รีวิว Fallout Season 1 ขึ้นแท่นซีรีส์จากเกมที่ดีที่สุด?

เรื่องย่อของซีรีส์ Fallout Season 1 จาก Amazon Prime Video ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในซีรีส์ที่ดัดแปลงจากเกมได้ยอดเยี่ยมที่สุดเรื่องหนึ่งในรอบหลายปีครับ

ข้อมูลทั่วไป

  • แนว Action, Drama, Sci-Fi, Post-Apocalyptic, Dark Comedy
  • ช่องทางรับชม Amazon Prime Video
  • จำนวนตอน 8 ตอน (จบในตอนสุดท้าย แต่มีปมต่อ Season 2)
Fallout Season 1

เรื่องย่อ (Synopsis)

เรื่องราวเกิดขึ้นในโลกอนาคตปี 2296 หรือประมาณ 219 ปีหลังจากเกิดสงครามนิวเคลียร์ล้างโลก (The Great War) ในปี 2077 ซึ่งทำให้โลกกลายเป็นดินแดนรกร้าง (The Wasteland) ที่เต็มไปด้วยกัมมันตภาพรังสี สัตว์ประหลาด และกลุ่มโจร

ซีรีส์จะเล่าเรื่องผ่านตัวละครหลัก 3 คนที่มีภูมิหลังต่างกันอย่างสิ้นเชิง

  1. Lucy MacLean (รับบทโดย Ella Purnell) หญิงสาวผู้มองโลกในแง่ดี อาศัยอยู่ใน Vault 33 (หลุมหลบภัยใต้ดิน) ที่ซึ่งสังคมมีความเป็นระเบียบ เรียบร้อย และเชื่อมั่นในการสร้างโลกใหม่ เธอต้องจำใจออกจากหลุมหลบภัยขึ้นสู่โลกภายนอกเป็นครั้งแรกเพื่อตามหาพ่อที่ถูกลักพาตัวไป
  2. Maximus (รับบทโดย Aaron Moten) ทหารฝึกหัดจากกลุ่ม Brotherhood of Steel องค์กรทหารที่ศรัทธาในเทคโนโลยีและอาวุธยุทโธปกรณ์ เขาใฝ่ฝันอยากจะได้สวมชุดเกราะ Power Armor และเป็นอัศวินผู้ยิ่งใหญ่ แต่ต้องเผชิญกับความโหดร้ายของโลกความเป็นจริง
  3. The Ghoul / Cooper Howard (รับบทโดย Walton Goggins) นักล่าค่าหัวผู้กลายพันธุ์ (Ghoul) ที่มีชีวิตอยู่มาตั้งแต่ก่อนสงครามนิวเคลียร์ เขามีร่างกายที่เน่าเปื่อยแต่ไม่ตาย และมีทักษะการยิงปืนระดับเทพ นิสัยโหดเหี้ยมและมองโลกในแง่ร้าย ซึ่งตรงข้ามกับ Lucy ทุกอย่าง

ทั้งสามคนต้องมาเกี่ยวข้องกันในภารกิจตามล่า “เป้าหมายสำคัญ” ชิ้นหนึ่ง ที่อาจเปลี่ยนแปลงชะตาของ The Wasteland ไปตลอดกาล

รีวิวความรู้สึกหลังรับชม (Review)

1. งานสร้างและบรรยากาศ (Production Design)

นี่คือจุดแข็งที่สุดของซีรีส์ ทีมงานเนรมิตโลก Fallout Season 1 ออกมาได้ “เป๊ะ” ตามต้นฉบับเกมมาก การผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีล้ำสมัยกับสไตล์ย้อนยุคปี 50s (Retro-futurism) ทำได้ลงตัว ทั้งเพลงประกอบ เสื้อผ้า และฉาก

  • The Vault สะอาด สดใส แต่แฝงความน่าขนลุก
  • The Wasteland สกปรก เถื่อน ดิบ และกว้างใหญ่

2. การเล่าเรื่องและตัวละคร

การแบ่งเส้นเรื่องเป็น 3 มุมมอง (คนดีโลกสวย / คนเทาๆ ที่อยากพิสูจน์ตัวเอง / คนเล่าที่ผ่านโลกมาโชกโชน) ทำให้เราเห็นภาพรวมของโลก Fallout Season 1 ได้ครบถ้วน

  • Walton Goggins (The Ghoul) คือ MVP ของเรื่อง การแสดงของเขาทรงพลังมาก ทั้งน่ากลัว เท่ และน่าสงสารในเวลาเดียวกัน
  • Ella Purnell (Lucy) ถ่ายทอดความ “Culture Shock” ของคนที่เพิ่งเคยเจอโลกความจริงได้ดีมาก เคมีระหว่างเธอกับ The Ghoul คือส่วนผสมที่ลงตัว

3. ความรุนแรงและตลกร้าย (Gore & Dark Humor)

คำเตือน ซีรีส์เรื่องนี้ โหดและเลือดสาด มาก (หัวระเบิด แขนขาด เป็นเรื่องปกติ) แต่ความโหดนั้นถูกนำเสนอคู่กับมุกตลกร้าย (Satire) ที่เสียดสีทุนนิยม สงคราม และสันดานดิบของมนุษย์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของแฟรนไชส์ Fallout Season 1

4. แฟนเกม vs คนไม่เคยเล่น

  • สำหรับแฟนเกม คุณจะฟินมากกับ Easter Eggs รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และความเคารพต่อ Lore ต้นฉบับ
  • สำหรับคนไม่เคยเล่น ดูรู้เรื่องแน่นอน 100% ซีรีส์ปูพื้นฐานได้ดี ไม่ซับซ้อนเกินไป และสนุกไปกับการผจญภัยได้เลย

นี่คือบทวิจารณ์เชิงลึกแบบ “จัดเต็ม” ในสไตล์การเล่าเรื่องชวนคุย เจาะลึกถึงแก่นของ Fallout Season 1 โดยข้ามเรื่องย่อไป แล้วไปเน้นที่ “เนื้อหนัง” ล้วนๆ ทั้งบทภาพยนตร์ งานศิลป์ และการแสดงครับ

Fallout Season 1 เมื่อ “ความวิบัติ” กลายเป็นงานศิลปะที่งดงามและบ้าคลั่ง

ถ้าคุณถามผมว่า “Fallout Season 1 ดีแค่ไหน?” ผมคงต้องบอกว่า นี่ไม่ใช่แค่ซีรีส์ที่ทำจากเกมที่ดี แต่มันคือซีรีส์ Sci-Fi Post-Apocalyptic ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเรื่องหนึ่งในรอบทศวรรษ มันก้าวข้ามคำสาปของหนังจากเกมไปไกลโข แล้วไปยืนตระหง่านเทียบเท่ากับซีรีส์ระดับพรีเมียมอย่าง The Last of Us หรือแม้แต่ Westworld ซีซั่นแรกๆ ได้อย่างสมศักดิ์ศรี

วันนี้เราจะไม่คุยกันเรื่องย่อว่าใครไปไหนทำอะไร แต่เราจะมาชำแหละกันให้เห็นถึง “กระดูก” ของซีรีส์เรื่องนี้ว่าทำไมมันถึงสะกดคนดูได้อยู่หมัด

1. บทภาพยนตร์และการเล่าเรื่อง ตลกร้ายที่เสียดแทงถึงขั้วหัวใจ

สิ่งที่ทำให้ Fallout Season 1 โดดเด่นจนน่าขนลุก คือ “โทน” (Tone) ของหนังครับ มันยากมากนะที่จะเอาความโหดเหี้ยม เลือดสาด หัวระเบิด มาผสมกับเพลงแจ๊สยุค 50s และมุกตลกหน้าตายให้มันกลมกล่อม แต่ Jonathan Nolan และทีมเขียนบททำได้

การเล่าเรื่องผ่าน “สามมุมมอง” คือความอัจฉริยะ บทหนังฉลาดมากที่เลือกเล่าผ่าน 3 ตัวละครที่เป็นตัวแทนของอุดมการณ์ที่ต่างกันสุดขั้ว

  • Lucy (The Idealist) ตัวแทนของ “ศีลธรรมในอุดมคติ” คนที่เติบโตมาในโลกปิดที่เชื่อว่าทุกอย่างเจรจาได้ กฎระเบียบคือความถูกต้อง บทหนังใช้ Lucy เป็นกระจกสะท้อนให้เราเห็นความโหดร้ายของโลกภายนอก ช่วงแรกเราอาจจะรำคาญความโลกสวยของเธอ แต่บทจะค่อยๆ “ทำลาย” ความเชื่อของเธอทีละชิ้นๆ ซึ่งมันเจ็บปวดและสมจริงมาก
  • Maximus (The Realist/Opportunist) ตัวแทนของ “คนเทาๆ ในโลกความจริง” เขาไม่ใช่คนดี แต่ก็ไม่ใช่คนเลว เขาแค่คนที่ทำทุกอย่างเพื่อความอยู่รอดและไต่เต้า บทของ Maximus เขียนออกมาได้มีความเป็นมนุษย์สูงมาก คือมีความขี้ขลาด ความโลภ แต่ลึกๆ ก็โหยหาการยอมรับ
  • The Ghoul (The Nihilist) ตัวแทนของ “ความจริงที่โหดร้าย” คนที่เห็นโลกมาตั้งแต่ก่อนพังทลายจนถึงปัจจุบัน บทของเขาคือตัวแบกเรื่องราวและเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันเข้าด้วยกัน

การเสียดสีทุนนิยมและสงคราม (Satire at its finest) สิ่งหนึ่งที่บททำได้แสบสันคือการวิพากษ์วิจารณ์ “บริษัททุนนิยม” อย่าง Vault-Tec ซีรีส์ไม่ได้แค่เล่าเรื่องการเอาตัวรอด แต่กำลังตั้งคำถามว่า “จุดจบของโลก เป็นแค่โอกาสทางธุรกิจหรือเปล่า?” การนำเสนอภาพลักษณ์ขององค์กรที่ดูดี มีรอยยิ้ม แต่เบื้องหลังคือการทดลองมนุษย์ที่วิปริต มันทำให้ซีรีส์นี้มีความลึก (Depth) มากกว่าแค่หนังยิงกัน บทสนทนาหลายช่วงคมคายมาก โดยเฉพาะตอนที่ The Ghoul พูดถึงกฎของดินแดนรกร้าง มันไม่ใช่แค่บทพูดเท่ๆ แต่มันคือปรัชญาการใช้ชีวิตในโลกที่ไร้กฎเกณฑ์

2. งานภาพและโปรดักชั่น (Visuals & Production Design) ความสมจริงที่จับต้องได้

ในยุคที่หนังส่วนใหญ่ใช้ Green Screen จนดูลอยๆ Fallout Season 1 กลับเลือกที่จะเดินสวนทางด้วยการใช้ “Practical Effects” (เอฟเฟกต์ทำมือ) และฉากจริงให้มากที่สุด และผลลัพธ์มันคุ้มค่ามหาศาลครับ

ความสกปรกที่ “สวยงาม” (Beautiful Decay) งานกำกับศิลป์ (Art Direction) เรื่องนี้ต้องได้รางวัลครับ คุณสังเกตไหมว่าขยะในเรื่องดูเป็นขยะจริงๆ? ฝุ่นดูเป็นฝุ่นจริงๆ? ทีมงานเนรมิตโลกที่ล่มสลายออกมาได้มี Texture มากๆ

  • The Vault ฉากในหลุมหลบภัยถูกออกแบบมาให้ดู “ปลอม” แบบจงใจ แสงไฟที่สว่างเกินไป สีน้ำเงินและเหลืองที่สดจนแสบตา มันสื่อถึงความจอมปลอมของสังคมข้างใน
  • The Wasteland ทันทีที่ประตูปิดลง แสงธรรมชาติที่แผดเผา ทะเลทรายที่เวิ้งว้าง และซากปรักหักพังของอารยธรรมเก่า มันถูกถ่ายทอดออกมาได้อลังการ Cinematography หรือการกำกับภาพใช้เลนส์กว้าง (Wide Shot) บ่อยครั้งเพื่อให้ตัวละครดูตัวเล็กจ้อยเมื่อเทียบกับโลกที่โหดร้าย

ชุดเกราะ Power Armor นี่คือพระเอกตัวจริง ต้องชื่นชมทีมงานที่สร้างชุดเกราะ T-60 Power Armor ออกมาได้ “มีน้ำหนัก” จริงๆ ไม่ใช่ CGI ลอยๆ เวลาตัวละครเดิน เราจะได้ยินเสียงโลหะกระทบกัน เสียงไฮดรอลิกทำงาน และเวลาลงพื้น ฝุ่นก็ตลบจริงๆ ความรู้สึกของการมี “รถถังเดินได้” อยู่ในฉาก มันสร้างความน่าเกรงขามได้อย่างที่แฟนเกมฝันถึง

Makeup & Gore (ความสยดสยองที่ศิลป์) งานเมคอัพของ The Ghoul คือที่สุด รายละเอียดของผิวหนังที่ไหม้เกรียม จมูกที่หายไป เส้นเลือดที่ปูดโปน มันดูสมจริงจนน่ากลัวแต่ก็ละสายตาไม่ได้ ส่วนฉากเลือดสาด (Gore) นั้นทำออกมาได้ “บ้าดีเดือด” ขาขาด แขนขาด หัวระเบิดเป็นแตงโม มันมีความเป็นการ์ตูนนิดๆ (Hyper-realism) ที่เข้ากับโทนตลกร้ายของเรื่อง ไม่ได้ดูสยองจนแหวะ แต่ดูแล้วสะใจแบบแปลกๆ

3. การแสดง (Acting Performance) หัวใจสำคัญที่ทำให้โลกนี้มีชีวิต

ถ้างานภาพคือร่างกาย การแสดงก็คือวิญญาณของซีรีส์เรื่องนี้ และต้องบอกเลยว่าทีมนักแสดงชุดนี้คือ “Perfect Casting”

Walton Goggins ในบท The Ghoul / Cooper Howard ระดับ Masterclass คนนี้ต้องพูดถึงก่อนใครเพื่อน Walton Goggins แบกซีรีส์เรื่องนี้ไว้บนบ่าได้อย่างสง่างาม

  • ภายใต้หน้ากาก การแสดงภายใต้เมคอัพหนาเตอะนั้นยากมาก เพราะสีหน้าจะแสดงออกได้น้อย แต่ Goggins ใช้ “สายตา” และ “น้ำเสียง” ได้อย่างทรงพลัง เสียงแหบพร่าที่แฝงความประชดประชัน ทุกประโยคที่เขาพูดมันฟังดูเหมือนคนที่ผ่านนรกมาแล้วร้อยรอบ
  • สองช่วงเวลา เขาต้องเล่นเป็น Cooper Howard ดาราฮอลลีวูดผู้แสนดีในอดีต และ The Ghoul นักฆ่าไร้หัวใจในปัจจุบัน การสลับโหมดของเขาทำให้เราเห็น “Tragedy” หรือโศกนาฏกรรมของตัวละครนี้ ว่าโลกเปลี่ยนคนดีๆ ให้กลายเป็นปีศาจได้อย่างไร เขาคือตัวละครที่มีเสน่ห์ที่สุด (Charismatic) และน่าสงสารที่สุดในเวลาเดียวกัน

Ella Purnell ในบท Lucy MacLean มากกว่าแค่หน้าสวย Ella Purnell ทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยมในการเป็น “ดวงตาของผู้ชม” เธอเริ่มต้นด้วยการแสดงออกที่ดูเป็นการ์ตูน ตาโต ยิ้มกว้าง พูดจาฉะฉานแบบคนที่ถูกล้างสมองมา แต่สิ่งที่น่าชื่นชมคือ “พัฒนาการ” (Evolution) ทางสีหน้า

  • ในตอนแรก แววตาเธอใสซื่อบริสุทธิ์
  • แต่เมื่อผ่านไปแต่ละตอน เราจะเห็นความเหนื่อยล้า ความสับสน และความแข็งกร้าวค่อยๆ เข้ามาแทนที่
  • ฉากดราม่าช่วงท้าย เธอระเบิดอารมณ์ได้ดีมาก มันคือการแสดงของคนที่ “โลกทั้งใบพังทลายลงตรงหน้า” ได้อย่างน่าเชื่อถือ

Aaron Moten ในบท Maximus ความซับซ้อนที่น่าหมั่นไส้และน่าเห็นใจ หลายคนอาจจะไม่ชอบตัวละครนี้ในช่วงแรก แต่ผมมองว่า Aaron Moten ตีโจทย์แตกมาก เขาต้องเล่นเป็นคนที่ “พยายามจะเป็นฮีโร่ แต่เนื้อแท้ยังไม่ใช่”

  • สีหน้าของเขามักจะมีความลังเล (Hesitation) อยู่เสมอ ซึ่งนั่นคือความเรียลของมนุษย์
  • เขาสื่อสารความรู้สึกของคนที่ “อยากเด่นอยากดัง” และ “ความขี้ขลาด” ออกมาได้ผ่านทางแววตาและการกระทำที่ดูเงอะงะในบางครั้ง ทำให้ตัวละครนี้มีมิติและคาดเดาไม่ได้

Moisés Arias ในบท Norm MacLean ม้ามืดตัวจริง น้องชายของนางเอกที่ดูเหมือนจะเป็นตัวประกอบ แต่การแสดงของเขาในเส้นเรื่องที่ต้องสืบหาความจริงใน Vault 33 นั้นทำได้ “นิ่งแต่ลึก” เขาเป็นตัวละครที่ฉลาดและช่างสังเกตที่สุด การแสดงที่ดูเย็นชาแต่แฝงความสงสัยของเขาช่วยขับเน้นบรรยากาศความลึกลับ (Mystery/Thriller) ของเรื่องได้ดีเยี่ยม

บทสรุป ทำไมคุณต้องดู Fallout เดี๋ยวนี้?

Fallout Season 1 ไม่ใช่แค่ซีรีส์ที่ทำมาขายแฟนเกม แต่มันคืองานศิลปะที่วิพากษ์สังคมมนุษย์ ผ่านเลนส์ของโลกอนาคตที่บิดเบี้ยว

  • ถ้าคุณชอบ Action ฉากยิงกันมันส์หยด ระเบิดตูมตาม สะใจ
  • ถ้าคุณชอบ Drama ปมครอบครัวและความสัมพันธ์ตัวละครซับซ้อนและกินใจ
  • ถ้าคุณชอบ Art แค่เข้าไปดูงานภาพ การจัดแสง และดีไซน์ฉาก ก็คุ้มค่าสมาชิกรายเดือนแล้ว

สิ่งที่ซีรีส์เรื่องนี้ทำสำเร็จอย่างงดงาม คือการทำให้เราหัวเราะให้กับเรื่องเลวร้าย และร้องไห้ให้กับเรื่องตลก มันคือส่วนผสมของความสิ้นหวังและความหวังที่ลงตัวอย่างเหลือเชื่อ

“War never changes” (สงครามไม่เคยเปลี่ยน) คือประโยคหากินของแฟรนไชส์นี้ แต่สำหรับซีรีส์ Fallout… “Everything has changed” (ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว) เพราะนี่คือมาตรฐานใหม่ที่สูงลิบลิ่วสำหรับการดัดแปลงเกมเป็นภาพยนตร์

ถ้าให้คะแนนในฐานะรีวิวเวอร์ ผมให้ 9.5/10 หัก 0.5 คะแนนแค่เพราะ… มันจบซีซั่นเร็วเกินไปจนผมลงแดงอยากดูซีซั่น 2 เดี๋ยวนี้ครับ!

นี่คือประวัติย่อและผลงานเด่นของทีมนักแสดงหลักใน Fallout Season 1 ครับ ซึ่งแต่ละคนมีโปรไฟล์ที่น่าสนใจและผ่านงานแสดงระดับคุณภาพมาแล้วทั้งสิ้น

1. Ella Purnell (เอลลา เพอร์เนลล์)

รับบท Lucy MacLean (ลูซี่ แม็คเลน)

  • ประวัติย่อ นักแสดงสาวชาวอังกฤษ ผู้มีเอกลักษณ์ที่ “ดวงตากลมโต” ที่สื่ออารมณ์ได้หลากหลาย เธอเข้าวงการตั้งแต่เด็กและมีชื่อเสียงจากการรับบทเป็นรุ่นเด็กของตัวละครหลักในหนังดังหลายเรื่อง (เช่น Maleficent) ก่อนจะก้าวขึ้นมารับบทนำเต็มตัว จุดเด่นของเธอคือการแสดงบทที่ดูภายนอกใสซื่อแต่ซ่อนความเจ็บปวดหรือความบ้าคลั่งไว้ภายในได้ดีเยี่ยม
  • ผลงานเด่น
    • Arcane (Voice) พากย์เสียงเป็น Jinx (บทบาทที่ทำให้เกมเมอร์ทั่วโลกรักเธอ)
    • Yellowjackets รับบท Jackie (ซีรีส์ระทึกขวัญเอาตัวรอดที่ได้รับคำชมสูง)
    • Miss Peregrine’s Home for Peculiar Children รับบท Emma
    • Army of the Dead รับบท Kate Ward

2. Walton Goggins (วอลตัน กอกกินส์)

รับบท The Ghoul / Cooper Howard (เดอะ กูห์ล / คูเปอร์ ฮาวเวิร์ด)

  • ประวัติย่อ นักแสดงรุ่นเก๋าชาวอเมริกันที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “Character Actor” (นักแสดงที่สวมบทบาทสมทบหรือตัวร้ายได้โดดเด่นจนกลบตัวเอก) ระดับตำนาน เขามีชื่อเสียงจากการเล่นบทตัวร้ายที่มีเสน่ห์ (Charismatic Villain) หรือ Anti-hero ที่มีความซับซ้อน มักจะมาพร้อมกับสำเนียงใต้ที่เป็นเอกลักษณ์และการยิงมุกตลกร้าย
  • ผลงานเด่น
    • Justified รับบท Boyd Crowder (หนึ่งในตัวร้ายที่เท่ที่สุดในวงการทีวีซีรีส์)
    • The Hateful Eight รับบท Sheriff Chris Mannix (หนังของ Quentin Tarantino)
    • The Shield รับบท Shane Vendrell
    • Ant-Man and the Wasp รับบท Sonny Burch

3. Aaron Moten (แอรอน โมเทน)

รับบท Maximus (แม็กซิมัส)

  • ประวัติย่อ นักแสดงดาวรุ่งชาวอเมริกันที่จบการศึกษาด้านการแสดงมาจากโรงเรียน Juilliard (สถาบันศิลปะระดับโลก) ก่อนหน้านี้เขามักได้รับบทสมทบในซีรีส์และภาพยนตร์ดราม่า บท Maximus ใน Fallout ถือเป็นบทบาท “แจ้งเกิด” (Breakout Role) ครั้งใหญ่ที่สุดของเขาที่ทำให้คนทั่วโลกจดจำ
  • ผลงานเด่น
    • Emancipation รับบท Knowls (แสดงร่วมกับ Will Smith)
    • Disjointed รับบท Travis (ซีรีส์ตลกทาง Netflix)
    • Father Stu รับบท Ham

4. Kyle MacLachlan (ไคล์ แม็คลาคลาน)

รับบท Hank MacLean (แฮงค์ แม็คเลน – พ่อของลูซี่)

  • ประวัติย่อ นักแสดงรุ่นใหญ่ระดับไอคอน ผู้เป็น “ดาราคู่บุญ” ของผู้กำกับระดับตำนานอย่าง David Lynch เขาโด่งดังสุดขีดในยุค 90s และมักได้รับบทผู้ชายที่ดูภูมิฐาน อบอุ่น แต่มีเบื้องหลังลึกลับซับซ้อน ซึ่งตรงกับคาแรคเตอร์ Overseer ใน Fallout มากๆ
  • ผลงานเด่น
    • Twin Peaks รับบท Dale Cooper (บทบาทระดับตำนานของเขา)
    • Dune (1984) รับบท Paul Atreides (เวอร์ชั่นคลาสสิก)
    • Desperate Housewives รับบท Orson Hodge
    • Sex and the City รับบท Trey MacDougal

5. Moisés Arias (มอยเซส อาเรียส)

รับบท Norm MacLean (นอร์ม แม็คเลน – น้องชายของลูซี่)

  • ประวัติย่อ อดีตดาราเด็กจากช่อง Disney Channel ที่เติบโตมาเป็นนักแสดงสายอินดี้ฝีมือดี เขาเปลี่ยนภาพลักษณ์จากบทตลกโปกฮามาเป็นบทดราม่าที่นิ่งลึกและแปลกแยก (Eccentric) ได้อย่างน่าชื่นชม ในเรื่องนี้เขาได้รับคำชมมากจากการแสดงที่ดูเงียบๆ แต่ฉลาดและช่างสงสัย
  • ผลงานเด่น
    • Hannah Montana รับบท Rico (บทแจ้งเกิดสมัยเด็ก)
    • The Kings of Summer รับบท Biaggio
    • Ender’s Game รับบท Bonzo Madrid

สรุปภาพรวม ทีมนักแสดงชุดนี้เป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่าง “ดาวรุ่งพุ่งแรง” (Ella, Aaron) กับ “เสือเฒ่าเก๋าเกม” (Walton, Kyle) ทำให้การรับส่งอารมณ์ในเรื่องดูลื่นไหลและทรงพลังมากครับ movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *