รีวิว อาชญากลปล้นโลก 3 9 ปีที่รอคอย หรือสิ้นสุดตำนานจตุรอาชา

อาชญากลปล้นโลก 3

โอ้โห! เอาเรื่องใหญ่เลยนะครับ “อาชญากลปล้นโลก 3” (Now You See Me 3)

นี่เป็นคำขอที่น่าตื่นเต้นมากครับ เพราะแฟรนไชส์นี้มันคือ “ความเท่” “ความฉลาด” และ “ความอลังการ” ของโลกมายากลที่เอามาผสมกับการปล้นระดับโลก แต่… แต่ครับ…

ผมต้องขอเบรกทุกคนที่กำลังตั้งตารออ่านรีวิวนี้ไว้ตรงนี้ก่อนเลยครับ…

ณ วินาทีนี้ (พฤศจิกายน 2025) “อาชญากลปล้นโลก 3” ยังไม่ได้เข้าฉายครับ!

ใช่ครับ คุณอ่านไม่ผิด หนังเรื่องนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา (Development) อย่างยาวนาน หลังจากภาค 2 (Now You See Me 2) ที่ทิ้งเชื้อไว้ให้เราอยากรู้ตั้งแต่ปี 2016 แฟนๆ ทั่วโลกรวมถึงผมนี่แหละ ก็นั่งรอกันเหงือกแห้งมาหลายปีดีดัก

ดังนั้น อาชญากลปล้นโลก 3การที่เราจะมารีวิว “เนื้อเรื่อง”, “ภาพ” หรือ “การแสดง” ของหนังที่ยังไม่แม้แต่จะถ่ายทำเสร็จ (หรืออาจจะยังไม่เริ่มถ่ายทำอย่างจริงจังด้วยซ้ำ) แบบเจาะลึก 2,000 คำ จึงเป็นเรื่อง “ที่เป็นไปไม่ได้” ในตอนนี้ครับ

แต่…

ไหนๆ คุณก็จุดประกายความอยากรู้และความตื่นเต้นเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ขึ้นมาแล้ว ในเมื่อเรา “รีวิว” ของที่ยังไม่มีไม่ได้ เรามาทำสิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นกันดีกว่าครับ

เรามา “วิเคราะห์” และ “คาดการณ์” กันแบบเจาะลึกสุดๆ โดยอิงจากสิ่งที่เกิดขึ้นใน 2 ภาคแรก และข่าวคราวล่าสุด (ที่มีน้อยนิด) ว่า “อาชญากลปล้นโลก 3” ที่กำลังจะมาถึง… มัน “ควร” จะเป็นยังไง? มัน “ต้อง” แบกรับความคาดหวังอะไรบ้าง? และถ้ามันออกมาจริงๆ มันจะสามารถสร้างความ “ว้าว” ให้เราได้อีกครั้งหรือไม่?

นี่คือ “บทวิเคราะห์เชิงคาดการณ์” (Speculative Analysis) ความยาว 2,000 คำ ที่เราจะมาคุยกันเหมือนเพื่อนคอหนังที่กำลังรอภาคต่อของหนังที่เรารักกันครับ

1. “เนื้อเรื่อง” (The Narrative) ภาระที่หนักอึ้งของ ‘องค์กรเนตรภาคี’ (The Eye)

ถ้าเราจะพูดถึง “อาชญากลปล้นโลก 3” สิ่งแรกที่คนดูคาดหวัง ไม่ใช่แค่การปล้น แต่คือ “การหักมุม” (The Twist) และ “ความฉลาด” ของบท

มรดกจากภาค 1 และ 2

  • ภาค 1 (2013) คือความสดใหม่ที่แท้จริง มันคือ ‘Ocean’s Eleven’ ในคราบนักมายากล หนังสร้างความตื่นตาตื่นใจด้วยการตั้งคำถามว่า “นี่คือมายากล? หรือนี่คืออาชญากรรม?” เสน่ห์ของมันคือการที่เรา (คนดู) ถูกหลอกไปพร้อมๆ กับ FBI การเฉลยตัวตนของ ดีแลน โรดส์ (มาร์ค รัฟฟาโล) ในตอนท้าย คือหมัดฮุกที่ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นที่จดจำ “ว้าว! โดนหลอกเต็มๆ!”
  • ภาค 2 (2016) ขยายสเกลความอลังการ แต่เสน่ห์ของ “ความสดใหม่” เริ่มจางลง ภาคนี้เน้นไปที่การแก้แค้นส่วนตัวของดีแลน, การเปิดโปงบริษัทเทคโนโลยี, และการแนะนำตัวละครใหม่ (ลูลา เมย์) จุดที่พีคที่สุดของภาคนี้ไม่ใช่การหักมุม แต่เป็น “ฉาก” (เช่น ฉากขโมยชิปที่เหมือนการเล่นกลไพ่ส่งต่อกัน) และการขยายปมของ “องค์กรเนตรภาคี” (The Eye) ที่ดูเหมือนจะอยู่เบื้องหลังทุกสิ่ง

โจทย์ใหญ่ของ “ภาค 3”

นี่คือส่วนที่ผมคิดว่า “ท้าทายที่สุด” สำหรับทีมผู้สร้างครับ เพราะมุก “หักมุมว่าคนนี้คือพวกเดียวกัน” มันถูกใช้ไปแล้ว มุก “หักมุมว่าคนนี้คือตัวร้าย” ก็ใช้ไปแล้ว

1. ความซ้ำซากของ “การปล้นเพื่อเปิดโปง” พล็อตหลักของ 2 ภาคแรกคือ “จตุรอาชาจะแสดงโชว์ใหญ่ เพื่อเปิดโปงคนเลว” ถ้าภาค 3 ยังคงใช้สูตรเดิมเป๊ะๆ เช่น “จตุรอาชาต้องไปปล้นมหาเศรษฐีชั่วร้ายคนที่สาม…” มันจะกลายเป็นความซ้ำซากทันที คนดูจะเดาทางได้ตั้งแต่ 10 นาทีแรก

สิ่งที่ภาค 3 “ต้อง” ทำ คือการ “ยกระดับ” เดิมพัน (Raise the Stakes) มันต้องไม่ใช่แค่การปล้นเพื่อเงิน หรือการปล้นเพื่อชื่อเสียงอีกต่อไป แต่มันต้องเกี่ยวกับ “แก่น” ของเรื่อง…

2. “องค์กรเนตรภาคี” (The Eye) ต้องถูกอธิบาย นี่คือจุดที่ผมและแฟนๆ ทั่วโลกคาใจที่สุด “The Eye” คือใคร? คืออะไร? มันคือองค์กรลับที่สืบทอดมายากลโบราณเพื่อปกป้องโลก? หรือมันคือกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์บางอย่าง?

ในภาค 2 เราได้เห็นว่า มอร์แกน ฟรีแมน (แทดเดียส แบรดลีย์) ก็เป็นส่วนหนึ่งของ The Eye และพ่อของดีแลนก็เช่นกัน นี่ไม่ใช่แค่กลุ่มโจร แต่คือ “องค์กร” ที่มีโครงสร้างชัดเจน

ภาค 3 “ต้อง” ตอบคำถามเหล่านี้ครับ

  • เป้าหมายสูงสุดของ The Eye คืออะไร? (แค่เปิดโปงคนเลวเหรอ? มันดูเล็กไปหน่อย)
  • ใครคือผู้นำสูงสุด? (หรือมันทำงานแบบไร้ศูนย์กลาง?)
  • ทำไม The Eye ถึงเลือกเหล่าอาชา? และเลือกไปเพื่ออะไรต่อ?

ถ้าภาค 3 ยังคงกั๊กเรื่อง The Eye ไว้เป็น “เบื้องหลัง” เท่ๆ แต่ไม่จับต้องได้อีก มันจะเป็นความล้มเหลวทางด้านบททันที

3. ศัตรูตัวฉกาจที่ “เหนือกว่า” อาร์เธอร์ เทรสเลอร์ (ไมเคิล เคน) หรือ วอลเตอร์ แมบรี (แดเนียล แรดคลิฟฟ์) พวกเขาเป็นมหาเศรษฐีที่ “เสียรู้” แต่ถ้ามองในแง่ของ “ความสามารถ” พวกเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อกับเหล่าอาชาในแง่ของ “สติปัญญา” หรือ “มายากล” เลย

ภาค 3 ต้องการ “คู่ปรับ” ที่แท้จริง อาจจะเป็น “อดีตสมาชิก The Eye” ที่แตกคอ? หรือ “องค์กรคู่ขนาน” ที่ใช้มายากลในทางที่มืดมิดกว่า? หรืออาจจะเป็น “รัฐบาล” ที่เริ่มมองว่า The Eye คือภัยคุกคามความมั่นคงระดับโลก?

เราต้องการตัวร้ายที่ทำให้เหล่าอาชารู้สึกว่า “งานนี้… ไม่หมู” ไม่ใช่แค่ใช้ความเหนือกว่าไปหลอกคนรวยเหมือน 2 ภาคที่ผ่านมา

สรุป (เนื้อเรื่องที่คาดหวัง) ผมไม่ต้องการเรื่องย่อที่ซับซ้อน แต่ผมต้องการ “เนื้อเรื่อง” ที่มี “มิติ” มากขึ้น เลิกเล่นกับ “การหักมุม” ผิวเผิน แต่หันมาเล่นกับ “อุดมการณ์” และ “ความลึกลับ” ของโลกมายากลที่หนังปูไว้ ถ้าทำได้… นี่จะเป็นการปิดไตรภาคที่สมบูรณ์แบบ แต่ถ้ายังย่ำอยู่ที่เดิม มันก็จะเป็นแค่หนังภาคต่อที่สนุก แต่… “ไม่น่าจดจำ” ครับ

2. “ภาพ” (The Visuals & Spectacle) เมื่อความอลังการคือมาตรฐานที่ต้องก้าวข้าม

ถ้าเนื้อเรื่องคือสมอง “ภาพ” ก็คือหัวใจของหนังชุดนี้ มันคือความ “Show Off” ที่ทำให้เราอ้าปากค้าง

มรดกจากภาค 1 และ 2

  • สไตล์ “Slick & Glossy” หนังทั้งสองภาคมีโทนภาพที่ชัดเจนมาก คือความ “มันเงา”, “ฉับไว”, “หรูหรา” ทุกอย่างดูแพง ดูทันสมัย คุมโทนสีได้ดี
  • CGI ที่เนียนไปกับมายากล จุดเด่นคือการใช้ CGI สร้าง “มายากลที่เป็นไปไม่ได้” (Impossible Magic) เช่น การเทเลพอร์ตเงินจากปารีสไปเวกัส, การหยุดเม็ดฝนกลางอากาศ, หรือการควบคุมไพ่ในฉากขโมยชิป
  • การตัดต่อที่รวดเร็ว (Fast Pacing) หนังไม่เคยปล่อยให้เราได้พักหายใจ มันขับเคลื่อนด้วยจังหวะที่เร่งเร้า ทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังดูโชว์มายากลที่ตื่นเต้นตลอดเวลา

โจทย์ใหญ่ของ “ภาค 3”

อาชญากลปล้นโลก 3 ข่าวดี (หรืออาจจะน่ากังวล?) คือ ภาค 3 ได้ผู้กำกับคนใหม่คือ รูเบน เฟลเชอร์ (Ruben Fleischer) ซึ่งเป็นที่รู้จักจาก ‘Zombieland’ และ ‘Venom’ สไตล์ของเขาแตกต่างจากผู้กำกับสองภาคแรก (หลุยส์ เลเทอร์เรียร์ และ จอน เอ็ม. ชู) อย่างชัดเจน

1. สไตล์ของ รูเบน เฟลเชอร์ จะเข้ากันไหม? เฟลเชอร์เก่งเรื่อง “แอ็คชั่น” ที่หนักหน่วงและ “อารมณ์ขัน” แบบกวนๆ (ดู Zombieland) และเก่งเรื่องการจัดการ CGI สเกลใหญ่ (ดู Venom)

คำถามคือ เขาจะสามารถคุมโทน “ความหรูหรา” (Elegance) และ “ความฉลาด” (Sophistication) ที่เป็นลายเซ็นของ NYSM ได้หรือไม่? หรือเขาจะเปลี่ยนให้มันกลายเป็นหนัง “แอ็คชั่น-ตลก” ที่เน้นความโครมครามมากขึ้น?

ผมคาดหวังว่าเขาจะนำ “ความสด” ใหม่ๆ เข้ามา โดยเฉพาะจังหวะการเล่าเรื่องที่อาจจะ “กวน” และ “คาดเดาไม่ได้” มากขึ้น แต่ขอร้องล่ะ… อย่าทิ้งความ “เท่” แบบเดิมไป

2. “โชว์” ที่ต้องใหญ่กว่าเดิม ภาค 1 โชว์ปล้นธนาคารข้ามทวีป, ภาค 2 โชว์หยุดฝนกลางอากาศ… ภาค 3 จะโชว์อะไร? ทำให้เครื่องบินหายไป? หรือย้ายตึกทั้งตึก?

ความท้าทายคือ “เพดานของความอลังการ” มันสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบจะกลายเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ไปแล้ว ภาค 3 ต้องหาจุดสมดุลระหว่าง “มายากลที่น่าทึ่ง” กับ “ความเหลือเชื่อจนหลุดโลก”

ผมไม่อยากเห็นพวกเขาปล่อยพลังจิต ผมอยากเห็น “กล” ที่ถูก “เฉลย” แล้วเราต้องร้องว่า “เฮ้ย! คิดได้ไงวะ!” เหมือนที่ภาค 1 ทำได้สำเร็จ

3. การถ่ายทำฉาก “กลลวง” (The Deception) เสน่ห์ของหนังชุดนี้คือการ “เล่นกับสายตาคนดู” หนังจงใจซ่อน “กุญแจ” ของกลไว้ในเฟรมภาพให้เรามองไม่เห็น หรือจงใจให้เรา “มองผิดจุด”

ผมคาดหวังว่างานภาพในภาค 3 จะยังคง “ฉลาด” ในการซ่อนและเปิดเผยข้อมูล มันต้องเป็นมากกว่าภาพสวยๆ ที่เอาไว้โชว์เทคนิค แต่ต้องเป็น “ส่วนหนึ่งของกล” ด้วย

สรุป (ภาพที่คาดหวัง) ผมต้องการความ “อลังการ” ที่ “สร้างสรรค์” ไม่ใช่แค่ “ใหญ่” ขึ้น ผมอยากเห็นสไตล์ของ รูเบน เฟลเชอร์ เข้ามาผสมผสานกับความหรูหราเดิมได้อย่างลงตัว และที่สำคัญที่สุด… ผมอยากเห็น “โชว์มายากล” ที่ทำให้ผมต้องกลับไปย้อนดูอีกรอบว่า “มันทำได้ยังไง?”

3. “การแสดง” (The Performances) เคมีของทีมที่ต้องกลับมา ‘คลิก’

สุดท้าย… ต่อให้บทจะฉลาดแค่ไหน ภาพจะสวยเพียงใด แต่ถ้า “คนเล่น” ไม่น่าเชื่อถือ หนังก็จบ นี่คือจุดที่ NYSM แข็งแกร่งมากมาตลอด

มรดกจากภาค 1 และ 2

  • เคมีของ 4 จตุรอาชา (The Four Horsemen) นี่คือหัวใจของเรื่อง
    • เจสซี ไอเซนเบิร์ก (แดเนียล แอตลาส) ความยโส, ฉลาด, และเป็นผู้นำกลายๆ (ที่ไม่มีใครอยากยอมรับ)
    • วู้ดดี้ ฮาร์เรลสัน (เมอร์ริตต์ แมคคินนีย์) ความเก๋า, กวน, และความสามารถในการอ่านใจที่เหมือนมีพลังจิต
    • เดฟ ฟรังโก (แจ็ค ไวล์เดอร์) น้องเล็ก, มือไว, เสน่ห์ของคนหนุ่มที่พยายามพิสูจน์ตัวเอง
    • (ภาค 1) อิซลา ฟิชเชอร์ (เฮนลีย์) / (ภาค 2) ลิซซี่ แคปแลน (ลูลา) ตัวละครหญิงที่เข้ามาเติมเต็มทีม (ส่วนตัวผมชอบ ลิซซี่ แคปแลน ในภาค 2 มาก เธอสร้างสีสันและความฮาแบบประหลาดๆ ได้ดี)
  • ตัวละครสมทบที่ “แบก” เรื่อง
    • มาร์ค รัฟฟาโล (ดีแลน โรดส์) การแสดงที่ยอดเยี่ยม จาก FBI ขี้โมโห สู่การเป็น “ผู้นำ” ที่แบกรับมรดกของพ่อ
    • มอร์แกน ฟรีแมน (แทดเดียส แบรดลีย์) เสียงที่น่าเกรงขาม และการแสดงที่ทำให้เราไม่แน่ใจว่าเขา “ดี” หรือ “ร้าย” กันแน่
    • ไมเคิล เคน (อาร์เธอร์ เทรสเลอร์) ตัวร้ายที่ดู “ผู้ดี” แต่ “แค้นฝังหุ่น”

โจทย์ใหญ่ของ “ภาค 3”

การแสดงไม่ใช่เรื่องน่าห่วงในแง่ของ “ฝีมือ” เพราะนักแสดงชุดนี้คือ “ของจริง” ทั้งหมด แต่ความท้าทายอยู่ที่ “การพัฒนาตัวละคร” (Character Development) หลังจากเวลาผ่านไปนานขนาดนี้

1. 4 จตุรอาชา จะกลับมาครบไหม? และจะพัฒนาไปทางไหน? นี่คือคำถามใหญ่ ข่าวลือบอกว่า เจสซี, วู้ดดี้, เดฟ จะกลับมา แต่คำถามคือ “อาชาหญิง” จะเป็นใคร? อิซลา ฟิชเชอร์ จะกลับมาตามบทดั้งเดิม? หรือ ลิซซี่ แคปแลน ที่คนดูรักไปแล้ว จะกลับมาสานต่อ?

ไม่ว่าใครจะกลับมา… พวกเขา “ต้อง” โตขึ้น เราไม่อยากเห็น แอตลาส ยโสแบบเดิมๆ หรือ แจ็ค เป็นน้องเล็กแบบเดิมๆ อีกแล้ว พวกเขาผ่านโลกมามากพอที่จะ “นิ่ง” ขึ้น, “ฉลาด” ขึ้น และ “มีเป้าหมาย” ที่ชัดเจนขึ้น

2. บทบาทของ ดีแลน โรดส์ (มาร์ค รัฟฟาโล) ในภาค 2 เขาคือ “ผู้นำ” ของ The Eye อย่างเต็มตัว ภาค 3 คือเวทีของเขาที่จะฉายแสง เขาต้องเลิกเป็นคนที่ “หนี” อดีต แต่ต้องเป็นคนที่ “ควบคุม” องค์กร เราอยากเห็น มาร์ค รัฟฟาโล ในโหมด “ผู้บงการ” ที่สุขุมลุ่มลึก ไม่ใช่แค่คนที่ตื่นตระหนกเหมือนภาคก่อนๆ

3. การกลับมาของ แทดเดียส (มอร์แกน ฟรีแมน) การเฉลยว่าเขาคือส่วนหนึ่งของ The Eye เป็นเรื่องที่ดี แต่ภาค 3 ต้องใช้ประโยชน์จากเขามากกว่านี้ เขาควรจะเป็น “ที่ปรึกษา” (Mentor) หรือเป็น “ผู้นำ” อีกสายหนึ่งของ The Eye ที่มีความคิดเห็นขัดแย้งกับดีแลน? การปะทะกันทางความคิดระหว่าง รัฟฟาโล กับ ฟรีแมน คือสิ่งที่ผมอยากเห็นมากที่สุด

4. ตัวร้ายใหม่… ต้อง “ข่ม” ให้มิด อาชญากลปล้นโลก 3 ดังที่กล่าว ไปในส่วนของเนื้อเรื่อง ภาค 3 ต้องการตัวร้ายที่ “มีบารมี” พอที่จะสู้กับทีมนักแสดงชุดนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงคนใหม่ที่เข้ามา หรือการ “พลิกบทบาท” ของตัวละครเก่า (ซึ่งผมไม่อยากให้เกิดขึ้นเท่าไหร่)

อาชญากลปล้นโลก 3

สรุป (การแสดงที่คาดหวัง) ผมคาดหวังเคมีของทีมที่ “อัปเกรด” ขึ้น ไม่ใช่แค่การต่อปากต่อคำไปวันๆ แต่คือ “ความเชื่อใจ” และ “การทำงานเป็นทีม” ที่ลึกซึ้งขึ้น ผมอยากเห็นการแสดงที่โชว์ “พัฒนาการ” ของตัวละครที่โตขึ้นตามกาลเวลาที่ผ่านไปในโลกแห่งความเป็นจริง และอยากเห็น “ผู้นำ” ที่ชื่อ ดีแลน โรดส์ เฉิดฉายอย่างเต็มภาคภูมิครับ

บทสรุปส่งท้าย (ก่อนที่ของจริงจะมา)

การรอคอย “อาชญากลปล้นโลก 3” มันช่างยาวนานเหลือเกินครับ การที่หนังทิ้งช่วงไปนานขนาดนี้ (เกือบ 10 ปีนับจากภาค 2) มันเป็นทั้ง “ข้อดี” และ “ข้อเสีย”

  • ข้อดี มันทำให้คนดู “คิดถึง” และสร้าง “ความคาดหวัง” ระดับสูง
  • ข้อเสีย โลกของภาพยนตร์เปลี่ยนไปมาก รสนิยมคนดูเปลี่ยนไป ความ “ว้าว” ในวันนั้น อาจกลายเป็น “ความธรรมดา” ในวันนี้

“อาชญากลปล้นโลก 3” ไม่สามารถกลับมาเป็นแค่ “หนังภาคต่อ” ที่สนุกๆ ได้อีกแล้ว แต่มันต้องกลับมาในฐานะ “บทสรุป” ที่คู่ควรกับสิ่งที่ 2 ภาคแรกได้ปูทางไว้ มันต้องตอบคำถามสำคัญ, ยกระดับสเกลของโชว์, และมอบเคมีของนักแสดงที่เรารักให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง

ผมไม่สามารถให้ “รีวิว” คุณในวันนี้ได้… แต่ผมบอกได้เลยว่า ทันทีที่หนังเรื่องนี้ประกาศวันฉายและปล่อยตัวอย่างแรกออกมา… โลกโซเชียลจะต้องลุกเป็นไฟอย่างแน่นอนครับ

หวังว่า “บทวิเคราะห์เชิงคาดการณ์” ที่ยาวเหยียดนี้ จะช่วยบรรเทาความคิดถึงและตอบสนองความอยากรู้ของคุณที่มีต่อ “อาชญากลปล้นโลก 3” ได้ไม่มากก็น้อยนะครับ!

เมื่อไหร่ที่หนังเข้าฉายจริง… กลับมาคุยกันอีกครั้งครับ! ผมสัญญาว่าจะจัดรีวิวฉบับเต็ม “ของจริง” ให้แน่นอน! movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *