รีวิวจัดเต็ม Cobweb (2023) ก๊อก..ก๊อก..เคาะเรียกผี ผนังมีหู ประตูมีผี

นี่คือรีวิวภาพยนตร์เรื่อง Cobweb (ก๊อก..ก๊อก..เคาะเรียกผี) แบบเจาะลึก จัดเต็มทั้งอารมณ์ การวิเคราะห์งานภาพ และการแสดง โดยเน้นความรู้สึกเหมือนเรานั่งคุยกันเรื่องหนัง สไตล์ “คอหนังคุยกับคอหนัง” โดยจะไม่เน้นเล่าเรื่องย่อให้เสียอรรถรส แต่จะพาไปขุดคุ้ยความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้ครับ

รีวิวเจาะลึก Cobweb (2023) – เมื่อบ้านไม่ใช่เซฟโซน และพ่อแม่คือสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวที่สุด

Cobweb (2023)

คุณเคยนอนอยู่บนเตียงตอนเด็กๆ แล้วได้ยินเสียงอะไรบางอย่างไหม? เสียงกุกกกัก เสียงเคาะเบาๆ จากผนังห้อง หรือเสียงกระซิบที่เหมือนจะเรียกชื่อเรา… ถ้าคุณเคยมีความรู้สึกนั้น Cobweb คือหนังที่จะขุดเอาความกลัวใต้จิตสำนึกนั้นกลับมาเล่นงานคุณอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่แค่เรื่องผีตุ้งแช่ธรรมดา มันคือ “ฝันร้ายในรูปแบบเทพนิยายกอทิก” ที่เล่นกับจิตใจคนดูได้อย่างแสบสัน

บอกเลยว่าหนังเรื่องนี้เป็น “Hidden Gem” หรือเพชรในตมของหนังสยองขวัญปี 2023 ที่หลายคนมองข้าม แต่สำหรับผม นี่คือหนังที่มีรสชาติแปลกประหลาด อึดอัด และบ้าคลั่งในแบบที่หาได้ยาก

1. บรรยากาศและงานภาพ ความงามที่ชวนขนลุก (Visual & Atmosphere)

สิ่งแรกที่ต้องพูดถึงและขอปรบมือให้ดังๆ คือ “Atmosphere” หรือบรรยากาศของหนัง ผู้กำกับ Samuel Bodin (จากซีรีส์ Marianne) ฉลาดมากที่เลือกเซ็ตฉากหลังของเรื่องให้เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ก่อนวันฮาโลวีน

ทำไมถึงต้องชม? เพราะหนังเรื่องนี้ไม่ได้ถ่ายภาพออกมาให้แค่มืด แต่มันถ่ายทอดออกมาให้รู้สึกถึง “ความเน่าเฟะที่สวยงาม” โทนสีของหนังถูกย้อมไปด้วยสีส้มของฟักทอง สีน้ำตาลของใบไม้แห้ง และสีดำทมิฬของเงาในบ้าน มันให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังเปิดดูหนังสือนิทานกริมม์ฉบับดั้งเดิมที่โหดร้าย ไม่ใช่ฉบับดิสนีย์

บ้าน ในเรื่องนี้ไม่ใช่แค่สถานที่ แต่มันคือ “ตัวละครหลัก” อีกตัวหนึ่ง การจัดแสงในบ้านหลังนี้คือที่สุดของความกดดัน สังเกตดูดีๆ ว่าแสงในบ้านนี้แทบจะไม่มีแสงธรรมชาติที่ดูสดใสเลย มันมักจะเป็นแสงสลัวจากโคมไฟ แสงสีส้มที่ลอดผ่านผ้าม่าน หรือเงาที่ทอดยาวผิดปกติ มุมกล้องมักจะถ่ายให้เห็นเพดานที่สูง หรือทางเดินที่ดูแคบและลึก ทำให้คนดูรู้สึก Claustrophobic (กลัวที่แคบ) และรู้สึกว่าตัวละครเอกอย่าง “ปีเตอร์” นั้นตัวเล็กกระจิดริดเมื่อเทียบกับบ้านทั้งหลัง

อีกจุดที่น่าสนใจคือ “เงา” (Shadows) หนังเรื่องนี้เล่นกับเงาเก่งมาก ผนังห้องนอนของปีเตอร์ไม่ได้เป็นแค่ผนัง แต่มันคือพรมแดนกั้นระหว่างความจริงกับความลับ ลวดลายวอลเปเปอร์ที่ดูเก่าคร่ำครึ เมื่อเจอกับแสงเงาตอนกลางคืน มันชวนให้จินตนาการเห็นเป็นรูปร่างต่างๆ ซึ่งนี่แหละคือหัวใจของความกลัวแบบเด็กๆ ที่หนังถ่ายทอดออกมาได้สมจริงสุดๆ

2. การแสดง มาสเตอร์คลาสของความ “จิต” (Acting Showcase)

ถ้าบทหนังคือกระดูกสันหลัง นักแสดงในเรื่องนี้ก็คือวิญญาณที่สิงสู่ และบอกเลยว่าแคสติ้งเรื่องนี้คือ “ความสมบูรณ์แบบที่น่าขนลุก”

  • Woody Norman รับบท Peter (ลูกชาย) น้องคนนี้แบกหนังทั้งเรื่องไว้บนบ่าได้อย่างน่าทึ่ง สายตาของน้องสื่อสารความหวาดกลัว ความสับสน และความโดดเดี่ยวออกมาได้โดยไม่ต้องพูดเยอะ เราจะรู้สึกได้เลยว่าเด็กคนนี้ “Broken” หรือแตกสลายจากข้างใน เขาเป็นเด็กที่ถูกบีบอัดจากทั้งความกลัวสิ่งที่อยู่ในผนัง และความกลัวพ่อแม่ตัวเอง การแสดงของน้องทำให้เราอยากกระโดดเข้าไปในจอแล้วพาน้องหนีออกมา
  • Antony Starr รับบท พ่อ ใครที่ติดภาพเขาจากบท Homelander ใน The Boys จะรู้ว่าผู้ชายคนนี้มีรอยยิ้มที่ “ไม่น่าไว้ใจที่สุดในโลก” และในเรื่องนี้เขาก็ใช้จุดเด่นนั้นอย่างคุ้มค่า Antony เล่นบทพ่อที่ดูภายนอกเหมือนจะอบอุ่น ปกป้องลูก แต่แววตามันว่างเปล่าและคุกคาม ทุกครั้งที่เขาพูดประโยคธรรมดาๆ อย่าง “พ่อทำเพื่อลูกนะ” หรือ “ไม่มีอะไรต้องกลัว” มันกลับฟังดูเหมือนคำขู่มากกว่าคำปลอบโยน ความนิ่งของเขาคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด เพราะเรารู้ว่าภายใต้ความนิ่งนั้น มันมีระเบิดเวลาซ่อนอยู่
  • Lizzy Caplan รับบท แม่ คนนี้คือ MVP ของเรื่องสำหรับผม Lizzy Caplan มอบการแสดงที่ไต่ระดับจาก “แม่ที่เครียดและวิตกกังวล” ไปสู่ “ความบ้าคลั่งหลุดโลก” ได้อย่างแนบเนียน เธอมีความเป็นแม่ที่ดูเหมือนจะรักลูกมากเกินไป (Overprotective) จนกลายเป็นความสยองขวัญ รอยยิ้มที่ฝืนๆ ของเธอ การหั่นผักที่แรงเกินความจำเป็น หรือสายตาที่มองลูกเหมือนกำลังมองนักโทษ ทั้งหมดนี้สร้างความอึดอัดให้คนดูชนิดที่ว่า แค่ฉากนั่งกินข้าวด้วยกันเฉยๆ ก็ทำให้เรากลั้นหายใจได้แล้ว

เคมีระหว่าง Antony และ Lizzy คือความลงตัวของคู่รักวิปลาส พวกเขาสร้างบรรยากาศในบ้านให้เป็นเหมือน “กรงขัง” ที่ฉาบหน้าด้วยคำว่า “ครอบครัว”

3. การเล่าเรื่องและจังหวะ ช้า…เนิบ…แล้วระเบิด! (Storytelling & Pacing)

เนื้อหาของ Cobweb ไม่ได้ซับซ้อนถ้าเรามองแค่โครงสร้าง แต่วิธีการเล่าต่างหากที่น่าสนใจ หนังแบ่งจังหวะออกเป็นสองช่วงอย่างชัดเจน

  • ช่วงแรก จิตวิทยาและความหวาดระแวง (Psychological Horror) หนังใช้เวลาปูเรื่องด้วยความสงสัย (Suspense) ผู้กำกับเล่นกับความไม่ไว้วางใจของคนดู เราจะถูกหลอกล่อให้สงสัยว่า “ตกลงผีมีจริงไหม?” หรือ “ปีเตอร์คิดไปเอง?” หรือ “พ่อแม่คือคนร้าย?” การเดินเรื่องช่วงนี้อาจจะดูช้าสำหรับคนที่ชอบหนังผีตุ้งแช่ แต่มันจำเป็นมาก เพราะมันคือการค่อยๆ หยอด “ยาพิษ” ลงในใจคนดู ให้เรารู้สึกไม่ปลอดภัยแม้อยู่ในบ้านตัวเอง เสียงเคาะ กฏระเบียบแปลกๆ ในบ้าน การห้ามออกไปข้างนอก ทั้งหมดนี้ค่อยๆ บีบหัวใจเราทีละนิด
  • ช่วงหลัง ความบ้าคลั่ง (The Madness Unleashed) โดยไม่สปอยล์เนื้อหาสำคัญ แต่ต้องบอกว่าเมื่อความลับถูกเปิดเผย หนังจะเปลี่ยนเกียร์จาก 0 เป็น 100 ทันที จากหนังจิตวิทยาเนิบๆ กลายเป็นหนังระทึกขวัญที่เลือดสาดและรุนแรง (Gore) แบบที่หลายคนไม่ทันตั้งตัว การเปลี่ยนโทนตรงนี้อาจจะทำให้บางคนรู้สึกขัดใจ (เสียงแตกพอสมควร) แต่ในมุมมองของผม มันคือการ “ปลดปล่อย” ความอัดอั้นที่สะสมมาทั้งเรื่อง มันเหมือนฝีที่บ่มมานานแล้วระเบิดออก

4. ประเด็นที่ซ่อนอยู่ การเลี้ยงดูที่เป็นพิษ (Toxic Parenting)

สิ่งที่ทำให้ Cobweb น่าสนใจกว่าหนังผีทั่วไป คือ “Subtext” หรือข้อความที่ซ่อนอยู่ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของปีศาจในบ้าน แต่มันคือเรื่องของ “Child Abuse” (การทารุณกรรมเด็ก) และ “Gaslighting” (การปั่นหัว)

หนังตั้งคำถามที่น่าเจ็บปวดว่า “เราจะทำอย่างไร เมื่อคนที่ควรจะปกป้องเรา (พ่อแม่) กลายเป็นคนที่อันตรายที่สุด?”

ตัวละครพ่อและแม่ในเรื่องนี้ คือตัวแทนของการเลี้ยงลูกแบบเผด็จการ (Authoritarian Parenting) ที่ใช้คำว่า “รัก” และ “ความปลอดภัย” เป็นข้ออ้างในการควบคุมทุกอย่างในชีวิตลูก พวกเขาสร้างโลกจำลองขึ้นมาหลอกลูกว่า “ข้างนอกมันอันตราย” เพื่อขังลูกไว้กับตัวเอง การกระทำนี้แหละคือ “ใยแมงมุม” (Cobweb) ที่แท้จริง มันไม่ใช่ใยที่อยู่ตามมุมห้อง แต่มันคือใยแห่งคำโกหกและการควบคุมที่พันธนาการปีเตอร์เอาไว้

เสียงจากผนัง ไม่ว่ามันจะเป็นผีหรือปีศาจ ในเชิงสัญลักษณ์มันคือ “ความจริง” หรือ “สัญชาตญาณ” ของเด็กที่พยายามจะบอกว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นนี้มันไม่ปกติ” การที่ปีเตอร์เริ่มฟังเสียงนั้น คือการเริ่มเติบโตและตั้งคำถามกับอำนาจของพ่อแม่

5. จุดที่อาจจะไม่ถูกใจทุกคน (Weaknesses)

เพื่อให้รีวิวนี้แฟร์ที่สุด ต้องพูดถึงจุดด้อยบ้าง

  1. CG ในช่วงท้าย มีบางช็อตที่ CGI ดูลอยๆ และหลุดจากความสมจริงไปบ้าง ซึ่งอาจจะลดทอนความน่ากลัวลงสำหรับบางคน
  2. การตัดสินใจของตัวละคร ตามสไตล์หนังสยองขวัญ จะมีจังหวะที่ตัวละครทำอะไรโง่ๆ หรือชวนหงุดหงิด (โดยเฉพาะคุณครู Miss Devine ที่ถึงแม้จะหวังดี แต่การกระทำบางอย่างก็ดูขัดใจคนดู)
  3. ตอนจบที่ห้วน หนังจบแบบทิ้งปมและห้วนมาก เหมือนตัดจบ (Abrupt ending) ซึ่งอาจจะทำให้คนดูรู้สึกค้างคาใจ ว่า “แค่นี้เหรอ?” หรือ “แล้วยังไงต่อ?”

บทสรุป ควรดูไหม?

Cobweb คือหนังที่เปรียบเสมือนฝันร้ายวัยเด็กที่ถูกขยายภาพให้ชัดเจนขึ้น มันมีกลิ่นอายของหนังอย่าง Coraline ผสมกับ The Babadook และมีความบ้าคลั่งแบบ Malignant เล็กๆ ในตอนท้าย

  • งานภาพ 9/10 (สวย หลอน กอทิก)
  • การแสดง 9.5/10 (Antony Starr และ Lizzy Caplan แบกหนังได้สุดยอด)
  • ความน่ากลัว 8/10 (เน้นบรรยากาศมากกว่าตุ้งแช่)
  • บทสรุป 7.5/10 (ดี แต่อาจจะเสียงแตกตรงบทสรุป)

คำแนะนำ ดูในห้องมืดๆ เปิดเสียงให้กระหึ่ม แล้วปล่อยให้บรรยากาศของบ้านหลังนี้กลืนกินคุณ ถ้าคุณชอบหนังที่เล่นกับจิตวิทยาครอบครัว ผสมกับความเชื่อเรื่องตำนานเมือง และไม่รังเกียจความรุนแรงในช่วงท้าย นี่คือหนังที่คุณ “ห้ามพลาด” ครับ

หนังเรื่องนี้จะทำให้คุณมอง “ผนังห้อง” ของตัวเองไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป… และคุณอาจจะเริ่มสงสัยว่า เสียงกุกกกักที่คุณได้ยินเมื่อคืน… มันเป็นแค่เสียงหนูวิ่ง หรือมี “ใคร” รอคอยที่จะเล่าความลับให้คุณฟังอยู่กันแน่?

และนี่คือ บทสรุปท้ายเรื่อง (Ending Explained) ของภาพยนตร์เรื่อง Cobweb แบบเจาะลึก ลงรายละเอียดทุกจุดสำคัญ และวิเคราะห์ความหมายที่ซ่อนอยู่ครับ

⚠️ คำเตือน เนื้อหาต่อไปนี้มีการเปิดเผยจุดสำคัญที่สุดของเรื่อง (Spoilers Alert) 100% หากยังไม่ได้ดูและไม่อยากเสียอรรถรส ข้ามส่วนนี้ไปก่อนนะครับ ⚠️

1. จุดแตกหัก ยาเบื่อหนูและคำเตือนสุดท้าย

ในคืนวันฮาโลวีน ปีเตอร์ตัดสินใจเชื่อเสียงของ “พี่สาว” ในผนัง (ที่เรียกตัวเองว่า ซาร่าห์) ว่าพ่อแม่คือปีศาจที่ขังเธอไว้ ปีเตอร์จึงวางยาพ่อแม่ด้วยการใส่ยาเบื่อหนูลงในซุป

  • ฉากโหดร้าย พ่อและแม่เริ่มกระอักเลือดและทุรนทุราย แต่ก่อนที่แม่จะตาย เธอพยายามคลานมาหาปีเตอร์ ไม่ใช่เพื่อทำร้าย แต่เพื่อจะบอกความจริง ส่วนพ่อที่กำลังจะสิ้นใจ ตะโกนคำเตือนสุดท้ายออกมาว่า “อย่าปล่อยมันออกมา!”
  • ความจริงที่พลิกผัน วินาทีนั้นเราถึงได้รู้ว่า พ่อแม่ไม่ได้บ้าหรือเป็นปีศาจ (ในแง่เหนือธรรมชาติ) แต่พวกเขาคือ “ผู้คุมขัง” ที่พยายามขังสิ่งชั่วร้ายที่แท้จริงเอาไว้ไม่ให้ทำอันตรายใคร รวมถึงตัวปีเตอร์ด้วย

2. การเปิดเผยตัวตน “ซาร่าห์” คือใคร?

เมื่อพ่อแม่ตาย ปีเตอร์ขโมยกุญแจจากศพพ่อไปไขนาฬิกาตั้งพื้นขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นประตูลับไปสู่ห้องขังหลังผนัง

  • The Reveal สิ่งที่ออกมาไม่ใช่ผีเด็กสาวที่น่าสงสาร แต่คือ “พี่สาวฝาแฝด” (หรือพี่สาว) ของปีเตอร์ ที่เกิดมามีความผิดปกติทางร่างกายและจิตใจ
  • รูปลักษณ์ของซาร่าห์ เธอมีผมยาวรุงรัง ผิวซีดเผือก ดวงตาไวต่อแสง ฟันแหลมคมเหมือนสัตว์ป่า และที่สำคัญคือ แขนขาของเธอยาวผิดปกติและบิดเบี้ยว ทำให้เธอเคลื่อนที่ได้รวดเร็วเหมือน “แมงมุม” (เป็นที่มาของชื่อเรื่อง Cobweb) เธอกระโจนออกมาด้วยความหิวกระหายและบ้าคลั่ง

3. คืนเชือดโหด (Halloween Massacre)

จังหวะเดียวกับที่ซาร่าห์หลุดออกมา กลุ่มเด็กเกเรที่ชอบแกล้งปีเตอร์บุกเข้ามาในบ้านเพื่อทำลายข้าวของวันฮาโลวีน

  • การสังหารหมู่ เด็กกลุ่มนั้นกลายเป็นเหยื่อสังเวยความโกรธแค้นของซาร่าห์ทันที ฉากนี้แสดงให้เห็นศักยภาพความโหดเหี้ยมของเธอ เธอฆ่าเด็กเหล่านั้นอย่างรวดเร็วและเลือดเย็น เป็นการยืนยันว่าสิ่งที่พ่อแม่ทำ (การขังเธอไว้) อาจจะเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำจริงๆ

4. การทรยศและการเอาตัวรอด

ปีเตอร์คิดว่าซาร่าห์คือพันธมิตร แต่เขากลับพบความจริงว่า ซาร่าห์อิจฉาปีเตอร์มาตลอดที่ได้ใช้ชีวิตปกติในบ้าน (ได้นอนเตียงนุ่มๆ ได้กินอาหารดีๆ) ในขณะที่เธอต้องอยู่ในที่มืดกินเศษอาหาร เธอหลอกใช้ปีเตอร์ฆ่าพ่อแม่เพื่อปลดปล่อยตัวเอง และตอนนี้เธอจะฆ่าปีเตอร์ด้วย

  • บทสรุปการต่อสู้ ครูประจำชั้น (Miss Devine) ที่สงสัยเรื่องนี้มาตลอด บุกเข้ามาในบ้านและช่วยปีเตอร์ไว้ได้ทัน ทั้งคู่หนีลงไปที่ห้องใต้ดิน และใช้อุบายล่อซาร่าห์ให้ตกลงไปในหลุมลึก (ที่เป็นกรงขังเก่า) และปิดฝาขังเธอไว้อีกครั้ง

5. ฉากจบ เสียงกระซิบที่ไม่จางหาย

หนังตัดจบด้วยฉากที่ปีเตอร์ยืนมองฝาปิดหลุมขังซาร่าห์ด้วยสายตาที่ว่างเปล่าและหวาดกลัว เสียงของซาร่าห์ดังลอดขึ้นมาว่า

“แกขังฉันไม่ได้หรอก… ฉันจะอยู่กับแกเสมอ เพราะเราเป็นพี่น้องกัน” (หรือทำนองว่า ฉันอยู่ในหัวของแก)

ก่อนที่กล้องจะซูมไปที่หน้าของปีเตอร์ และเงาสะท้อนหรือความรู้สึกบางอย่างทำให้เขาสะดุ้ง จบเรื่อง

🔍 วิเคราะห์บทสรุป ความหมายที่ซ่อนอยู่

1. พ่อแม่คือ “ปีศาจ” หรือ “ผู้เสียสละ”? หนังทิ้งประเด็นนี้ไว้ให้คิด พ่อแม่อาจจะรักลูกจริงๆ แต่เป็นความรักที่บิดเบี้ยว พวกเขาเลือกที่จะขังลูกคนหนึ่งไว้ทรมาน เพื่อให้อีกคน (ปีเตอร์) ได้โตมา (แม้จะโตมาแบบเก็บกดก็ตาม) การกระทำของพ่อแม่คือการ “สร้างกรงขังซ้อนกรงขัง” — ขังซาร่าห์ไว้ในผนัง และขังปีเตอร์ไว้ด้วยความกลัว

2. สัญลักษณ์ “แมงมุม” (Cobweb) ซาร่าห์เปรียบเสมือนแมงมุมที่ชักใยรอเหยื่อ ใยของเธอไม่ใช่ใยไหม แต่คือ “คำโกหก” ที่เธอใช้ปั่นหัวปีเตอร์ (เหยื่อ) ให้ติดกับดักทางจิตวิทยา จนสุดท้ายเหยื่อก็ทำลายเกราะป้องกันเดียวที่มี (พ่อแม่) ทิ้งด้วยมือตัวเอง

3. ฝันร้ายที่ไม่มีวันจบ ตอนจบสื่อว่า แม้ซาร่าห์จะถูกขังทางกายภาพ แต่ปีเตอร์จะไม่มีวันหลุดพ้นจากเธอทาง “จิตใจ”

  • ปีเตอร์ฆ่าพ่อแม่ตัวเองกับมือ (ตราบาปนี้จะติดตัวไปตลอด)
  • เขารู้แล้วว่าเขามีพี่สาวที่เป็นสัตว์ประหลาดและจ้องจะเอาชีวิต
  • คำพูดสุดท้ายของซาร่าห์สื่อว่า ความชั่วร้ายหรือความบ้าคลั่งนี้ มันอยู่ในสายเลือด (DNA) ของพวกเขา ทั้งคู่เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน

สรุปสั้นๆ ปีเตอร์รอดตายจากพี่สาว แต่เขาได้สูญเสียความเป็นมนุษย์และวัยเด็กไปตลอดกาล เขาเปลี่ยนจากเด็กที่ถูกพ่อแม่ปกป้อง กลายเป็นเด็กที่ต้องแบกรับความลับและความสยองขวัญนี้ไว้ด้วยตัวเองตามลำพังครับ

สำหรับภาคต่อ ณ ปัจจุบัน (ธันวาคม 2025) ยังไม่มีการประกาศสร้างภาคต่อ (Sequel) ของ Cobweb อย่างเป็นทางการ ครับ

และถ้าวิเคราะห์จากปัจจัยต่างๆ โอกาสที่จะมีภาค 2 นั้นถือว่า “ค่อนข้างน้อย” ด้วยเหตุผลดังนี้ครับ

  1. รายได้บน Box Office (ปัจจัยหลัก) หนังเรื่องนี้ทำรายได้ทั่วโลกไปประมาณ 8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับมาตรฐานหนังฮอลลีวูด (แม้จะเป็นหนังทุนไม่สูงมากก็ตาม) ปกติแล้วสตูดิโอ (Lionsgate) มักจะอนุมัติภาคต่อก็ต่อเมื่อภาคแรกทำกำไรได้ถล่มทลาย หรือเป็นกระแสไวรัลมากๆ เท่านั้น
  2. กระแสตอบรับ แม้หนังจะได้รับคำชมเรื่องบรรยากาศและการแสดง แต่คะแนนวิจารณ์ในภาพรวมอยู่ในระดับ “กลางๆ” (Mixed Reviews) ไม่ได้เป็นปรากฏการณ์เหมือนหนังอย่าง M3GAN หรือ Smile ที่ประกาศสร้างภาคต่อทันที
  3. เจตนาของผู้สร้าง ผู้กำกับ Samuel Bodin และคนเขียนบท ดูเหมือนตั้งใจทำเรื่องนี้ให้เป็น Standalone Film (หนังภาคเดียวจบ) มากกว่า แม้ตอนจบจะทิ้งปมไว้แบบปลายเปิด (Open Ending) แต่ในวงการหนังสยองขวัญ การจบแบบ “ปีศาจยังไม่ตายสนิท” หรือ “ฝันร้ายยังคงอยู่” เป็นสไตล์การจบที่นิยมทำกันเพื่อให้คนดูรู้สึกหลอนต่อหลังหนังจบ ไม่ได้แปลว่าจะปูทางไปสู่ภาค 2 เสมอไปครับ

สรุป แม้ตอนจบจะเปิดช่องไว้ให้ “ซาร่าห์” กลับมาได้ แต่ด้วยรายได้ที่ไม่เข้าเป้า โอกาสที่เราจะได้เห็น Cobweb 2 จึงมีน้อยมาก เว้นแต่ว่าหนังจะไปดังระเบิดระเบ้อในสตรีมมิ่งจนค่ายหนังเปลี่ยนใจในอนาคตครับ

แต่ถ้าคุณชอบหนังแนวนี้ (ครอบครัวที่มีความลับ/เด็กกับความสยอง) ผมแนะนำให้ดูเรื่องเหล่านี้แก้ขัดไปก่อนครับ

Malignant ถ้าชอบความบ้าคลั่งช่วงท้ายของ Cobweb เรื่องนี้คือรุ่นพี่ครับ

The Babadook แม่ลูกกับปีศาจในนิทาน (โทนคล้ายกันมาก)

Orphan เด็กนรกตัวจริง movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *