รีวิว Glass Onion ฆาตกรรมหรรษา 2025 ที่ “ปั่นประสาท” และหักมุมจนหลังหัก

รีวิวและเรื่องย่อของภาพยนตร์สืบสวนสอบสวนที่เต็มไปด้วยชั้นเชิงและการเสียดสีสังคมอย่างเจ็บแสบ Glass Onion A Knives Out Mystery ครับ

🧅 Glass Onion A Knives Out Mystery (ฆาตกรรมหรรษา ใครฆ่าเพื่อน)

ผู้กำกับ Rian Johnson

นักแสดงนำ Daniel Craig, Edward Norton, Janelle Monáe, Kate Hudson, Dave Bautista

📝 เรื่องย่อ (Synopsis)

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ Miles Bron (Edward Norton) มหาเศรษฐีเจ้าพ่อเทคโนโลยีผู้ร่ำรวยระดับโลก ได้ส่งคำเชิญปริศนาในกล่องกลไกซับซ้อนไปให้กับกลุ่มเพื่อนสนิทเก่าแก่ของเขาที่เรียกตัวเองว่า “The Disruptors” (ผู้ก่อการดี) เพื่อเชิญทุกคนไปร่วมงานปาร์ตี้สุดหรูบนเกาะส่วนตัวในประเทศกรีซ

ธีมของงานคือ “เกมไขคดีฆาตกรรม” ที่ Miles สร้างเรื่องขึ้นมาว่าเขาจะถูกฆ่า และให้เพื่อนๆ ช่วยกันหาเบาะแส แต่เรื่องราวกลับตาลปัตรเมื่อ Benoit Blanc (Daniel Craig) ยอดนักสืบผู้มีสำเนียงใต้อันเป็นเอกลักษณ์ ได้รับเชิญมาร่วมงานด้วยทั้งที่ Miles ไม่ได้เป็นคนส่งบัตรเชิญไป

สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นเมื่อหนึ่งในแขกรับเชิญเสียชีวิตลงจริงๆ จากเกมเล่นสนุกกลายเป็นคดีฆาตกรรมของจริง Blanc จึงต้องปอกเปลือกความสัมพันธ์อันจอมปลอม ความลับ และคำโกหกของเหล่าคนรวยกลุ่มนี้ เพื่อหาตัวคนร้ายที่แท้จริง

🎬 รีวิวเจาะลึก (Review)

1. บทภาพยนตร์ที่ “ซับซ้อนแต่โปร่งใส” สมชื่อ Glass Onion

ชื่อเรื่อง Glass Onion ไม่ได้เป็นแค่ชื่อบาร์ในหนัง แต่เป็นอุปมาอุปไมยหลักของเรื่อง หนังพยายามบอกเราว่า คดีนี้ดูภายนอกเหมือนจะมีหลายชั้น (เหมือนหัวหอม) และดูซับซ้อนยากจะเข้าใจ แต่ความจริงแล้วมันทำมาจาก “แก้ว” ที่โปร่งใส คือคำตอบมันอยู่ตรงหน้าเรามาตลอด เพียงแต่เรามองข้ามมันไปเพราะคิดว่ามันต้องซับซ้อนกว่านี้

2. การเสียดสีสังคมคนรวยและวงการ Tech (Satire)

ภาคนี้ขยับสเกลจาก “ครอบครัวเก่าแก่ที่แย่งสมบัติ” ในภาคแรก มาเป็นการจิกกัด “เศรษฐีใหม่และวงการเทคโนโลยี” ตัวละคร Miles Bron คือตัวแทนของอัจฉริยะจอมปลอมที่สร้างภาพเก่งแต่ข้างในกลวง หนังวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า “ผู้เปลี่ยนแปลงโลก” ว่าแท้จริงแล้วอาจเป็นแค่คนที่ทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน และใช้เพื่อนฝูงเป็นเครื่องมือ

3. การแสดงที่จัดจ้าน (Performances)

  • Daniel Craig ยังคงยอดเยี่ยมในบท Benoit Blanc ที่ดูตลก ขี้เล่น แต่ฉลาดเป็นกรด
  • Janelle Monáe คือ MVP ของเรื่อง การแสดงของเธอมีมิติมากที่สุด แบกอารมณ์ของหนังไว้ทั้งเรื่อง
  • Edward Norton เล่นเป็นตัวร้ายที่น่าหมั่นไส้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งดูฉลาดและดูโง่เขลาในเวลาเดียวกัน
  • Kate Hudson ขโมยซีนสุดๆ ในบทดีไซเนอร์ปากพล่อยที่ไม่สนความถูกต้องทางการเมือง (Politically Incorrect)

4. งานภาพและโปรดักชั่น (Visuals)

บรรยากาศแตกต่างจากภาคแรกอย่างสิ้นเชิง เปลี่ยนจากคฤหาสน์ทึมๆ ในฤดูใบไม้ร่วง มาเป็นเกาะกรีซที่แดดจ้า ร้อนแรง และสถาปัตยกรรมสุดล้ำยุค (Glass Onion) ซึ่งสะท้อนความฟุ้งเฟ้อของตัวละครได้ดีมาก

จุดเด่น

  • บทหักมุมที่คาดเดาได้ยากในช่วงกลางเรื่อง
  • บทสนทนาที่คมคายและตลกร้าย
  • การเฉลยปม (Reveal) ที่น่าพอใจและสะใจคนดู

จุดสังเกต

  • ช่วงแรกของหนังอาจจะเดินเรื่องช้าเล็กน้อยในการปูพื้นตัวละคร
  • ถ้าใครชอบบรรยากาศคลาสสิกแบบ Agatha Christie ภาคนี้อาจจะดูทันสมัยและฉูดฉาดไปหน่อย

บทสรุป เป็นหนังภาคต่อที่ทำได้ดีไม่แพ้ภาคแรก แม้โทนหนังจะเปลี่ยนไปแต่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ความยียวนกวนประสาทของ Rian Johnson ได้อย่างดีเยี่ยม เป็นหนังที่ดูสนุก ลุ้นระทึก และตลกไปพร้อมๆ กัน

เจาะลึกระดับนี้สำหรับ Glass Onion A Knives Out Mystery ต้องอาศัยการ “ปอกเปลือก” หนังเรื่องนี้ออกมาทีละชั้นเหมือนชื่อเรื่องเลยครับ นี่คือบทวิเคราะห์วิจารณ์แบบจัดเต็ม ในสไตล์ “คุยหนังหลังดูจบ” ที่เน้นความรู้สึก การตีความ และศิลปะภาพยนตร์ มากกว่าแค่เล่าเรื่องย่อครับ

🧅 รีวิวเจาะลึก Glass Onion – เมื่อความโง่เขลาที่ยิ่งใหญ่ ซ่อนอยู่ในเปลือกแก้วที่ใสกระจ่าง

ถ้า Knives Out ภาคแรกคือจดหมายรักที่ Rian Johnson เขียนถึง Agatha Christie ด้วยบรรยากาศคฤหาสน์เก่าฝุ่นเกาะและเสื้อไหมพรมถักแสนอบอุ่น… Glass Onion ก็คือจดหมายลาตายที่เขียนด้วยหมึกนีออนแสบตา ส่งถึงวัฒนธรรมบูชาคนรวย (Rich Worship) และพวกเศรษฐีเทคโนโลยีจอมปลอมในยุคปัจจุบันครับ

หนังเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ภาคต่อ แต่มันคือการ “รื้อสร้าง” (Deconstruct) แนวหนัง Whodunit (ใครคือฆาตกร) ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง และครั้งนี้ Johnson สนุกกับการปั่นหัวคนดูยิ่งกว่าเดิม ด้วยบทภาพยนตร์ที่คมคริบ งานภาพที่ฉูดฉาด และการแสดงที่… ต้องใช้คำว่า “บ้าคลั่ง” ในระดับที่ลงตัวที่สุด

1. บทภาพยนตร์และการเล่าเรื่อง หัวหอมแก้วที่ “ซับซ้อนแต่กลวงเปล่า”

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของหนังเรื่องนี้คือ “โครงสร้าง” ครับ ชื่อเรื่อง Glass Onion (หัวหอมแก้ว) ไม่ได้ถูกตั้งขึ้นมาเท่ๆ แต่มันคือแก่นแท้ของบทหนังเรื่องนี้เลย

Rian Johnson เล่นกับความคิดของคนดูที่มักจะคาดหวังว่า “หนังนักสืบต้องซับซ้อน” เราถูกฝึกมาให้มองหาปมที่ซ่อนอยู่ มองหาความหมายแฝง หรือกลไกที่แนบเนียน แต่ Johnson กลับตบหน้าเราฉาดใหญ่ด้วยการบอกว่า “บางทีคำตอบมันก็อยู่ตรงหน้าคุณนั่นแหละ แต่คุณแค่ไม่เชื่อว่ามันจะง่ายขนาดนั้น”

บทหนังฉลาดมากในการนำเสนอธีม “อัจฉริยะจอมปลอม” (The Dumb Genius) ตัวละคร Miles Bron (Edward Norton) ถูกปูมาให้เหมือน Elon Musk ผสม Steve Jobs เป็นศาสดาของเหล่า “Disruptors” (ผู้ก่อการดี/ผู้เปลี่ยนแปลงโลก) ทุกคำพูดดูมีความหมาย ทุกการกระทำดูมีแผนการ แต่เมื่อ Benoit Blanc (Daniel Craig) ค่อยๆ ปอกเปลือกหัวหอมลูกนี้ออก เรากลับพบว่าแก่นกลางของมันไม่มีอะไรเลย มีแต่ความว่างเปล่าและคำโกหก

การเล่าเรื่องในช่วงครึ่งแรกอาจจะดูเหมือนหนังรวมดาวทั่วไป แต่จุดพีคคือการ “Rewind” หรือเล่าย้อนกลับในช่วงกลางเรื่อง นี่คือ Masterclass ของการเขียนบทครับ มันไม่ใช่แค่การเฉลยปม แต่มันคือการเปลี่ยน “เลนส์” ที่คนดูใช้มองเหตุการณ์เดิม ฉากเดิม บทสนทนาเดิม แต่ความหมายเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อเรารู้บริบทที่แท้จริง มันทำให้เราเห็นความเปราะบางของตัวละคร และเห็นว่าไอ้พวกคนรวยพวกนี้มัน “ปลอม” กันขนาดไหน

ความแสบสันต์ของบทคือการจิกกัด Social Media ยุคปัจจุบัน การเมืองเรื่องการสวมหน้ากาก (ในช่วงโควิด) และวัฒนธรรมการ Cancel คนดัง ทุกอย่างถูกใส่เข้ามาอย่างเป็นธรรมชาติและตลกร้ายจนเราอดขำไม่ได้

2. งานภาพและสุนทรียะ (Visuals & Aesthetics) แดดจ้าที่อำพรางความมืดมิด

ถ้าภาคแรกคือ “Classic Cluedo” ภาคนี้คือ “Pop Art” ครับ งานภาพในเรื่องนี้ฉูดฉาด ร้อนแรง และมีความเป็นละครเวทีสูงมาก

  • สถานที่ (Setting) การเลือกเกาะส่วนตัวในกรีซ ไม่ใช่แค่เพื่อความสวยงาม แต่มันสะท้อนความ “แปลกแยก” (Isolation) และความ “หลงตัวเอง” ของ Miles Bron สถาปัตยกรรม Glass Onion โดมแก้วยักษ์นั่นคือสัญลักษณ์ของ Ego ที่พองโตจนคับฟ้า แต่มันเปราะบางเหลือเกิน พร้อมจะแตกได้ทุกเมื่อ
  • การจัดแสง (Lighting) สังเกตไหมครับว่าหนังเรื่องนี้สว่างมาก สว่างจนแสบตา ซึ่งมันย้อนแย้งกับธีมฆาตกรรมที่มักจะอยู่ในที่มืด นี่คือเจตนาของผู้กำกับที่ต้องการจะสื่อว่า “ความชั่วร้ายไม่ได้ซ่อนอยู่ในเงามืดเสมอไป แต่มันอาจจะยืนยิ้มแฉ่งอยู่กลางแดดเปรี้ยงๆ ก็ได้”
  • เครื่องแต่งกาย (Costume Design) ผมต้องขอยกย่องทีมคอสตูมสุดหัวใจ ชุดของแต่ละคนเล่าเรื่องได้ดีกว่าบทพูดเสียอีก
    • ชุดว่ายน้ำลายทางของ Benoit Blanc สะท้อนความผ่อนคลายแต่ยังคงความเนี้ยบแบบผู้ดีเก่า
    • ชุดของ Birdie Jay (Kate Hudson) ที่ดูเยอะเกินความจำเป็น สะท้อนความกลวงและความกระหายแสง
    • ชุดของ Miles Bron ที่ดูเหมือนจะเท่แต่จริงๆ แล้วก๊อปปี้มาจากคนดังในอดีต สะท้อนว่าเขาไม่มีความคิดริเริ่มเป็นของตัวเองเลย
  • มุมกล้อง (Cinematography) มีการใช้ช็อต Close-up ใบหน้าตัวละครเยอะมาก เพื่อให้เราจับสังเกต “สายตา” ที่ลอกแลก หรือรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา มันกดดันคนดูให้รู้สึกเหมือนกำลังนั่งสอบสวนผู้ต้องหาอยู่ตลอดเวลา

3. การแสดง (Performances) เวทีประชันความ “ปลอม” ที่สมจริงที่สุด

ทีมนักแสดงในเรื่องนี้คือ “Dream Team” ที่เคมีเข้ากันอย่างน่าประหลาด ทุกคนเล่นใหญ่ (Campy) แต่กลับดูสมเหตุสมผลในบริบทของหนัง

  • Daniel Craig ในบท Benoit Blanc ครั้งนี้เขาดูผ่อนคลายขึ้น มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น เราได้เห็นเขาเล่นเกม Among Us ในอ่างอาบน้ำ ได้เห็นความหงุดหงิดเวลาเจอกับความโง่เขลา Craig สลัดคราบ James Bond ทิ้งไปอย่างหมดจด เขากลายเป็นนักสืบที่ดูเหมือนจะซื่อบื้อในบางที แต่สายตาคมกริบตลอดเวลา จังหวะคอมเมดี้ของเขาคือเดอะแบกของเรื่อง โดยเฉพาะฉากที่เขาพยายามอธิบายว่าทำไมแผนฆาตกรรมนี้มันถึง “งี่เง่า” สิ้นดี
  • Janelle Monáe ในบท Andi/Helen (ระวังสปอยล์เล็กน้อยในพาร์ทวิเคราะห์) เธอคือ MVP ของเรื่องอย่างแท้จริงครับ Monáe ต้องเล่นเป็นสองคาแรคเตอร์ (หรือคาแรคเตอร์เดียวที่ต้องแกล้งเป็นอีกคน) การแสดงของเธอมีความลึกซึ้งทางอารมณ์มากที่สุด ในขณะที่คนอื่นเล่นเป็นตัวละครที่ฉาบฉวย เธอคือหัวใจและความเจ็บปวดของหนัง สายตาที่เธอมองเพื่อนเก่าที่ทรยศเธอ มันเต็มไปด้วยความผิดหวังและความแค้นที่เก็บกดไว้ เธอสามารถสลับโหมดจากสาวมั่นสุดเท่ ไปเป็นคนธรรมดาที่หวาดกลัวได้ภายในเสี้ยววินาที
  • Edward Norton ในบท Miles Bron Norton เล่นได้น่าหมั่นไส้จนอยากจะปารองเท้าใส่จอ เขาเก่งมากในการทำให้เราเชื่อในตอนแรกว่าหมอนี่ฉลาด ก่อนจะค่อยๆ เผยธาตุแท้ของคนโง่ที่พยายามทำตัวฉลาด เขาถ่ายทอดความ Insecure ของผู้ชายที่ประสบความสำเร็จแต่ลึกๆ แล้วรู้ว่าตัวเองไม่ได้เก่งจริงออกมาได้ยอดเยี่ยม
  • Kate Hudson ในบท Birdie Jay เธอคือสีสันที่ขาดไม่ได้ Hudson เล่นบทนางแบบตกอับที่ปากไม่มีหูรูดได้ฮามาก ทุกครั้งที่เธอขยับตัวหรือพูดอะไรออกมา มันคือความวินาศสันตะโรที่น่ารักน่าชัง เธอเป็นตัวแทนของความ Ignorance (ความไม่รู้ร้อนรู้หนาว) ของคนรวยที่มองว่าปัญหาสังคมเป็นเรื่องไกลตัว

4. นัยยะทางสังคมและการเสียดสี (Social Commentary)

สิ่งที่ทำให้ Glass Onion น่าสนใจกว่าหนังนักสืบทั่วไป คือมันด่ากราดสังคมปัจจุบันได้อย่างเจ็บแสบ

  • The Disruptors vs. The Moochers หนังตั้งคำถามว่า “Disruptor” หรือผู้ที่บอกว่าจะมาเปลี่ยนแปลงโลกเนี่ย จริงๆ แล้วพวกเขาทำเพื่อใคร? Miles Bron และเพื่อนๆ เรียกตัวเองว่าผู้สร้างสรรค์ แต่จริงๆ แล้วพวกเขาก็แค่ “ปลิง” (Moochers) ที่เกาะกินผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ไม่มีใครกล้าพูดความจริงเพราะกลัวเสียผลประโยชน์
  • ความจริง vs. เรื่องแต่ง ในยุค Post-Truth ที่คนรวยหรือคนมีอำนาจสามารถ “สร้างความจริง” ขึ้นมาเองได้ (เช่น การสร้างข่าวปลอม หรือการใช้เงินปิดปาก) Benoit Blanc เข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวแทนของ “ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้” เขาเข้ามาเพื่อบอกว่า ไม่ว่าคุณจะรวยแค่ไหน ไม่ว่าคุณจะสร้างภาพลักษณ์ไว้สวยหรูยังไง ฆาตกรรมก็คือฆาตกรรม และความโง่ก็คือความโง่
Glass Onion: A Knives Out Mystery ฆาตกรรมหรรษา ใครฆ่าเพื่อน

5. บทสรุป ทำไมเราถึงควรดูหนังเรื่องนี้?

Glass Onion ไม่ใช่หนังที่พยายามจะฉลาดกว่าคนดู แต่มันเป็นหนังที่เตือนสติคนดูว่า “อย่ามองข้ามสิ่งที่เห็นอยู่ตำตา”

ความยาวของหนังกว่า 2 ชั่วโมงผ่านไปไวเหมือนโกหก เพราะ Rian Johnson รู้จักจังหวะจะโคนในการเล่าเรื่อง เขาใส่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ไว้ทุกฉาก (Easter Eggs) ซึ่งทำให้การกลับมาดูซ้ำรอบที่สองสนุกยิ่งกว่ารอบแรก เพราะเราจะเห็นสายตา ท่าทาง และคำพูดที่ตัวละครสื่อสารกันในความหมายที่เปลี่ยนไป

มันคือความบันเทิงระดับ Blockbuster ที่มีสมอง มีหัวใจ และมีปากเสียงที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์สังคม มันตลก มันลุ้นระทึก และในตอนจบ… มันให้ความรู้สึก “สะใจ” อย่างประหลาด

ถ้า Knives Out คือการเล่นหมากรุกที่สุขุมนุ่มลึก Glass Onion ก็คือการเล่นโป๊กเกอร์ที่ทุกคนบนโต๊ะต่างเกบลัฟแหลก ทั้งที่ในมือไม่มีไพ่ดีๆ เลยสักใบ และ Benoit Blanc คือคนเดียวที่มองเห็นไพ่ทุกใบนั้น

คะแนนความน่าสนใจ 9/10 สิ่งที่ได้จากเรื่องนี้ นอกจากความสนุกแล้ว คุณจะได้ตระหนักว่า บางครั้งสิ่งที่เราบูชา (ความรวย, ความสำเร็จ, เทคโนโลยี) อาจจะเป็นแค่หัวหอมแก้วสวยๆ ที่ข้างในไม่มีอะไรเลยนอกจาก “อากาศธาตุ” ครับ

นักแสดงหลักจาก Glass Onion A Knives Out Mystery พร้อมประวัติย่อและผลงานเด่นที่ทำให้คุณร้อง “อ๋อ” ครับ ทีมนี้ถือเป็น “Ensemble Cast” (ทีมนักแสดงรวมดาว) ที่น่าสนใจมาก เพราะเป็นการรวมเอารุ่นเก๋าและรุ่นใหม่มาปะทะกันได้อย่างลงตัว

1. The Detective (ยอดนักสืบ)

รับบทโดย Daniel Craig (แดเนียล เครก)

  • บทบาทในเรื่อง Benoit Blanc นักสืบเอกชนผู้มีสำเนียงใต้อันเป็นเอกลักษณ์ ฉลาดเป็นกรดแต่แฝงความขี้เล่น
  • ประวัติย่อ นักแสดงชาวอังกฤษระดับตำนานที่ทั่วโลกรู้จักกันดีที่สุดในบทบาท James Bond (007) (ตั้งแต่ภาค Casino Royale จนถึง No Time to Die)
  • สไตล์การแสดง เครกขึ้นชื่อเรื่องความเข้มข้นจริงจัง แต่ในแฟรนไชส์ Knives Out เขาได้โชว์ทักษะคอมเมดี้หน้าตายและความยียวนกวนประสาท ซึ่งกลายเป็นภาพจำใหม่ของเขาไปแล้ว

2. The Billionaire (มหาเศรษฐีจอมปลอม)

รับบทโดย Edward Norton (เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน)

  • บทบาทในเรื่อง Miles Bron เจ้าพ่อเทคโนโลยี เจ้าของเกาะและระบบ Glass Onion ผู้หลงตัวเอง
  • ประวัติย่อ หนึ่งในนักแสดงสายฝีมือที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในฮอลลีวูด เขาโด่งดังจากบทบาทที่ซับซ้อนและจิตนิดๆ
  • ผลงานเด่น Fight Club (บทผู้เล่าเรื่อง), American History X (บทนีโอ-นาซี), และ The Incredible Hulk (เวอร์ชั่นแรกๆ ของ MCU)

3. The Outsider (คนนอกผู้กุมความลับ)

รับบทโดย Janelle Monáe (จาเนลล์ โมเน่)

  • บทบาทในเรื่อง Cassandra “Andi” Brand (และ Helen Brand) อดีตหุ้นส่วนทางธุรกิจของ Miles ที่ถูกหักหลัง
  • ประวัติย่อ เธอเริ่มต้นจากการเป็นนักร้อง/นักแต่งเพลงแนว R&B/Soul ชื่อดัง ก่อนจะผันตัวมาเป็นนักแสดงและประสบความสำเร็จอย่างสูง
  • ผลงานเด่น แจ้งเกิดในวงการภาพยนตร์จาก Hidden Figures (รับบทวิศวกรนาซ่า) และ Moonlight (หนังรางวัลออสการ์) ใน Glass Onion เธอได้รับคำชมอย่างล้นหลามว่าเป็นการแสดงที่ดีที่สุดในเรื่อง

4. The Fashionista (แฟชั่นนิสต้าจอมโป๊ะ)

รับบทโดย Kate Hudson (เคต ฮัดสัน)

  • บทบาทในเรื่อง Birdie Jay นางแบบและดีไซเนอร์ที่มักจะพูดอะไรไม่คิด และสวมชุดอลังการตลอดเวลา
  • ประวัติย่อ ลูกสาวของ Goldie Hawn เธอคือเจ้าแม่หนังรักโรแมนติกคอมเมดี้ (Rom-Com) แห่งยุค 2000s
  • ผลงานเด่น แจ้งเกิดเต็มตัวและเข้าชิงออสการ์จาก Almost Famous และโด่งดังสุดขีดจาก How to Lose a Guy in 10 Days

5. The Influencer (สตรีมเมอร์กล้ามโต)

รับบทโดย Dave Bautista (เดฟ บอทิสตา)

  • บทบาทในเรื่อง Duke Cody สตรีมเมอร์บน Twitch และนักรณรงค์สิทธิผู้ชาย (Men’s rights activist) ที่พกปืนตลอดเวลา
  • ประวัติย่อ อดีตนักมวยปล้ำ WWE ระดับซูเปอร์สตาร์ (Batista) ที่ผันตัวมาเป็นนักแสดงฮอลลีวูดที่ฝีมือพัฒนาเร็วมาก
  • ผลงานเด่น เป็นที่รู้จักทั่วโลกในบท Drax จาก Guardians of the Galaxy และบทบาทซีเรียสใน Blade Runner 2049 และ Dune

6. The Politician (นักการเมืองหน้าไหว้หลังหลอก)

รับบทโดย Kathryn Hahn (แคทริน ฮาน)

  • บทบาทในเรื่อง Claire Debella ผู้ว่าการรัฐคอนเนตทิคัตที่กำลังลงสมัครวุฒิสมาชิก ยอมทำทุกอย่างเพื่อคะแนนเสียง
  • ประวัติย่อ นักแสดงเจ้าบทบาทที่เล่นได้ทั้งตลกและดราม่า มักจะขโมยซีนในทุกเรื่องที่เล่น
  • ผลงานเด่น โด่งดังเปรี้ยงปร้างจากบทแม่มด Agatha Harkness ในซีรีส์ WandaVision (จนมีภาคแยกของตัวเอง) และหนังตลก Bad Moms

7. The Scientist (นักวิทยาศาสตร์ผู้อ่อนไหว)

รับบทโดย Leslie Odom Jr. (เลสลี่ โอด้อม จูเนียร์)

  • บทบาทในเรื่อง Lionel Toussaint หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ของ Miles ที่ต้องคอยตามแก้ปัญหาให้เจ้านาย
  • ประวัติย่อ ดาวเด่นจากวงการละครเวทีบอร์ดเวย์ นักร้อง และนักแสดง
  • ผลงานเด่น แจ้งเกิดจากบท Aaron Burr ในละครเวทีระดับปรากฏการณ์เรื่อง Hamilton

8. The Girlfriend (แฟนสาวสุดแซ่บ)

รับบทโดย Madelyn Cline (แมเดลิน ไคลน์)

  • บทบาทในเรื่อง Whiskey แฟนสาวและผู้ช่วยของ Duke ที่ดูเหมือนจะสวยใสไร้สมอง แต่จริงๆ แล้วมีอะไรซ่อนอยู่
  • ประวัติย่อ นักแสดงดาวรุ่งรุ่นใหม่
  • ผลงานเด่น โด่งดังจากซีรีส์วัยรุ่นยอดฮิตของ Netflix เรื่อง Outer Banks

9. The Assistant (ผู้ช่วยผู้เหนื่อยหน่าย)

รับบทโดย Jessica Henwick (เจสสิกา เฮนวิก)

  • บทบาทในเรื่อง Peg ผู้ช่วยส่วนตัวของ Birdie Jay ที่ต้องคอยตามเก็บกวาดเรื่องวุ่นวายและยึดมือถือเจ้านาย
  • ประวัติย่อ นักแสดงสาวชาวอังกฤษเชื้อสายจีน
  • ผลงานเด่น Game of Thrones (บท Nymeria Sand), Iron Fist (บท Colleen Wing) และ The Matrix Resurrections  movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *