สวัสดีครับ! วันนี้เราจะมาคุยกันถึงหนังที่ผมกล้าพูดเลยว่า เป็นหนึ่งในหนังที่ “ดูสนุก” ที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา หนังที่เล่นกับสมองเราเก่งกว่าเล่นกลให้เราดู… ผมกำลังพูดถึง “อาชญากลปล้นโลก” หรือ “Now You See Me”
ว่ากันตามตรง, หนังเรื่องนี้เหมือนมีสูตรสำเร็จครับ เอานักแสดงเบอร์ใหญ่ๆ มารวมกัน, ใส่พล็อตเรื่องที่หวือหวา, ใช้วิชวลเอฟเฟกต์ตระการตา… มันก็ควรจะออกมาดีใช่ไหม? แต่คำถามคือ “Now You See Me” มัน “ดี” แค่ในระดับนั้น หรือมันมีอะไรที่ “ลึก” กว่าการเป็นแค่หนังป๊อปคอร์นดูเอามันส์?
วันนี้ ผมจะไม่มาเล่าเรื่องย่อนะครับ ผมเชื่อว่าหลายคนคงรู้กันอยู่แล้วว่ามันคือเรื่องของนักมายากล 4 คนที่รวมตัวกันเป็น “จตุรอาชา” (The Four Horsemen) แล้วออกปล้น… ใช่ครับ, ปล้น… โดยใช้มายากลเป็นเครื่องมือ!
สิ่งที่เราจะมา “ชำแหละ” กันในวันนี้ คือ 3 หัวใจหลักของมันครับ เนื้อเรื่อง (มันฉลาดจริง หรือมันแค่ทำทรง?), งานภาพ (มันสวย หรือมันแค่สาดแสงสี?), และ การแสดง (พวกเขาคือ “นักแสดง” หรือพวกเขาคือ “นักมายากล” จริงๆ?)
ถ้าคุณพร้อมแล้ว… “The closer you look, the less you see.” (ยิ่งมองใกล้… ยิ่งไม่เห็นอะไร) แต่รีวิวนี้ จะพาคุณไปมองในจุดที่ “ใกล้” ที่สุดครับ

อาชญากลปล้นโลก SECTION 1 “เนื้อเรื่อง” (The Narrative) – กลลวงตาที่ซับซ้อน หรือแค่บทที่เขียนมาหลอก?
ต้องยอมรับก่อนเลยว่า “แกน” ของ “Now You See Me” มันแข็งแกร่งมากครับ ไอเดียของการ “ปล้นโดยใช้มายากล” นี่มันโคตรเท่! มันไม่ใช่การปล้นแบบ Ocean’s Eleven ที่เราเห็นพิมพ์เขียว, เห็นการวางแผน, เห็นการเจาะตู้เซฟ… แต่นี่คือการปล้นที่เกิดขึ้น “ต่อหน้า” คนดูนับพัน และตำรวจนับร้อย
ความเร็ว อาวุธที่ทรงพลังที่สุดของบท
สิ่งแรกที่คุณจะรู้สึกได้ทันทีที่หนังเริ่ม คือ “ความเร็ว” ครับ หนังเรื่องนี้เดินเรื่องเร็วมาก เร็วเหมือนรถไฟชินคันเซ็นที่ไม่มีปุ่มหยุด พล็อตพุ่งไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิต มันโยนสถานการณ์, โยนตัวละคร, โยนกลมายาใส่เราไม่ยั้ง
คุณอาจจะถามว่า… แล้วมันดีเหรอ?
ในบริบทของหนังเรื่องนี้… “ดีมากครับ!”
ความเร็วของมันคือ “กลลวง” (Misdirection) อย่างแรกที่หนังใช้กับเรา ในฐานะคนดู, เราไม่มีเวลามานั่งจับผิดครับ เราไม่มีเวลามานั่งคิดว่า “เอ๊ะ… มันทำได้จริงเหรอ?” หรือ “เดี๋ยวนะ… เมื่อกี้มันไม่สมเหตุสมผลเลย” เพราะทันทีที่เราเริ่ม “สงสัย” หนังก็จะโยน “ความว้าว” ครั้งใหม่ใส่หน้าเราทันที!
มันคือการสะกดจิตหมู่ครับ ผู้กำกับและคนเขียนบทกำลังบอกเราว่า “อย่าเพิ่งคิด… ดูโชว์ไปก่อน!”

อาชญากลปล้นโลก โครงสร้างเรื่องแบบ “Cat and Mouse” ที่มากกว่าแค่การไล่ล่า
โครงสร้างหลักของเรื่องคือการไล่ล่าระหว่าง “จตุรอาชา” กับ FBI นำโดย ดีแลน โรดส์ (มาร์ค รัฟฟาโล) และ อัลมา เดรย์ (เมลานี โลรองต์) จากอินเตอร์โพล
แต่มันไม่ใช่การไล่ล่าธรรมดาครับ
ปกติหนังปล้น, โจรจะพยายาม “หนี” ตำรวจ แต่ใน “Now You See Me” พวกจตุรอาชา ไม่ได้หนีครับ… พวกเขา “ท้าทาย” พวกเขาทิ้ง “ขนมปัง” (Breadcrumbs) ไว้ตลอดทาง พวกเขาเล่นเกมกับ FBI อย่างโจ่งแจ้ง มันเหมือนพวกเขากำลังพูดว่า “แน่จริงก็จับให้ได้สิ”
ประเด็นนี้ทำให้เนื้อเรื่องมันมี “มิติ” ขึ้นมาทันทีครับ มันไม่ใช่แค่การปล้นเพื่อเงิน (ซึ่งเราก็เห็นว่าพวกเขาโปรยเงินทิ้ง) แต่มันมีการ “ล้างแค้น”, มี “อุดมการณ์”, และมี “องค์กรลับ” อย่าง “ดิ อาย” (The Eye) เข้ามาเกี่ยวข้อง
หนังเก่งมากที่ใช้การไล่ล่านี้เป็น “ฉากหน้า” ครับ ในขณะที่เรากำลังลุ้นว่า FBI จะจับพวกนี้ได้ไหม, หนังกำลัง “ซ่อน” บางอย่างที่ใหญ่กว่าไว้ตรงหน้าเราแท้ๆ

จุดที่ต้องวิจารณ์ อาชญากลปล้นโลก “ตรรกะ” กับ “มายากล”
ถ้าคุณเป็นคนที่ดูหนังแล้วต้องหา “ความสมจริง” หรือ “ตรรกะ” ที่จับต้องได้… คุณอาจจะต้องวางสิ่งนั้นลงก่อนดูเรื่องนี้ครับ
เนื้อเรื่องของ “Now You See Me” อาศัยสิ่งที่เรียกว่า “Magic Logic” (ตรรกะแบบมายากล) เยอะมาก หลายๆ กลที่เฉลยออกมาในตอนท้าย (โดยเฉพาะผ่านตัวละครของ มอร์แกน ฟรีแมน) มันก็ดู “แถ” หรือ “เป็นไปได้ยาก” ในโลกความเป็นจริง
แต่… นั่นไม่ใช่ประเด็นครับ!
หนังไม่ได้พยายามจะเป็นสารคดีสอนมายากล หนังพยายามจะเป็น “โชว์มายากล” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ความสนุกของเนื้อเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ “Howdunit” (ทำได้อย่างไร) แต่มันอยู่ที่ “Whydunit” (ทำไปทำไม) และ “What’s next?” (ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น)
และแน่นอน… การ “หักมุม” (The Twist)
ผมจะไม่สปอยล์ แต่การหักมุมของเรื่องนี้ คือสิ่งที่แบ่งคนดูออกเป็นสองฝั่งครับ ฝั่งที่รู้สึกว่า “โดนตบหน้า” กับฝั่งที่รู้สึกว่า “โอ้โห! คิดได้ไง!”
สำหรับผม, การหักมุมนี้ แม้ว่ามันจะทิ้ง “คำถาม” ไว้มากมายเมื่อย้อนกลับไปดู แต่มันคือการ “ปิดม่าน” การแสดงโชว์นี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันคือการยืนยันว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา, เราในฐานะคนดู… ก็คือเหยื่อของกลลวงนี้เช่นกัน
สรุปสำหรับ “เนื้อเรื่อง” มันคือบทภาพยนตร์ที่ “ฉลาดแกมโกง” ครับ มันไม่ได้ฉลาดแบบซับซ้อน แต่ฉลาดที่รู้วิธี “เบี่ยงเบนความสนใจ” ของคนดูได้อย่างอยู่หมัด มันคือรถไฟเหาะที่รู้ว่าตอนไหนควรจะดิ่งลง ตอนไหนควรจะตีลังกา และเมื่อคุณลงจากเครื่อง… คุณจะมึน, อะดรีนาลีนสูบฉีด และอยากจะกลับขึ้นไปเล่นอีกรอบ… เพื่อ “จับผิด” มันให้ได้!
อาชญากลปล้นโลก SECTION 2 “งานภาพ” (The Visuals) – มหกรรมแสงสี หรือศิลปะแห่งการกำกับ?
ถ้าเนื้อเรื่องคือ “กล” งานภาพก็คือ “การพรีเซนต์” กลนั้นครับ และผู้กำกับอย่าง หลุยส์ เลเทอร์เรียร์ (Louis Leterrier) ที่มาจากสายหนังแอ็คชั่น (อย่าง Transporter หรือ The Incredible Hulk) ก็รู้วิธี “พรีเซนต์” ของเขาครับ
ความ “Slick” และ “Glossy” ที่เคลือบทั้งเรื่อง
“Now You See Me” เป็นหนังที่ “โคตรเท่” ครับ! นี่คือคำจำกัดความของงานภาพทั้งเรื่อง ทุกอย่างดูแพง, ดูมันวาว, ดูล้ำสมัย มันลบภาพลักษณ์ของนักมายากลที่สวมหมวกทรงสูง ถือไม้เท้าแบบเก่าๆ ไปหมดเลย
การใช้สีในเรื่องนี้ชัดเจนมาก โทนสีจะสลับไปมาระหว่าง “ความอลังการ” ของเวทีโชว์ (แสงสีนีออน, ไฟสปอตไลท์) กับ “ความจริงจัง” ของการสืบสวน (โทนสีเย็น, หม่น, ในออฟฟิศ FBI)
การถ่ายทำ “โชว์” ทั้งสาม นี่คือไฮไลท์!
หนังเรื่องนี้มีโชว์มายากลใหญ่ๆ 3 โชว์ (ลาสเวกัส, นิวออร์ลีนส์, นิวยอร์ก) และงานภาพในสามฉากนี้คือ “บทเรียน” ของการกำกับฉากที่น่าตื่นตาครับ
- โชว์ที่ลาสเวกัส (ปล้นธนาคารฝรั่งเศส) นี่คือการ “เปิดตัว” ที่ต้องกระแทกหน้าคนดู กล้องทำหน้าที่เหมือนเป็น “คนดู” ที่นั่งอยู่ในฮอลล์ มันจับจ้องไปที่เวที, ซูมไปที่สีหน้าของ “เหยื่อ” (คนที่ถูกสุ่มขึ้นมา), และตัดสลับกับภาพบนจอขนาดยักษ์ การเคลื่อนกล้องที่ลื่นไหล, การตัดต่อที่ฉับไว มันสร้าง “จังหวะ” ที่ทำให้เราตื่นเต้นตามไปด้วย
- โชว์ที่นิวออร์ลีนส์ (คืนเงินให้คนดู) ฉากนี้ยกระดับขึ้นมาอีกขั้น มัน “ดิบ” ขึ้นครับ เพราะมันเกิดขึ้นกลางแจ้ง การถ่ายทำฉากนี้ใช้ “ความโกลาหล” (Chaos) ของฝูงชนเป็นประโยชน์ กล้องสั่นไหวมากขึ้น, มีการใช้มุมกล้องแบบ Handheld (กล้องมือถือ) มากขึ้น ทำให้เรารู้สึกเหมือนไป “มุง” ดูเหตุการณ์อยู่จริงๆ ฉากที่เงินโปรยลงมา… มันคือ “ภาพจำ” ที่งดงามและวุ่นวายในเวลาเดียวกัน
- โชว์ที่นิวยอร์ก (ตามหาตู้เซฟ) โชว์นี้คือการผสมผสานระหว่าง “แอ็คชั่น” กับ “มายากล” อย่างลงตัวที่สุด การที่หนังย้ายเวทีจากฮอลล์ปิด มาสู่ตึกรามบ้านช่องในนิวยอร์ก มันคือการ “ยกระดับสเกล” ของเรื่องราว งานภาพในฉากนี้ไม่ใช่แค่ “สวย” แต่มัน “ทรงพลัง” มันคือการประกาศชัยชนะของเหล่าจตุรอาชา
การใช้ CGI เส้นแบ่งบางๆ ระหว่าง “กล” กับ “เวทมนตร์”
นี่คือจุดที่ต้องพูดถึงครับ “Now You See Me” ใช้ CGI (Computer-Generated Imagery) เยอะมาก… เยอะจนบางครั้งมันข้ามเส้นจาก “มายากล” (ที่คนทำได้) ไปเป็น “เวทมนตร์” (ที่คนทำไม่ได้)
กลที่ลาสเวกัส, การเทเลพอร์ตคนไปฝรั่งเศส, หรือฉากต่อสู้ด้วยไพ่ของ เดฟ ฟรังโก… สิ่งเหล่านี้มัน “ดูดี” ครับ มันตื่นตาตื่นใจ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ลดทอนความ “อัจฉริยะ” ของการวางแผนไปนิดหน่อย เพราะคนดูจะรู้สึกว่า “อ๋อ… ก็ใช้คอมฯ ทำเอานี่”
แต่ถ้ามองในมุมกลับกัน, ผู้กำกับตั้งใจให้มัน “เหนือจริง” ครับ เขาอยากให้เรารู้สึก “ว้าว” เหมือนเด็กที่เห็นกลที่อธิบายไม่ได้เป็นครั้งแรก ซึ่งถ้ามองในแง่นั้น… งานภาพของเขา “ประสบความสำเร็จ” อย่างงดงาม
สรุปสำหรับ “งานภาพ” มันคือ “ระเบิดแสงสี” ที่ถูกควบคุมไว้ได้อย่างมีศิลปะครับ มันหวือหวา, ฉูดฉาด, และเคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง มันคืองานภาพที่รับใช้ “โชว์แมนชิพ” (Showmanship) ของหนังได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันอาจจะไม่ได้ลึกซึ้งเชิงศิลปะ แต่มัน “สะกด” เราได้อยู่หมัด และนั่นคือหน้าที่ของมันครับ

อาชญากลปล้นโลก SECTION 3 “การแสดง” (The Performances) – เคมีที่ลงตัว หรือแค่ต่างคนต่างเล่น?
นี่คือส่วนที่ผม “รัก” ที่สุดในหนังเรื่องนี้ครับ การเอาดาราแม่เหล็ก 4-5 คนมารวมกันในเรื่องเดียว มันมีความเสี่ยงที่ “อีโก้” จะปะทะกัน หรือบทจะ “เกลี่ย” ให้ไม่เท่ากัน
แต่ “Now You See Me”อาชญากลปล้นโลก จัดการเรื่องนี้ได้ “ดีเกินคาด” ครับ
“จตุรอาชา” (The Four Horsemen) ส่วนผสมที่สมบูรณ์แบบ
เคมีของ 4 คนนี้ คือ “หัวใจ” ของหนังครับ
- เจสซี ไอเซนเบิร์ก (J. Daniel Atlas) ไอเซนเบิร์กกลับมาในบท “อัจฉริยะขี้เก๊ก” ที่เขาถนัด (คล้ายๆ ใน The Social Network) แต่ครั้งนี้มันถูกที่ถูกทางครับ แอตลาสคือ “The Showman” เขาคือหัวหน้าทีมที่มั่นใจในตัวเองจนน่าหมั่นไส้ แต่ความมั่นใจนั้นมัน “จริง” ครับ ทุกครั้งที่เขาอยู่บนเวที, สายตาของเขา, ท่าทางการพูดของเขา… เราเชื่อว่าเขาคือ “เบอร์หนึ่ง” จริงๆ เขามีเสน่ห์แบบ “กวนประสาท” ที่ดึงดูดเราได้อย่างประหลาด
- วู้ดดี้ ฮาร์เรลสัน (Merritt McKinney) นี่คือ “อาวุธลับ” ของทีมครับ! ฮาร์เรลสันในบท “นักจิตวิทยา” (Mentalist) ที่ตกอับ คือส่วนที่เพิ่ม “มิติ” และ “อารมณ์ขัน” ให้กับเรื่อง บทของเขาอาจจะดูเหมือนตัวประกอบในช่วงแรก แต่ทุกครั้งที่เขาโผล่มา… เขา “ขโมยซีน” ครับ ฉากที่เขาสะกดจิตคนดู หรือฉากที่เขาอ่านใจคน… มัน “เนียน” มาก ฮาร์เรลสันเล่นได้เหมือนเขาไม่ได้ “แสดง” แต่เขา “เป็น” ตัวละครนั้นจริงๆ ความเก๋า, ความเจ้าเล่ห์, และความอบอุ่นแบบแปลกๆ ของเขา คือสมดุลที่ทีมนี้ต้องการ
- อิสลา ฟิชเชอร์ (Henley Reeves) เฮนลีย์คือ “นักปลดพันธนาการ” (Escapist) และเป็นผู้หญิงคนเดียวในกลุ่ม บทของเธออาจจะไม่ได้เด่นเท่าผู้ชายคนอื่นๆ (ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย) แต่ฟิชเชอร์ก็ทำหน้าที่ของเธอได้ดีครับ เธอคือ “ความสง่างาม” บนเวที ฉากที่เธอต้องหนีจากตู้ปลาปิรันย่า… มันทั้ง “สวยงาม” และ “น่าหวาดเสียว” เคมีระหว่างเธอกับไอเซนเบิร์ก (ที่เป็นแฟนเก่ากัน) ก็ช่วยเพิ่ม “ความตึงเครียด” เล็กๆ ที่น่าสนใจให้กับทีม
- เดฟ ฟรังโก (Jack Wilder) แจ็คคือ “น้องเล็ก” ของทีม, “นักล้วงกระเป๋า” และ “นักเล่นไพ่” ฟรังโกแสดงบท “เด็กเก่ง” ที่อยากให้รุ่นพี่ “ยอมรับ” ได้อย่างมีเสน่ห์ เขาคือความ “สดใหม่” และ “พลังงาน” ของกลุ่ม ฉากที่เขาต้อง “โซโล่” สู้กับ FBI โดยใช้ไพ่เป็นอาวุธ… มันอาจจะดู “เว่อร์” แต่ให้ตายเถอะ, มัน “เท่” ชะมัด!
“ผู้ไล่ล่า” และ “ผู้เปิดโปง” ตัวละครที่ “แบก” เรื่อง
ถ้า 4 คนบนคือ “โชว์” 3 คนนี้คือ “เนื้อเรื่อง” ครับ
- มาร์ค รัฟฟาโล (Dylan Rhodes) นี่คือ “ตัวเอก” ที่แท้จริงของเรื่องครับ! รัฟฟาโลในบท ดีแลน, นายตำรวจ FBI ที่ “หัวร้อน” ตลอดเวลา, คือตัวแทนของ “คนดู” ครับ เขางุนงง, เขาหงุดหงิด, เขา “ตามเกม” ไม่ทัน… เหมือนเราเป๊ะ! รัฟฟาโลเล่นบทนี้ได้ “สมจริง” มาก เราเห็นความ “สิ้นหวัง” ที่พยายามจะจับโจรที่เก่งกว่าเขาหนึ่งก้าวเสมอ การแสดงของเขาคือ “สมอเรือ” ที่ยึดหนังที่ดู “แฟนตาซี” นี้ไว้กับ “ความจริง”
- เมลานี โลรองต์ (Alma Dray) อัลมาคือ “ความฉลาด” และ “ความสงบ” ที่มาคานกับความ “หัวร้อน” ของดีแลน เธอเป็นคนเดียวที่มองเกมนี้ในมุมที่ต่างออกไป เธอสนใจ “ทำไม” มากกว่า “อย่างไร” โลรองต์มีเสน่ห์ที่ “ลึกลับ” ครับ เคมีของเธอกับรัฟฟาโลที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น ก็เป็นอีกเส้นเรื่องที่ทำให้เราอยากติดตาม
- มอร์แกน ฟรีแมน (Thaddeus Bradley) คุณจะทำหนังที่ต้อง “อธิบาย” อะไรยากๆ ยังไงครับ? …ก็จ้าง มอร์แกน ฟรีแมน มาพูดสิครับ! บทของแทดเดียสคือ “นักเปิดโปงมายากล” หน้าที่ของเขาคือ “เฉลยกล” ให้เราฟัง แต่ด้วยน้ำเสียงและบารมีของฟรีแมน… การ “เฉลย” ของเขา มันกลับกลายเป็น “กล” อีกชั้นหนึ่ง! เขารู้… แต่เขารู้ “จริง” หรือเขาก็โดนหลอกเหมือนกัน? นี่คือการแสดงที่ใช้ “บารมี” ล้วนๆ
สรุปสำหรับ “การแสดง” นี่คือ “Ensemble Cast” ที่สมบูรณ์แบบครับ มันไม่ใช่หนังของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นหนังที่ทุกคน “ส่งเสริม” กันและกัน เคมีของจตุรอาชาทำให้เรา “เชื่อ” ว่าพวกเขาคือทีมเดียวกันจริงๆ และเคมีของรัฟฟาโลกับโลรองต์ก็ทำให้เรา “ลุ้น” ไปกับการสืบสวน การแสดงของทุกคนคือ “กาว” ที่เชื่อม “โชว์” กับ “พล็อต” เข้าด้วยกันได้อย่างไร้รอยต่อ
บทสรุปส่งท้าย “อาชญากลปล้นโลก” คือ… อะไรกันแน่
ถ้าคุณเดินเข้าโรงหนังเพื่อหา “สัจธรรม”, หา “ความสมจริง”, หรือหา “บทภาพยนตร์ที่ไร้ที่ติ”… “Now You See Me” ไม่ใช่คำตอบครับ
แต่ถ้าคุณกำลังมองหา “ความบันเทิง” ชั้นยอด… หนังที่ “ตื่นตา”, “ตื่นใจ”, และ “ตื่นสมอง” ตลอด 2 ชั่วโมง… หนังที่ทำให้คุณรู้สึกเหมือนถูก “สะกดจิต” ให้จ้องจอโดยไม่รู้ตัว… หนังที่เมื่อ “ม่านปิด” คุณจะอุทานออกมาว่า “เฮ้ย! โดนเข้าแล้ว!”
…นี่คือหนังของคุณครับ
“Now You See Me อาชญากลปล้นโลก” คือ “โชว์มายากล” ที่สมบูรณ์แบบครับ มันมี “นักแสดง” ที่มีเสน่ห์ (The Prestige), มันมี “กลลวง” ที่น่าทึ่ง (The Turn), และมันมี “บทสรุป” ที่ตราตรึงใจ (The Pledge)
มันอาจจะไม่ได้ “ฉลาด” ที่สุด… แต่มัน “สนุก” ที่สุดครับ มันอาจจะไม่ได้ “สมจริง” ที่สุด… แต่มัน “น่าตื่นตา” ที่สุดครับ มันอาจจะไม่ได้ “ลึกซึ้ง” ที่สุด… แต่มัน “สะกด” เราได้อยู่หมัดที่สุดครับ
เพราะในท้ายที่สุด, คำพูดที่ว่า “ยิ่งมองใกล้… ยิ่งไม่เห็นอะไร” มันไม่ได้หมายถึงแค่ “กล” บนเวที…
แต่มันหมายถึง “ตัวหนัง” ทั้งเรื่องนี่แหละครับ! movieseries