รีวิว Demon City เมืองอสูร 2025 คลั่ง!ล้างแค้นโหดกว่านรก

เรื่อง “Demon City” หรือที่รู้จักกันในชื่อสากลว่า The Wicked City (ชื่อจีน Yao Shou Du Shi หรือในไทยมักคุ้นกันในชื่อ “เมืองคนไม่ใช่คน” หรือ “เมืองอสูร”) เป็นภาพยนตร์ฮ่องกงแนวไซไฟ-แฟนตาซีระดับตำนานจากปี 1992 ที่อำนวยการสร้างโดยปรมาจารย์หนังแอ็คชั่น ฉีเคอะ (Tsui Hark)

นี่คือรีวิวและเรื่องย่อฉบับเจาะลึกครับ

🎬 ข้อมูลทั่วไป

  • ชื่อเรื่อง The Wicked City (1992)
  • แนว แอ็คชั่น / ไซไฟ / แฟนตาซี / โรแมนติก
  • นักแสดงนำ หลีหมิง (Leon Lai), จางขซูโหย่ว (Jacky Cheung), หลี่เจียซิน (Michelle Reis), ทัตสึยะ นากาได
  • ต้นฉบับ ดัดแปลงจากอนิเมะ/นิยายญี่ปุ่นเรื่อง Wicked City
Demon City เมืองอสูร 2025

📝 เรื่องย่อ (Synopsis)

เรื่องราวเกิดขึ้นในฮ่องกงช่วงก่อนปี 1997 ท่ามกลางตึกสูงระฟ้าและแสงนีออน มีเผ่าพันธุ์ลึกลับที่เรียกว่า “พวกแร็ปเตอร์” (Rapters) หรืออสูรที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนมนุษย์แฝงตัวปะปนอยู่ในสังคม พวกมันมีพลังเหนือธรรมชาติ แปลงร่างได้ และมีความรวดเร็วดุจปีศาจ

เพื่อรับมือกับภัยคุกคามนี้ กรมตำรวจได้จัดตั้งหน่วยงานลับพิเศษชื่อ “หน่วยปราบปรามอสูร” ขึ้นมา โดยมีเจ้าหน้าที่มือพระกาฬอย่าง ริว (หลีหมิง) และ เคน (จางขซูโหย่ว) (ซึ่งตัวเคนเองก็มีเชื้อสายอสูรครึ่งหนึ่ง) คอยทำหน้าที่กวาดล้าง

ความขัดแย้งเริ่มปะทุขึ้นเมื่อ ไดชู ผู้นำฝ่ายอสูรที่ต้องการอยู่ร่วมกับมนุษย์อย่างสันติ ถูกลูกชายของตัวเองทรยศและวางแผนจะยึดครองโลกโดยใช้ยาเสพติดชนิดพิเศษที่เรียกว่า “Happiness” เพื่อมอมเมามนุษย์และอสูร

ท่ามกลางสงครามนี้ ริวได้กลับมาพบกับ วินดี้ (หลี่เจียซิน) อสูรสาวสวยที่เป็นอดีตคนรักของเขา ซึ่งตอนนี้เธออยู่ภายใต้การดูแลของไดชู ทำให้ริวต้องตัดสินใจระหว่าง “หน้าที่” และ “ความรัก” ในขณะที่ต้องหยุดยั้งแผนการล้างโลกที่กำลังจะเกิดขึ้น

⭐ รีวิว (Review)

1. งานภาพสไตล์ “ฉีเคอะ” (Visual & Atmosphere)

แม้ฉีเคอะจะเป็นผู้อำนวยการสร้าง (กำกับโดย มัก ไท่-คิท) แต่กลิ่นอายของหนังมีความเป็นฉีเคอะสูงมาก หนังเต็มไปด้วยบรรยากาศแบบ Cyberpunk Hong Kong ที่มืดหม่น แสงสีน้ำเงิน-ม่วงตัดกับความมืด เอฟเฟกต์อาจจะดูเก่าตามยุคสมัย (ใช้เทคนิคหุ่นเชิด แสงเลเซอร์ และยางลาเท็กซ์) แต่กลับดูมีเสน่ห์และ “ขลัง” ในแบบที่ CGI ยุคใหม่ทำไม่ได้ การออกแบบสัตว์ประหลาดมีความสยดสยองและจินตนาการบรรเจิดมาก (เช่น มอเตอร์ไซค์ปีศาจ หรือลิฟต์กินคน)

2. เนื้อหา โรแมนติกผสมแอ็คชั่นไซไฟ

แก่นแท้ของเรื่องไม่ใช่แค่การยิงกัน แต่คือเรื่องราวความรักต้องห้ามแบบโรมิโอ-จูเลียต ระหว่างมนุษย์กับอสูร

  • คู่พระนาง (หลีหมิง – หลี่เจียซิน) เคมีเข้ากันดีมาก หลี่เจียซินในเรื่องนี้สวยสะกดทุกสายตา เป็นภาพจำของนางเอกยุค 90 ที่ตราตรึงใจ
  • ดราม่าของจางขซูโหย่ว บทของเคนที่เป็นลูกครึ่งมนุษย์-อสูร เป็นตัวละครที่มีมิติที่สุด เพราะต้องต่อสู้กับสัญชาตญาณดิบของตัวเอง และความต้องการการยอมรับ

3. ความมันส์และฉากบู๊

ฉากแอ็คชั่นมีความเวอร์วังตามสไตล์ฮ่องกง มีการใช้สลิง (Wire-fu) ผสมกับพลังพิเศษ ปล่อยแสง ขว้างกรงจักร และการต่อสู้ที่รวดเร็ว ใครชอบหนังบู๊ยุค 90 จะรู้สึกเต็มอิ่ม

4. จุดสังเกต

  • การดำเนินเรื่องอาจจะดูรวบรัดและกระโดดไปบ้างในบางช่วง (สไตล์หนังฮ่องกงยุคนั้น)
  • เอฟเฟกต์บางจุดอาจดูตลกสำหรับคนดูยุคปัจจุบัน แต่ถ้ามองในฐานะงานศิลปะยุค Analog ถือว่าทำได้ดีเยี่ยม

The Wicked City (เมืองอสูร) เป็นหนัง Cult Classic ที่ควรค่าแก่การดู โดยเฉพาะถ้าคุณชอบ

  1. หนังฮ่องกงยุค 90 ที่มีความดิบ เถื่อน และโรแมนติก
  2. งานภาพสไตล์ Cyberpunk/Neon Noir
  3. ความสวยระดับเทพเจ้าของ หลี่เจียซิน

และนี่คือรีวิวเจาะลึกภาพยนตร์เรื่อง “Demon City เมืองอสูร” (2025) ฉบับเต็มเข้มข้น เน้นการวิเคราะห์องค์ประกอบภาพยนตร์ การแสดง และงานศิลป์ โดยหลีกเลี่ยงการเล่าเรื่องย่อตามที่คุณต้องการครับ

รีวิวเจาะลึก Demon City (เมืองอสูร) – 2025

เมื่อความแค้นปลุกปีศาจ บทวิพากษ์ว่าด้วยความเดือด เลือด และสุนทรียศาสตร์แห่งความตาย

ในยุคที่ภาพยนตร์แนว “ล้างแค้น” (Revenge Thriller) ถูกผลิตออกมาจนล้นตลาดสตรีมมิ่ง การจะหาเพชรเม็ดงามที่แตกต่างจากสูตรสำเร็จแบบ John Wick หรือ The Equalizer นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การมาถึงของ “Demon City” (เมืองอสูร) บน Netflix ในปี 2025 นี้ ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจอย่างยิ่ง มันไม่ใช่แค่หนังแอ็กชันดาดๆ จากญี่ปุ่น แต่มันคืองานดัดแปลงจากมังงะเรื่อง Oni Goroshi ที่พยายามผสมผสานความดิบเถื่อนของมังงะเข้ากับภาษาภาพยนตร์แบบนัวร์ (Noir) ได้อย่างมีเอกลักษณ์ แม้บทหนังอาจจะไม่ได้ซับซ้อนซ่อนเงื่อนระดับรางวัลออสการ์ แต่ในแง่ของ “งานภาพ” และ “การแสดง” เรื่องนี้มีดีเทลที่ควรค่าแก่การพูดถึงอย่างละเอียดกว่า 2,000 คำนี้ครับ

1. งานภาพ (Visuals & Cinematography) ความมืดหม่นที่งดงามและเลือดสาดแบบ Anime-esque

สิ่งแรกที่กระแทกตาผู้ชมตั้งแต่ฉากเปิดเรื่องคือ “อัตลักษณ์ทางสี” (Color Grading) และการจัดแสง ผู้กำกับ เซอิจิ ทานากะ เลือกใช้โทนภาพที่สะท้อนชื่อเรื่อง “เมืองอสูร” ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เมืองในเรื่องนี้ไม่ได้ถูกนำเสนอในฐานะมหานครที่ศิวิไลซ์ แต่เป็นดั่ง “ซากปรักหักพังทางศีลธรรม” ภาพส่วนใหญ่ถูกย้อมด้วยโทนสีเทาหม่น สีเขียวอมฟ้า (Teal) ที่ดูเย็นชา ตัดกับสีแดงสดของ “เลือด” ที่สาดกระเซ็นอยู่ตลอดเวลา

สุนทรียศาสตร์แห่งความรุนแรง (Aesthetics of Violence) ความน่าสนใจของงานภาพใน Demon City คือการที่มันไม่พยายามจะ “สมจริง” ในแง่ฟิสิกส์ แต่เลือกที่จะ “ซื่อตรง” ต่อต้นฉบับมังงะ เลือดในเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ของเหลว แต่มันคือ Visual Effect ที่ถูกใช้เพื่อระบายอารมณ์ ฉากการสังหารแต่ละครั้ง เลือดจะพุ่งกระฉูดในลักษณะที่เกินจริง (Exaggerated) คล้ายกับหนังยุค 70s-80s แนว Lone Wolf and Cub หรือสไตล์ของผู้กำกับ เควนติน ทารันติโน ใน Kill Bill การตัดสินใจใช้ CGI ผสมกับ Practical Effects ในฉากเลือดสาดนี้ อาจจะดูขัดตาสำหรับคนที่ชอบความสมจริง แต่สำหรับคอหนัง Cult หรือแฟนการ์ตูนญี่ปุ่น มันคือการคารวะต้นฉบับที่ทำออกมาได้ “ถึงเครื่อง”

การจัดองค์ประกอบภาพ (Composition) กล้องในเรื่องนี้ทำหน้าที่เป็นเหมือน “นักสังเกตการณ์ที่ไร้ความรู้สึก” (Detached Observer) บ่อยครั้งที่กล้องจะแช่นิ่ง (Static Shot) ในขณะที่ตัวละครกำลังห้ำหั่นกัน สร้างความรู้สึกอึดอัดและกดดัน มากกว่าที่จะใช้มุมกล้องแบบ Handheld ที่สั่นไหวจนเวียนหัวเหมือนหนังแอ็กชันฮอลลีวูดสมัยใหม่ การใช้มุมกล้องกว้าง (Wide Shot) ในฉากต่อสู้ ทำให้เราเห็นท่วงท่า (Choreography) ของนักแสดงชัดเจน โดยไม่ต้องพึ่งพาการตัดต่อที่ฉับไวเกินไป (Quick Cuts) เพื่อหลบมุม ซึ่งจุดนี้ต้องชื่นชมทีมกำกับภาพที่กล้าโชว์ศักยภาพของนักแสดงนำอย่างเต็มที่

นอกจากนี้ การออกแบบฉาก (Set Design) ยังเน้นความรกร้าง ซอกหลืบ ตึกเก่า และแสงนีออนที่กะพริบติดๆ ดับๆ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงฉากหลัง แต่เป็นตัวละครตัวหนึ่งที่ตะโกนบอกผู้ชมว่า “ในเมืองนี้ ไม่มีพระเจ้า มีแต่ปีศาจ”

2. การแสดง (Performance) ภาษากายที่เหนือกว่าคำพูด

หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อน Demon City ไม่ใช่บทสนทนาที่คมคาย แต่คือ “Physical Acting” หรือการแสดงผ่านร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก โทมะ อิคุตะ (รับบท ซากาตะ ชูเฮย์)

โทมะ อิคุตะ ปีศาจในร่างมนุษย์ที่พังทลาย โทมะ อิคุตะ มอบการแสดงที่น่าขนลุกและน่าจดจำที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตการแสดงของเขา ตัวละครซากาตะไม่ใช่พระเอกแอ็กชันที่เก่งกาจสมบูรณ์แบบตั้งแต่ต้น สิ่งที่ท้าทายที่สุดคือการที่เขาต้องรับบทเป็นคนที่ “ร่างกายตายไปแล้ว” แต่อยู่ได้ด้วยแรงแค้น ช่วงแรกของการตื่นขึ้นมา อิคุตะถ่ายทอดอาการของคนกล้ามเนื้อฝ่อ (Atrophy) ที่พยายามจะขยับตัวฆ่าคนได้อย่างสมจริงจนน่ากลัว

  • การเดิน เขาไม่ได้เดินแบบสายลับ 007 แต่เดินแบบ “ซอมบี้” หรือคนเมาหมัด ที่ลากสังขารตัวเองไปข้างหน้า ท่าทางการต่อสู้ในช่วงแรกจึงดูทุลักทุเล ดิบ เถื่อน และเจ็บปวด ซึ่งอิคุตะสื่อสารความเจ็บปวดนั้นออกมาผ่านแววตาที่ว่างเปล่าและเสียงหายใจที่รุนแรง โดยแทบไม่ต้องพูดคำว่า “เจ็บ” เลยสักคำ
  • พัฒนาการของร่างกาย เมื่อหนังดำเนินไป ผู้ชมจะสังเกตเห็นว่าการเคลื่อนไหวของเขาเริ่มเปลี่ยนจาก “ความทุลักทุเล” เป็น “ความแม่นยำ” (Precision) นี่คือการเล่าเรื่องผ่านร่างกาย (Storytelling through movement) ที่ยอดเยี่ยม เราเห็นสัญชาตญาณนักฆ่าค่อยๆ ตื่นขึ้นในร่างที่พังยับเยิน มันทำให้คนดูเชื่อว่าผู้ชายคนนี้คือ “ปีศาจ” จริงๆ ไม่ใช่เพราะเขามีพลังวิเศษ แต่เพราะจิตวิญญาณของเขาปฏิเสธที่จะยอมแพ้ต่อขีดจำกัดทางกายภาพ

มาซาฮิโระ ฮิงาชิเดะ และเหล่าวายร้ายหน้ากาก ในฝั่งของตัวร้าย การแสดงจะออกไปในทาง Theater หรือมีความเป็น “การ์ตูน” สูงกว่า (Overacting ในทางที่ดี) เพื่อให้เกิดความแตกต่าง (Contrast) กับความนิ่งเงียบของพระเอก การที่ตัวร้ายสวมหน้ากาก “โอนิ” (ยักษ์ญี่ปุ่น) เกือบตลอดเวลา ทำให้พวกเขาต้องแสดงออกผ่าน “น้ำเสียง” และ “ภาษากาย” เป็นหลัก ซึ่งถือว่าทำได้น่าเกรงขาม หน้ากากเหล่านั้นเมื่ออยู่ภายใต้แสงเงาแบบนัวร์ ยิ่งขับเน้นความรู้สึกว่าพระเอกไม่ได้กำลังสู้กับมนุษย์ แต่กำลังสู้กับอำนาจมืดที่ไร้หน้าค่าตา

3. ฉากแอ็กชัน (Action Choreography) ดิบ สด และไร้ความปรานี

ถ้าคุณคาดหวังความสวยงามแบบ Crouching Tiger, Hidden Dragon คุณจะผิดหวัง แต่ถ้าคุณมองหาความ “ดิบ” แบบ The Raid ผสมความ “เท่” แบบ John Wick เรื่องนี้คือคำตอบ

ความสมจริงในความไม่สมจริง ทีมออกแบบคิวบู๊เข้าใจบริบทของตัวละครดีมาก พระเอกไม่ได้เป็นยอดมนุษย์ที่หลบกระสุนได้ทุกนัด เราจะเห็นเขาล้มลุกคลุกคลาน โดนแทง โดนยิง และใช้ “ทุกอย่างที่ขวางหน้า” เป็นอาวุธ สไตล์การต่อสู้เป็นแบบ Close-Quarter Combat (CQC) ผสมกับความบ้าเลือดแบบสตรีทไฟท์ มีฉากหนึ่งที่น่าประทับใจมากคือการต่อสู้ในพื้นที่แคบ (เช่น โถงทางเดินหรือห้องพัก) กล้องจับภาพระยะประชิด ให้เราได้ยินเสียงกระดูกหัก เสียงมีดเสียบทะลุเนื้อ และเสียงลมหายใจที่เหนื่อยหอบ องค์ประกอบเสียง (Sound Design) ในฉากแอ็กชันทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม เสียงปืนในเรื่องนี้ไม่ได้ดัง “ปังๆ” แบบหนังเกรดบี แต่มีมวลเสียงที่หนักแน่น ก้องกังวาน สร้าง Impact ให้กับทุกนัดที่ยิงออกไป

จังหวะ (Pacing) ของการต่อสู้ สิ่งที่น่าชื่นชมคือจังหวะ หนังไม่ได้สาดแอ็กชันใส่คนดูไม่ยั้งจนเลี่ยน แต่มีการ “ผ่อนหนักผ่อนเบา” มีจังหวะให้ตัวละครได้พักหายใจ (และให้คนดูได้หายใจด้วย) ก่อนจะระเบิดความมันส์ในฉากถัดไป การออกแบบคิวบู๊ที่เน้น “One-shot Take” ในบางช่วง (เช่น ฉากบันได) แสดงให้เห็นถึงการซ้อมมาอย่างหนักของนักแสดง และความแม่นยำของการวางบล็อกกิ้ง (Blocking) ที่ซับซ้อน

4. สัญญะและการตีความ (Symbolism & Themes)

แม้เปลือกนอกจะเป็นหนังแอ็กชันล้างแค้น แต่ Demon City ซ่อนนัยยะที่น่าสนใจไว้ภายใต้กองเลือด

  • หน้ากาก (The Masks) หน้ากากในเรื่องนี้ไม่ได้มีไว้แค่ปิดบังใบหน้า แต่เป็นสัญลักษณ์ของ “การปลดปล่อยสัญชาตญาณดิบ” ตัวร้ายใส่หน้ากากเพื่อทำชั่วโดยไม่ต้องรู้สึกผิด ในขณะที่พระเอก “ถอดหน้ากากความเป็นมนุษย์” ออก แล้วเผยโฉมหน้าที่แท้จริงซึ่งน่ากลัวยิ่งกว่าปีศาจ หนังตั้งคำถามว่า ใครกันแน่คืออสูร? คนที่สวมหน้ากากปีศาจ หรือคนที่ไล่ฆ่าปีศาจด้วยวิธีการที่โหดเหี้ยมกว่า?
  • เมือง (The City) เมืองในเรื่องถูกนำเสนอเหมือนคุกที่ไร้ทางออก ตัวละครทุกตัวติดอยู่ในวงจรของอำนาจและความรุนแรง ไม่ว่าจะผู้ล่าหรือผู้ถูกล่า ต่างก็เป็นเหยื่อของ “ระบบ” ที่เมืองนี้สร้างขึ้น
  • การตื่นจากความตาย การที่พระเอกฟื้นจากโคม่าหรือสภาพกึ่งตาย เปรียบเสมือนการเกิดใหม่ (Rebirth) แต่ไม่ใช่การเกิดใหม่สู่แสงสว่าง เป็นการเกิดใหม่สู่ความมืดมิด เป็นตัวแทนของคนที่สูญเสียทุกอย่างจนไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว (Nothing left to lose) ซึ่งเป็นสถานะที่น่ากลัวที่สุดของมนุษย์

5. จุดที่น่าสังเกตและข้อวิจารณ์

เพื่อให้รีวิวนี้มีความเป็นกลางและรอบด้าน เราต้องพูดถึงจุดอ่อนด้วย

  • ความลึกของบท แม้การแสดงจะดี แต่มิติของตัวละครรองๆ ยังดูแบนราบ (One-dimensional) ตัวร้ายบางตัวดูเหมือน “บอสในวิดีโอเกม” ที่มีไว้ให้พระเอกผ่านด่านมากกว่าจะมีแรงจูงใจที่ซับซ้อน
  • ความรุนแรงที่อาจมากเกินไป สำหรับผู้ชมทั่วไปที่ไม่ชินกับเลือดสาดแบบการ์ตูนญี่ปุ่น (Gore) ภาพในเรื่องอาจจะดูน่าสะอิดสะเอียนเกินความจำเป็นในบางฉาก
  • ดนตรีประกอบ (Score) ดนตรีแนวร็อก/เมทัล กีตาร์ไฟฟ้าที่ใส่เข้ามา แม้จะช่วยเร้าอารมณ์ได้ดี แต่ในบางซีนมันอาจจะดู “เชย” หรือแย่งซีนอารมณ์ดราม่าไปบ้าง ขึ้นอยู่กับรสนิยมของผู้ฟัง

บทสรุป

Demon City เมืองอสูร คือจดหมายรักที่เขียนด้วยเลือดถึงแฟนหนังแอ็กชันยุคเก่าและคอมังงะสายดาร์ก มันอาจไม่ใช่หนังที่สมบูรณ์แบบในแง่ของบทภาพยนตร์ แต่มันประสบความสำเร็จอย่างงดงามในสิ่งที่มันตั้งใจจะเป็น นั่นคือ “ความบันเทิงที่ดิบเถื่อนและตรงไปตรงมา”

จุดเด่นที่สุด ต้องยกให้ โทมะ อิคุตะ ที่แบกหนังทั้งเรื่องไว้ด้วยไหล่ที่ดูเหมือนจะพังมิพังแหล่ การแสดงของเขาทำให้หนังเรื่องนี้ยกระดับจากหนังเกรดบีทั่วไป ขึ้นมาเป็นงาน Character Study ของคนบ้าคลั่งที่น่าจดจำ งานภาพที่จัดแสงได้อารมณ์ Noir และคิวบู๊ที่เจ็บจริง จุกจริง

หากคุณกำลังมองหาหนังที่ต้องขบคิดปรัชญาชีวิตลึกซึ้ง เรื่องนี้อาจไม่ใช่คำตอบ แต่ถ้าคุณต้องการเสพงานภาพที่สวยในความมืด และความสะใจของการเห็นคนเลวถูกลงทัณฑ์ด้วยวิธีการที่สาสม Demon City คือประสบการณ์ความบันเทิง 2 ชั่วโมงที่คุณไม่ควรพลาด มันคือเครื่องยืนยันว่า บางครั้ง “ปีศาจ” ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นในการกำจัด “อสูร”

คะแนนรีวิว (ในมุมมองคนชอบหนัง Action/Thriller) 8/10 (หักคะแนนในส่วนของมิติบทตัวประกอบ แต่เทคะแนนให้กับการแสดงนำและงานกำกับศิลป์)

รายชื่อนักแสดงหลักจากภาพยนตร์เรื่อง “Demon City เมืองอสูร” (2025) พร้อมประวัติโดยย่อและบทบาทที่พวกเขารับผิดชอบในเรื่องครับ

1. โทมะ อิคุตะ (Toma Ikuta)

รับบท ซากาตะ ชูเฮย์ (Shuhei Sakata) อดีตนักฆ่าระดับตำนานที่ถูกใส่ร้ายว่าสังหารครอบครัวตัวเอง เขาต้องตกอยู่ในอาการโคม่านานกว่า 15 ปี ก่อนจะตื่นขึ้นมาในสภาพร่างกายที่พังทลายเพื่อล้างแค้น

  • ประวัติโดยย่อ โทมะ อิคุตะ เป็นหนึ่งในนักแสดงชายแถวหน้าของญี่ปุ่นภายใต้สังกัด Johnny & Associates (ในอดีต) ที่เลือกเดินสายการแสดงเต็มตัวโดยไม่ได้เดบิวต์เป็นศิลปินไอดอลเหมือนคนอื่นๆ ในค่าย เขาเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากบทบาท “นากาทสึ” ในซีรีส์ยอดฮิต Hanazakari no Kimitachi e (สับขั้วมาลุ้นรัก) ปี 2007
  • ผลงานเด่นอื่นๆ
    • Ouroboros (2015) รับบทตำรวจที่มีปมแค้น ซึ่งโชว์ทักษะการแสดงบทดราม่า-แอ็กชันได้ดีเยี่ยม
    • Brain Man (2013) รับบทเครื่องจักรสังหารที่ไร้ความรู้สึก (บทบาทนี้มีความใกล้เคียงกับความนิ่งและโหดใน Demon City)
    • Close-Knit (2017) พลิกบทบาทครั้งสำคัญในการรับบทสาวประเภทสอง ซึ่งได้รับคำชมจากนักวิจารณ์ทั่วโลก

2. มาซาฮิโระ ฮิงาชิเดะ (Masahiro Higashide)

รับบท คันตะ ฟาเสะ (Kanta Fase) ศัตรูคู่อาฆาต ตัวร้ายหลักที่มีความโหดเหี้ยมและเป็นกุญแจสำคัญขององค์กรอาชญากรรม “คิเมนกุมิ” (แก๊งหน้ากากปีศาจ)

  • ประวัติโดยย่อ นักแสดงหนุ่มร่างสูง (189 ซม.) ที่เริ่มต้นอาชีพจากการเป็นนายแบบ ก่อนจะผันตัวมาเป็นนักแสดง เขาเป็นที่จดจำจากใบหน้าที่หล่อเหลาแต่แฝงความเย็นชา ซึ่งเหมาะมากกับบทร้ายลึกหรือตัวละครที่มีความซับซ้อนทางศีลธรรม
  • ผลงานเด่นอื่นๆ
    • Death Note Light Up the New World (2016) รับบทนักสืบผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของ L
    • Parasyte (2014) ร่วมแสดงในบทบาทสำคัญของเวอร์ชันคนแสดง
    • The Confidence Man JP รับบทหนุ่มนักต้มตุ๋นหน้าซื่อใจคด

3. มัตสึยะ โอโนเอะ (Matsuya Onoe)

รับบท ริว ซูโนฮาระ (Ryu Sunohara) ตัวละครที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความขัดแย้งในเรื่อง (มักมาในบทบาทที่ดูมีอำนาจหรือมีความบ้าคลั่งซ่อนอยู่)

  • ประวัติโดยย่อ เขาคือทายาทตระกูลนักแสดง “คาบุกิ” ชื่อดัง (Onoe Matsuya II) ซึ่งทำให้เขามีพื้นฐานการใช้เสียงและการแสดงออกทางสีหน้าที่ชัดเจนและมีพลัง (Theatrical) มากกว่านักแสดงทั่วไป เขาเริ่มเข้ามามีบทบาทในวงการทีวีและภาพยนตร์มากขึ้นในช่วงหลัง
  • ผลงานเด่นอื่นๆ
    • Hanzawa Naoki (2020) ร่วมแสดงในซีรีส์เชือดเฉือนคมธุรกิจยอดฮิต
    • ให้เสียงพากย์ภาษาญี่ปุ่นในภาพยนตร์อนิเมชัน Moana (บท Maui)

4. นาโอโตะ ทาเคนากะ (Naoto Takenaka)

รับบท ฮารุโอะ คาวาโนะ (Haruo Kawano) ตัวละครรุ่นใหญ่ที่อาจจะเป็นทั้งผู้กุมความลับหรือผู้มีอิทธิพลในโลกใต้ดิน

  • ประวัติโดยย่อ นักแสดงรุ่นลายครามระดับตำนานของญี่ปุ่นที่ใครเห็นหน้าก็ต้องร้องอ๋อ เขาเล่นได้ทุกบทบาทตั้งแต่ตลกโปกฮาไปจนถึงดราม่าเรียกน้ำตา หรือบทตัวร้ายโรคจิต
  • ผลงานเด่นอื่นๆ
    • Shall We Dance? (1996) ภาพยนตร์ญี่ปุ่นระดับคลาสสิกที่สร้างชื่อให้เขาไปทั่วโลก
    • Nodame Cantabile รับบทวาทยกรชาวเยอรมันจอมเพี้ยน (Franz von Stresemann)

5. มิโอะ ทานากะ (Miou Tanaka)

รับบท โฮมาเระ ทาเคโมโตะ (Homare Takamoto) ตัวละครหญิงปริศนาที่มีความเกี่ยวข้องกับทั้งพระเอกและองค์กรวายร้าย

  • ประวัติโดยย่อ นักแสดงที่มีประสบการณ์สูง มักได้รับบทบาทสมทบที่โดดเด่นในซีรีส์และภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์หลายเรื่อง รวมถึงงานพากย์เสียง
  • ผลงานเด่นอื่นๆ
    • Godzilla Minus One (2023) รับบทกัปตันเรือที่มีบทบาทสำคัญ

เกร็ดเพิ่มเติม เคมีระหว่าง โทมะ อิคุตะ และ มาซาฮิโระ ฮิงาชิเดะ ถือเป็นไฮไลต์สำคัญ เพราะทั้งคู่เคยผ่านงานแสดงที่เข้มข้นมาแล้ว การมาเจอกันในบท “ผู้ล่า” และ “ผู้ถูกล่า” ในเรื่องนี้ จึงเป็นการประชันฝีมือที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะเมื่ออิคุตะต้องแสดงในโหมด “ดิบเถื่อน” ซึ่งต่างจากลุคหนุ่มเจ้าเสน่ห์ในอดีตอย่างสิ้นเชิงครับ movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *