รีวิว Frankenstein 2025 ตำนานอสุรกายฉบับ กิลเลอร์โม เดล โทโร

Frankenstein 2025

สวัสดีครับทุกคน นี่คือช่วงเวลาที่เราจะมาคุยกันถึงหนังเรื่องหนึ่ง ที่ผมเชื่อว่าหลายคนรอคอยกันมา… อาจจะทั้งชีวิต หรืองอย่างน้อยก็ครึ่งทศวรรษ… Frankenstein 2025 แฟรงเกนสไตน์

(หยุดเล็กน้อย)

คุณต้องเข้าใจก่อนนะว่า การหยิบ “แฟรงเกนสไตน์” มาทำใหม่ในยุคนี้ มันคือความเสี่ยงมหาศาล เรารู้เรื่องราวนี้หมดแล้วไม่ใช่เหรอ? นักวิทยาศาสตร์ผู้ทะเยอทะยาน, การชุบชีวิตคนตาย, สายฟ้าฟาด, “It’s alive!”, อสุรกายที่ถูกสังคมรังเกียจ… เราเห็นมาหมดแล้ว

แต่สิ่งที่ผมจะบอกคุณในวันนี้ก็คือ… ลืมสิ่งที่คุณเคยรู้ไปให้หมด นี่ไม่ใช่หนัง Frankenstein 2025 แฟรงเกนสไตน์ที่คุณเคยดู นี่ไม่ใช่หนังสยองขวัญ

นี่คือ “กิลเลอร์โม เดล โทโร” (Guillermo del Toro) ครับ

นี่คือหนังที่ผู้กำกับคนนี้ใชเวลาบ่มเพาะในใจมา 50 ปี และเมื่อเขาปล่อยมันออกมา มันไม่ใช่แค่หนัง… แต่มันคือบทกวีแห่งความเจ็บปวด, บทเทศนาอันยิ่งใหญ่ว่าด้วยการ “ถูกทอดทิ้ง” (Abandonment) นี่คือโศกนาฏกรรม (Tragedy) ที่แต่งแต้มด้วยสีสันแบบกอธิค (Gothic) ที่งดงามจนน่าขนลุก

วันนี้เราจะไม่มานั่งเล่าเรื่องย่อว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่เราจะมา “ผ่า” ร่างของหนังเรื่องนี้ออกมาดูกันทีละส่วนเหมือนที่ วิคเตอร์ ทำกับศพ… เราจะพูดถึง 3 สิ่ง เนื้อเรื่องและธีม (วิญญาณ), งานภาพ (ร่างกาย), และ การแสดง (หัวใจและตับไตไส้พุง)

เตรียมตัวให้พร้อมนะ นี่จะเป็นการคุยกันที่ยาวและลึกซึ้ง เพราะหนังเรื่องนี้คู่ควรกับมัน

1. วิญญาณของเรื่องเล่า ไม่ใช่ “อสุรกาย” แต่คือ “พ่อผู้ล้มเหลว”

สิ่งแรกที่ กิลเลอร์โม เดล โทโร ทำ และมันอัจฉริยะมาก คือการย้ายจุดโฟกัสของเรื่อง

หนังแฟรงเกนสไตน์ส่วนใหญ่จะถามคำถามว่า “มนุษย์ควรเล่นบทเป็นพระเจ้าหรือไม่?” (Should man play God?) แต่ GDT ไม่สนใจคำถามนั้น เขาปัดมันทิ้ง แล้วถามคำถามที่เจ็บปวดกว่านั้นแทน “จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อพระเจ้า (ผู้สร้าง) รังเกียจสิ่งที่ตัวเองสร้างขึ้นมา?”

หนังเรื่องนี้… นี่คือแก่นของมัน… มันคือเรื่องราวของ “การทอดทิ้งของบิดา” (Paternal Abandonment)

หนังใช้วิธีเล่าเรื่องที่น่าสนใจมาก เกือบสองในสามของเรื่อง เราติดตามชีวิตของ วิคเตอร์ Frankenstein 2025 (Victor Frankenstein) และอีกส่วนที่เหลือ หนังจะสลับไปเล่าผ่านสายตาของ “อสุรกาย” (The Creature) ทันที (ซึ่งเป็นวิธีที่คล้ายกับในนิยายต้นฉบับมาก)

ในช่วงของวิคเตอร์ เราไม่ได้เห็นแค่นักวิทยาศาสตร์ผู้บ้าคลั่ง แต่เราเห็นชายผู้… ต้องใช้คำว่า… “หลงใหลในความตาย” อย่างบิดเบี้ยว หนังให้เวลากับปูมหลังของเขา ความสัมพันธ์กับ บารอน ลีโอโปลด์ แฟรงเกนสไตน์ (รับบทโดย ชาร์ลส์ แดนซ์) พ่อผู้เข้มงวดและกดขี่ของเขา มันทำให้เราเห็นว่า วิคเตอร์ ไม่ได้สร้างอสุรกายขึ้นมาเพื่อ “เอาชนะความตาย” เพียงอย่างเดียว แต่เขาต้องการ “ควบคุม” มัน

และความพีคที่สุด ที่ผมอยากให้คุณจับตามอง นี่คือสปอยล์เล็กน้อยแต่สำคัญมาก มีอา ก็อธ (Mia Goth) รับบทเป็น 2 ตัวละครครับ

เธอคือ เลดี้ อลิซาเบธ (Lady Elizabeth) หญิงสาวที่วิคเตอร์หลงรัก (ซึ่งในฉบับนี้เธอเป็นคู่หมั้นของน้องชายเขา) และเธอยังรับบทเป็น แคลร์ แฟรงเกนสไตน์ (Claire Frankenstein)… แม่ผู้ล่วงลับของวิคเตอร์

ใช่ครับ คุณฟังไม่ผิด GDT เล่นประเด็น Freud (จิตวิเคราะห์แบบฟรอยด์) อย่างโจ่งแจ้ง วิคเตอร์ไม่ใช่แค่อยากเอาชนะความตาย เขาอยาก “สร้างแม่” ขึ้นมาใหม่ เขาหมกมุ่นกับอดีต การสร้าง “อสุรกาย” จึงไม่ใช่การทดลองทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นการแสดงออกถึงความวิปริตทางจิตใจที่ต้องการควบคุมสิ่งที่เขาสูญเสียไป นี่คือสิ่งที่ ออสการ์ ไอแซค เรียกว่า “มุมมองแบบคาทอลิกอันเร่าร้อน” มันคือเรื่องของบาป, ความรู้สึกผิด, และการโหยหาการไถ่ถอน

เมื่อหนังตัดสลับไปยังมุมมองของ “อสุรกาย” โทนของหนังเปลี่ยนไปทันที จากความหมกมุ่นอันเร่าร้อนของวิคเตอร์ กลายเป็นความไร้เดียงสาที่สับสนและเจ็บปวด นี่คือสิ่งที่ GDT ถนัดที่สุด เขาทำให้เรา “รัก” อสุรกาย เขาคือแชมเปี้ยนของ “คนนอก” (The Other) เราได้เห็น “อสุรกาย” ตนนี้เรียนรู้โลก… เห็นแสงแดดครั้งแรก, ได้ยินเสียงดนตรี, ถูกชายตาบอด (เดวิด แบรดลีย์) ปฏิบัติอย่างเมตตา… และถูกโลกที่เหลือทำร้าย

นี่แห Fคือจุดที่หนังขยี้หัวใจเรา มันไม่ใช่หนังสยองขวัญอีกต่อไปแล้ว มันคือ “ดราม่า” ที่หนักหน่วงที่สุด เมื่อ “ลูก” (อสุรกาย) ออกตามหา “พ่อ” (วิคเตอร์) ไม่ใช่เพื่อแก้แค้น… แต่เพื่อถามคำถามเดียว “ทำไมท่านถึงสร้างข้ามา… แล้วทำไมท่านถึงทอดทิ้งข้า?”

นี่คือหนังที่กล้าพูดว่า วิคเตอร์ Frankenstein 2025 คือ “อสุรกาย” ตัวจริงเสียยิ่งกว่าสิ่งที่เขาสร้างขึ้นมาเสียอีก

2. ร่างกายที่งดงาม งานภาพที่เหมือนภาพวาดยุคเรอเนซองส์

ถ้าเนื้อเรื่องคือวิญญาณ งานภาพในหนังเรื่องนี้ก็คือร่างกายที่ถูกปั้นแต่งอย่างวิจิตรบรรจงที่สุด

ลืมภาพจำของปราสาทมืดๆ ฝนฟ้าคะนองแบบเดิมๆ ไปได้เลย กิลเลอร์โม เดล โทโร ไม่ได้ทำหนังที่ “มืด” (Dark) เขาทำหนังที่ “มืดครึ้ม” (Gloomy) แต่ “เปี่ยมด้วยสีสัน” (Saturated)

นี่คือหนังที่ทุกเฟรมคือภาพวาดครับ

โปรดักชันดีไซน์คือการคลุ้มคลั่งในรายละเอียด เราได้เห็นฉากหลังที่ถ่ายทำในสกอตแลนด์และอังกฤษจริงๆ ผสมผสานกับฉากที่สร้างขึ้นมาอย่างยิ่งใหญ่ ห้องทดลองของวิคเตอร์ไม่ได้เต็มไปด้วยขดลวดไฟฟ้าแบบหนังยุคเก่า แต่มันเต็มไปด้วยเครื่องมือแพทย์, อวัยวะในโหลแก้ว (ที่เขาว่ากันว่าทำมาจากช็อกโกแลตที่กินได้จริงๆ!) และที่สำคัญคือ “เลือด” หนังเรื่องนี้ไม่กลัวที่จะเปรอะเปื้อน ถนนในเมืองเต็มไปด้วยเลือดจากโรงฆ่าสัตว์ มันสร้างโลกที่ “ชื้นแฉะ” และ “เป็นธรรมชาติ” อย่างน่าขยะแขยง

แต่สิ่งที่ผมอยากพูดถึงมากที่สุดคือ “การเคลื่อนกล้อง”

หนังเรื่องนี้มีสไตล์การใช้กล้องที่ประหลาดมาก มันแทบไม่มีการตั้งกล้องนิ่งๆ เลย กล้องจะ “ลอย” (Float) และ “หมุนวน” (Circle) รอบตัวละครตลอดเวลา โดยเฉพาะการใช้ “เลนส์ไวด์ (Wide-angle)” ที่กว้างมากๆ ในระยะใกล้ มันทำให้เรารู้สึกเหมือนถูกดึงเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้น รู้สึกถึงความอึดอัด, ความยิ่งใหญ่ของฉาก แต่ก็ยังเห็นสีหน้าของตัวละครชัดเจน มันให้ความรู้สึกที่แปลกประลีท่เหมือนเรากำลังมองโลกผ่านตู้ปลา หรือกำลังเล่นวิดีโอเกมที่สมจริงจนน่าขนลุก

และ “อสุรกาย” ล่ะ? การออกแบบ… โอ้โห… มันคือการคารวะต่อลายเส้นของนักวาดการ์ตูนในตำนานอย่าง เบอร์นี ไรท์สัน (Bernie Wrightson) นี่ไม่ใช่ “อสุรกาย” หน้าเขียว หัวสี่เหลี่ยม แต่คือ “มนุษย์” ที่ถูกเย็บปะติดปะต่อกันอย่างหยาบกร้านแต่ก็ยังมีความงามหลงเหลืออยู่ มันคือความขัดแย้งที่น่าทึ่ง

GDT ใช้สีในการเล่าเรื่องอย่างชัดเจน โลกของวิคเตอร์จะเต็มไปด้วยสีทองอำพัน, สีเขียวเข้ม, และสีแดงเลือดนก แต่โลกของอลิซาเบธ (มีอา ก็อธ) จะเต็มไปด้วยสีสันที่สว่างไสว เธอเชื่อมโยงกับธรรมชาติ, แมลง (ซึ่งเป็นดีเทลที่น่ารักมาก) เธอคือ “ชีวิต” ที่ตรงข้ามกับ “ความตาย” ที่วิคเตอร์หมกมุ่น

นี่คืองานภาพที่ทะเยอทะยานที่สุดของ GDT มันสวยงามจนคุณอยากหยุดภาพไว้แล้วเดินเข้าไปสำรวจ มันคือโลกกอธิคที่เหมือนฝันร้าย แต่เป็นฝันร้ายที่คุณไม่อยากตื่น

3. หัวใจที่เต้นระรัว การปะทะกันของ 3 นักแสดงมหาเทพ

และสุดท้าย เรามาถึงส่วนที่ผมคิดว่าเป็น “ที่สุด” ของหนังเรื่องนี้… การแสดง

นี่คือหนังที่ขับเคลื่อนด้วยการแสดงที่บ้าคลั่ง และผมขอเริ่มที่…

ออสการ์ ไอแซค (Oscar Isaac) ในบท วิคเตอร์ Frankenstein 2025

นี่คือการแสดงแบบ “โอเปราติก” (Operatic) อย่างแท้จริง ออสการ์ ไอแซค ไม่ได้เล่นเป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่เขากำลังเล่นเป็นชายที่ “วิญญาณแตกสลาย” เขา “คลั่ง” แต่ไม่ใช่การคลั่งแบบตลกๆ มันคือความคลั่งที่มาจากความเจ็บปวด, ความเย่อหยิ่ง (Hubris), และความหลงตัวเองในระดับที่น่าสะพรึงกลัว

ทุกครั้งที่เขาพูดถึง “การเอาชนะความตาย” สายตาของเขาไม่ได้มองไปที่อนาคต แต่มันจมอยู่กับอดีต (คือแม่ของเขา) เขาคือส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความฉลาดเป็นกรดและความไม่มั่นคงทางอารมณ์อย่างรุนแรง มันคือการแสดงที่ “เยอะ” แต่ “จริง” ทุกวินาที เขาคือความ “เร่าร้อน” ที่ไอแซคพูดถึง เขากินพลังงานทั้งห้องเมื่อเขาปรากฏตัว และเราในฐานะผู้ชม ก็เชื่ออย่างหมดใจว่าชายคนนี้แหละที่จะกล้าท้าทายพระเจ้า

มีอา ก็อธ (Mia Goth) ในบท อลิซาเบธ/แคลร์

มีอา ก็อธ คืออัจฉริยะในยุคของเรา ในบท “แคลร์” (แม่) เธอคือภาพจำในอดีตที่สมบูรณ์แบบ แต่ในบท “อลิซาเบธ” เธอคือหัวใจของหนัง เธอคือความดีงามหนึ่งเดียวในโลกที่เน่าเฟะใบนี้

มีอา เล่นเป็นอลิซาเบธได้น่าทึ่งมาก เธอคือขั้วตรงข้ามของวิคเตอร์ ในขณะที่วิคเตอร์หมกมุ่นกับ “การสร้าง” ที่ยิ่งใหญ่ อลิซาเบธกลับหลงใหลใน “ชีวิต” ที่เล็กที่สุดอย่างแมลง เธอคือความอ่อนโยน, ความเข้าใจ แต่ก็แฝงไปด้วยความแข็งแกร่ง การที่เธอต้องมารับบทเป็นทั้ง “ความปรารถนาในอดีต” (แม่) และ “ความหวังในอนาคต” (อลิซาเบธ) ของวิคเตอร์ มันคือการแคสติ้งที่บ้าบิ่นและทรงพลังที่สุด และเธอก็แบกรับทั้งสองบทบาทได้อย่างไร้ที่ติ

และสุดท้าย… คนที่ผมต้องลุกขึ้นยืนปรบมือให้…

เจค็อบ เอลอร์ดี (Jacob Elordi) ในบท “อสุรกาย” (The Creature)

ผมขอบอกตรงนี้เลยว่า นี่คือหนึ่งในการแสดงที่ดีที่สุดของปีนี้ และอาจจะเป็นหนึ่งในการตีความ “อสุรกาย” ที่ดีที่สุดตลอดกาล

เจค็อบ เอลอร์ดี สูง 6 ฟุต 5 นิ้ว (ประมาณ 196 ซม.) และ GDT ใช้ความสูงตระหง่านของเขาให้เป็นประโยชน์อย่างถึงที่สุด แต่สิ่งที่เอลอร์ดีทำ มันไม่ใช่แค่เรื่องของร่างกาย มันคือเรื่องของ “วิญญาณ”

เขาต้องใช้เวลา 10 ชั่วโมงในการแต่งหน้าพิเศษ ติดชิ้นส่วน 42 ชิ้นทั่วร่างกาย แต่สิ่งที่ออกมามันไม่ใช่แค่ “เอฟเฟกต์” มันคือ “ตัวละคร”

ในช่วงแรกของอสุรกาย เขาคือ “ทารก” ที่เพิ่งเกิดใหม่ในร่างยักษ์ เอลอร์ดีถ่ายทอดความสับสน, ความกลัว, และความอยากรู้อยากเห็นผ่าน “ร่างกาย” ล้วนๆ ท่วงท่าการเดินของเขา… มันไม่ใช่การเดินของสัตว์ประหลาด แต่เหมือนที่นักวิจารณ์คนหนึ่งบอก มันคือ “ร่างกายหลายๆ ร่างที่ยังไม่คุ้นชินกัน” เขายังควบคุมแขนขาตัวเองไม่ได้ ทุกการเคลื่อนไหวคือการเรียนรู้

และเมื่อเขาเริ่มเรียนรู้… เริ่มพูด… โอ้ พระเจ้า… เสียงของเขา มันคือความเจ็บปวดที่จับต้องได้ การแสดงของเอลอร์ดีนั้น “ละเอียดอ่อน” (Subtle) อย่างเหลือเชื่อ เราเห็นการเปลี่ยนแปลงในแววตาของเขา จากความไร้เดียงสาไปสู่ความเข้าใจ และจากความเข้าใจไปสู่ความโกรธแค้นที่ถูกทอดทิ้ง

ประเด็นที่คนพูดกันว่านี่คือ “อสุรกายที่เซ็กซี่” (Hot Monster) ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องตลก GDT ตั้งใจเลือกนักแสดงที่ “สวยงาม” ตามที่เชลลีย์บรรยายไว้ในหนังสือ (“selected his features as beautiful”) เพื่อตอกย้ำโศกนาฏกรรมให้หนักขึ้นไปอีก ขนาดว่าเขาถูกสร้างมาให้ “สวยงาม” แต่เขาก็ยังถูก “พ่อ” ของตัวเองรังเกียจและทอดทิ้งเพียงเพราะเขามีรอยเย็บและดูน่ากลัว

ฉากที่เขาเผชิญหน้ากับวิคเตอร์อีกครั้ง มันไม่ใช่การคำรามของอสุรกาย แต่มันคือการตัดพ้อของ “ลูก” ที่มีต่อ “พ่อ” มันคือการแสดงที่ทำให้เราลืมไปเลยว่านี่คือ เจค็อบ เอลอร์ดี เราเห็นเพียง “อสุรกายผู้โดดเดี่ยว” ที่ปรารถนาเพียงสิ่งเดียว… คือ “ความรัก”

Frankenstein 2025

บทสรุป โศกนาฏกรรมที่งดงามที่สุด

Frankenstein (2025) ไม่ใช่หนังสยองขวัญ มันคือโศกนาฏกรรมที่หนักหน่วง, เป็นดราม่าจิตวิทยาที่ลึกซึ้ง, และเป็นผลงาน “Masterpiece” ที่กลั่นออกมาจากหัวใจของ กิลเลอร์โม เดล โทโร

มันเป็นหนังที่อาจจะ “หนัก” เกินไปสำหรับบางคน มันยาว มันเนิบนาบในบางช่วง และมันตั้งใจที่จะบีบคั้นหัวใจคุณจนแหลกสลาย แต่ถ้าคุณยอมเปิดใจ ปล่อยให้มันโอบกอดคุณ คุณจะได้เห็นสิ่งที่หาได้ยากในหนังยุคนี้… “ความเห็นอกเห็นใจ” (Empathy) ที่แท้จริง

นี่คือหนังที่ยืนยันว่า กิลเลอร์โม เดล โทโร ยังคงเป็นปรมาจารย์หนึ่งเดียวที่เข้าใจ “อสุรกาย” ได้ดีที่สุด และเขาก็ได้มอบ “Frankenstein 2025 แฟรงเกนสไตน์” ในเวอร์ชันที่อาจจะเป็นที่จดจำมากที่สุดในศตวรรษนี้ให้กับเราครับ

มันคือหนังที่สมบูรณ์แบบ… และมันจะทิ้งรอยแผลเป็นไว้ในใจคุณไปอีกนานแสนนาน movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *