นี่คือรีวิวแบบเจาะลึกของภาพยนตร์เรื่อง “Den of Thieves” (โคตรนรกปล้นผลัดจับ) ในสไตล์ “เล่าสู่กันฟัง” แบบเข้มข้น จัดเต็มทั้งเนื้อหา การวิเคราะห์ภาพ และการแสดง โดยไม่เน้นการเล่าเรื่องย่อแบบแห้งๆ แต่จะชวนคุยถึงแก่นของหนังจริงๆ ครับ
Den of Thieves เมื่อ “ตำรวจเลว” ไล่ล่า “โจรระเบียบจัด” ในสมรภูมิแอลเอที่เดือดระอุ

ถ้าคุณเป็นคนที่โตมากับหนังแอ็กชันยุค 90s หรือหลงใหลในความดิบเถื่อนสมจริงแบบ Heat (คนระห่ำคน) ของ Michael Mann ผมกล้าพูดได้เลยว่า “Den of Thieves” คือลูกหลานทางจิตวิญญาณที่สืบทอด DNA ความระห่ำนั้นมาได้อย่างสมศักดิ์ศรีที่สุดในรอบทศวรรษครับ นี่ไม่ใช่หนังตำรวจจับผู้ร้ายธรรมดา แต่มันคือการปะทะกันของ “อีโก้” ลูกผู้ชายสองฝั่งที่ศีลธรรมเป็นเพียงสีเทาจางๆ เท่านั้น
หนังเรื่องนี้ไม่ได้ขายแค่ฉากยิงกัน (แม้ว่าฉากยิงกันจะทำออกมาได้ระดับเทพเจ้าก็ตาม) แต่มันขาย “บรรยากาศ” และ “จิตวิทยา” ของการชิงไหวชิงพริบ วันนี้ผมจะขอพาคุณเจาะลึกไปทีละส่วน ว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงเป็นมากกว่าหนังปล้นดาดๆ และทำไมมันถึงคุ้มค่าทุกนาทีที่คุณเสียไป
1. การแสดงและตัวละคร เมื่อสัตว์ร้ายปะทะสัตว์ร้าย
จุดที่ทำให้ Den of Thieves โดดเด่นเด้งออกมาจากหนังแนวเดียวกัน คือการดีไซน์คาแรคเตอร์ครับ ปกติเรามักจะเห็น ตำรวจตงฉิน vs โจรชั่ว แต่เรื่องนี้กลับหัวกลับหางมันซะเลย
Gerard Butler ในบท “Big Nick” O’Brien ตำรวจที่ “สารเลว” จนเราเกลียดไม่ลง Gerard Butler เรื่องนี้คือ “ที่สุด” ของความระห่ำครับ ลืมภาพกษัตริย์ Leonidas ผู้ผดุงความยุติธรรมไปได้เลย ในบท “Big Nick” เขาคือหัวหน้าหน่วยอาชญากรรม (Major Crimes) ที่ทำตัวเหมือนโจรยิ่งกว่าโจร เขาขี้เมา เจ้าชู้ ปากร้าย ทุจริต และใช้วิธีการสกปรกทุกอย่างเพื่อจับคนร้าย
สิ่งที่ Butler ทำได้ดีมากคือการส่งพลัง “คุกคาม” (Intimidation) ออกมาทางแววตาและภาษากาย เขาทำให้เรารู้สึกว่า หมอนี่มันอันตราย ไม่ใช่เพราะเขามีตราตำรวจ แต่เพราะเขาพร้อมจะกัดไม่ปล่อยเหมือนหมาบ้า ฉากที่เขาเดินเข้าไปในร้านอาหาร Benihana เพื่อไปกวนประสาทแก๊งโจร เป็นฉากที่แสดงให้เห็นถึงความ “เก๋า” และ “กร่าง” ได้ถึงใจที่สุด เขาไม่ได้ไปจับกุม แต่ไปเพื่อบอกว่า “กูรู้ว่ามึงจะทำอะไร และกูจะรอมึงอยู่ที่เส้นชัย” Butler แบกรับความน่าหมั่นไส้นี้ไว้ได้อยู่หมัด ทำให้คนดูรู้สึกสับสนว่าเราควรจะเชียร์ตำรวจคนนี้ดีไหม หรือจริงๆ แล้วเขาคือตัวร้ายของเรื่องกันแน่
Pablo Schreiber ในบท “Merrimen” โจรผู้มีวินัยดั่งทหารกล้า ขั้วตรงข้ามที่สมบูรณ์แบบคือ Pablo Schreiber ในบท Merrimen หัวหน้าแก๊งปล้น ถ้า Big Nick คือความไร้ระเบียบ Merrimen คือ “ระเบียบวินัย” ครับ เขาคืออดีตทหารหน่วยรบพิเศษที่ผันตัวมาเป็นโจร การแสดงของ Schreiber เต็มไปด้วยความนิ่ง สุขุม และเยือกเย็น เขาพูดน้อยแต่ต่อยหนัก ทุกการเคลื่อนไหวดูมีการวางแผน
Schreiber ทำให้เราเชื่อสนิทใจว่านี่คือทหารมืออาชีพ ไม่ใช่กุ๊ยข้างถนน เขาถ่ายทอดความกดดันของการเป็นผู้นำที่ต้องแบกรับชีวิตลูกน้องได้ดีมาก สายตาที่เขามอง Big Nick ไม่ใช่สายตาของความกลัว แต่เป็นสายตาของนักล่าที่มองเห็นคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อ ความเท่ของ Merrimen คือเขาไม่ได้ปล้นเพราะความโลภอย่างเดียว แต่เหมือนเขาเสพติดอะดรีนาลีนของการทำภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ให้สำเร็จ
O’Shea Jackson Jr. ในบท “Donnie Wilson” ม้ามืดที่ขโมยซีน คนนี้คือ “หัวใจ” ของเรื่องอย่างแท้จริงครับ O’Shea Jackson Jr. รับบทเป็นบาร์เทนเดอร์หนุ่มที่ดูซื่อๆ เซ่อๆ ซึ่งถูกดึงเข้ามาพัวพันกับทั้งสองฝั่ง ในตอนแรกเราจะมองเขาเป็นแค่ “เหยื่อ” หรือเบี้ยล่างที่น่าสงสาร แต่ O’Shea เล่นได้มีมิติมาก เขาทำให้เราเห็นความหวาดกลัว ความลังเล แต่ลึกๆ ก็แฝงความฉลาดเอาไว้ (ซึ่งจะไประเบิดเอาตอนท้าย) เคมีของเขากับ Gerard Butler ในฉากสอบสวนหรือฉากคุยกัน มันมีความเป็นธรรมชาติและดู “มนุษย์” มากที่สุดในเรื่อง
50 Cent ในบท “Enson Levoux” แม้บทพูดจะน้อย แต่ 50 Cent ใช้ “รังสีอำมหิต” ของตัวเองได้คุ้มค่ามาก เขาเล่นเป็นมือขวาของ Merrimen ที่แค่ยืนเฉยๆ ก็น่ากลัวแล้ว ฉากที่เขาข่มขวัญแฟนหนุ่มของลูกสาวในงานพรอม เป็นมุกตลกหน้าตายที่ช่วยเบรกความเครียดของหนังได้ดี และทำให้ตัวละครกลุ่มโจรดูมีความเป็นมนุษย์ที่มีครอบครัว ไม่ใช่แค่เครื่องจักรสังหาร

2. งานภาพและบรรยากาศ ความดิบของ L.A. ที่คุณสัมผัสได้
ถ้าพูดถึงงานภาพของ Den of Thieves คำจำกัดความเดียวคือ “Gritty” (หยาบกร้านและสมจริง) ครับ
Cinematography แบบ Handheld ที่มีชั้นเชิง ผู้กำกับภาพเลือกใช้กล้องแบบ Handheld (ถือถ่าย) ในหลายๆ ฉาก เพื่อสร้างความรู้สึกว่าเรากำลังอยู่ในเหตุการณ์จริง ไม่ได้นั่งดูหนังอยู่ แต่มันไม่ใช่การส่ายกล้องจนปวดหัวนะครับ มันเป็นการส่ายแบบมีจังหวะจะโคน โดยเฉพาะในฉากแอ็กชัน กล้องจะเกาะติดตัวละครไปทุกที่ ทำให้เรารู้สึกถึงความโกลาหล ความตึงเครียด และความอันตรายที่อยู่รอบด้าน
การใช้แสงและสี (Color Grading) โทนสีของหนังจะออกไปทาง แดงส้ม แสงแดดแผดเผา ตัดกับความมืดทึมในยามค่ำคืน มันสะท้อนภาพของเมือง Los Angeles ในมุมที่ไม่ได้สวยหรูเหมือนในโปสการ์ด แต่มันคือ L.A. ของอาชญากรรม ของรถติด ของความร้อนระอุที่ทำให้คนบ้าคลั่ง หนังถ่ายทอดบรรยากาศของ “เมืองหลวงแห่งการปล้นธนาคาร” (Bank Robbery Capital of the World) ออกมาได้แห้งแล้งและน่าสิ้นหวังได้อย่างยอดเยี่ยม
ฉากจราจรนรก (The Traffic Jam) หนึ่งในฉากที่น่าจดจำที่สุดคืองานภาพในช่วงไคลแม็กซ์ที่รถติดบนไฮเวย์ หนังใช้สภาพแวดล้อมที่คุ้นตาคนเมืองอย่าง “รถติด” มาเป็นสมรภูมิรบ มันสร้างความอึดอัดทางสายตาได้ดีมาก รถยนต์ที่จอดเรียงรายกลายเป็นที่กำบังกระสุน ความโกลาหลของประชาชนที่วิ่งหนีตาย งานภาพตรงนี้ทำให้เรารู้สึก “ติดกับดัก” ไปพร้อมกับตัวละครจริงๆ
3. เนื้อเรื่องและการดำเนินเรื่อง ความฉลาดของการปล้น และจุดหักมุมที่คาดไม่ถึง
เนื้อหาของ Den of Thieves แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ ที่ร้อยเรียงกันได้อย่างน่าสนใจ
ส่วนที่ 1 การปูพื้นและการข่มขวัญ หนังเปิดตัวด้วยฉากปล้นรถขนเงินที่ว่างเปล่า ซึ่งเป็นการเปิดหัวที่ทรงพลังมาก มันบอกเราทันทีว่าโจรกลุ่มนี้ “ไม่ธรรมดา” พวกเขาไม่ได้มาเล่นๆ และมีการเตรียมพร้อมระดับทหาร จากนั้นหนังก็พาเราไปสำรวจชีวิตส่วนตัวที่พังทลายของ Big Nick และความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดของทั้งสองฝั่ง
สิ่งที่ผมชอบคือ หนังให้เวลากับขั้นตอน “การสืบสวน” และ “การวางแผน” นานพอสมควร มันไม่ใช่หนังที่อยู่ดีๆ ก็เดินเข้าไปยิงแล้วจบ แต่เราจะได้เห็น Big Nick ค่อยๆ แกะรอย ค่อยๆ บีบไข่ Donnie ให้คายความลับ ในขณะที่ฝั่ง Merrimen ก็วางแผนปล้นธนาคารกลาง (Federal Reserve) ซึ่งเปรียบเสมือนป้อมปราการที่ไม่มีใครเคยปล้นได้มาก่อน
ส่วนที่ 2 ปฏิบัติการปล้น Federal Reserve (The Heist) นี่คือไฮไลท์ที่แท้จริงของหนังครับ แผนการปล้นในเรื่องนี้มัน “ซับซ้อนและฉลาดเป็นบ้า” แทนที่จะบุกเข้าไปยิงกราดแบบโง่ๆ แก๊งของ Merrimen เลือกที่จะเล่นกับ “ระบบ” พวกเขาไม่ได้ขโมยเงินจากตู้เซฟโดยตรง แต่เลือกขโมย “ธนบัตรชำรุด” (Unfit bills) ที่กำลังจะถูกนำไปทำลาย ตัวเลขตรงนี้แหละที่น่าสนใจ เพราะมันคือเงินที่ไม่มีหมายเลขแล้ว ไม่มีค่าในทางบัญชี และกำลังจะกลายเป็นขยะ
กระบวนการแทรกซึมเข้าไปในธนาคารกลางทำออกมาได้ลุ้นระทึกมาก ทุกขั้นตอนต้องเป๊ะระดับวินาที การที่ Donnie ต้องแฝงตัวเป็นคนส่งอาหารจีนเข้าไป แล้วต้องหาทางเอาถุงเงินออกมา มันบีบหัวใจคนดูสุดๆ เราจะเห็นรายละเอียดของการรักษาความปลอดภัยที่แน่นหนา และวิธีที่โจรหา “ช่องโหว่” เล็กๆ น้อยๆ ในระบบราชการมาใช้ประโยชน์ มันทำให้หนังดูฉลาดและมีน้ำหนักความน่าเชื่อถือสูงมาก
ส่วนที่ 3 บทสรุปที่กระสุนดังก้องหู และหักมุมตลบหลัง หลังจากแผนการปล้นที่เงียบเชียบ จบลงด้วยการปะทะที่เสียงดังสนั่นหวั่นไหว ฉากยิงกันในช่วงท้ายเรื่องคือ Masterpiece ครับ สิ่งที่ต้องชมเชยอย่างหนักคือ Sound Design (การออกแบบเสียง) เสียงปืนในเรื่องนี้ “ดัง” “แน่น” และ “น่ากลัว” มาก มันไม่ใช่เสียง ปิ้วๆ แบบหนังเกรดบี แต่มันคือเสียงกึกก้องที่กระแทกหน้าอกคุณ (ถ้าดูในโรงหรือระบบเสียงดีๆ) เสียงปลอกกระสุนตกพื้น เสียงหายใจหอบของตัวละคร ทุกอย่างมัน Real จนน่าขนลุก
การดวลปืนระหว่าง Big Nick และ Merrimen ท่ามกลางรถติด ไม่ใช่แค่การสาดกระสุนใส่กัน แต่มันคือ Tactical Warfare (ยุทธวิธีทางทหาร) เราจะเห็นการยิงกดดัน (Suppressing fire) การอ้อมหลัง (Flanking) และการใช้ที่กำบังอย่างถูกวิธี มันคือฉากยิงกันที่สมจริงที่สุดฉากหนึ่งในโลกภาพยนตร์
และสุดท้าย… The Twist (จุดหักมุม) เมื่อฝุ่นควันจางลง หนังทิ้งหมัดฮุกใส่คนดูด้วยการเฉลยว่า “ใครคือคนคุมเกมตัวจริง” การที่หนังเฉลยว่า Donnie ไม่ใช่แค่เบี้ยล่าง แต่คือ Mastermind (ผู้วางแผน) ทั้งหมด เป็นอะไรที่เซอร์ไพรส์แต่ก็สมเหตุสมผลเมื่อย้อนกลับไปดู เขาใช้ประโยชน์จากความกร่างของ Big Nick และความมั่นใจเกินเหตุของ Merrimen ให้เป็นเครื่องมือของเขา
ฉากย้อนอดีตที่โชว์ให้เห็นว่า Donnie วางแผนทุกอย่างในบาร์ เก็บข้อมูลจากลูกค้า และจัดฉากให้ทุกคนเต้นตามเกมของเขา มันเปลี่ยนมุมมองของเราที่มีต่อหนังทั้งเรื่องทันที จากหนังแอ็กชันตำรวจจับผู้ร้าย กลายเป็นหนังอาชญากรรมอัจฉริยะที่สอนให้รู้ว่า “คนที่เงียบที่สุด คือคนที่น่ากลัวที่สุด”

บทสรุป ทำไมคุณต้องดู (หรือดูซ้ำ)
Den of Thieves อาจจะไม่ได้สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ มันมีความยาวถึง 2 ชั่วโมง 20 นาที ซึ่งบางคนอาจจะมองว่ายืดเยื้อในช่วงกลาง แต่สำหรับผม ทุกนาทีนั้นคุ้มค่าเพราะมันคือการปูพื้นฐานอารมณ์ให้ฉากจบมันทรงพลัง
จุดแข็ง
- ความสมจริงของฉากแอ็กชัน โดยเฉพาะเสียงปืนและยุทธวิธี
- การแสดง Gerard Butler และ O’Shea Jackson Jr. เคมีเข้ากันและแบกหนังได้สบาย
- บทหนัง แผนการปล้นที่มีดีเทลละเอียด ล้ำลึก และจุดหักมุมที่ฉลาด
- บรรยากาศ ความดิบ เถื่อน และกดดันของโลกอาชญากรรม
ถ้าคุณเบื่อหนังแอ็กชันซูเปอร์ฮีโร่ที่ใช้ CG เต็มจอ และโหยหาหนังแอ็กชันยุคเก่าที่ใช้ “คน” “ปืน” และ “แผนการ” ในการขับเคลื่อนเรื่องราว Den of Thieves คือคำตอบที่คุณตามหาครับ มันคือหนังที่ทำให้คุณนั่งไม่ติดเบาะ ลุ้นจนมือเกร็ง และเดินออกจากหน้าจอด้วยความรู้สึกว่า “เออ… นี่แหละหนังปล้นที่โคตรเจ๋ง!”
นี่ไม่ใช่แค่หนังยิงกัน แต่มันคือบทบันทึกของลูกผู้ชายสองขั้วที่ไม่มีใครยอมใคร จนกระทั่งวินาทีสุดท้ายของชีวิตครับ
และนี่คือ บทสรุปท้ายเรื่องแบบเจาะลึก (Ending Explained) ของ Den of Thieves ที่ขมวดปมทุกอย่าง ทั้งฉากยิงกันสนั่นเมือง และการหักมุมซ้อนแผนที่เปลี่ยนมุมมองของหนังทั้งเรื่องครับ
บทสรุป ความตาย ความว่างเปล่า และผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว

บทสรุปของ Den of Thieves ไม่ได้จบลงแค่การจับผู้ร้าย แต่มันคือการเฉลย “กลเกม” ที่หลอกทั้งตัวละครในเรื่องและคนดูจนวินาทีสุดท้าย
1. สมรภูมิรถติด (The Traffic Jam Shootout)
หลังจากแก๊งของ Merrimen (Pablo Schreiber) ทำภารกิจขโมยเงินจากธนาคารกลาง (Federal Reserve) ได้สำเร็จ พวกเขาพยายามหลบหนี แต่ถูกหน่วยของ Big Nick (Gerard Butler) ตามกลิ่นเจอจนได้
การไล่ล่าจบลงที่การจราจรติดขัดบนถนน Alameda Corridor ซึ่งกลายเป็นกับดักมรณะ
- การสูญเสีย สมาชิกแก๊งโจรค่อยๆ ถูกเก็บทีละคน เริ่มจาก Bosch ที่ถูกยิงร่วง และ Enson Levoux (50 Cent) ที่ยอมสละชีวิตยืนแลกกระสุนเพื่อซื้อเวลาให้ Merrimen หนี (เป็นฉากที่แสดงความภักดีของลูกทีมที่มีต่อกันได้ดีมาก)
- จุดจบของ Merrimen ในที่สุด Merrimen จนมุมและได้รับบาดเจ็บหนัก เขาถูก Big Nick ต้อนจนไม่มีทางหนี แต่ด้วยศักดิ์ศรีและคำปฏิญาณที่ว่า “จะไม่ยอมกลับไปเข้าคุก” Merrimen ตัดสินใจยกปืนที่กระสุนหมดแล้วขึ้นมา (หรือทำท่าจะยิง) เพื่อบีบให้ Big Nick ต้องวิสามัญเขา
- Merrimen ตายคาที่ ปิดตำนานโจรระเบียบจัด แต่เขาก็รักษาคำพูดสุดท้ายของตัวเองไว้ได้
2. ถุงขยะที่ว่างเปล่า (The Decoy)
เมื่อเสียงปืนสงบลง Big Nick รีบวิ่งไปที่รถหลบหนีของ Merrimen เพื่อยึดของกลาง แต่เมื่อเขาฉีกถุงขยะออกดู สิ่งที่พบกลับไม่ใช่เงินสดหลายสิบล้านดอลลาร์… แต่มันคือเศษกระดาษ (เงินที่ถูกทำลายแล้ว) ล้วนๆ
วินาทีนี้ Big Nick (และคนดู) เริ่มสับสนว่าเกิดอะไรขึ้น?
- Merrimen พลาดหยิบถุงผิด?
- หรือตำรวจมาช้าไป?
- หรือว่าจริงๆ แล้ว แผนการปล้นล้มเหลวตั้งแต่แรก?
Big Nick ยืนงงท่ามกลางศพและรถติด โดยที่ไม่ได้เงินของกลางคืนแม้แต่ดอลลาร์เดียว
3. การเปิดเผยตัวตนของ “Donnie” (The Mastermind)
หนังตัดภาพมาที่ Big Nick บุกไปที่บาร์ของ Donnie Wilson (O’Shea Jackson Jr.) บาร์เทนเดอร์หนุ่มที่เขาคิดว่าเป็นแค่ “หนอนบ่อนไส้” หรือเหยื่อที่เขาใช้บีบให้คายความลับ
- บาร์ร้าง Nick พบว่าบาร์ถูกทิ้งร้าง Donnie หายตัวไปแล้ว
- หลักฐาน Nick เดินสำรวจหลังร้านและเจอรูปถ่ายเก่าๆ ที่เฉลยว่า จริงๆ แล้ว Donnie รู้จักกับสมาชิกแก๊งของ Merrimen มานานแล้ว (รูปสมัยเป็นนักกีฬาทีมเดียวกัน)
- ความจริงกระแทกหน้า Nick ตระหนักทันทีว่า Donnie ไม่ใช่เหยื่อ แต่คือ “สมอง” (The Brains) ของปฏิบัติการทั้งหมด และ Nick เองต่างหากที่ถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือให้แผนสำเร็จ
4. แผนซ้อนแผน (How He Did It)
หนังทำการ Flashback ย้อนกลับไปให้เห็นว่า Donnie ขโมยเงินไปได้อย่างไร
- ในห้องนับเงิน ขณะที่อยู่ในธนาคารกลาง Donnie อาศัยจังหวะความวุ่นวาย แอบเอาเงินจริงใส่ใน “ถุงขยะอีกใบ” แล้วซ่อนไว้ในช่องส่งของ หรือถังขยะที่แยกต่างหาก
- สับขาหลอก เขาปล่อยให้ Merrimen และทีมงานเอาถุงขยะที่มีแต่ “เศษกระดาษ” ขึ้นรถหนีไป (โดยที่ Merrimen อาจจะไม่รู้ตัว หรือรู้แต่ยอมเป็นตัวล่อ – ทฤษฎีส่วนใหญ่เชื่อว่า Merrimen โดน Donnie หลอกให้ขนถุงเปล่าเพื่อล่อตำรวจไป ในขณะที่ Donnie เอาเงินจริงหนีไปอีกทาง)
- การขนย้าย หลังจากตำรวจและ Merrimen ไล่ล่ากันออกไป Donnie (ในชุดพนักงานส่งของ) ก็เดินออกมาแบบชิลๆ เอาเงินจริงใส่รถขยะอีกคันแล้วขับออกไปอย่างลอยนวล
5. ฉากจบที่ลอนดอน (The New Game)
ฉากสุดท้ายตัดภาพไปที่ ลอนดอน
- Donnie แต่งตัวดูดีมีสกุล เดินเข้าไปในบาร์ฝั่งตรงข้ามกับ “Diamond Exchange” (ตลาดค้าเพชร)
- เขาทำงานเป็นบาร์เทนเดอร์อีกครั้ง แต่ครั้งนี้สายตาของเขาจ้องมองไปที่ระบบรักษาความปลอดภัย การขนย้ายเพชร และพนักงาน
- Donnie ยิ้มให้กล้อง เป็นการบอกคนดูว่า “เกมใหม่เริ่มแล้ว”
บทวิเคราะห์แก่นของตอนจบ
- Donnie คือผู้ชนะที่แท้จริง เขาใช้ประโยชน์จาก “อีโก้” ของลูกผู้ชายทั้งสองฝั่ง Big Nick มัวแต่บ้าคลั่งอยากจับโจร ส่วน Merrimen ก็มั่นใจในแผนการทหารของตัวเองเกินไป Donnie ที่ดูอ่อนแอและไม่มีพิษมีภัย จึงรอดพ้นสายตาของทุกคน และฉกชิ้นปลามันไปกินคนเดียว
- ศีลธรรมสีเทา สุดท้ายตำรวจ (Nick) ไม่ได้อะไรเลยนอกจากศพ เพื่อนร่วมทีมตายหมด ส่วนโจร (Donnie) รวยเละและหนีรอด หนังกำลังบอกว่าในโลกอาชญากรรม คนที่ฉลาดและเงียบที่สุดคือคนที่รอด ไม่ใช่คนที่ถือปืนใหญ่ที่สุด
- การปูทางสู่ภาคต่อ ฉากจบที่ลอนดอนเป็นการปูทางสู่ Den of Thieves 2 Pantera อย่างชัดเจน ซึ่งคราวนี้ Big Nick น่าจะตามไปล้างแค้นและไล่ล่า Donnie ถึงยุโรปแน่นอน
สรุปสั้นๆ Merrimen ตายเพื่อความว่างเปล่า, Big Nick ชนะศึกแต่แพ้สงคราม, ส่วน Donnie คืออัจฉริยะที่หลอกทุกคนและหอบเงินหนีไปเสวยสุขที่ลอนดอนครับmovieseries