ภาพยนตร์แอ็กชันทริลเลอร์สุดระห่ำจาก Netflix ที่นำแสดงโดย Tom Hardy และกำกับโดย Gareth Evans (ผู้กำกับจาก The Raid ที่ขึ้นชื่อเรื่องคิวบู๊ดุดัน) ต่อไปนี้คือรีวิวและเรื่องย่อครับ
ข้อมูลภาพยนตร์
- ชื่อเรื่อง Havoc (ฝ่าหายนะครองเมือง)
- แนว แอ็กชัน / ทริลเลอร์ / อาชญากรรม
- ผู้กำกับ Gareth Evans
- นักแสดงนำ Tom Hardy, Forest Whitaker, Timothy Olyphant, Jessie Mei Li

เรื่องย่อ (Synopsis)
เรื่องราวของ วอล์คเกอร์ (รับบทโดย Tom Hardy) นักสืบตำรวจฝีมือดีที่ได้รับภารกิจด่วนหลังจากปฏิบัติการจับกุมยาเสพติดล้มเหลว เขาต้องบุกเข้าไปในโลกใต้ดินของอาชญากรเพื่อช่วยเหลือลูกชายของนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลที่หายตัวไป
ในระหว่างภารกิจกู้ภัย วอล์คเกอร์ต้องฝ่าดงกระสุนและแก๊งมาเฟียสุดโหด แต่ยิ่งเขาลึกลงไปในโลกมืด เขากลับพบความจริงที่น่าตกใจว่าคดีนี้ไม่ได้เป็นแค่การลักพาตัวธรรมดา แต่พัวพันกับเครือข่ายคอร์รัปชันขนาดใหญ่ที่โยงใยไปถึงระดับสูงสุดของเมือง เขาจึงต้องต่อสู้ไม่เพียงเพื่อช่วยตัวประกัน แต่เพื่อเปิดโปงความเน่าเฟะที่กัดกินเมืองนี้อยู่
รีวิว (Review)
จุดเด่น
- ฉากแอ็กชันระดับ “The Raid” ใครที่เป็นแฟนหนัง The Raid (ฉะ! ทะลุตึกนรก) จะไม่ผิดหวัง เพราะ Gareth Evans ยังคงลายเซ็นความดิบ เถื่อน และสมจริง การต่อสู้ระยะประชิด (Close-quarters combat) ทำออกมาได้ดุดันและเจ็บจริง
- การแสดงของ Tom Hardy ทอม ฮาร์ดี้ แบกหนังได้สบายๆ ด้วยบุคลิกที่ดูเก๋า ดิบ และมีความซับซ้อนทางอารมณ์ ทำให้ตัวละครนักสืบวอล์คเกอร์ดูมีมิติ ไม่ใช่แค่คนบ้าพลังไล่ฆ่าคนร้าย
- จังหวะหนัง (Pacing) หนังเดินเรื่องไว กระชับ ตื่นเต้นแทบตลอดเวลา แทบไม่มีช่วงน่าเบื่อ
- บรรยากาศ โทนหนังมีความมืดหม่น (Gritty) สะท้อนความเสื่อมโทรมของเมืองและระบบยุติธรรมได้ดี
จุดสังเกต
- พล็อตเรื่อง เนื้อเรื่องอาจจะไม่ได้แปลกใหม่มากนัก เป็นพล็อตสไตล์ “ตำรวจตงฉินบุกรังโจร” ที่เราเห็นได้บ่อยในหนังยุค 80-90s แต่ถูกยกระดับด้วยงานสร้างและคิวบู๊สมัยใหม่
- ความรุนแรง เนื่องจากเป็นหนังของผู้กำกับสายโหด ฉากการต่อสู้จึงมีเลือดสาดและความรุนแรงสูง อาจไม่เหมาะกับผู้ชมที่ขวัญอ่อน
สรุป หากคุณกำลังมองหาหนังแอ็กชันที่ “มันส์” “ดิบ” และ “ถึงใจ” Havoc (ฝ่าหายนะครองเมือง) เป็นตัวเลือกที่ไม่ควรพลาด เป็นหนังที่ทำมาเพื่อคอหนังบู๊โดยเฉพาะ
วิจารณ์เดือด Havoc (ฝ่าหายนะครองเมือง) – เมื่อนรกไม่ได้อยู่ใต้ดิน แต่อยู่บนคอนกรีต

ถ้าคุณถามว่า “หนังแอ็กชันที่ดีที่สุดคืออะไร?” คำตอบอาจจะแตกต่างกันไปตามยุคสมัย แต่ถ้าถามว่า “หนังแอ็กชันที่ ‘เจ็บ’ ที่สุดคืออะไร?” ชื่อของ Gareth Evans (จาก The Raid) จะต้องลอยเข้ามาในหัวทันที และเมื่อผู้กำกับที่บ้าคลั่งเรื่องคิวบู๊ที่สุดในโลก มาเจอกับนักแสดงที่ทุ่มเทร่างกายให้กับการแสดงที่สุดในโลกอย่าง Tom Hardy ผลลัพธ์ที่ได้คือ Havoc หนังที่ไม่ใช่แค่การดูคนต่อยกัน แต่มันคือประสบการณ์ที่ทำให้คนดูรู้สึก “จุก” และ “เหนื่อย” ไปพร้อมกับตัวละคร
นี่ไม่ใช่หนังแอ็กชันดาดๆ ที่พระเอกเก่งเวอร์วัง แต่มันคืองานศิลปะแห่งความรุนแรงที่ถูกฉาบด้วยความมืดหม่นของจิตใจมนุษย์ วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่า ทำไม Havoc ถึงเป็นมากกว่าหนังบู๊ล้างผลาญ แต่มันคือการสำรวจความเน่าเฟะของระบบผ่านลูกกระสุนและกำปั้น
1. บทภาพยนตร์และการเล่าเรื่อง ความเรียบง่ายที่ซ่อนเขี้ยวเล็บ (Narrative & Storytelling)
หลายคนอาจจะปรามาสว่าหนังของ Gareth Evans มักจะมีพล็อตเรื่องที่เบาหวิว เหมือนกระดาษทิชชู่ที่รองรับฉากบู๊หนักๆ แต่ใน Havoc ผมกลับมองเห็นความต่างออกไป แม้หน้าหนังมันจะดูเหมือนสูตรสำเร็จ “ตำรวจตงฉิน งานผิดพลาด ต้องไปช่วยลูกคนใหญ่คนโต” แต่สิ่งที่ Havoc ทำได้เหนือชั้นคือ “วิธีการเล่า” (Execution)
ความกดดันแบบ Real-time หนังเลือกที่จะเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ (แทบจะ One Night Story) ซึ่งเป็นลายเซ็นที่ Evans ถนัด การบีบอัดเวลาทำให้ทุกวินาทีในหนังมีความหมาย ไม่มีฉากไหนที่ใส่มาเพื่อถ่วงเวลา ความรู้สึกของคนดูจึงเหมือนถูกมัดติดกับเก้าอี้แล้วปล่อยลงไปในรางรถไฟเหาะที่ไม่มีเบรก เราไม่ได้ดูหนังเพื่อจะรู้ว่า “ตอนจบเป็นยังไง” (เพราะเราเดาได้อยู่แล้วว่าพระเอกน่าจะรอด) แต่เราดูเพื่อจะรู้ว่า “ระหว่างทางมันฉิบหายวายปวดยังไงบ้าง”
การสำรวจโลกสีเทา (Moral Ambiguity) ตัวละคร ‘วอล์คเกอร์’ ของทอม ฮาร์ดี้ ไม่ใช่ฮีโร่ผ้าขาวม้าแดง เขาคือผลผลิตของระบบที่พังทลาย บทหนังไม่ได้พยายามยัดเยียดความดีงามให้เขา แต่ทำให้เราเห็นว่าเขาคือ “หมาล่าเนื้อ” ที่เหนื่อยล้า หนังพาเราไปสำรวจโครงสร้างอำนาจของเมือง ตั้งแต่มาเฟียข้างถนน ยันนักการเมืองใส่สูทหรู บทหนังเชื่อมโยงจุดเหล่านี้ได้อย่างน่าสนใจ มันสะท้อนให้เห็นว่า อาชญากรรมไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคนเลวไม่กี่คน แต่มันเกิดขึ้นเพราะระบบเอื้อให้มันเกิด การเดินทางของวอล์คเกอร์จึงไม่ใช่แค่การกู้ภัย แต่เป็นการแหวกว่ายผ่านกองขยะเพื่อหาความถูกต้องเพียงน้อยนิดที่ยังหลงเหลืออยู่
สิ่งที่น่าชื่นชมคือ บทหนังกล้าที่จะ “เงียบ” ในจังหวะที่ควรเงียบ มันไม่ได้ยัดเยียดไดอะล็อกเท่ๆ หรือคำคมสอนใจแบบหนังฮอลลีวูดทั่วไป แต่มันปล่อยให้สถานการณ์และความตึงเครียดทำหน้าที่เล่าเรื่อง นี่คือความฉลาดของการเขียนบทที่รู้ว่า “Action Speaks Louder Than Words” ของจริงเป็นยังไง
2. งานภาพและสุนทรียะแห่งความรุนแรง (Cinematography & Visuals)
ถ้างานภาพของ John Wick คือการเต้นรำบัลเลต์ที่สวยงาม งานภาพของ Havoc ก็คือ “มวยวัดในกรงเหล็ก” ที่ดิบ เถื่อน และสกปรก (ในทางศิลปะ)
มุมกล้องที่มีชีวิต (Kinetic Camera) Gareth Evans ขึ้นชื่อเรื่องการใช้กล้องที่เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ ใน Havoc งานภาพไม่ได้ทำหน้าที่แค่ “บันทึกเหตุการณ์” แต่กล้องทำตัวเหมือน “ผู้สังเกตการณ์ที่ตื่นตระหนก” กล้องสั่นไหวไปตามแรงกระแทก เหวี่ยงไปตามทิศทางของหมัด และบางครั้งก็ถูกเหวี่ยงจนภาพเบลอ สิ่งนี้สร้างความรู้สึกสมจริง (Immersive) อย่างรุนแรง คนดูจะรู้สึกเหมือนยืนอยู่กลางวงล้อมกระสุน ไม่ใช่แค่นั่งดูผ่านหน้าจอ
การจัดแสงและโทนสี (Lighting & Atmosphere) หนังใช้โทนสีที่สะท้อนความสิ้นหวัง เมืองในหนังเรื่องนี้ดูเปียกชื้น หนาวเหน็บ และสกปรกตลอดเวลา แสงไฟนีออนที่สะท้อนบนพื้นถนนเปียกๆ ไม่ได้ดูสวยงามแบบ Cyberpunk แต่มันดูเหงาและอันตราย แสงเงา (Chiaroscuro) ถูกใช้เพื่อแบ่งแยกตัวละครออกจากความมืด แต่น่าตลกที่ยิ่งหนังดำเนินไป ตัวพระเอกของเรากลับกลืนหายเข้าไปในเงามืดมากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับสัญลักษณ์ว่าเขากำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่เขาเกลียด

การออกแบบฉากแอ็กชัน (Choreography) ต้องขยายความตรงนี้เยอะหน่อย เพราะนี่คือหัวใจหลัก ฉากต่อสู้ใน Havoc ไม่ใช่การโชว์ท่าสวยๆ แต่มันคือ “Survival Combat” ทุกการออกหมัด ทุกการใช้มีด หรือแม้แต่การหยิบของใกล้มือมาฟาด มันดูเงอะงะ ล้มลุกคลุกคลาน แต่มัน “เจ็บจริง” เราเห็นเลือดที่ไหลออกมาแบบไม่ประดิษฐ์ เห็นความเหนื่อยหอบของตัวละครที่สู้จนหมดแรง งานภาพจับจ้องไปที่ “ความเจ็บปวด” (Pain) พอๆ กับ “ชัยชนะ” (Victory) ซึ่งหาได้ยากในหนังแอ็กชันสมัยใหม่ที่ตัวเอกมักจะเก่งเกินมนุษย์
3. การแสดง เมื่อร่างกายคือบทพูด (Acting & Performance)
Tom Hardy ในบท Walker ต้องยอมรับว่า Tom Hardy คือสัตว์ประหลาดทางการแสดง (ในทางที่ดีที่สุด) เขาเป็นนักแสดงที่ไม่จำเป็นต้องพูดเยอะ แต่สามารถสื่อสารอารมณ์ผ่าน “ดวงตา” และ “เสียงคำราม” (Grunting) ได้อย่างน่าทึ่ง
ใน Havoc ฮาร์ดี้ไม่ได้เล่นเป็นแอ็กชันฮีโร่มาดเท่ แต่เขาเล่นเป็นคนที่ “พังทลาย” (Broken Man) เราสัมผัสได้ถึงน้ำหนักของความผิดหวังที่เขากดทับไว้บนบ่า การเคลื่อนไหวของเขาไม่ได้ดูพริ้วไหวเหมือนนินจา แต่ดูหนักแน่น ดุดัน และเต็มไปด้วยแรงแค้น ฮาร์ดี้ทำให้เราเชื่อว่า คนคนนี้เจ็บเป็น เหนื่อยเป็น และพร้อมจะตายได้ทุกเมื่อ แต่เขายังยืนหยัดสู้เพราะมันคือสิ่งเดียวที่เขาทำเป็น
ฉากที่น่าจดจำไม่ใช่ฉากที่เขาฆ่าคนได้เยอะที่สุด แต่เป็นฉากที่เขานั่งพักหายใจ ล้างเลือดออกจากหน้า และมองกระจกด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ช่วงเวลานั้นฮาร์ดี้ถ่ายทอดความซับซ้อนของตัวละครออกมาได้ขนลุก มันคือการแสดงที่ทำให้หนังแอ็กชันเรื่องนี้มี “จิตวิญญาณ”
Forest Whitaker และทีมนักแสดงสมทบ การมี Forest Whitaker เข้ามาในหนังเรื่องนี้ ช่วยยกระดับให้หนังดูแพงขึ้นทันที วิทเทกเกอร์นำความสุขุม นุ่มลึก และน่าเกรงขามมาสู่จอ เขาคือขั้วตรงข้ามของฮาร์ดี้ ถ้าฮาร์ดี้คือพายุที่บ้าคลั่ง วิทเทกเกอร์คือกำแพงหินที่ตั้งตระหง่าน การปะทะกันทางอารมณ์ของสองคนนี้ (แม้จะไม่ได้ต่อยกันตรงๆ) สร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับหนัง นอกจากนี้ Timothy Olyphant และ Jessie Mei Li ก็ทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยมในการเป็นฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนเรื่องราว ทำให้โลกของ Havoc ดูมีประชากรที่มีชีวิตจริงๆ ไม่ใช่แค่ตัวประกอบที่รอโดนยิง
4. ประเด็นแฝง ทำไมเราถึงชอบดูความพินาศ? (Subtext)
ภายใต้ฉากยิงกันสนั่นเมือง Havoc ตั้งคำถามที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “ความยุติธรรม” (Justice) ในโลกความเป็นจริง หนังไม่ได้พยายามบอกว่า “ธรรมะชนะอธรรม” แบบตรงไปตรงมา แต่มันตั้งคำถามว่า “ราคาที่ต้องจ่ายเพื่อความถูกต้อง… มันคุ้มไหม?”
วอล์คเกอร์ต้องสูญเสียความเป็นมนุษย์ไปทีละน้อยในทุกๆ ก้าวที่เขาบุกเข้าไปในดงโจร หนังสะท้อนให้เห็นว่าในสงครามระหว่างกฎหมายกับอาชญากรรม คนที่รับกรรมมักจะเป็น “คนหน้างาน” เสมอ ส่วนคนสั่งการมักจะนั่งจิบไวน์อยู่บนตึกสูง ภาพของความรุนแรงในหนังจึงไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่มันคือการ “ประท้วง” ต่อความไม่เป็นธรรมของโครงสร้างสังคม

บทสรุป Masterpiece ของหนังแอ็กชันดิบเถื่อน
Havoc (ฝ่าหายนะครองเมือง) ไม่ใช่หนังสำหรับทุกคน ถ้าคุณชอบหนังฮีโร่ที่ภาพสวยสะอาดตา พระเอกยิงปืนแม่นเหมือนจับวาง และจบแบบ Happy Ending เรื่องนี้อาจจะไม่ตอบโจทย์ แต่ถ้าคุณโหยหาหนังแอ็กชันที่ให้ความรู้สึก “จริง” จนน่ากลัว หนังที่ทำให้หัวใจคุณเต้นแรงจนเหนื่อย และหนังที่มีการแสดงระดับออสการ์ซ่อนอยู่ในคราบเลือด… นี่คือหนังที่คุณต้องดู
Gareth Evans พิสูจน์อีกครั้งว่าเขาคือเบอร์หนึ่งของวงการแอ็กชันสมัยใหม่ และ Tom Hardy ก็พิสูจน์ว่าเขาคือนักแสดงที่ทุ่มเทที่สุดในรุ่นของเขา
จุดเด่นที่ต้องคารวะ
- การออกแบบคิวบู๊ที่ดุดัน สมจริง และสร้างสรรค์
- งานภาพ (Cinematography) ที่สวยงามในความสกปรก
- การแสดงของ Tom Hardy ที่แบกหนังทั้งเรื่องไว้บนบ่าได้อย่างมั่นคง
จุดที่อาจจะขัดใจบางคน
- เนื้อเรื่องไม่ได้ซับซ้อนซ่อนเงื่อนจนต้องเดา (เพราะเน้นการนำเสนอ)
- ความรุนแรงระดับเรต R ที่อาจจะมากเกินไปสำหรับคนขวัญอ่อน
โดยรวมแล้ว นี่คือ 2 ชั่วโมงที่คุ้มค่าทุกนาที เป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะการต่อสู้และการเล่าเรื่องแบบภาพยนตร์ฟิล์มนัวร์ (Film Noir) ได้อย่างลงตัว Havoc คือหลักฐานที่บอกว่า หนังแอ็กชันที่ดี ไม่จำเป็นต้องระเบิดภูเขาเผากระท่อม แต่ต้อง “ระเบิดอารมณ์” คนดูให้ได้… และหนังเรื่องนี้ทำสำเร็จอย่างงดงามครับ
สำหรับภาพยนตร์เรื่อง “Havoc” (ฝ่าหายนะครองเมือง) นอกจากชื่อชั้นของผู้กำกับ Gareth Evans แล้ว สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้น่าดูมากๆ คือ “ทีมนักแสดง” ที่เป็นการโคจรมาเจอกันของสายบู๊ดุดัน สายดราม่ารางวัลออสการ์ และดาวรุ่งพุ่งแรง นี่คือประวัติย่อและผลงานเด่นของนักแสดงหลักครับ
1. Tom Hardy (ทอม ฮาร์ดี้)
รับบท Walker (วอล์คเกอร์) – นักสืบสายลุยที่ต้องผ่าดงนรกเพื่อทำภารกิจ
- ประวัติย่อ นักแสดงชาวอังกฤษที่เป็นนิยามของคำว่า “ทุ่มเท” ฮาร์ดี้ขึ้นชื่อเรื่องการเปลี่ยนแปลงรูปร่างและบุคลิกให้เข้ากับบทบาท (Method Acting) ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มน้ำหนักจนล่ำบึ้ก หรือการลดหุ่นจนผอมโซ เขามีสเน่ห์แบบดิบเถื่อนและมักได้รับบทชายฉกรรจ์ที่มีปมในใจ หรือพูดน้อยแต่ต่อยหนัก
- ทำไมถึงเหมาะกับเรื่องนี้ สไตล์การแสดงของฮาร์ดี้เข้ากันได้ดีที่สุดกับผู้กำกับ Gareth Evans ที่เน้นความเจ็บจริง ฮาร์ดี้สามารถถ่ายทอดความเหนื่อยล้าและความบ้าคลั่งผ่านทางสายตาได้โดยไม่ต้องพูดเยอะ
- ผลงานเด่น
- Mad Max Fury Road (รับบท แม็กซ์ ร็อกคาแทนสกี)
- The Dark Knight Rises (รับบท เบน ตัวร้ายสุดโหด)
- Venom (รับบท เอ็ดดี้ บร็อค)
- The Revenant (รับบท จอห์น ฟิตซ์เจรัลด์ – เข้าชิงออสการ์สมทบชาย)
- Inception (รับบท อีมส์)
2. Forest Whitaker (ฟอเรสต์ วิทเทกเกอร์)
รับบท (ยังไม่เปิดเผยชื่อตัวละครทางการ แต่มักเป็นผู้มีอิทธิพลหรือขั้วอำนาจ)
- ประวัติย่อ นักแสดงรุ่นใหญ่ระดับตำนาน ดีกรีรางวัลออสการ์ วิทเทกเกอร์มีความสามารถพิเศษในการเล่นบทที่ดู “นิ่งสงบแต่ทรงพลัง” หรือบทที่มีความขัดแย้งในตัวเองสูง เขาสามารถทำให้คนดูรู้สึกเกรงขามได้เพียงแค่ยืนเฉยๆ หรือใช้สายตาที่ยากจะคาดเดา
- บทบาทในหนัง การมีวิทเทกเกอร์ในเรื่อง ช่วยเพิ่มน้ำหนักด้านดราม่าและความเข้มข้น เชือดเฉือนอารมณ์กับความบ้าระห่ำของทอม ฮาร์ดี้ได้เป็นอย่างดี
- ผลงานเด่น
- The Last King of Scotland (รับบท อิดี อามิน – คว้าออสการ์นำชายยอดเยี่ยม)
- Black Panther (รับบท ซูรี)
- Rogue One A Star Wars Story (รับบท ซอว์ เกอร์เรรา)
- Godfather of Harlem (ซีรีส์เจ้าพ่อสุดเข้มข้น)
3. Timothy Olyphant (ทิโมธี โอลิแฟนท์)
รับบท (ตัวละครสำคัญที่อาจเป็นคู่ปรับหรือผู้เกี่ยวข้องกับวอล์คเกอร์)
- ประวัติย่อ นักแสดงมาดเท่ที่มีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เป็นเอกลักษณ์ โอลิแฟนท์มักจะได้รับบทเจ้าหน้าที่กฎหมายที่มีสไตล์เฉพาะตัว หรือวายร้ายที่มีเสน่ห์ดึงดูด เขาเก่งมากในการเล่นบทที่ดูผ่อนคลายแต่แฝงอันตราย
- สไตล์การแสดง เขามักจะเป็นตัวขโมยซีน (Scene Stealer) ด้วยบุคลิกที่กวนนิดๆ แต่เก่งจริง ซึ่งจะมาช่วยตัดรสชาติความเครียดของหนังให้มีสีสันมากขึ้น
- ผลงานเด่น
- Hitman (รับบท Agent 47)
- Die Hard 4.0 (รับบท ตัวร้ายหลัก)
- Justified (ซีรีส์ดัง รับบท นายอำเภอ เรย์แลน กิฟเวนส์)
- The Mandalorian (รับบท คอบบ์ แวนธ์)
4. Jessie Mei Li (เจสซี เมย์ ลี)
รับบท Ellie (เอลลี่) – กุญแจสำคัญของภารกิจกู้ภัย
- ประวัติย่อ นักแสดงสาวดาวรุ่งลูกครึ่งอังกฤษ-จีน ที่แจ้งเกิดเต็มตัวจากซีรีส์แฟนตาซีฟอร์มยักษ์ เธอมีการแสดงที่ดูเป็นธรรมชาติและเปราะบางแต่เข้มแข็ง ซึ่งเหมาะมากกับบทตัวประกันหรือพยานปากเอกที่ต้องหนีตายไปพร้อมกับพระเอก
- บทบาทในหนัง เธอจะเป็นศูนย์กลางของเรื่องราวที่วอล์คเกอร์ต้องปกป้อง และน่าจะมีบทบาทสำคัญในการเปิดเผยปมปริศนาของเรื่อง
- ผลงานเด่น
- Shadow and Bone (ซีรีส์ Netflix รับบท อาลินา สตาร์คอฟ)
- Last Night in Soho (รับบท ลาร่า)
นักแสดงสมทบที่น่าสนใจ
- Luis Guzmán (ลูอิส กุซแมน) ดารารุ่นเก๋าหน้าคุ้นที่มักเล่นบทลูกน้องมาเฟียหรือตำรวจขี้ฉ้อ (ผลงาน Wednesday, Narcos)
- Yeo Yann Yann (เหยา ยาน ยาน) นักแสดงยอดฝีมือชาวมาเลเซีย เจ้าของรางวัลม้าทองคำ (Golden Horse Awards) ที่มาร่วมสร้างสีสันในระดับนานาชาติ
- Justin Cornwell นักแสดงหนุ่มจาก The Umbrella Academy
สรุปภาพรวมนักแสดง ทีมนักแสดงชุดนี้เป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่าง “ความบ้าพลัง” (Hardy), “ความน่าเกรงขาม” (Whitaker), “ความเท่” (Olyphant) และ “ความสดใหม่” (Mei Li) ซึ่งการันตีได้เลยว่าใน Havoc เราจะไม่ได้เห็นแค่ฉากบู๊ แต่จะได้เห็นการปะทะฝีมือการแสดงที่ดุเดือดไม่แพ้กันครับ movieseries