รีวิว Tyler Perry’s Finding Joy (พาใจไปหาจอย) 2025

เรื่องย่อของภาพยนตร์ Tyler Perry’s Finding Joy (2025) หรือในชื่อภาษาไทย “พาใจไปหาจอย” ซึ่งเป็นผลงานล่าสุดของ Tyler Perry ที่ลงฉายทาง Prime Video ครับ

ข้อมูลทั่วไป

  • ชื่อเรื่อง Tyler Perry’s Finding Joy (พาใจไปหาจอย)
  • แนว โรแมนติก / ดราม่า / ครอบครัว
  • ผู้กำกับ Tyler Perry
  • นักแสดงนำ Shannon Thornton, Tosin Morohunfola, Brittany S. Hall
  • ช่องทางรับชม Amazon Prime Video
Finding Joy 2025

เรื่องย่อ (Synopsis)

เรื่องราวของ “จอย” (Joy) ดีไซเนอร์สาวผู้มีความสามารถในนิวยอร์ก แต่ชีวิตกลับดูเหมือนจะติดขัดไปหมด ทั้งเรื่องงานที่มักจะถูกเจ้านายมองข้าม และเรื่องความรักที่ไม่เคยสมหวัง เพื่อนสนิทจึงยุให้เธอลองทำอะไรบ้าบิ่นดูบ้างด้วยการตามผู้ชายที่เธอแอบชอบไปเซอร์ไพรส์ช่วงวันหยุดที่รัฐโคโลราโด

แต่โชคชะตากลับเล่นตลก เมื่อเธอไปถึงแล้วต้องพบกับความจริงที่เจ็บปวด แถมยังโชคร้ายซ้ำสองเมื่อพายุหิมะถล่มจนรถเสียและติดแหง็กอยู่กลางป่าหนาวเหน็บ ในช่วงเวลาที่สิ้นหวังที่สุด เธอได้รับความช่วยเหลือจาก “ริดจ์” (Ridge) หนุ่มหล่อมาดเข้มที่ใช้ชีวิตสันโดษตัดขาดจากโลกภายนอก

การต้องติดอยู่ในกระท่อมกลางป่ากับคนแปลกหน้า ทำให้คนสองคนที่มีบาดแผลในใจได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน จากความไม่ชอบหน้ากลายเป็นความเข้าใจ และนำไปสู่การค้นพบความหมายของคำว่า “ความสุข” (Joy) ที่แท้จริง ทั้งในเรื่องความรักและการให้โอกาสตัวเอง

รีวิว (Review Analysis)

จุดที่น่าสนใจ (Pros)

  • เคมีพระนาง แม้บทจะดูเชยไปบ้าง แต่ต้องชมว่าเคมีระหว่าง Shannon Thornton (จอย) และ Tosin Morohunfola (ริดจ์) นั้นเข้ากันได้ดีมาก ฉากกุ๊กกิ๊กหรือช่วงเวลาที่เปิดใจคุยกันดูมีความอบอุ่นและน่ารักแบบหนังรักสูตรสำเร็จที่หลายคนชื่นชอบ
  • ดูง่าย สบายใจ หนังเป็นสไตล์ “Comfort Movie” หรือหนังดูแก้เครียด เหมาะสำหรับคนที่อยากพักสมอง ดูความรักของคนสองคนที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นท่ามกลางบรรยากาศหิมะสวยๆ โดยไม่ต้องคิดอะไรมาก
  • ข้อคิดสอนใจสไตล์ Tyler Perry หนังยังคงลายเซ็นของผู้กำกับที่เน้นเรื่องพลังของความศรัทธา (Faith), การให้อภัย และการเยียวยาจิตใจตนเอง ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ทำให้แฟนคลับ Tyler Perry ยังคงติดตามผลงานเสมอ

จุดสังเกต (Cons)

  • บทและพล็อตเรื่อง พล็อตเรื่องมีความเป็นสูตรสำเร็จสูงมาก (Cliché) เดาทางได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่มีจุดหักมุมที่แปลกใหม่ หลายสถานการณ์ดูไม่สมเหตุสมผลและมีความเป็นละครหลังข่าว (Soap Opera) ค่อนข้างมาก
  • จังหวะการเล่าเรื่อง บางช่วงของหนังเดินเรื่องช้าและเน้นบทสนทนาที่ยืดเยื้อเกินความจำเป็น ทำให้หนังความยาวเกือบ 2 ชั่วโมงรู้สึกนานกว่าที่ควรจะเป็น
  • โปรดักชัน งานสร้างบางส่วนอาจดูไม่สมจริงนัก โดยเฉพาะฉากพายุหิมะหรือฉากอุบัติเหตุที่ดูออกว่าเป็น CG หรือถ่ายในสตูดิโอ ซึ่งอาจขัดอารมณ์สำหรับคนที่ชอบความสมจริง

สรุปภาพรวม

“พาใจไปหาจอย” เป็นหนังรักดราม่าที่เหมาะสำหรับ “สายดูเอาฟิน” หรือแฟนหนัง Tyler Perry ที่ชอบเรื่องราวความรักที่แฝงแง่คิดทางศาสนาและการใช้ชีวิต หากคุณต้องการหนังรักที่พระเอกอบอุ่น นางเอกสู้ชีวิต และจบแบบ Happy Ending ไว้ดูผ่อนคลายในวันหยุด เรื่องนี้ตอบโจทย์ครับ แต่ถ้าคาดหวังความแปลกใหม่หรือบทที่คมคาย อาจจะรู้สึกเฉยๆ

นี่คือบทรีวิวเจาะลึกแบบ “Long-form Review” ในสไตล์พูดคุย เล่าสู่กันฟังแบบเพื่อนคอหนัง โดยเน้นการวิเคราะห์เนื้อหา งานภาพ และการแสดง แบบไม่เน้นเล่าเรื่องย่อซ้ำครับ

Review Tyler Perry’s Finding Joy (2025) – เมื่อพายุหิมะพัดพาหัวใจ ให้กลับมาเต้นแรงอีกครั้ง

สวัสดีครับเพื่อนๆ คอหนังทุกท่าน วันนี้ผมจะพาไปเจาะลึกภาพยนตร์โรแมนติก-ดราม่าเรื่องล่าสุดจากเจ้าพ่อวงการบันเทิงผิวสีอย่าง Tyler Perry กับเรื่อง “Finding Joy” (พาใจไปหาจอย) ที่เพิ่งลงจอ Prime Video ไปหมาดๆ ในปี 2025 นี้

บอกตามตรงว่าตอนเห็นชื่อ Tyler Perry ผมมีความรู้สึกสองจิตสองใจ คือใจหนึ่งก็รู้ว่างานพี่แกมักจะมาทรงเดิม เป็นสูตรสำเร็จที่เดาทางง่าย แต่อีกใจหนึ่งก็ต้องยอมรับว่า ในวันที่เราเหนื่อยล้าจากโลกความจริง หนังของเขามักจะเป็น “Comfort Food” หรืออาหารใจรสชาติคุ้นเคยที่ทานง่ายและเยียวยาเราได้เสมอ และสำหรับ Finding Joy ครั้งนี้ ผมบอกเลยว่ามันมีอะไรที่น่าสนใจมากกว่าแค่หนังรักดาดๆ ทั่วไป

วันนี้เราจะไม่มานั่งเล่าเรื่องย่อว่าใครทำอะไรที่ไหน (เพราะเชื่อว่าหลายคนคงพอเดาได้ หรือไปหาอ่านเรื่องย่อสั้นๆ กันมาแล้ว) แต่ผมจะชวนมานั่งคุย วิเคราะห์ และถกเถียงกันในประเด็นของ “บทภาพยนตร์ งานภาพ และพลังการแสดง” แบบจัดเต็ม ว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงควรค่าแก่การกด Play หรือมีจุดไหนที่น่าเสียดายบ้า

1. บทภาพยนตร์และการดำเนินเรื่อง ความเชยที่ปรุงรสด้วยความจริงใจ

สิ่งแรกที่ต้องพูดถึงเลยคือ “บท” ครับ ถ้าคุณคาดหวังพล็อตเรื่องที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน หักมุมแบบ Inception ผมบอกเลยว่า “ปิดเรื่องนี้ไปได้เลย” เพราะ Finding Joy คือหนังที่เดินตามสูตรสำเร็จของหนังรักประเภท Stranded Romance หรือ “รักฉุกเฉินในที่รกร้าง” แบบเป๊ะๆ

โครงสร้างที่คุ้นเคย แต่รายละเอียดที่จับต้องได้ Tyler Perry เลือกใช้พล็อตคลาสสิก สาวเมืองกรุงผู้เพียบพร้อมแต่จิตใจว่างเปล่า (Joy) ต้องมาติดแหง็กอยู่กับหนุ่มบ้านป่าผู้ปิดตายหัวใจ (Ridge) ท่ามกลางพายุหิมะ สูตรนี้เราเห็นมาเป็นร้อยเรื่องแล้วใช่ไหมครับ? ทั้งในหนัง Hallmark หรือนิยายโรมานซ์ราคาถูก แต่สิ่งที่ทำให้บทของเรื่องนี้ “ทำงาน” ได้ดีกว่าเรื่องอื่นๆ คือ การใส่ความเป็นมนุษย์ (Humanity) ลงไปในตัวละครครับ

บทหนังไม่ได้รีบร้อนที่จะจับคู่พระนางให้รักกันปานจะกลืนกินในทันที แต่หนังใช้เวลา (บางคนอาจจะบอกว่าใช้เวลาเยอะเกินไปนิดในช่วงแรก) ในการปูพื้นฐานความเจ็บปวดของ “จอย” ให้คนดูเห็นภาพว่า ทำไมผู้หญิงที่ดูสวย เก่ง และประสบความสำเร็จ ถึงรู้สึกว่าตัวเอง “ไร้ค่า” บทสนทนาในช่วงแรกที่สะท้อนถึง Toxic Workplace และความสัมพันธ์แย่ๆ มัน Real มากจนคนวัยทำงานหลายคนน่าจะจุก

จังหวะการเล่าเรื่อง (Pacing) นี่คือจุดที่ผมมองว่าเป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย ในช่วงครึ่งแรก หนังค่อนข้างใช้เวลาเยอะในการ Set up ปัญหาชีวิตของนางเอก ซึ่งสำหรับบางคนอาจจะรู้สึกว่า “เมื่อไหร่จะเข้าเรื่องสักที” แต่สำหรับผม ผมมองว่ามันจำเป็น เพราะถ้าเราไม่อินกับความทุกข์ของจอย เราจะไม่เข้าใจเลยว่าทำไมการมาติดอยู่ในกระท่อมโทรมๆ กับผู้ชายแปลกหน้า ถึงกลายเป็น “สวรรค์” สำหรับเธอได้ในภายหลัง

ส่วนช่วงกลางเรื่องที่เป็นหัวใจสำคัญ การพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่าง จอย กับ ริดจ์ นั้นทำออกมาได้ละมุน บทสนทนาไม่ได้มีแค่เรื่องจีบกัน แต่มันคือการแลกเปลี่ยนทัศนคติ การเยียวยาบาดแผลในอดีต (Trauma Bonding) ซึ่ง Tyler Perry เขียนบทสนทนาเหล่านี้ออกมาได้คมคายในหลายจุด แม้จะมีบางช่วงที่ดู “เทศนา” (Preachy) ตามสไตล์แกไปบ้าง—โดยเฉพาะเรื่องความศรัทธาและการให้อภัย—แต่มันก็อยู่ในระดับที่รับได้และเข้ากับบริบทของตัวละคร

จุดอ่อนของบท สิ่งที่ต้องติงคือ “ความบังเอิญ” ที่ดูจงใจเกินไป สถานการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นเพื่อบีบให้ตัวละครต้องอยู่ด้วยกันมันดู “ละคร” (Melodramatic) มากๆ เช่น รถเสีย จีพีเอสพัง พายุเข้า โทรศัพท์ไม่มีสัญญาณ ทุกอย่างประเดประดังเข้ามาแบบล็อคผลไว้แล้ว ซึ่งถ้าใครชอบความสมจริง (Realism) อาจจะรู้สึกหงุดหงิดตรงจุดนี้

2. งานภาพและโปรดักชัน (Visuals & Cinematography) ความหนาวเหน็บที่อบอุ่น

มาต่อกันที่งานภาพครับ ปกติแล้วหนังของ Tyler Perry มักจะถูกแซวเรื่องงานภาพที่ดู “สตูดิโอจ๋า” (ถ่ายทำในโรงถ่าย Tyler Perry Studios ที่แอตแลนตาเป็นหลัก) ซึ่งมักจะทำให้แสงเงาดูแบนๆ เหมือนละครซิตคอม แต่สำหรับ Finding Joy ผมต้องขอชมว่า “มีการพัฒนาที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด”

บรรยากาศและการจัดแสง (Atmosphere & Lighting) หนังเรื่องนี้เล่นกับ Contrast (ความเปรียบต่าง) ได้ดีมากครับ

  • โลกของจอย (นิวยอร์ก) ภาพจะดูมีความฟุ้งๆ แสงสีดูศิวิไลซ์แต่กลับให้ความรู้สึก “เย็นชา” และ “วุ่นวาย” ผ่านการใช้มุมกล้องที่ดูอึดอัด
  • โลกของริดจ์ (โคโลราโด) แม้จะเป็นฉากหิมะหนาวเหน็บ แต่ผู้กำกับภาพเลือกใช้โทนสีอุ่น (Warm Tone) ภายในกระท่อม แสงไฟจากเตาผิง แสงเทียน หรือแสงอาทิตย์ยามเช้าที่ส่องผ่านหน้าต่างไม้ มันช่วยขับเน้นความรู้สึก “ปลอดภัย” และ “อบอุ่น” (Cozy) ได้อย่างดีเยี่ยม

ความสมจริงของฉาก (Set Design & VFX) ต้องยอมรับกันตรงๆ ว่า ฉากภายนอกที่เป็นหิมะและพายุ หลายฉากยังดูออกว่าเป็น CGI หรือถ่ายในโรงถ่าย (Green Screen) โดยเฉพาะฉากขับรถฝ่าพายุที่ดูลอยๆ ไปบ้าง ซึ่งเป็นจุดอ่อนเดิมๆ ของค่ายนี้ แต่… พอตัดเข้ามาในฉาก Interior หรือภายในกระท่อม งานออกแบบฉาก (Set Design) ทำได้ดีมาก รายละเอียดของข้าวของเครื่องใช้ ความรกที่ดูมีระเบียบของพระเอก มันช่วยเล่าเรื่องราวว่าเขาเป็นคนรักสันโดษจริงๆ ไม่ใช่แค่เซ็ตฉากเปล่าๆ ขึ้นมา

Costume Design (การออกแบบเครื่องแต่งกาย) อันนี้ขอชื่นชมทีมเสื้อผ้า การเปลี่ยนผ่านชุดของนางเอก จากชุดดีไซเนอร์สุดหรูที่ไม่เหมาะกับสภาพอากาศ ค่อยๆ เปลี่ยนมาใส่เสื้อผ้าตัวโคร่งๆ ของพระเอก มันไม่ใช่แค่เรื่องของแฟชั่น แต่มันเป็น Visual Storytelling ที่บอกว่า เธอกำลังลดกำแพงลง เธอกำลังสลัด “เปลือก” ทางสังคมออก และยอมรับความเรียบง่ายเข้ามาแทนที่ จังหวะที่เธอใส่เสื้อเชิ้ตลายสก๊อตของพระเอก คือจังหวะที่คนดูรู้สึกได้ทันทีว่า “เธอเริ่มเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้แล้ว”

3. การแสดงและเคมีนักแสดง (Acting & Chemistry) หัวใจสำคัญที่แบกหนังทั้งเรื่อง

ถ้าบทคือกระดูก งานภาพคือผิวหนัง “การแสดง” ก็คือลมหายใจของ Finding Joy ครับ และขอบอกเลยว่า นักแสดงนำทั้งสองคนคือเหตุผลหลักที่คุณควรดูหนังเรื่องนี้

Shannon Thornton รับบท Joy Shannon เอาอยู่มากๆ ครับ เธอไม่ใช่แค่นางเอกที่มาทำหน้าสวยๆ กลางหิมะ แต่เธอถ่ายทอดความเปราะบาง (Vulnerability) ของผู้หญิงเก่งที่ข้างในแตกสลายออกมาได้น่าเห็นใจ สายตาของเธอในช่วงแรกที่เต็มไปด้วยความกังวล ความไม่มั่นใจ ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสายตาที่มุ่งมั่นและมีความสุขในช่วงท้าย เป็นพัฒนาการตัวละครที่ชัดเจน

ฉากที่ผมชอบมากคือฉากที่เธอระเบิดอารมณ์ความอัดอั้นตันใจออกมา มันดูจริง ไม่ดูเป็นการแสดงที่ “เล่นใหญ่” เกินเบอร์ (ซึ่งปกติหนัง Tyler Perry ชอบให้นักแสดงเล่นใหญ่) Shannon คุมโทนดราม่าได้นิ่งและลึก ทำให้เราเชื่อว่าเธอคือจอยจริงๆ ไม่ใช่นักแสดงที่กำลังท่องบท

Tosin Morohunfola รับบท Ridge คนนี้คือเซอร์ไพรส์ครับ การรับบทผู้ชายเย็นชา พูดน้อย (The Strong Silent Type) จริงๆ แล้วเล่นยากกว่าบทพูดเยอะ เพราะต้องใช้สายตาและภาษากายสื่อสาร Tosin ทำหน้าที่เป็น “กำแพงที่แข็งแกร่งแต่อบอุ่น” ให้กับเรื่องนี้ เขาไม่ได้เล่นเป็นพระเอกขี้เก๊กที่ไร้เหตุผล แต่เขาสื่อสารให้เราเห็นว่า ภายใต้ความเงียบขรึมนั้น มีความเจ็บปวดซ่อนอยู่

เคมี (Chemistry) ระหว่างพระนาง นี่คือ MVP (Most Valuable Point) ของหนังเรื่องนี้ครับ! เคมีของคู่นี้มัน “ฟุ้ง” มาก มันไม่ใช่เคมีแบบรักแรกพบที่ดูฉาบฉวย แต่เป็นเคมีแบบ Slow Burn (ค่อยๆ ร้อนระอุ) ฉากที่ทั้งสองคนนั่งคุยกันหน้าเตาผิง หรือฉากที่ช่วยกันทำอาหาร มันดูเป็นธรรมชาติมาก สายตาที่เขามองกัน การรับส่งบท (Pacing) ของทั้งคู่มันเข้าขาและลื่นไหล จนเราลืมความไม่สมเหตุสมผลของบทไปเลย เราแค่อยากเอาใจช่วยให้คู่นี้ได้ลงเอยกันจริงๆ ความตึงเครียดทางเพศ (Sexual Tension) มีอยู่ในระดับที่พอดิบพอดี ไม่ดูยัดเยียด แต่ทำให้คนดูเขินตามได้

นักแสดงสมทบ ถึงแม้หนังจะโฟกัสที่สองคนหลัก แต่ตัวละครสมทบอย่างเพื่อนสาวของจอย หรือครอบครัว ก็ทำหน้าที่เป็นสีสันได้ดีตามมาตรฐาน Tyler Perry คือมีความตลกโปกฮา (Comic Relief) มาเบรกอารมณ์ดราม่าบ้าง แม้บางทีจะดูเสียงดังโวยวายไปหน่อยตามสไตล์ แต่ก็ช่วยให้หนังไม่เครียดจนเกินไป

บทสรุปและการวิเคราะห์ส่งท้าย

Tyler Perry’s Finding Joy (2025) ไม่ใช่หนังที่จะไปกวาดรางวัลออสการ์ และไม่ใช่หนังที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าวงการภาพยนตร์ แต่มันคือหนังที่รู้หน้าที่ของตัวเองดี (Self-Aware) ว่ามันถูกสร้างมาเพื่ออะไร

มันถูกสร้างมาเพื่อบอกคนดูว่า

  1. “อย่ากลัวที่จะเริ่มใหม่” ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ หรือเจ็บมาแค่ไหน
  2. “ความสุขไม่ได้อยู่ที่ความสำเร็จ” แต่อยู่ที่ความสงบในใจและการมีใครสักคนที่เข้าใจเรา
  3. “บางครั้งเราต้องหลงทางก่อน ถึงจะเจอสิ่งที่ใช่” การหลุดออกจาก Comfort Zone อาจนำมาซึ่งสิ่งที่เราตามหามาตลอด

จุดที่น่าชื่นชมที่สุด คือการที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้ขายแค่ฉากรักโรแมนติก แต่พยายามสอดแทรกเรื่อง Self-Love (การรักตัวเอง) จอยไม่ได้มีความสุขเพียงเพราะเธอเจอผู้ชายดีๆ แต่เธอมีความสุขเพราะเธอได้ค้นพบคุณค่าในตัวเองอีกครั้ง โดยมีพระเอกเป็นเพียงกระจกสะท้อนและแรงสนับสนุน

ความคุ้มค่าในการรับชม ถ้าคุณกำลังมองหาหนังที่ดูแล้วต้องขมวดคิ้ววิเคราะห์ตรรกะ ข้ามไปได้เลยครับ แต่ถ้าวันศุกร์ตอนเย็น คุณอยากทิ้งตัวลงบนโซฟา เปิดแอร์เย็นๆ (หรือห่มผ้า) แล้วดูหนังที่ทำให้หัวใจพองโต ให้รอยยิ้มเปื้อนหน้า และจบด้วยความรู้สึกมีความหวัง Finding Joy คือคำตอบที่ใช่ที่สุดครับ

คะแนนรีวิวจากความรู้สึก 7.5/10 (ตัดคะแนนความเชยของบทและ CG หิมะ แต่บวกคะแนนเพิ่มให้เคมีนักแสดงที่แบกหนังไว้ได้อย่างงดงาม)

สำหรับใครที่ดูแล้ว รู้สึกอย่างไรกับฉากจบ หรือชอบเคมีของคู่นี้เหมือนผมไหม มาแชร์กันได้นะครับ เพราะบางครั้ง “ความสุข” ก็หาได้ง่ายๆ แค่การได้ดูหนังดีๆ สักเรื่องนี่แหละครับ

นักแสดงหลักจากภาพยนตร์ Tyler Perry’s Finding Joy (2025) หรือที่รู้จักในชื่อโปรเจกต์เดิมว่า “Joy Ridge” ซึ่งเป็นผลงานที่ Tyler Perry ปั้นมาเพื่อโชว์เคมีของสองพระนางดาวรุ่งคู่นี้โดยเฉพาะครับ

1. Shannon Thornton (แชนนอน ธอร์นตัน)

รับบทเป็น จอย (Joy)

  • บทบาทในเรื่อง ดีไซเนอร์สาวสวยจากนิวยอร์ก ผู้แบกความเจ็บปวดจากอดีตและความล้มเหลวในความรัก จนต้องหนีไปพักใจที่โคโลราโด
  • ประวัติโดยย่อ
    • Shannon Thornton เป็นนักแสดงและนางแบบชาวอเมริกันที่กำลังมาแรงและเป็นที่จับตามองอย่างมากในวงการฮอลลีวูด เธอเริ่มต้นอาชีพจากการเป็นนางแบบก่อนจะผันตัวมาเป็นนักแสดง
    • จุดเด่นของเธอคือใบหน้าที่สวยคมและทักษะการแสดงดราม่าที่ลึกซึ้ง โดยเฉพาะการถ่ายทอดอารมณ์ของผู้หญิงที่ภายนอกดูเข้มแข็งแต่ภายในเปราะบาง
    • เธอโด่งดังเป็นพลุแตกจากบทบาท “Keyshawn” (Miss Mississippi) ในซีรีส์สุดฮิตเรื่อง P-Valley (ทางช่อง Starz) ซึ่งการแสดงของเธอในเรื่องนั้นได้รับคำชมอย่างล้นหลาม ทั้งในแง่เสน่ห์และการตีบทแตกในประเด็นความรุนแรงในครอบครัว
  • ผลงานเด่นอื่นๆ
    • P-Valley (รับบท Keyshawn)
    • Inventing Anna (รับบท Natasha)
    • Power (รับบท Quinn)

2. Tosin Morohunfola (โทซิน โมโรฮุนโฟลา)

รับบทเป็น ริดจ์ (Ridge)

  • บทบาทในเรื่อง หนุ่มหล่อมาดเข้ม ผู้ใช้ชีวิตสันโดษท่ามกลางหุบเขาหิมะ เขาเป็นคนพูดน้อยและมีกำแพงในใจ แต่ลึกๆ เป็นคนอบอุ่นและพึ่งพาได้
  • ประวัติโดยย่อ
    • Tosin เป็นนักแสดงชาวอเมริกันเชื้อสายไนจีเรีย ที่มีความสามารถรอบด้าน ทั้งการแสดง เขียนบท และกำกับหนังสั้น เขาเป็นนักแสดงสายฝีมือที่มักจะขโมยซีนได้เสมอด้วยบุคลิกที่มีเสน่ห์และดูอบอุ่น (Charismatic & Warm)
    • ก่อนหน้านี้เขาเป็นที่รู้จักในบทบาทหนุ่มไนจีเรีย-อเมริกันที่มีความซับซ้อนทางอารมณ์ในซีรีส์ Run the World และบทบาทฮีโร่ใน Black Lightning
    • ใน Finding Joy ถือเป็นการพลิกบทบาทมารับบทพระเอกเต็มตัวในหนังรักโรแมนติก ซึ่ง Tyler Perry เลือกเขาเพราะแววตาที่สื่ออารมณ์ได้ดีโดยไม่ต้องพูดเยอะ
  • ผลงานเด่นอื่นๆ
    • Run the World (รับบท Ola)
    • Black Lightning (รับบท Instant)
    • The Chi (รับบท Trice)
    • Love Is_ (รับบท Wiser)

ทำไมคู่นี้ถึงน่าสนใจ?

การจับคู่ Shannon Thornton และ Tosin Morohunfola ถือเป็น “Dream Casting” ของแฟนหนังสาย Black Romance เพราะทั้งคู่เป็นนักแสดงที่มีเสน่ห์ดึงดูดทางเพศ (Sex Appeal) สูงมาก และต่างก็มีผลงานซีรีส์ที่โดดเด่นมาก่อน เมื่อมาเจอกันในหนังรักบรรยากาศหิมะ จึงกลายเป็นเคมีที่ลงตัวระหว่าง “ความสวยสง่าที่ต้องการการปกป้อง” (Shannon) และ “ความแข็งแกร่งที่อ่อนโยน” (Tosin) ครับ movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *