รีวิว Caught Stealing (คนเดือดขวางทางโจร) 2025 หนีตายในนิวยอร์กสุดดิบ

บทความรีวิวและเรื่องย่อสำหรับภาพยนตร์เรื่อง “Caught Stealing” (คนเดือดขวางทางโจร) ฉบับปี 2025 ครับ

รีวิวเจาะลึก Caught Stealing (คนเดือดขวางทางโจร)

เมื่อบาร์เทนเดอร์ดวงกุด ต้องหนีตายในดงกระสุนแห่งนิวยอร์กยุค 90s

Caught Stealing คือผลงานล่าสุดของผู้กำกับมือรางวัลอย่าง Darren Aronofsky (จาก The Whale และ Black Swan) ซึ่งครั้งนี้เขาฉีกแนวจากดราม่าจิตวิทยาหนักๆ มาทำหนัง Crime Thriller สุดระห่ำ ดิบ เถื่อน โดยได้นักแสดงหนุ่มฮอต Austin Butler มารับบทนำ

Caught Stealing (คนเดือดขวางทางโจร)

🎬 ข้อมูลทั่วไป

  • ชื่อเรื่อง Caught Stealing (คนเดือดขวางทางโจร)
  • แนว Crime / Thriller / Action
  • ผู้กำกับ Darren Aronofsky
  • นักแสดงนำ Austin Butler, Zoë Kravitz, Regina King, Matt Smith, Liev Schreiber

📝 เรื่องย่อ (Synopsis)

เรื่องราวเกิดขึ้นในช่วงปี 90s ในมหานครนิวยอร์กที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย เล่าถึงชีวิตของ แฮงค์ ทอมป์สัน (รับบทโดย Austin Butler) อดีตนักเบสบอลดาวรุ่งที่ชีวิตตกอับจนต้องกลายมาเป็นบาร์เทนเดอร์ในบาร์ซอมซ่อแถวโลเวอร์อีสต์ไซด์

ชีวิตที่ดูเหมือนจะเงียบเหงาของแฮงค์กลับพลิกผันจนยุ่งเหยิง เมื่อเพื่อนบ้านขี้เมาของเขาทิ้งแมวตัวหนึ่งไว้ให้ดูแลก่อนจะหายตัวไป แต่สิ่งที่แฮงค์ไม่รู้คือ แมวตัวนี้เป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่เงินล้านที่หายไป ทำให้เขาตกเป็นเป้าหมายของเหล่าอาชญากรทั่วเมือง ไม่ว่าจะเป็นแก๊งมาเฟียรัสเซียจอมโหด, ตำรวจกังฉิน, และนักฆ่าโรคจิต

แฮงค์ที่ไม่มีทักษะการต่อสู้แบบสายลับ มีเพียงสัญชาตญาณเอาตัวรอดและความอึดแบบนักกีฬา ต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนและงัดทุกกลยุทธ์เพื่อรักษาชีวิตรอดจากค่ำคืนอันยาวนานนี้ไปให้ได้

💬 รีวิวความรู้สึกหลังรับชม (Review)

1. การพลิกบทบาทของ Darren Aronofsky

ปกติเราจะคุ้นเคยกับ Aronofsky ในหนังที่บีบคั้นอารมณ์และเน้นจิตวิทยา แต่ในเรื่องนี้เขาพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาสามารถทำหนังระทึกขวัญที่ “บันเทิง” และ “เดือด” ได้ยอดเยี่ยม งานภาพยังคงมีความดิบและสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ การถ่ายทอดบรรยากาศของนิวยอร์กยุค 90s ทำออกมาได้สกปรก หยาบกระด้าง และสมจริงจนน่าขนลุก

2. Austin Butler กับมาดคนดวงซวย

Austin Butler สลัดคราบ Elvis ไปได้อย่างหมดจด เขารับบทเป็นคนธรรมดาที่ต้องเจอสถานการณ์วิกฤตได้น่าเชื่อถือ เราจะไม่ได้เห็นเขาบู๊ล้างผลาญแบบ John Wick แต่จะเห็นความทุลักทุเล ความเจ็บปวด และความกลัว ซึ่งทำให้คนดูเอาใจช่วยเขาตลอดเวลา เคมีของเขากับ Zoë Kravitz ก็ช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้กับหนังได้ดีมาก

3. ความระทึกที่หายใจไม่ทั่วท้อง

หนังดำเนินเรื่องเร็วและกระชับ (Pacing ดีมาก) ความสนุกอยู่ที่การได้เห็นตัวเอกแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบ “ซวยซ้ำซวยซ้อน” ฉากการไล่ล่าไม่ได้เน้นระเบิดภูเขาเผากระท่อม แต่เน้นความรุนแรงที่รวดเร็วและคาดเดาไม่ได้ตามสไตล์นิยายต้นฉบับของ Charlie Huston

จุดที่น่าสังเกต เนื่องจากหนังดัดแปลงจากนิยายที่มีความรุนแรงและภาษาที่หยาบคาย หนังจึงมีความดิบเถื่อนสูง เลือดสาด และมีความตลกร้าย (Dark Comedy) แทรกอยู่ตลอด ซึ่งอาจจะไม่เหมาะกับคนที่ชอบหนังแอ็กชันฮีโร่ใสๆ

🏆 บทสรุป

Caught Stealing คือหนังหนีตายที่มันส์สะใจ ดิบ เถื่อน และมีสไตล์ภาพที่โดดเด่น เป็นการผสมผสานระหว่างหนังอาชญากรรมยุคเก่ากับวิสัยทัศน์ของผู้กำกับยุคใหม่ ใครที่ชอบหนังแนว Uncut Gems หรือ Good Time ที่ตัวเอกต้องวิ่งวุ่นแก้ปัญหาตลอดทั้งเรื่อง จะต้องหลงรักเรื่องนี้แน่นอน

คะแนนความน่าดู 8/10

(เหมาะสำหรับคอหนัง Thriller สายดิบ และแฟนคลับ Austin Butler)

นี่คือรีวิวเจาะลึกแบบ Long-form (บทความขนาดยาว) สำหรับภาพยนตร์เรื่อง Caught Stealing (2025) ในสไตล์นักวิจารณ์ภาพยนตร์ที่เน้นความรู้สึก อารมณ์ และการวิเคราะห์องค์ประกอบศิลป์ มากกว่าการเล่าเรื่องย่อครับ

รีวิวเจาะลึก Caught Stealing (2025)

เมื่อความซวยกลายเป็นงานศิลปะ การระเบิดอารมณ์คลั่งของ Darren Aronofsky และร่างทองของ Austin Butler

หากคุณคิดว่าคุณเคยเห็น “วันเฮงซวย” มาแล้วในชีวิต ผมขอท้าให้คุณมาดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับ แฮงค์ ทอมป์สัน ในภาพยนตร์เรื่องนี้ แล้วนิยามคำว่า “ดวงกุด” ของคุณจะเปลี่ยนไปตลอดกาล

Caught Stealing หรือในชื่อไทย คนเดือดขวางทางโจร ไม่ใช่แค่หนังแอ็กชันไล่ล่าดาษดื่นที่คุณเปิดดูผ่านๆ เพื่อฆ่าเวลา แต่มันคือการจับเอานิยาย Crime Thriller สุดดิบของ Charlie Huston มาย้อมสีใหม่ด้วยวิสัยทัศน์ของคนทำหนังที่ “โรคจิต” (ในทางศิลปะ) ที่สุดคนหนึ่งของวงการอย่าง Darren Aronofsky ผลลัพธ์ที่ได้คือ 2 ชั่วโมงแห่งความบ้าคลั่ง ความเจ็บปวด และความบันเทิงที่ทำให้คุณนั่งไม่ติดเบาะ ราวกับกำลังนั่งรถไฟเหาะที่รางขาดแต่รถยังพุ่งต่อไปด้วยแรงเฉื่อยของความวินาศสันตะโร

วันนี้ผมจะไม่มานั่งเล่าว่าใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เพราะนั่นมันตื้นเขินเกินไปสำหรับหนังเรื่องนี้ แต่เราจะมาคุยกันภาษาคนรักหนัง ถึง “รสชาติ” ของเลือด สนิม และกลิ่นควันบุหรี่แห่งนิวยอร์กยุค 90s ที่หนังเรื่องนี้สาดใส่หน้าเราอย่างไม่ปรานี

1. บทภาพยนตร์และการเล่าเรื่อง “ความตลกร้ายในโศกนาฏกรรมของคนธรรมดา”

สิ่งแรกที่ต้องขอชื่นชมคือ จังหวะ (Pacing) ของหนังเรื่องนี้ มันไม่ใช่หนังแอ็กชันแบบ John Wick ที่ตัวเอกเก่งเทพเจ้ามาจากไหน แต่มันคือหนังแนว Survival Thriller ที่เล่าเรื่องของ “คนธรรมดา” ที่ถูกโยนลงไปในบ่อจระเข้

ความเก่งกาจของบทหนังเรื่องนี้คือการเล่นกับความรู้สึก “อึดอัดและกดดัน (Tension)” ตลอดเวลา Aronofsky ขึ้นชื่อเรื่องการทำหนังที่ทำให้คนดูหายใจไม่ออกอยู่แล้ว (นึกถึง Mother! หรือ Requiem for a Dream) แต่พอเขามาจับหนังแนวอาชญากรรม เขาลดทอนความนามธรรมลง และใส่ความดิบเถื่อนที่จับต้องได้เข้ามาแทน

เนื้อเรื่องไม่ได้ซับซ้อนซ่อนเงื่อนจนต้องปีนบันไดดู แต่มันมีความ “ลึก” ในแง่ของจิตวิทยาตัวละคร บทหนังทำให้เราเชื่อสนิทใจว่า แฮงค์ (Austin Butler) ไม่ใช่นักฆ่า เขาคืออดีตนักเบสบอลขี้เมาที่ชีวิตพังทลาย และสิ่งที่เขาทำตลอดทั้งเรื่องไม่ใช่การ “โชว์เท่” แต่คือการ “ดิ้นรน” ทุกการตัดสินใจของตัวละครเต็มไปด้วยความลนลาน ความผิดพลาด และความกลัว ซึ่งนี่แหละคือเสน่ห์ที่หนังแอ็กชันยุคใหม่มักจะหลงลืมไป

เราได้เห็นการเล่าเรื่องแบบ Domino Effect คือเมื่อล้มหนึ่งตัว ตัวต่อๆ ไปก็ล้มระเนระนาด ความซวยหนึ่งนำไปสู่อีกความซวยหนึ่งที่ใหญ่กว่า บทหนังฉลาดมากในการใส่สถานการณ์ที่บีบคั้นให้ตัวเอกต้องเลือกทางที่ “แย่น้อยที่สุด” จากตัวเลือกที่เลวร้ายทั้งหมด นอกจากนี้ หนังยังมีกลิ่นอายของ Dark Comedy หรือตลกร้ายที่แทรกอยู่ในความรุนแรง มันเป็นความขำที่มาพร้อมกับความเจ็บปวด (Painful Laughter) เช่น ฉากการเจรจากับมาเฟียที่ไม่รู้เรื่อง หรืออุบัติเหตุระหว่างการต่อสู้ที่ดูเงอะงะแต่น่ากลัว มันสะท้อนความจริงที่ว่า ในโลกอาชญากรรม ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นมืออาชีพ และความตายมักจะมาในรูปแบบที่โง่เง่าเสมอ


2. งานภาพและบรรยากาศ “นิวยอร์กที่คุณไม่อยากไปเยือน”

ถ้าใครหวังว่าจะได้เห็นนิวยอร์กที่สวยงาม มีตึกระฟ้าและแสงสีศิวิไลซ์ ขอให้ข้ามเรื่องนี้ไปได้เลย เพราะ Caught Stealing พาเราย้อนกลับไปสู่นิวยอร์กยุค 90s ในมุมที่เน่าเฟะที่สุด แถบ Lower East Side ถูกถ่ายทอดออกมาได้สกปรก หยาบกร้าน และอันตราย

งานกำกับภาพ (Cinematography) ต้องปรบมือให้กับทีมกำกับภาพที่เลือกใช้โทนสีและแสงเงาได้อย่างยอดเยี่ยม หนังเรื่องนี้ใช้แสงแบบ High Contrast และแสงไฟนีออนจากป้ายร้านบาร์ที่สะท้อนกับพื้นถนนเปียกแฉะ ให้ความรู้สึกแบบหนัง Neo-Noir ยุคเก่า แต่มีความทันสมัยในมุมกล้อง กล้องมักจะจับภาพในระยะประชิด (Close-up) หรือใช้มุมกล้องแบบ Handheld ที่สั่นไหวเล็กน้อยตามจังหวะการหายใจของตัวละคร ทำให้คนดูรู้สึกเหมือนเป็น “วิญญาณ” ที่เกาะติดหลังแฮงค์ไปทุกที่ เราเห็นเม็ดเหงื่อ เห็นแววตาที่สั่นระริก และเห็นรอยเลือดที่ค่อยๆ ซึมผ่านเสื้อผ้า

งานออกแบบศิลป์ (Production Design) ดีเทลของยุค 90s ถูกใส่เข้ามาอย่างแนบเนียน ไม่ว่าจะเป็นตู้โทรศัพท์สาธารณะที่เต็มไปด้วยรอยขีดเขียน รถยนต์รุ่นเก่า หรือแฟชั่นเสื้อผ้าที่ดูโทรมแต่มีสไตล์ (Grunge Style) บรรยากาศในบาร์ที่แฮงค์ทำงาน ดูเหม็นอับและอบอวลไปด้วยควันบุหรี่จนคนดูแทบจะได้กลิ่นทะลุจอ ความสกปรก (Grittiness) ของหนังเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ฉากหลัง แต่มันคือ “ตัวละคร” อีกตัวหนึ่งที่คอยกัดกินชีวิตของแฮงค์

ฉากแอ็กชันในเรื่องนี้ไม่ได้ขายความสวยงามของการออกแบบคิวบู๊ แต่ขาย “ความเละเทะ” (Chaos) มุมกล้องในช่วงชุลมุนทำออกมาได้สับสนแต่มองรู้เรื่อง (ซึ่งทำยากมาก) มันถ่ายทอดความรู้สึกของคนที่กำลังโดนรุมกระทืบได้สมจริง จนเราเผลอยกมือขึ้นมาบังหน้าตัวเองในบางจังหวะ

3. การแสดง “Austin Butler กับการสลัดคราบราชา”

นี่คือไฮไลท์สำคัญที่สุดของหนัง ถ้าใครยังติดภาพ Austin Butler จากบท Elvis หรือ Dune Part Two เรื่องนี้จะเป็นการล้างภาพจำเหล่านั้นจนหมดสิ้น

Austin Butler ในบท Hank Thompson Butler มอบการแสดงระดับ “ถวายหัว” เขาไม่ได้แค่เล่นเป็นแฮงค์ แต่เขากลายเป็น “หมาจนตรอก” อย่างสมบูรณ์แบบ สิ่งที่น่าชื่นชมที่สุดคือ Physical Acting (การแสดงผ่านร่างกาย) ของเขา ตลอดทั้งเรื่องเราจะเห็นแฮงค์ในสภาพที่ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ร่างกายที่สะบักสะบอม การเดินขากะเผลก การหายใจที่ติดขัด ทุกอย่างดูเจ็บจริง ไม่มีการเก๊กหล่อ Butler ทำให้เราเชื่อว่าอดีตนักเบสบอลคนนี้มีความแข็งแกร่งทางร่างกาย แต่จิตใจกำลังจะแตกสลาย

แววตาของ Butler ในเรื่องนี้ทรงพลังมาก มันไม่ใช่สายตาของฮีโร่ผู้กล้าหาญ แต่เป็นสายตาของคนที่ถามตัวเองตลอดเวลาว่า “ทำไมต้องเป็นกู?” เขาถ่ายทอดความเปราะบาง (Vulnerability) ออกมาได้น่าสงสาร จนคนดูอดไม่ได้ที่จะเอาใจช่วยให้เขารอดไปได้ แม้รู้ว่าโอกาสจะริบหรี่แค่ไหนก็ตาม นี่คือการแสดงที่พิสูจน์ว่าเขาคือนักแสดงขายฝีมือระดับแถวหน้าของฮอลลีวูดอย่างแท้จริง

นักแสดงสมทบ (The Supporting Ensemble) หนังเรื่องนี้จะขาดสีสันไปไม่ได้เลยถ้านักแสดงสมทบไม่ได้มาตรฐาน Zoë Kravitz ในบทหญิงสาวปริศนา ทำหน้าที่เป็นตัวแปรสำคัญที่มีเสน่ห์ลึกลับและอันตราย เคมีระหว่างเธอกับ Butler ดูเข้ากันแบบแปลกๆ เหมือนคนบ้าสองคนที่ต้องมาเจอกันในสถานการณ์วิกฤต

และที่ต้องพูดถึงคือเหล่าบรรดาตัวร้ายและนักฆ่าที่ดาหน้ากันเข้ามา แต่ละคนมีคาแรคเตอร์ที่ชัดเจนและบ้าคลั่งในแบบของตัวเอง ตั้งแต่มาเฟียรัสเซียสุดโหด ไปจนถึงตำรวจคอร์รัปชัน การแสดงของพวกเขาทำให้โลกในหนังดูน่ากลัวและไว้ใจใครไม่ได้เลย Regina King หรือ Liev Schreiber (ถ้ามีบทบาทตามคาด) ต่างก็มอบการแสดงที่น่าจดจำ แม้จะออกมาไม่นานแต่ก็ขโมยซีนได้ทุกครั้ง

4. ประเด็นที่ตกผลึก “เมื่อชีวิตสู้กลับ เราจะสู้คืนอย่างไร?”

ภายใต้ฉากหน้าของการไล่ล่าชิงเงินล้าน หนังซ่อนประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “โอกาสครั้งที่สอง” (Second Chances) และ “การไถ่บาป” (Redemption)

แฮงค์ ทอมป์สัน คือตัวแทนของคนที่ล้มเหลวในชีวิต เขาเคยรุ่งโรจน์แต่ตกลงสู่จุดต่ำสุด การหนีตายในค่ำคืนนี้เปรียบเสมือนบททดสอบจากนรกที่บีบให้เขาต้องลุกขึ้นสู้ ไม่ใช่เพื่อเงิน แต่เพื่อพิสูจน์ว่าเขายังมีค่าพอที่จะมีชีวิตอยู่ หนังตั้งคำถามว่า เมื่อมนุษย์ถูกต้อนจนมุม สัญชาตญาณดิบจะพาเราไปได้ไกลแค่ไหน? และเรายอมแลกอะไรบ้างเพื่อความอยู่รอด?

Aronofsky ไม่ได้พยายามยัดเยียดปรัชญาใส่หัวคนดูเหมือนหนังเรื่องก่อนๆ ของเขา แต่เขาเลือกที่จะให้การกระทำของตัวละครเป็นตัวเล่าเรื่องแทน ความรุนแรงในหนังจึงไม่ได้มีไว้เพื่อความสะใจเพียงอย่างเดียว แต่มันคือผลลัพธ์ของการกระทำ และเครื่องเตือนใจว่าทุกการตัดสินใจมีราคาที่ต้องจ่าย

บทสรุปส่งท้าย

Caught Stealing (2025) คือภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยพลังงานอันเกรี้ยวกราด มันคือส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างสไตล์การกำกับที่เข้มข้นของ Darren Aronofsky กับความดิบเถื่อนของนิยายต้นฉบับ และการแสดงระดับมาสเตอร์พีซของ Austin Butler

หากคุณกำลังมองหาหนังที่ดูจบแล้วสามารถลุกเดินออกจากโรงแบบชิลๆ เรื่องนี้อาจไม่เหมาะกับคุณ แต่ถ้าคุณต้องการหนังที่กระชากอารมณ์ บีบหัวใจ และทำให้คุณรู้สึกเหนื่อยราวกับได้ไปวิ่งหนีตายมาพร้อมกับตัวเอก นี่คือหนังที่คุณห้ามพลาด

มันไม่ใช่แค่หนังคนเดือด แต่มันคืองานศิลปะแห่งความวินาศที่งดงาม

ภาพสุดท้ายของหนังเรื่องนี้จะติดตาคุณไปอีกนาน มันคือบทสรุปที่ทั้งเจ็บปวดและปลดปล่อย เป็นเครื่องยืนยันว่า ในเมืองที่ไร้ความปรานีอย่างนิวยอร์ก บางครั้ง “การมีชีวิตรอด” ก็ถือเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว

คะแนน ⭐⭐⭐⭐⭐ (5/5 ดาว สำหรับความเดือดและความถึงใจ)

รายชื่อนักแสดงหลักจากภาพยนตร์เรื่อง Caught Stealing (คนเดือดขวางทางโจร) ปี 2025 พร้อมประวัติโดยย่อที่น่าสนใจของแต่ละคนครับ

ภาพยนตร์เรื่องนี้รวมเอานักแสดงระดับ “ยอดฝีมือ” (Talented) มาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ซึ่งแต่ละคนมีผลงานการันตีคุณภาพมาแล้วทั้งสิ้น

1. Austin Butler (ออสติน บัตเลอร์)

  • รับบท Hank Thompson (แฮงค์ ทอมป์สัน) – อดีตนักเบสบอลที่ผันตัวมาเป็นบาร์เทนเดอร์ผู้โชคร้าย
  • ประวัติย่อ พระเอกหนุ่มดาวรุ่งที่ร้อนแรงที่สุดในฮอลลีวูดขณะนี้ เขาแจ้งเกิดอย่างเป็นทางการและคว้ารางวัลลูกโลกทองคำจากการสวมวิญญาณเป็นราชาเพลงร็อกใน “Elvis” (2022) ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ด้วย นอกจากนี้เขายังสร้างความฮือฮาในบทตัวร้ายสุดอำมหิต “เฟด-รอธา” ใน “Dune Part Two” (2024) สำหรับเรื่อง Caught Stealing นี้ ถือเป็นการพลิกบทบาทครั้งสำคัญมาเป็น “คนธรรมดา” ที่ต้องสู้ยิบตา

2. Zoë Kravitz (โซอี้ คราวิทซ์)

  • รับบท (บทบาทสำคัญที่ยังคงความลับ แต่คาดว่าเป็นตัวแปรสำคัญในการหนีตายของแฮงค์)
  • ประวัติย่อ นักแสดงสาวมาดเท่ที่มีสไตล์เป็นเอกลักษณ์ ลูกสาวของร็อกเกอร์ในตำนาน Lenny Kravitz เธอโด่งดังไปทั่วโลกจากการรับบท “Catwoman” ใน “The Batman” (2022) และบทบาทที่น่าจดจำในซีรีส์ “Big Little Lies” รวมถึง “Mad Max Fury Road” โซอี้ขึ้นชื่อเรื่องการแสดงที่มีเสน่ห์ลึกลับและดึงดูดสายตาผู้ชมได้อยู่หมัด

3. Regina King (เรจิน่า คิง)

  • รับบท (ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดแน่ชัด แต่คาดว่าเป็นตัวละครที่มีอำนาจหรือตำรวจระดับสูง)
  • ประวัติย่อ นักแสดงหญิงระดับตัวแม่ที่กวาดรางวัลมาแล้วทุกเวที เธอคือเจ้าของรางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจาก “If Beale Street Could Talk” (2018) และโด่งดังสุดขีดจากบทบาทฮีโร่ในซีรีส์ “Watchmen” เรจิน่าเป็นที่รู้จักในฐานะนักแสดงที่ทรงพลัง สามารถถ่ายทอดบทดราม่าหนักๆ และบทที่ต้องใช้ความเข้มแข็งได้อย่างยอดเยี่ยม

4. Matt Smith (แมตต์ สมิธ)

  • รับบท (คาดว่าเป็นหนึ่งในคู่อริหรือตัวละครที่มีความจิตป่วน)
  • ประวัติย่อ นักแสดงชาวอังกฤษมากฝีมือที่เป็นขวัญใจแฟนหนังไซไฟและพีเรียด เขาคือ “Doctor Who” คนที่ 11 ที่โด่งดังมาก และรับบทเจ้าชายฟิลิปในซีรีส์ “The Crown” ล่าสุดเขากลายเป็นที่พูดถึงทั่วโลกจากบท “Daemon Targaryen” เจ้าชายมังกรสุดเทาในซีรีส์ “House of the Dragon” แมตต์ขึ้นชื่อเรื่องการรับบทตัวละครที่มีความซับซ้อน คาดเดาไม่ได้ และมักจะขโมยซีนได้เสมอ

5. Liev Schreiber (ลีฟ ชไรเบอร์)

  • รับบท (คาดว่าเป็นหัวหน้าแก๊งมาเฟียหรือตัวการใหญ่)
  • ประวัติย่อ นักแสดงรุ่นใหญ่ที่มีน้ำเสียงทุ้มต่ำและบุคลิกน่าเกรงขาม เขาโด่งดังจากบท “Sabretooth” พี่ชายของวูล์ฟเวอรีนใน “X-Men Origins Wolverine” และบทนำในซีรีส์ดราม่าอาชญากรรมชื่อดังอย่าง “Ray Donovan” รวมถึงภาพยนตร์รางวัลออสการ์ “Spotlight” การมีเขาอยู่ในเรื่องช่วยเพิ่มระดับความกดดันและความดิบเถื่อนให้กับหนังได้อย่างดี

6. Bad Bunny (แบด บันนี่)

  • รับบท (สมุนมาเฟียหรือนักฆ่า)
  • ประวัติย่อ ซูเปอร์สตาร์นักร้องระดับโลกชาวปูเออร์โริโก ที่หันมาเอาดีด้านการแสดง เขาเคยฝากผลงานแอ็กชันกวนๆ ไว้ใน “Bullet Train” (2022) การมาร่วมงานในเรื่องนี้คาดว่าจะช่วยเพิ่มสีสันและความบ้าคลั่งให้กับฉากไล่ล่าได้อย่างแน่นอน

สรุปภาพรวมนักแสดง เป็นการแคสติ้งที่น่าสนใจมาก เพราะเป็นการรวมเอา “ดาวรุ่งพุ่งแรง” (Austin Butler, Zoë Kravitz) มาเจอกับ “รุ่นเก๋าฝีมือพระกาฬ” (Regina King, Liev Schreiber) ภายใต้การกำกับของ Darren Aronofsky ซึ่งรับประกันได้เลยว่าบทบาทของทุกคนจะไม่ธรรมดาแน่นอนครับ movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *