รีวิว Delicious (2025) รสชาติอำมหิตที่คนรวยต้องสำลัก

เรื่องย่อของภาพยนตร์เรื่อง Delicious (2025) ครับ

Delicious (2025) ชื่อไทย (อย่างไม่เป็นทางการ) โอชะ / รสชาติอำมหิต

แนว ระทึกขวัญ / จิตวิทยา / เสียดสีสังคม

ช่องทางรับชม Netflix

📖 เรื่องย่อ (Synopsis)

เรื่องราวของครอบครัวเศรษฐีชาวเยอรมันครอบครัวหนึ่งที่เดินทางไปพักร้อน ณ วิลล่าหรูในแคว้นโพรวองซ์ ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ชีวิตที่ดูเหมือนจะสมบูรณ์แบบของพวกเขาต้องสะดุดลงเมื่อพวกเขาขับรถชน “ทีโอโดรา” (รับบทโดย Carla Díaz) หญิงสาวปริศนาในยามค่ำคืน

ด้วยความกลัวความผิดและความยุ่งยากทางกฎหมาย ครอบครัวนี้จึงตัดสินใจรับทีโอโดราเข้ามาดูแลและจ้างเธอให้ทำงานเป็นแม่บ้านในวิลล่าแทนการแจ้งตำรวจ แต่หารู้ไม่ว่าทีโอโดราไม่ได้เป็นแค่เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายธรรมดา เธอค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในความสัมพันธ์ของคนในบ้าน ปั่นป่วนจิตใจ และขุดคุ้ยความลับดำมืดของสมาชิกแต่ละคนออกมา จนนำไปสู่บทสรุปที่คาดไม่ถึงและรุนแรง

🎬 รีวิว (Review)

ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกนิยามว่าเป็นหนังแนว “Eat the rich” (เสียดสีคนรวย) ในสไตล์ยุโรป ซึ่งมักจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับหนังดังอย่าง Parasite หรือ Saltburn โดยมีจุดเด่นและจุดด้อยที่น่าสนใจดังนี้ครับ

จุดเด่น (Pros)

  • บรรยากาศกดดัน หนังทำได้ดีในการสร้างความรู้สึกไม่น่าไว้วางใจ บรรยากาศในบ้านที่ดูหรูหราแต่กลับมีความอึดอัดซ่อนอยู่
  • การแสดง Carla Díaz (จากซีรีส์ Elite) ในบททีโอโดรา ได้รับคำชมว่าเล่นได้มีเสน่ห์และดูอันตรายในเวลาเดียวกัน เธอแบกหนังไว้ได้ดีด้วยสายตาและการกระทำที่คาดเดายาก
  • งานภาพ วิลล่าในฝรั่งเศสถูกถ่ายทอดออกมาได้สวยงาม ตัดกับความเน่าเฟะของจิตใจตัวละครได้ดี

จุดด้อย (Cons)

  • บทเดาง่าย สำหรับคนที่ดูหนังแนว “คนแปลกหน้าเข้ามาพังบ้าน” มาเยอะ อาจจะเดาทิศทางของเรื่องได้ไม่ยาก สูตรสำเร็จค่อนข้างตายตัว
  • ประเด็นสังคมยังไม่คม แม้หนังจะพยายามเสียดสีความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น แต่หลายคนมองว่าการนำเสนอยังดูยัดเยียดและขาดความลึกซึ้งเมื่อเทียบกับหนังระดับขึ้นหิ้งเรื่องอื่นๆ
  • ความสมเหตุสมผล การตัดสินใจของตัวละครในบางช่วงอาจดูขัดใจคนดูไปบ้าง เพื่อให้เรื่องดำเนินต่อไปได้

💭 บทสรุป

Delicious (2025) เป็นหนังระทึกขวัญที่ดูได้เพลินๆ สำหรับคนที่ชอบแนว “จิตวิทยาระทึกขวัญ” ที่ตัวเอกค่อยๆ คุกคามคนในบ้าน หนังมีความตึงเครียดและภาพสวย แต่เนื้อหาอาจจะไม่ใหม่หรือหักมุมจนว้าวมากนัก หากคุณชอบสไตล์ The Hand That Rocks the Cradle หรือ Parasite (ในเวอร์ชันที่ดิบและยุโรปจ๋ากว่า) เรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าลองในคืนวันหยุดครับ

นี่คือรีวิวเจาะลึกแบบ Long-form บทวิเคราะห์ภาพยนตร์เรื่อง Delicious (2025) โดยเน้นที่การวิพากษ์วิจารณ์บทภาพยนตร์ งานภาพ และพลังทางการแสดง เพื่อให้คุณได้เสพ “รสชาติ” ของหนังเรื่องนี้อย่างเต็มอิ่ม โดยไม่เน้นการเล่าเรื่องย่อซ้ำครับ

รีวิวเจาะลึก Delicious (2025) เมื่อรสชาติแห่งความสำราญ กลายเป็นยาพิษที่เคลือบน้ำตาล

โดย ผู้เสพติดโลกภาพยนตร์

ท่ามกลางกระแสภาพยนตร์แนว “Eat the Rich” หรือการเสียดสีความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นที่ถาโถมเข้ามาในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ช่วง 4-5 ปีหลังนี้ ตั้งแต่ปรากฏการณ์ Parasite, Triangle of Sadness มาจนถึง Saltburn ผู้ชมเริ่มตั้งคำถามว่า “เรายังต้องการหนังแนวนี้อีกหรือ?” คำตอบอาจจะอยู่ที่ว่า หนังเรื่องนั้น “ปรุง” รสชาติออกมาได้จัดจ้านและแตกต่างแค่ไหน

Delicious (2025) ภาพยนตร์ระทึกขวัญสัญชาติยุโรปที่ลงฉายใน Netflix ได้ก้าวเข้ามาท้าชิงพื้นที่นี้ ด้วยพล็อตเรื่องที่ดูเหมือนจะเรียบง่าย—คนรวยทำผิด คนจนฉกฉวยโอกาส—แต่สิ่งที่ทำให้ Delicious น่าสนใจจนต้องหยิบมาพูดถึงในระดับลงลึก คือวิธีการที่หนังค่อยๆ “เสิร์ฟ” ความวิปริตทีละจาน จนกระทั่งผู้ชมรู้ตัวอีกที ก็ถอนตัวไม่ขึ้นจากความอึดอัดที่หนังสร้างไว้เสียแล้ว

1. บทภาพยนตร์และการดำเนินเรื่อง ความเงียบที่ดังกว่าเสียงตะโกน (Narrative & Storytelling)

หากคุณคาดหวังหนังระทึกขวัญแบบไล่ล่าฆ่าแกง หรือ Jump Scare ตุ้งแช่ Delicious ไม่ใช่คำตอบของคุณ แต่ถ้าคุณชอบความระทึกขวัญทางจิตวิทยา (Psychological Thriller) ที่เล่นกับ “Power Dynamic” หรืออำนาจต่อรองระหว่างตัวละคร บทหนังเรื่องนี้ถือว่าเขียนออกมาได้ “แสบสัน” ทีเดียว

การเล่นกับ “ความรู้สึกผิด” (Guilt as a Weapon) หัวใจหลักของบทหนังเรื่องนี้ไม่ใช่การเข้ามาเพื่อปล้น หรือฆ่า แต่คือการ “กัดกินจากข้างใน” จุดที่น่าชื่นชมที่สุดของบทคือการสร้างสถานการณ์ที่ทำให้ “เหยื่อ” (ครอบครัวเศรษฐี) กลายเป็น “ผู้กระทำผิด” ตั้งแต่นาทีแรก การขับรถชนคนแล้วเลือกที่จะซ่อนเร้นอำพราง เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สถานะทางสังคมที่สูงส่งของพวกเขาทลายลงทันที บทหนังฉลาดมากที่ใช้ “ความกลัวกฎหมาย” และ “ความกลัวเสียชื่อเสียง” เป็นโซ่ตรวนที่ล่ามพวกเขาไว้กับ “ทีโอโดรา” หญิงสาวปริศนา

จังหวะจะโคนแบบ Slow-Burn ที่ค่อยๆ เร่งความร้อน หนังใช้เวลาในช่วงครึ่งแรกอย่างใจเย็น (บางคนอาจมองว่ายืดยาด แต่ในทางศิลปะมันคือการปูพื้น) เพื่อให้เราเห็น “เปลือก” ของครอบครัวนี้—พ่อที่บ้าอำนาจ แม่ที่พยายามทำโลกสวย และลูกๆ ที่สับสน บทค่อยๆ กะเทาะเปลือกเหล่านี้ออกทีละนิดเมื่อทีโอโดราก้าวเข้ามา การเขียนบทให้ทีโอโดราไม่ใช่แค่คนรับใช้ แต่เป็นเหมือน “กระจกเงา” ที่สะท้อนความเน่าเฟะของแต่ละคนออกมา เป็นสิ่งที่ทำได้น่าสนใจ บทสนทนาในเรื่องจึงเต็มไปด้วยความกำกวม (Ambiguity) คำพูดที่ดูเหมือนห่วงใยแต่แฝงยาพิษ หรือคำชมที่ฟังดูแล้วเจ็บปวด

ความไม่สมเหตุสมผลที่จงใจ? ต้องยอมรับว่ามีหลายจุดในบทที่ผู้ชมอาจจะขัดใจ เช่น “ทำไมไม่ไล่นางออกไป?”, “ทำไมถึงเชื่อคนง่ายขนาดนั้น?” แต่หากมองในบริบทของจิตวิทยาและสัญลักษณ์ (Symbolism) บทหนังกำลังบอกเราว่า คนรวยเหล่านี้ “เปราะบาง” กว่าที่คิด เมื่อความสมบูรณ์แบบถูกสั่นคลอน พวกเขาพร้อมจะยึดเหนี่ยวอะไรก็ได้ที่เข้ามาจัดการความวุ่นวาย แม้สิ่งนั้นจะเป็นงูพิษก็ตาม บทสรุปของเรื่องอาจจะดูเล่นใหญ่ (Melodramatic) ไปบ้างตามสไตล์หนังยุโรปที่ชอบความบ้าคลั่ง แต่ก็นับว่าเป็นบทสรุปที่สาสมและชวนเหวอได้ดี

Delicious 2025

2. งานภาพและสุนทรียะ ความงามภายใต้แสงแดดที่แผดเผา (Cinematography & Visuals)

ในขณะที่หนังระทึกขวัญส่วนใหญ่มักใช้โทนภาพมืด ทึม หรือฝนตก แต่ Delicious กลับเลือกที่จะเล่าเรื่องท่ามกลางแสงแดดอันเจิดจ้าของแคว้นโพรวองซ์ (Provence) ฝรั่งเศส ซึ่งนี่คือความขัดแย้ง (Contrast) ที่ชาญฉลาดที่สุดของหนังเรื่องนี้

องค์ประกอบศิลป์ที่ขัดแย้ง (The Art of Contrast) งานภาพในเรื่องนี้สวยงามราวกับภาพวาดสีน้ำมัน วิลล่าหรู สระว่ายน้ำสีฟ้าใส ทุ่งหญ้าสีเขียวขจี ทุกอย่างดู “Delicious” หรือน่าอร่อยสมชื่อเรื่อง แต่ผู้กำกับภาพจงใจใช้ความสว่างนี้เพื่อ “เปิดเปลือย” ความสกปรก ตัวละครมักจะถูกจัดวางให้อยู่ในเฟรมที่ดูอึดอัด (Claustrophobic) แม้จะอยู่ในบ้านหลังใหญ่ หรือกลางแจ้งกว้างๆ การจัดองค์ประกอบภาพ (Composition) มักจะมีความไม่สมมาตร เพื่อสื่อถึงจิตใจที่บิดเบี้ยวของตัวละคร

สัญลักษณ์ของ “อาหาร” (Food Imagery) ชื่อเรื่อง Delicious ไม่ได้สื่อถึงแค่อาหาร แต่สื่อถึงตัณหา (Lust) และการบริโภค (Consumption) งานภาพมีการถ่ายทำฉากการกินอาหารอย่างใกล้ชิด (Close-up) เสียงเคี้ยว เสียงกลืน หรือภาพอาหารที่ถูกจัดวางอย่างสวยงามแต่ดูน่าขยะแขยงในบางที เป็นการสื่อสารทางภาพว่า ครอบครัวนี้เสพสุขบนความทุกข์ของคนอื่น และทีโอโดราก็กำลังจะ “กิน” พวกเขาเช่นกัน งานภาพส่วนนี้ทำหน้าที่แทนบทพูดได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้เรารู้สึก “คลื่นไส้” ในความหรูหรานั้น

แสงและเงา (Lighting) สังเกตได้ว่าในช่วงแรกของหนัง แสงจะดูนวลตาและอบอุ่น (Soft Light) เหมือนหนังโรแมนติก แต่เมื่อเรื่องดำเนินไปสู่ความรุนแรง แสงแดดเดิมๆ กลับดูร้อนแรง แข็งกร้าว (Hard Light) จนเห็นเม็ดเหงื่อและรอยยับบนใบหน้าตัวละครชัดเจน การเปลี่ยนแปลงของงานภาพ (Visual Progression) สอดคล้องไปกับกราฟอารมณ์ของหนังที่ดิ่งลงเหว เป็นงานภาพที่ไม่ได้ขายแค่ความสวย แต่ขาย “อารมณ์”

3. พลังทางการแสดง การเชือดเฉือนที่ไร้มีด (Acting & Characterization)

หากไม่มีทีมนักแสดงชุดนี้ Delicious อาจจะเป็นแค่หนังเกรด B ธรรมดา แต่การแสดงยกระดับหนังให้กลายเป็นงานจิตวิทยาที่น่าจดจำ โดยเฉพาะการแสดงของตัวละครหลัก

Carla Díaz ในบท “ทีโอโดรา” (The Femme Fatale) ต้องปรบมือให้กับ Carla Díaz (ที่เราคุ้นหน้าจากซีรีส์ Elite) เธอสลัดภาพลักษณ์วัยรุ่นไฮโซมารับบทที่ซับซ้อนและลึกซึ้งขึ้น การแสดงของเธอคือ “The Best” ของเรื่องนี้ เธอไม่ได้เล่นเป็นนางร้ายที่กรีดร้องหรือแสดงออกชัดเจน แต่เธอใช้ “สายตา” ในการควบคุมทุกอย่าง สายตาที่ดูไร้เดียงสาในวินาทีหนึ่ง และเปลี่ยนเป็นแววตาของผู้ล่าในวินาทีถัดไป การใช้ภาษากายของเธอ—ท่วงท่าการเดิน การเสิร์ฟอาหาร หรือการสัมผัสตัวละครอื่น—เต็มไปด้วยจริตที่ชวนให้คนดูทั้งหลงใหลและหวาดระแวงไปพร้อมกัน เธอทำให้เราเชื่อได้ว่าทำไมทุกคนในบ้านถึงตกอยู่ภายใต้อำนาจของเธอ

เคมีของครอบครัวที่พังทลาย นักแสดงที่รับบทพ่อและแม่ ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของชนชั้นกลางค่อนไปทางสูง (Upper Middle Class) ได้อย่างสมจริง

  • บทพ่อ แสดงความยโสโอหัง (Arrogance) ของผู้ชายที่คิดว่าเงินแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง เขาถ่ายทอดความเครียดที่ต้องเก็บกดไว้ใต้หน้ากากผู้นำครอบครัวได้ดี ช่วงเวลาที่เขาเริ่มสูญเสียการควบคุม คือช่วงที่นักแสดงปล่อยของออกมาได้อย่างน่ากลัว
  • บทแม่ เป็นตัวละครที่น่ารำคาญที่สุดแต่ก็น่าสงสารที่สุด เธอแสดงให้เห็นถึงความเปราะบาง (Fragility) ของคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในกรงทอง เมื่อกรงนั้นถูกสั่นคลอน เธอคือคนแรกที่สติแตก การแสดงอารมณ์หวาดระแวงของเธอช่วยขับเน้นบรรยากาศ Thriller ให้ชัดเจนขึ้น

ความตึงเครียดในบทสนทนา ฉากบนโต๊ะอาหาร (Dinner Scenes) คือเวทีประลองกำลังของนักแสดงทุกคน มันไม่ใช่แค่การกินข้าว แต่มันคือสงครามเย็น การรับส่งอารมณ์ระหว่างทีโอโดรากับสมาชิกครอบครัวทำได้อย่างลื่นไหล จังหวะการพูด (Pacing of Dialogue) มีความสมจริง มีการขัดจังหวะ มีความเงียบที่น่าอึดอัด (Awkward Silence) ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยทักษะการแสดงที่เข้าขากันอย่างมาก

บทสรุปภาพรวม (Final Verdict)

Delicious (2025) เปรียบเสมือนอาหารจานหรูที่จัดจานมาอย่างสวยงาม แต่เมื่อตักเข้าปากคำแรก คุณจะสัมผัสได้ถึงรสชาติที่เน่าเสียซึ่งซ่อนอยู่ข้างใน และนั่นคือความตั้งใจของผู้สร้าง

จุดแข็งที่สุด ของหนังคืองานภาพที่สวยจนน่าขนลุก และการแสดงระดับมาสเตอร์คลาสของ Carla Díaz ที่แบกหนังทั้งเรื่องไว้บนบ่าได้อย่างสง่างาม มันคือหนังที่ทำให้เราเห็นว่า “นรก” ไม่จำเป็นต้องมืดมิด แต่มันอาจจะสว่างไสวอยู่กลางวิลล่าหรูในฝรั่งเศสก็ได้

ข้อสังเกต คือบทหนังอาจจะไม่ได้มอบความแปลกใหม่ในแง่ของโครงสร้างเรื่อง (Plot Structure) ให้กับคอหนังแนวระทึกขวัญที่ดูมาเยอะ เราอาจจะเดาทางได้ว่าใครจะอยู่ใครจะไป แต่ Delicious ชดเชยสิ่งนั้นด้วย “สไตล์” และ “บรรยากาศ” ที่กดดันจนหายใจไม่ทั่วท้อง

นี่ไม่ใช่หนังที่ดูเพื่อความบันเทิงเริงรมย์ แต่เป็นหนังที่ดูเพื่อ “เสพงานศิลป์แห่งความวิปริต” หากคุณชอบภาพยนตร์อย่าง Parasite, The Talented Mr. Ripley, หรือ Saltburn คุณน่าจะดื่มด่ำไปกับรสชาติอันอำมหิตของ Delicious ได้ไม่ยาก

คะแนนประเมินคุณภาพ

  • บทภาพยนตร์ 7.5/10 (เสียดสีดี แต่มุขเริ่มซ้ำ)
  • งานภาพ 9/10 (สวยงาม เล่าเรื่องได้ดีเยี่ยม)
  • การแสดง 9/10 (Carla Díaz คือเดอะแบก)
  • ความน่าติดตาม 8/10 (อึดอัด กดดัน ลุ้นระทึก)

คำจำกัดความสั้นๆ “งดงาม อำมหิต และอร่อยจนคำสุดท้าย… แม้ว่ามันจะเป็นยาพิษก็ตาม”

รายชื่อนักแสดงหลักจากภาพยนตร์เรื่อง Delicious (2025) พร้อมประวัติโดยย่อและบทบาทที่ได้รับครับ ทีมนี้เป็นการรวมตัวของนักแสดงจากหลากหลายชาติ (สเปน, ออสเตรีย, เยอรมัน, ฝรั่งเศส) เพื่อสะท้อนบรรยากาศความเป็น “นานาชาติ” ของชนชั้นสูงในยุโรปครับ

1. Carla Díaz (คาร์ลา ดิอาซ)

  • รับบท ทีโอโดรา (Teodora) – หญิงสาวปริศนาผู้เข้ามาเปลี่ยนวันหยุดพักร้อนให้กลายเป็นฝันร้าย
  • ประวัติโดยย่อ นักแสดงชาวสเปนที่โด่งดังไปทั่วโลกจากบท Ari ในซีรีส์ยอดฮิตทาง Netflix เรื่อง “Elite” (เล่ห์ร้ายเกมไฮโซ) เธอเข้าวงการบันเทิงตั้งแต่อายุยังน้อย เริ่มต้นจากการเป็นนางแบบโฆษณาและเล่นซีรีส์ในสเปนอย่าง Tierra de lobos และ El Príncipe
    • จุดเด่นในเรื่องนี้ การพลิกบทบาทจากสาวไฮโซเอาแต่ใจ มาเป็นหญิงสาวที่ดูไร้เดียงสาแต่แฝงด้วยอันตรายและความลึกลับ สายตาของเธอคืออาวุธสำคัญที่ใช้ปั่นหัวคนในบ้าน

2. Valerie Pachner (วาเลอรี พัคเนอร์)

  • รับบท เอสเธอร์ (Esther) – ภรรยาและแม่ผู้พยายามรักษาภาพลักษณ์ครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ
  • ประวัติโดยย่อ นักแสดงชาวออสเตรียที่มีฝีมือการแสดงระดับรางวัล เธอเป็นที่รู้จักในระดับสากลจากบทบาทนางเอกในภาพยนตร์ของ Terrence Malick เรื่อง “A Hidden Life” (2019) และบท Mata Hari ในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ “The King’s Man” (2021) นอกจากนี้เธอยังเคยรับบทนำในซีรีส์ The English
    • จุดเด่นในเรื่องนี้ เธอถ่ายทอดความเปราะบางและความเครียดของผู้หญิงที่ต้องแบกรับความคาดหวังของสังคมชนชั้นสูงได้ดีเยี่ยม

3. Fahri Yardım (ฟารี ยาร์ดิม)

  • รับบท จอห์น (John) – สามีผู้มั่งคั่ง บ้าอำนาจ และคิดว่าเงินซื้อได้ทุกอย่าง
  • ประวัติโดยย่อ นักแสดงชาวเยอรมันเชื้อสายตุรกี เป็นใบหน้าที่คุ้นเคยในวงการบันเทิงเยอรมัน เขาโด่งดังจากการรับบทคู่หูตำรวจในซีรีส์สืบสวนระดับตำนานของเยอรมันเรื่อง “Tatort” (ร่วมกับ Til Schweiger) และซีรีส์ Netflix เรื่อง “Dogs of Berlin” รวมถึงให้เสียงพากย์ Rocket Raccoon ใน Guardians of the Galaxy เวอร์ชั่นภาษาเยอรมัน
    • จุดเด่นในเรื่องนี้ รับบทผู้นำครอบครัวที่ดูภายนอกมั่นคงแต่ภายในกลวงเปล่า และเริ่มสติแตกเมื่อควบคุมสถานการณ์ไม่ได้

4. Naila Schuberth (ไนลา ชูเบิร์ธ)

  • รับบท อัลบา (Alba) – ลูกสาวคนเล็กที่เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของผู้ใหญ่
  • ประวัติโดยย่อ นักแสดงเด็กดาวรุ่งพุ่งแรงชาวเยอรมัน เธอเพิ่งสร้างชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกจากบทบาท “ฮันนาห์” ในซีรีส์ระทึกขวัญจิตวิทยาเรื่อง “Dear Child” (ภรรยาขังรัก) บน Netflix ซึ่งการแสดงของเธอได้รับคำชมอย่างล้นหลามว่าน่าขนลุกและสมจริงเกินวัย
    • จุดเด่นในเรื่องนี้ เป็นตัวละครที่เชื่อมโยงกับคนดูมากที่สุด และเป็นกุญแจสำคัญที่มองเห็นธาตุแท้ของทีโอโดรา

5. Caspar Hoffmann (คาสปาร์ ฮอฟฟ์มันน์)

  • รับบท ฟิลิปป์ (Philipp) – ลูกชายวัยรุ่นที่กำลังสับสนและตกเป็นเป้าหมายของการปั่นหัว
  • ประวัติโดยย่อ นักแสดงดาวรุ่งชาวเยอรมันที่เคยผ่านงานแสดงภาพยนตร์โทรทัศน์และซีรีส์ในเยอรมนีมาก่อน เช่น Tatort

นักแสดงสมทบอื่นๆ ที่น่าสนใจ

  • Julien de Saint Jean นักแสดงดาวรุ่งชาวฝรั่งเศส (จากเรื่อง The Lost Boys) รับบท ลูเซียน (Lucien) ตัวละครท้องถิ่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์

การคัดเลือกนักแสดงชุดนี้ถือว่าน่าสนใจมาก เพราะเป็นการนำดาราที่เป็นที่รู้จักใน “ตลาดซีรีส์ Netflix ยุโรป” (Elite, Dear Child, Dogs of Berlin) มารวมตัวกัน ทำให้แฟนคลับของแต่ละเรื่องติดตามมาดูได้ง่ายครับ movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *