      • Good Manager (2017) บทตัวร้ายกลับใจที่คนดูหลงรัก

2. คิมฮเยจุน (Kim Hye-jun)

  • รับบทคิมมินซุก
    • แฟนสาวของคังซังวุง เป็นคนมองโลกตามความเป็นจริงและเก่งเรื่องตัวเลข เธอคอยช่วยวิเคราะห์และบริหารจัดการเงินให้พระเอกใช้พลังอย่างคุ้มค่าที่สุด
  • ประวัติโดยย่อ
    • จุดเริ่มต้น เข้าวงการจากการถ่ายโฆษณาและเล่นเว็บดราม่า ก่อนจะเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง
    • สไตล์การแสดง เธอโดดเด่นมากในบทบาทที่ต้องใช้ความฉลาด ทันคน หรือบทที่มีความซับซ้อนทางอารมณ์ มักได้รับคำชมว่าเป็นนักแสดงดาวรุ่งที่น่าจับตามองที่สุดคนหนึ่ง
    • ผลงานสร้างชื่อ
      • Kingdom (Season 1-2) รับบท “พระมเหสีโจ” ตัวร้ายที่คนดูเกลียดกันทั้งเมือง ซึ่งแสดงดีจนน่าหมั่นไส้
      • Inspector Koo (2021) รับบทฆาตกรโรคจิตที่ฉลาดเป็นกรด
      • Connect (2022) ซีรีส์ระทึกขวัญจาก Disney+

3. คิมบยองชอล (Kim Byung-chul)

  • รับบทบยอนโฮอิน
    • ทนายความที่มีพลังพิเศษเช่นกัน แต่พลังของเขาจะตื่นขึ้นเมื่อ “ดื่มแอลกอฮอล์” เท่านั้น
  • ประวัติโดยย่อ
    • จุดเริ่มต้น เป็นนักแสดงสมทบจอมขโมยซีนที่หน้าคุ้นมาก (ฉายา “น้าผี” จาก Goblin) เขาอยู่ในวงการมานานและเล่นได้ทุกบทบาท ตั้งแต่ตลกหน้าตายไปจนถึงตัวร้ายน่ากลัว
    • สไตล์การแสดง เป็นเจ้าพ่อ Character Actor คือสวมบทบาทไหนก็เป็นคนนั้นจริงๆ มักได้บทที่มีเอกลักษณ์สูง
    • ผลงานสร้างชื่อ
      • Sky Castle (2018) บทคุณพ่อจอมเผด็จการผู้คลั่งไคล้พีระมิด
      • Doctor Cha (2023) บทสามีหมอสุดแสบที่ทำให้คนดูทั้งเกลียดทั้งฮา
      • Goblin (2016) ผีซากทัพขันทีจอมอาฆาต
      • All of Us Are Dead (2022) ครูวิทยาศาสตร์ผู้สร้างไวรัสซอมบี้

4. คิมฮยางกี (Kim Hyang-gi)

  • รับบทบังอึนมี
    • สาวน้อยผู้มีพลังจิต (Telekinesis) เคลื่อนย้ายสิ่งของได้ แต่พลังของเธอขึ้นอยู่กับปริมาณ “แคลอรี่” ที่กินเข้าไป
  • ประวัติโดยย่อ
    • จุดเริ่มต้น เป็นอดีตดาราเด็กอัจฉริยะที่เติบโตมาในกองถ่าย เข้าวงการตั้งแต่อายุ 2-3 ขวบ คนเกาหลีเห็นเธอมาตั้งแต่ตัวเล็กๆ
    • สไตล์การแสดง ขึ้นชื่อเรื่องการแสดงบทดราม่าเรียกน้ำตา และมีความสามารถในการสื่ออารมณ์ที่บริสุทธิ์และจริงใจ
    • ผลงานสร้างชื่อ
      • Along With the Gods (1 & 2) รับบท “ดัคชุน” ยมทูตน้อยผู้ช่วยพิทักษ์ดวงวิญญาณ (หนังทำเงินสูงสุดตลอดกาลเรื่องหนึ่งของเกาหลี)
      • Innocent Witness (2019) รับบทเด็กสาวออทิสติกที่เป็นพยานปากเอก (ได้รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม)
      • Poong, the Joseon Psychiatrist (2022) ซีรีส์หมอจิตแพทย์ยุคโชซอน

นอกจาก 4 คนนี้แล้ว ยังมีนักแสดงสมทบที่น่าสนใจอย่าง คังฮันนา (Kang Han-na) และ อีแชมิน (Lee Chae-min) มารับบทพี่น้องตระกูลเศรษฐีที่เป็นตัวแปรสำคัญของเรื่องด้วยครับ movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *