รีวิว Elevator Lady (2025) หนังลิฟต์สวาทจาก Vivamax

เรื่องย่อของภาพยนตร์เรื่อง “Elevator Lady” ที่ออกฉายในปี 2025 ครับ

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นหนังแนว Sexy-Drama จากประเทศฟิลิปปินส์ (ผลิตโดยค่าย Vivamax) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องการทำหนังแนวอีโรติก-ดราม่าที่สะท้อนด้านมืดของสังคม โดยเรื่องนี้ได้นักแสดงนำอย่าง Aliya Raymundo และ Albie Casiño มาถ่ายทอดเรื่องราว

ข้อมูลทั่วไป

  • ชื่อเรื่อง Elevator Lady
  • ปีที่ฉาย 2025
  • แนว Drama / Romance / Erotic
  • ผู้กำกับ Rodante Y. Pajemna Jr.
  • นักแสดงนำ Aliya Raymundo, Albie Casiño, Vern Kaye, Zsa Zsa Zobel
Elevator Lady 2025

เรื่องย่อ (Synopsis)

เรื่องราวของ “แคท” (Kat) (รับบทโดย Aliya Raymundo) นักศึกษาสาวที่ต้องทำงานพาร์ทไทม์เป็นพนักงานกดลิฟต์ (Elevator Lady) ในอาคารที่พักอาศัยสุดหรูแห่งหนึ่ง เพื่อหาเงินมาจุนเจือชีวิตที่ขัดสน

แต่รายได้จากการทำงานปกติไม่เพียงพอ แคทจึงตัดสินใจใช้พื้นที่ในลิฟต์ที่เธอคุ้นเคยเป็นสถานที่ให้บริการ “พิเศษ” แก่ลูกค้าชายหนุ่มในตึกเพื่อแลกกับเงินจำนวนมาก ชีวิตของเธอดำเนินไปบนเส้นด้ายของศีลธรรมและความอยู่รอด จนกระทั่งเธอได้พบกับ “เจย์” (Jay) (รับบทโดย Albie Casiño) ผู้เช่าหนุ่มหล่อ รวย และดูดีที่เพิ่งย้ายเข้ามา

แคทตกหลุมรักเจย์อย่างจังและเริ่มมีความสัมพันธ์กับเขา โดยหวังว่าชายหนุ่มคนนี้จะเป็นตั๋วพาเธอออกจากชีวิตที่ยากลำบาก แต่สิ่งที่เธอไม่รู้คือเจย์ซ่อนความลับบางอย่างไว้ (เขาแต่งงานแล้ว) และความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นจากตัณหาและผลประโยชน์นี้กำลังจะนำพาชีวิตของเธอไปสู่จุดตกต่ำที่สุด

บทวิจารณ์ (Review)

วิเคราะห์ในมุมมองของบทภาพยนตร์ การแสดง และงานภาพ

1. การดำเนินเรื่องและบท (Narrative)

บทหนังเดินตามสูตรสำเร็จของค่าย Vivamax คือการเล่นกับเรื่องราวของ “ความทะเยอทะยาน” และ “ตัณหา” ตัวหนังพยายามสะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำทางสังคมผ่านตัวละครแคท ที่ต้องดิ้นรนทุกวิถีทาง แต่จุดที่น่าสนใจคือการใช้ “ลิฟต์” เป็นสัญลักษณ์ของทั้ง “การขึ้นสู่ที่สูง” (ความสำเร็จ) และ “การถูกขัง” (ในวังวนของกามารมณ์)

อย่างไรก็ตาม บทอาจจะคาดเดาได้ง่ายในช่วงท้าย (Cliché) ตามสไตล์หนังแนวเมโลดราม่าที่เน้นจุดจบแบบโศกนาฏกรรมหรือบทเรียนราคาแพง มากกว่าจะหักมุมซับซ้อน

2. การแสดง (Acting)

  • Aliya Raymundo แบกรับบทหนักของเรื่องได้ดี ทั้งในฉากที่ต้องแสดงอารมณ์ดราม่าความเจ็บปวด และฉากที่ต้องใช้เสน่ห์ทางเพศ เธอถ่ายทอดความรู้สึกของผู้หญิงที่จนตรอกแต่ยังมีความหวังออกมาได้น่าเห็นใจ
  • Albie Casiño รับบทหนุ่มเจ้าเสน่ห์ได้สมจริง เคมีของทั้งคู่เข้ากันได้ดี ทำให้คนดูเชื่อในแรงดึงดูดระหว่างกัน แม้บทของเขาอาจจะไม่ได้มีมิติความลึกซึ้งเท่าฝ่ายหญิงมากนัก

3. งานภาพและบรรยากาศ (Visuals & Setting)

จุดเด่นของเรื่องคือการใช้ Setting ในลิฟต์ ได้อย่างคุ้มค่า ผู้กำกับใช้ความแคบของพื้นที่ลิฟต์สร้างบรรยากาศที่ทั้ง “อึดอัด” และ “เร่าร้อน” ไปพร้อมกัน มุมกล้องมักจะเน้นความใกล้ชิด (Close-up) เพื่อสื่อถึงความลับที่ซ่อนอยู่ในพื้นที่ปิดตายนี้ การจัดแสงในลิฟต์ที่ดูสลัวๆ ช่วยเสริมอารมณ์อีโรติกและความไม่น่าไว้วางใจได้ดี

สรุป (Verdict)

Elevator Lady (2025) เป็นหนังดราม่าเฉพาะกลุ่มที่เน้นฉากหวือหวาตามสไตล์ค่าย แต่ก็มีประเด็นสังคมเรื่องปากท้องแฝงอยู่ หากคุณชอบหนังที่เดินเรื่องด้วยแรงขับเคลื่อนของตัวละครหญิงที่ต้องสู้ชีวิตและพ่ายแพ้ต่อกิเลส หนังเรื่องนี้ถือว่าดูได้เพลินๆ แต่ถ้าคาดหวังพล็อตเรื่องที่ซับซ้อนหรือบทสรุปที่แปลกใหม่ อาจจะไม่ตอบโจทย์นัก

นี่คือบทวิจารณ์เชิงลึกแบบเจาะลึกทุกอณูของภาพยนตร์เรื่อง “Elevator Lady” (2025) ในสไตล์คำพูดคุยที่เน้นการวิเคราะห์องค์ประกอบศิลป์ การแสดง และแก่นเรื่อง โดยข้ามเรื่องย่อแบบเดิมๆ ไปสู่การชำแหละเนื้อในของหนังครับ

บทวิจารณ์ภาพยนตร์ Elevator Lady (2025) “ลิฟต์แห่งกิเลส เมื่อพื้นที่แคบที่สุด เผยด้านมืดที่กว้างใหญ่ที่สุดของใจคน”

สวัสดีครับเพื่อนๆ คอหนังสายดราม่าทางเลือก วันนี้ผมอยากจะชวนมานั่งคุยแบบเปิดอก ยาวๆ ลึกๆ เกี่ยวกับหนังฟิลิปปินส์กระแสแรงจากค่าย Vivamax ที่เพิ่งผ่านตาผมไป นั่นคือ “Elevator Lady” หลายคนอาจจะเห็นหน้าปกแล้วตัดสินไปก่อนว่า “อ๋อ ก็แค่หนังขายฉากหวือหวาตามสไตล์ค่ายนี้” แต่เดี๋ยวก่อนครับ… ถ้าคุณลองปอกเปลือกความอีโรติกที่เป็นจุดขายภายนอกออกไป ผมพบว่าแก่นข้างในของหนังเรื่องนี้ มันมีความ “ขมปร่า” และ “เสียดสี” สังคมชนชั้นได้อย่างน่าสนใจจนผมต้องหยิบมาพูดถึง

เราจะไม่คุยเรื่องย่อกันแล้วนะครับ เพราะเชื่อว่าทุกคนคงพอเดาทางได้ แต่เราจะมาคุยกันในเชิง “บทวิเคราะห์” ว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงทำงานกับความรู้สึกคนดูได้ดี และจุดไหนที่มันทำหน้าที่ได้เกินกว่าคำว่าหนังเกรดบี

1. บทภาพยนตร์และการเล่าเรื่อง สัญญะของ “ลิฟต์” ที่มากกว่าพาหนะ

สิ่งที่ผมชอบที่สุดและอยากพูดถึงเป็นอย่างแรก คือการที่คนเขียนบทเลือกใช้ “ลิฟต์” เป็นตัวละครหลักตัวหนึ่งของเรื่องครับ คุณลองจินตนาการดูนะ ลิฟต์คือกล่องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่ทำหน้าที่พาคนจากจุดต่ำสุด (ชั้น G หรือชั้นใต้ดิน) ขึ้นไปสู่จุดสูงสุด (Penthouse หรือดาดฟ้า)

ในหนังเรื่องนี้ ลิฟต์ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ขนส่งคน แต่มันคือ “เครื่องคัดกรองชนชั้น” บทหนังฉลาดมากที่เล่นกับความรู้สึก “Claustrophobia” หรือความกลัวที่แคบ ในเชิงจิตวิทยา ตัวเอกอย่าง “แคท” (Aliya Raymundo) ถูกขังอยู่ในกล่องใบนี้ทั้งในแง่กายภาพและสถานะทางสังคม เธอเป็นเพียง “คนกดลิฟต์” (Elevator Lady) หน้าที่ของเธอคือการเปิดประตูให้คนรวยเดินเข้าไป แล้วพาพวกเขาขึ้นไปสู่ความสุขสบาย ในขณะที่ตัวเธอเองต้องกลับลงมาที่เดิมเสมอ

บทหนังเล่นกับ Irony (ตลกร้าย) ได้อย่างเจ็บแสบ พื้นที่ในลิฟต์ควรจะเป็นพื้นที่สาธารณะที่มีกล้องวงจรปิด มีความปลอดภัย แต่หนังกลับเปลี่ยนให้มันกลายเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่สกปรกที่สุด เป็น “Private Room” เคลื่อนที่ ที่ซึ่งศีลธรรมถูกปลดเปลื้องออกทันทีที่ประตูปิดลง การเล่าเรื่องไม่ได้พยายามจะทำให้เราเห็นใจแคทในฐานะนางเอกผู้น่าสงสารแบบละครหลังข่าว 100% แต่บททำให้เราเห็น “ความเป็นมนุษย์” ที่มีความโลภ ความอยากสบาย และความจำยอม

จังหวะการเล่าเรื่อง (Pacing) ของหนังทำได้น่าติดตามในช่วงแรกถึงกลางเรื่อง มันค่อยๆ ไต่ระดับความตึงเครียดเหมือนลิฟต์ที่กำลังขึ้นสู่ชั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ เราจะเห็นพัฒนาการของ “แคท” จากเด็กสาวที่ดูใสซื่อ (หรือแกล้งซื่อ) ค่อยๆ ถลำลึกเข้าสู่ด้านมืด เพราะอำนาจของเงินและเสน่ห์ของ “เจย์” (พระเอก) บทสนทนาในลิฟต์ที่มีความจำกัดของเวลา (คุยกันได้แค่ช่วงสั้นๆ ระหว่างชั้น) ถูกใช้เป็นเครื่องมือเร่งความสัมพันธ์ได้อย่างชาญฉลาด มันทำให้ความรัก (หรือความใคร่) ดูรีบเร่ง ฉาบฉวย และอันตราย ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ในยุคปัจจุบันได้ดีมาก

อย่างไรก็ตาม จุดที่ผมมองว่าบทแอบแผ่วลงคือช่วงองก์สุดท้าย ที่การหาทางลง (Conclusion) ของเรื่องดูจะพยายามยัดเยียดบทเรียนทางศีลธรรมแบบสูตรสำเร็จ (Didactic) มากเกินไปหน่อย จนขาดชั้นเชิงแบบที่ปูมาในตอนต้น เหมือนคนเขียนบทนึกไม่ออกว่าจะให้จบยังไงให้คนดูจำ เลยเลือกทางที่ดราม่าที่สุดไว้ก่อน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำลายภาพรวมที่แข็งแรงของการเล่าเรื่องผ่านสัญลักษณ์ครับ

2. งานภาพและองค์ประกอบศิลป์ (Cinematography & Visuals) ความงามในความอึดอัด

มาคุยเรื่องงานภาพกันบ้าง บอกเลยว่า “เกินคาด” ครับ สำหรับสเกลหนังประมาณนี้ โจทย์หินที่สุดของผู้กำกับและตากล้องคือ “คุณจะถ่ายหนังในลิฟต์ยังไงไม่ให้คนดูเบื่อตายซะก่อน?” เพราะพื้นที่มีแค่นั้น แต่งานภาพใน Elevator Lady กลับทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยมในการสร้างบรรยากาศ

การใช้แสง (Lighting) สิ่งที่โดดเด่นมากคือการจัดแสง หนังใช้แสงประดิษฐ์ (Artificial Light) ภายในลิฟต์เพื่อสะท้อนอารมณ์ตัวละคร สังเกตดีๆ นะครับ เวลาที่แคทอยู่คนเดียว แสงมักจะดูหม่นหมอง เย็นชา (Cold Tone) สะท้อนความโดดเดี่ยวและความเหนื่อยล้า แต่เมื่อ “เจย์” หรือลูกค้าเข้ามา แสงจะถูกปรับให้มีความ Warm หรือบางครั้งก็ใช้ไฟสะท้อนจากปุ่มกดลิฟต์สร้างสีสันที่ดูเย้ายวน (Neon/Vibrant) แต่มันเป็นความสวยงามที่ดู “ปลอม” ซึ่งเข้ากับธีมเรื่องที่ว่าด้วยเปลือกนอกของสังคมไฮโซ

มุมกล้อง (Camera Angles) ตากล้องเลือกใช้เลนส์ที่ทำให้เรารู้สึกใกล้ชิดตัวละครจนน่าอึดอัด (Extreme Close-up) เราจะได้เห็นเม็ดเหงื่อ รูขุมขน แววตาที่สั่นไหวของนักแสดงอย่างชัดเจน การถ่ายผ่านกระจกเงาในลิฟต์ก็เป็นเทคนิคที่ถูกใช้บ่อยแต่ได้ผลเสมอ มันสะท้อนให้เห็น “ตัวตนที่แตกสลาย” ของแคท ด้านหนึ่งคือพนักงานสาวบริการดี อีกด้านคือผู้หญิงที่กำลังขายศักดิ์ศรีเพื่อเงิน การสะท้อนภาพซ้อนไปมาในกระจกช่วยย้ำเตือนคนดูว่า สิ่งที่เราเห็นอาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมด

เครื่องแต่งกาย (Costume Design) ชุดพนักงานกดลิฟต์ (Uniform) ในเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เสื้อผ้า แต่มันคือ “โซ่ตรวน” ดีไซน์ที่ดูรัดรูป เน้นสัดส่วน มันถูกออกแบบมาเพื่อ Objectify (ทำให้เป็นวัตถุทางเพศ) ตั้งแต่แรกโดยที่ตัวละครไม่ต้องถอดเสื้อผ้าด้วยซ้ำ งานภาพจงใจแพนกล้องผ่านส่วนเว้าส่วนโค้งเพื่อย้ำสถานะของแคทว่าเป็นเพียง “เครื่องประดับ” ของตึกหรูนี้ ไม่ต่างจากแจกันดอกไม้ในล็อบบี้ สิ่งนี้ช่วยส่งเสริมบทหนังที่วิพากษ์วิจารณ์ระบบทุนนิยมที่กดขี่ผู้หญิงได้อย่างแนบเนียน

3. การแสดง (Acting Performance) หัวใจสำคัญที่แบกหนังทั้งเรื่อง

ถ้าไม่มีการแสดงชุดนี้ หนังเรื่องนี้อาจจะพังไปแล้วก็ได้ครับ เพราะด้วยโลเคชั่นที่จำกัด พลังของนักแสดงคือสิ่งเดียวที่จะตรึงคนดูอยู่ และทั้งสองนักแสดงนำก็ทำหน้าที่ได้สมศักดิ์ศรี

Aliya Raymundo (รับบท แคท) คนนี้ต้องขอปรบมือให้เลยครับ เธอคือ MVP ของเรื่องอย่างแท้จริง Aliya ไม่ได้ขายแค่รูปร่าง แต่เธอขาย “สายตา” การแสดงของเธอมีความละเอียด (Subtle) มากในช่วงแรก เราจะเห็นความเหนียมอาย ความไม่มั่นใจ ของเด็กสาวที่เพิ่งเข้ามาทำงาน แต่เมื่อเรื่องดำเนินไป สายตาของเธอเริ่มเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว มีความทะเยอทะยาน และสุดท้ายคือความว่างเปล่า

ฉากที่ผมประทับใจที่สุด คือฉากที่เธอต้องฝืนยิ้มต้อนรับลูกค้าหลังจากเพิ่งผ่านเหตุการณ์เลวร้ายมา Aliya ทำให้เราเห็นรอยยิ้มที่ “ไปไม่ถึงดวงตา” มันเป็นรอยยิ้มของหน้ากากพนักงานบริการที่ข้างในกำลังร้องไห้ เธอถ่ายทอดความเจ็บปวดของผู้หญิงที่รู้ว่าตัวเองกำลังทำผิด แต่ไม่มีทางเลือกอื่นได้น่าสงสารจนเราเกลียดเธอไม่ลง พลังการทำลายล้างของเธอไม่ได้อยู่ที่ฉากเลิฟซีน แต่อยู่ที่ฉากดราม่าเงียบๆ ที่เธอต้องยืนมองตัวเลขดิจิทัลในลิฟต์ค่อยๆ เปลี่ยนไปทีละชั้น

Albie Casiño (รับบท เจย์) สำหรับ Albie เขามาในมาดที่ดูเหมือนจะเล่นง่าย คือบทหนุ่มหล่อรวย เจ้าเสน่ห์ (Prince Charming) แต่ความยากของบทนี้คือต้องเล่นยังไงให้ดู “น่าไว้ใจ” และ “น่ารังเกียจ” ไปพร้อมๆ กัน Albie ใช้เสน่ห์ทางกายภาพของเขาได้คุ้มค่า เขาทำให้คนดูเชื่อได้จริงๆ ว่าทำไมแคทถึงยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อผู้ชายคนนี้

แต่สิ่งที่ Albie ทำได้ดีกว่านั้น คือการแสดงออกทางสีหน้าเวลาที่แคทเผลอ เขาจะเปลี่ยนจากแววตาอบอุ่นเป็นแววตาของผู้ล่าที่มองเหยื่อ หรือมองสินค้าชิ้นหนึ่ง ความเย็นชาที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มสุภาพบุรุษนั้นน่าขนลุก เคมีระหว่างเขากับ Aliya ร้อนแรงและดูอันตราย มันไม่ใช่ความรักแบบโรแมนติกหวานแหวว แต่มันคือ Toxic Relationship ที่ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้กระทำและอีกฝ่ายเป็นผู้ถูกกระทำอย่างสมบูรณ์

4. สรุปภาพรวม มากกว่าหนังอีโรติก คือบันทึกความเหลื่อมล้ำ

เมื่อเอาทุกองค์ประกอบมารวมกัน Elevator Lady (2025) ไม่ใช่หนังโป๊ที่ดูแล้วจบไป แต่มันคือ Social Drama ที่สวมเสื้อคลุมของความอีโรติก หนังกำลังตั้งคำถามกับเราว่า “ราคาของความสบายคืออะไร?” และ “เมื่อเราขึ้นลิฟต์ไปสู่จุดสูงสุด เราต้องทิ้งความเป็นคนไว้ที่ชั้นล่างมากแค่ไหน?”

ถ้าจะให้วิจารณ์แบบตรงไปตรงมา หนังยังมีจุดโหว่ในเรื่องของตรรกะตัวละครบางตัว และบทสรุปที่อาจจะดูเร่งรีบไปหน่อย แต่ในแง่ของ อารมณ์ร่วม (Emotional Impact) หนังทำได้ดีมาก มันทำให้เรารู้สึกอึดอัด หายใจไม่ออก เหมือนติดอยู่ในลิฟต์เสียเอง

จุดแข็ง

  • การแสดงของ Aliya Raymundo ที่มีมิติและแบกหนังได้ตลอดรอดฝั่ง
  • การใช้สัญญะ “ลิฟต์” เพื่อเล่าเรื่องชนชั้นได้อย่างคมคาย
  • งานภาพที่เปลี่ยนพื้นที่แคบให้กลายเป็นเวทีละครชีวิตที่มีพลัง
  • การเสียดสีสังคมทุนนิยมผ่านอาชีพบริการ

จุดอ่อน

  • บทช่วงท้ายที่เดาทางง่ายและพยายามสอนคนดูมากไปนิด
  • ตัวละครสมทบบางตัวดูแบนราบ ไม่มีมิติเท่าพระนาง

คำตัดสินสุดท้ายในฐานะคนดู หากคุณกำลังมองหาหนังที่มีความดิบ เรียล และกล้าที่จะเล่นกับด้านมืดของจิตใจมนุษย์ โดยมีฉากหลังเป็นความสัมพันธ์ต้องห้าม Elevator Lady คือหนังที่คุณไม่ควรพลาดครับ มันอาจไม่ได้สมบูรณ์แบบระดับรางวัลออสการ์ แต่มันมี “รสชาติ” ที่จัดจ้านและมี “เนื้อหนัง” ให้เคี้ยวมากกว่าแค่เรื่องทางเพศแน่นอน ดูจบแล้วคุณอาจจะมองพนักงานกดลิฟต์ หรือมองคนที่ยืนข้างๆ คุณในลิฟต์ ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปตลอดกาล…

สำหรับนักแสดงหลักของเรื่อง Elevator Lady (2025) ถือเป็นการจับคู่ที่น่าสนใจระหว่างดาวรุ่งฝ่ายหญิงของค่าย Vivamax กับนักแสดงหนุ่มที่มีชื่อเสียงจากวงการบันเทิงกระแสหลักของฟิลิปปินส์ครับ

นี่คือประวัติย่อและผลงานที่ผ่านมาของพวกเขาครับ

1. Aliya Raymundo (รับบท แคท – Kat)

นางเอกสาวดาวรุ่งที่กำลังมาแรงด้วยลุคที่ดูใสซื่อแต่ซ่อนความร้อนแรง

  • บทบาทในเรื่อง “แคท” นักศึกษาสาวสู้ชีวิตที่ทำงานเป็นพนักงานกดลิฟต์ ซึ่งต้องใช้เรือนร่างแลกเงินเพื่อความอยู่รอด
  • ประวัติย่อ
    • Aliya Raymundo (อลิยา เรย์มุนโด) เป็นนักแสดงสาวหน้าใหม่ที่กำลังไต่เต้าขึ้นมาเป็นตัวท็อปของค่าย Vivamax เธอเริ่มเป็นที่จดจำจากใบหน้าที่ดูสวยหวาน เป็นธรรมชาติ (Girl-next-door look) ซึ่งขัดแย้งกับบทบาทที่มักจะได้รับซึ่งมีความกล้าและถึงพริกถึงขิง
    • เธอโดดเด่นในเรื่องการแสดงอารมณ์ทางสายตาและการสื่อสารภาษากาย ทำให้เธอได้รับบทที่ต้องใช้อารมณ์ดราม่าควบคู่กับฉากวาบหวิวอยู่บ่อยครั้ง
  • ผลงานเด่นที่ผ่านมา
    • Boso Dos (2023) – รับบทนำที่ทำให้หลายคนเริ่มรู้จักเธอ
    • Pantasya – อีกหนึ่งผลงานที่โชว์เสน่ห์ของเธออย่างเต็มที่

2. Albie Casiño (รับบท เจย์ – Jay)

อดีตพระเอกขวัญใจวัยรุ่นสู่บทบาทหนุ่มเจ้าเสน่ห์มาดร้าย

  • บทบาทในเรื่อง “เจย์” หนุ่มหล่อ รวย และดูดีที่อาศัยอยู่ในคอนโดหรู ผู้ซึ่งเข้ามาเปลี่ยนชีวิตของแคท (ในทางที่ดิ่งลง)
  • ประวัติย่อ
    • Albie Casiño (อัลบี้ คาซิโญ) เกิดปี 1993 เป็นลูกครึ่งฟิลิปปินส์-อเมริกัน เขาไม่ใช่หน้าใหม่ในวงการ แต่เป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงในวงการบันเทิงฟิลิปปินส์ (Mainstream) มายาวนานกว่า 10 ปี
    • เขาโด่งดังเปรี้ยงปร้างจากการรับบท “Christian” ในละครเรื่องดัง Mara Clara (2010) ซึ่งเป็นละครรีเมคที่ฮิตถล่มทลาย ทำให้เขาเป็นขวัญใจวัยรุ่นในยุคนั้น
    • เคยเข้าร่วมรายการเรียลลิตี้ชื่อดัง Pinoy Big Brother Celebrity Edition 2
    • การมารับเล่นหนังค่าย Vivamax ถือเป็นการพลิกบทบาทครั้งสำคัญของเขา จากลุคหนุ่มใสวัยรุ่น สู่บทบาทที่เป็นผู้ใหญ่ ดิบเถื่อน และมีความซับซ้อนทางอารมณ์มากขึ้น ซึ่งฝีมือการแสดงของเขาถือว่า “เก๋า” และช่วยประคองอารมณ์ของหนังเรื่องนี้ได้ดีมาก
  • ผลงานเด่นที่ผ่านมา
    • Mara Clara (ละครโทรทัศน์)
    • On the Wings of Love (ซีรีส์ดังที่ฉายไปทั่วเอเชีย)
    • Los Bastardos

นักแสดงสมทบอื่นๆ

  • Vern Kaye นักแสดงสมทบขาประจำของค่าย มักได้รับบทเพื่อนหรือตัวละครที่สร้างสีสันและจุดเปลี่ยนให้กับเรื่องราว
  • Zsa Zsa Zobel อีกหนึ่งนักแสดงสาวในสังกัดที่มาร่วมสร้างความเข้มข้นให้กับเนื้อเรื่อง

สรุปเคมีนักแสดง

การจับคู่ Aliya กับ Albie ถือเป็นจุดแข็งของเรื่องนี้ เพราะฝ่ายชายมีทักษะการแสดงที่แข็งแรงและมีความเป็นดารา (Star Power) สูง ช่วยส่งอารมณ์ให้ฝ่ายหญิงที่สดใหม่กว่าได้อย่างดี ทำให้ฉากดราม่าและการปะทะอารมณ์ดูสมจริงและน่าเชื่อถือครับ movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *