เรื่องย่อและข้อมูลที่น่าสนใจของภาพยนตร์ “หอแต๋วแตก แหกหลีหู” (ภาค 11) ซึ่งกำลังเป็นกระแสและมีกำหนดฉายในช่วงสิ้นปี 2025 นี้ครับ

หอแต๋วแตก แหกหลีหู (2025) การกลับมาของ “ตัวมารดา” ในจักรวาลจีนฟอร์มยักษ์ (แบบหยอกๆ)
ประเภท ตลก / สยองขวัญ / แฟนตาซี ผู้กำกับ พชร์ อานนท์ กำหนดฉาย 25 ธันวาคม 2025 (ต้อนรับคริสต์มาสและปีใหม่)
เรื่องย่อ (Synopsis)
หลังจากผ่านร้อนผ่านหนาว ปราบผี และแหกทุกกฎเกณฑ์มานับทศวรรษ “หอแต๋วแตก แหกหลีหู” (ภาค 11) กลับมาสานต่อตำนานจักรวาลหอแต๋วแตกที่ไม่มีวันตาย โดยในภาคนี้ เจ๊แต๋ว (จาตุรงค์ มกจ๊ก) และชาวแก๊งหอพัก ไม่ได้อยู่แค่ในหอพักธรรมดาอีกต่อไป แต่เรื่องราวจะพาพวกเธอก้าวเข้าสู่ความเวิ่นเว้อระดับอินเตอร์ในธีม “จีนกำลังภายใน”
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ประหลาดที่ทำให้เจ๊แต๋วและเดอะแก๊งต้องเข้าไปพัวพันกับดินแดนลึกลับที่มีชื่อว่า “หลีหู” (เป็นการล้อเลียนชื่อเมืองท่องเที่ยวจีนชื่อดัง) สถานที่ที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมจีนโบราณแบบ “เสิ่นเจิ้น” (ก๊อปเกรดเอ) ผสมผสานกับความสยองขวัญสไตล์ไทยๆ
งานนี้ ผีแพนเค้ก (โก๊ะตี๋ อารามบอย) กลับมาในร่างใหม่ ไฉไลกว่าเดิมในชื่อ “เจินเค้ก” (ล้อเลียนซีรีส์จีน) พร้อมกับภารกิจกู้ชาติ (หรือกู้หน้า?) ที่ต้องประชันฝีปากและอิทธิฤทธิ์กับวิญญาณร้ายในชุดจีนโบราณ ท่ามกลางสถานการณ์ที่เดาทางไม่ได้ ทั้งการแย่งชิงบัลลังก์วังหลวงแบบ “เกรด B” และการตามกระแสโซเชียลแบบเรียลไทม์ที่พชร์ อานนท์ ใส่เข้ามาแบบวินาทีสุดท้ายก่อนหนังฉาย
ความวุ่นวายจึงบังเกิด เมื่อจักรวาลหนังจีนกำลังภายในต้องมาปะทะกับกะเทยไทยปากแจ๋ว ความฮา ความหลอน และความ “อีหยังวะ” จึงมารวมตัวกันที่นี่ เพื่อไขปริศนาว่า “หลีหู” คืออะไร และพวกเธอจะเอาชีวิตรอดกลับมาได้หรือไม่?
ความน่าสนใจของภาคนี้ (Highlights)
- ธีมจีนย้อนยุค (Chinese Wuxia Parody) ถือเป็นการฉีกแนวจากหอพักเดิมๆ มาเล่นใหญ่ในธีมชุดจีน อลังการงานสร้าง (แบบพชร์ อานนท์) ซึ่งรับประกันว่าคอสตูมของเจ๊แต๋วและแพนเค้กจะจัดเต็มจนล้นจอแน่นอน
- รวมดาวตัวตึงโซเชียล 2025 ตามสไตล์หนังหอแต๋วแตก ที่ต้องมีการรวบรวมเหตุการณ์ดังๆ ในปีนั้นมาล้อเลียน ไม่ว่าจะเป็นข่าวดัง ดราม่าใน TikTok หรือวลีฮิตประจำปี 2025 จะถูกยัดเข้ามาในหนังเรื่องนี้เพื่อให้ทันเหตุการณ์ที่สุด
- นักแสดงชุดเดิม + เสริมทัพใหม่ การกลับมาของตัวหลักอย่าง จาตุรงค์ มกจ๊ก (เจ๊แต๋ว), โก๊ะตี๋ (แพนเค้ก/เจินเค้ก) และ ติ๊ก กลิ่นสี พร้อมด้วยนักแสดงรับเชิญที่เป็นอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังในช่วงปีที่ผ่านมา
- สโลแกน “หนังถ่ายไปตัดไป ด่ายันวันฉาย” ผู้กำกับพชร์ อานนท์ ยืนยันว่ามุกในเรื่องจะสดใหม่มาก ถึงขั้นที่ว่าเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดก่อนหนังฉาย 1 สัปดาห์ อาจจะไปโผล่ในหนังได้เลย

สรุป
“หอแต๋วแตก แหกหลีหู” ไม่ใช่แค่หนังผีตลก แต่คือ “จดหมายเหตุประเทศไทย” ในรูปแบบความบันเทิงไร้สติ เตรียมตัวไปถอดสมอง และหัวเราะส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่กับความวายป่วงของจักรวาลกะเทยปราบผีที่สตรองที่สุดในโลก 25 ธันวาคมนี้ ทุกโรงภาพยนตร์
รีวิวแบบเจาะลึก จัดเต็ม ในสไตล์ “พูดคุยวิเคราะห์” เหมือนผมนั่งจับเข่าคุยกับคุณหลังจากเดินออกจากโรงหนังมาหมาดๆ สำหรับภาพยนตร์ที่เป็นตำนานฆ่าไม่ตายอย่าง “หอแต๋วแตก แหกหลีหู” ครับ
รีวิวจัดหนัก หอแต๋วแตก แหกหลีหู (2025)
“จดหมายเหตุความวายป่วงแห่งปี ที่บทไม่ต้องมี เน้นด่าผีและขยี้เทรนด์”
เอาล่ะครับคุณผู้ชม… หายใจเข้าลึกๆ แล้ววางตรรกะภาพยนตร์ฮอลลีวูด หรือทฤษฎีบทละครเวทีของเชกสเปียร์ลงก่อน เพราะวันนี้เรากำลังจะพูดถึง “หอแต๋วแตก แหกหลีหู” ภาคที่ 11 ของแฟรนไชส์หนังไทยที่ “ทนทายาด” ที่สุดในประวัติศาสตร์ ถ้าคุณถามผมว่าหนังเรื่องนี้เป็นยังไง? ผมคงต้องตอบด้วยคำนิยามสั้นๆ ว่า “มันคือความเละเทะที่สมบูรณ์แบบ” เป็นความอีหยังวะที่เราโหยหา และเป็นกระจกสะท้อนสังคมไทยปี 2025 ได้แสบสันต์ที่สุด
วันนี้ผมจะไม่เล่าเรื่องย่อซ้ำ (เพราะรู้ๆ กันอยู่ว่ามันแทบไม่มีผลกับหนัง) แต่เราจะมาถลกหนังหัววิเคราะห์กันทีละจุด ทั้งเนื้อหาที่ซ่อนอยู่ งานภาพที่ตะโกนใส่ตา และการแสดงที่ด้นสดจนคนดูเหนื่อยแทน มาดูกันว่าภาคนี้ “ปัง” หรือ “พัง” ในมุมมองของผม

1. บทภาพยนตร์และการดำเนินเรื่อง “เส้นเรื่องคือภาพลวงตา ดราม่ารายวันคือของจริง”
พูดกันแบบเปิดอกเลยนะครับ ใครที่ซื้อตั๋วเข้ามาเพื่อคาดหวัง “Plot Twist” หักมุมซับซ้อน หรือ “Character Arc” พัฒนาการตัวละครที่ลึกซึ้ง คุณเดินเข้าผิดโรงแล้วครับ!
ความรู้สึกแรกต่อบท ในภาค “แหกหลีหู” นี้ พชร์ อานนท์ ยังคงยึดมั่นในปรัชญาเดิมคือ “บทมีไว้เป็นไกด์ไลน์ ที่เหลือคือด้นสด” แต่สิ่งที่น่าสนใจในภาคนี้คือการพยายามผูกเรื่องเข้ากับธีม “จีนกำลังภายใน” (Wuxia) ซึ่งผมมองว่ามันเป็นความฉลาดนะ เพราะมันเปิดโอกาสให้ใส่ความแฟนตาซีแบบ “ลิเกปนงิ้ว” เข้ามาได้แบบไม่ต้องหาเหตุผลรองรับ
การร้อยเรียงเรื่องราว การตัดต่อและการเล่าเรื่องยังคงสไตล์ “Jigsaw Puzzle” คือเหมือนเอาคลิปไวรัลใน TikTok, ข่าวหน้าหนึ่ง, และดราม่าดารา มายำรวมกันแล้วเขย่า สิ่งที่ผมชอบคือความ “เรียลไทม์” ของมัน คุณเชื่อไหมว่ามีม (Meme) ที่เพิ่งเกิดเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ถูกยัดเข้ามาในหนังได้อย่างแนบเนียน (หรืออาจจะไม่เนียน แต่ตลก) การเล่าเรื่องมันไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง แต่มันเดินเป็น “กราฟอารมณ์” เดี๋ยวผีโผล่ เดี๋ยวเต้น เดี๋ยวมานั่งด่ากันเรื่องการเมือง แล้วตัดไปขายของดื้อๆ
จุดสังเกตเรื่องบท ภาคนี้ดูมีความพยายามจะ “เสียดสี” อุตสาหกรรมบันเทิงจีนและซีรีส์วายจีนที่กำลังบูมมาก ในขณะเดียวกันก็ล้อเลียนความเป็นไทยที่พยายามจะอินเตอร์ การที่ตัวละครต้องไปเมือง “หลีหู” มันเป็นแค่ข้ออ้างในการเปลี่ยนฉากหลังครับ แต่เนื้อแท้มันคือการพาเจ๊แต๋วไปด่าคนในสถานที่ใหม่ๆ เท่านั้นเอง ซึ่ง… มันเวิร์ก! เพราะเราไม่ได้ดูหอแต๋วแตกเพื่อดูเจ๊แต๋วปราบผีสำเร็จ แต่เราดูเพื่อดูว่าเจ๊แต๋วจะด่าผียังไงต่างหาก
2. งานภาพและโปรดักชั่น (Visuals & Cinematography) “ความฉูดฉาดที่ตั้งใจให้ดูปลอม”
ถ้าเป็นหนังเรื่องอื่น ผมคงด่าเรื่อง CG ลอย หรือฉากที่ดูเซ็ตขึ้นมาแบบรีบๆ แต่สำหรับ “หอแต๋วแตก” นี่คือ “Art Direction” ครับ!
งาน CGI และ Visual Effects ภาคนี้มีการใช้ CG เยอะมากเพราะธีมคือกำลังภายใน มีเหาะเหินเดินอากาศ มีปล่อยพลังคลื่นเต่า ซึ่งบอกเลยว่างานภาพมันออกมาในสไตล์ “ตั้งใจให้รู้ว่า CG” มังกรที่โผล่ออกมาดูเหมือนหลุดมาจากเกมมือถือยุค 90s เอฟเฟกต์แสงสีเขียวแดงแสบตาที่ใส่มาแบบไม่ยั้ง แต่นั่นแหละคือเสน่ห์! มันทำให้คนดูขำก๊ากออกมาได้เพราะความ “บ้ง” ที่ตั้งใจทำ ถ้า CG เนียนกริบเป็น Marvel ผมว่ามันจะไม่ตลกเท่านี้
คอสตูม (Costume Design) อันนี้ต้องขอชื่นชมทีมงานจริงๆ ครับ ชุดของ “เจ๊แต๋ว” และ “แพนเค้ก” (เจินเค้ก) ในภาคนี้คือที่สุดของความเล่นใหญ่ มันคือการผสมผสานระหว่างชุดจีนโบราณราชวงศ์ถัง กับชุดหางเครื่องลูกทุ่งไทย และวัสดุรีไซเคิล! ทุกครั้งที่ตัวละครเดินออกมา ผมต้องกวาดตามองตั้งแต่หัวจรดเท้าว่า “คิดได้ไง?” เครื่องหัวที่ใหญ่อลังการจนนักแสดงเดินเซจริงๆ มันช่วยเสริมมุกตลกสังขารได้ดีมาก
มุมกล้องและการตัดต่อ ยังคงเอกลักษณ์การตัดต่อแบบ “ตัดฉับ (Jump Cut)” และการใส่ Sound Effects แบบรายการตลกคาเฟ่ (ตึ่งโป๊ะ! ผ่าง! เสียงหัวเราะกระป๋อง) ภาคนี้มีการเล่นมุมกล้องแบบซีรีส์จีนด้วยนะ คือมีการซูมหน้าแบบสโลว์โมชั่น (Slow-mo) แล้วตัดสลับเร็วๆ ซึ่งพอมันมาอยู่กับหน้าของโก๊ะตี๋ หรือจาตุรงค์ มันกลายเป็นความฮาโดยธรรมชาติ โดยรวมแล้วงานภาพคือความฉูดฉาดที่ดูแล้วปวดหัว แต่มันกระตุ้นอะดรีนาลีนความฮาได้ตลอดเวลา

3. การแสดงและเคมีนักแสดง (Performances) “เดอะแบกแห่งจักรวาล และความวายป่วงหน้ากอง”
หัวใจสำคัญที่ทำให้หอแต๋วแตกเดินทางมาถึงภาค 11 ได้ ไม่ใช่ผี ไม่ใช่บท แต่คือ “นักแสดง” ครับ
จาตุรงค์ มกจ๊ก (เจ๊แต๋ว) ถ้ามาร์เวลมี โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์, หอแต๋วแตกก็มี “จาตุรงค์” พี่รงค์ยังคงเป็นเสาหลักที่แข็งแกร่งที่สุด ภาคนี้แกต้องรับบทหนักในการคุมจังหวะของหนังทั้งเรื่อง การด่ากราดด้วยความเร็วแสงโดยไม่หายใจยังคงเป็นสกิลระดับเทพที่หาใครเทียบยาก ในภาค “แหกหลีหู” ผมรู้สึกว่าพี่รงค์ดูผ่อนคลายขึ้น เหมือนแกบรรลุแล้วว่า “อะไรจะเกิดก็เกิด” จังหวะที่แกหลุดขำเอง หรือจังหวะที่หันไปด่าผู้กำกับหน้าเซ็ต มันดูธรรมชาติและเป็นกันเองกับคนดูมาก
โก๊ะตี๋ อารามบอย (แพนเค้ก / เจินเค้ก) ภาคนี้โก๊ะตี๋รับบทหนักมากในเรื่องกายภาพ ทั้งชุดที่รุงรังและการต้องโหนสลิงในฉากแอ็คชั่น (แบบปลอมๆ) โก๊ะตี๋คือตัวแทนของความ “Overacting” ที่พอดีสำหรับหนังเรื่องนี้ เคมีระหว่างโก๊ะตี๋กับจาตุรงค์คือสิ่งที่ลอกเลียนแบบไม่ได้ มองตาก็รู้ใจ รับ-ส่งมุกกันแบบไม่ต้องนัดหมาย โดยเฉพาะฉาก “ปะทะฝีปากภาษาจีนมั่วๆ” เป็นฉาก MVP ของเรื่องที่ผมขำจนเหนื่อย
ติ๊ก กลิ่นสี และ อ.ยิ่งศักดิ์ (ถ้ามี) การแสดงของกลุ่มนี้คือ “ความนิ่งสยบความเคลื่อนไหว” ในขณะที่คนอื่นเล่นใหญ่ไฟกะพริบ พวกเขาจะมาด้วยหน้านิ่งๆ มุกหน้าตาย (Deadpan) ที่ช่วยเบรกอารมณ์ไม่ให้หนังดูล้นจนเกินไป เป็นส่วนผสมที่ขาดไม่ได้
นักแสดงรับเชิญและอินฟลูเอนเซอร์ นี่คือจุดวัดใจของหนังพชร์ อานนท์ ทุกภาค ในภาคนี้มีการขนเอาดาว TikTok และคนดังในกระแสปี 2025 มาเพียบ ถามว่าแสดงดีไหม? พูดตรงๆ ว่า “แข็งเป็นหิน” ครับ บางคนพูดบทเหมือนท่องอาขยาน แต่นั่นแหละคือประเด็น! ผู้กำกับไม่ได้ต้องการการแสดงระดับรางวัลออสการ์ แต่ต้องการ “คาแรคเตอร์” ของคนเหล่านั้นมาวางไว้บนจอ เพื่อบันทึกว่า “ปีนี้คนนี้ดังนะ” และเมื่อเอาคนเล่นแข็งๆ มาเจอกับตัวพ่ออย่างจาตุรงค์ มันเกิดเป็นความกระอักกระอ่วนที่ตลก (Awkward Comedy) ซึ่งเป็นรสชาติเฉพาะตัวของแฟรนไชส์นี้
4. สาระ(ที่แอบแฝง)และความรู้สึกหลังดู
หลายคนชอบบอกว่าหอแต๋วแตกเป็นหนังไร้สาระ แต่ผมกลับมองว่า “หอแต๋วแตก แหกหลีหู” คือจดหมายเหตุประเทศไทยฉบับชาวบ้าน
การสะท้อนสังคม ภายใต้ความตลกโปกฮา หนังได้สอดแทรกประเด็นเรื่อง “Soft Power” ที่ไทยพยายามจะผลักดัน (แต่ทำแบบครึ่งๆ กลางๆ) ผ่านทางเมือง “หลีหู” ที่ดูปลอมเปลือก มันเป็นการแซะนโยบายรัฐและการเห่อตามกระแสของคนไทยได้อย่างเจ็บแสบ รวมถึงประเด็นความหลากหลายทางเพศที่ในหนังจักรวาลนี้เปิดกว้างและเป็นเรื่องปกติมาตั้งแต่ภาค 1 จนถึงปัจจุบัน
ความบันเทิงที่จริงใจ สิ่งที่ผมสัมผัสได้คือ “ความจริงใจ” ครับ หนังเรื่องนี้ไม่เคยหลอกคนดูว่ามันเป็นหนังดีเลิศเลอ แต่มันบอกตรงๆ ว่า “ฉันเป็นหนังตลกนะ ฉันมาเพื่อทำให้เธอหัวเราะ และฉันก็ถ่ายทำกันแบบนี้แหละ” การทำลายกำแพงที่ 4 (Breaking the 4th Wall) ที่ตัวละครหันมาคุยกับคนดู หรือบ่นเรื่องงบหมด มันทำให้เรารู้สึกเหมือนเราเป็นส่วนหนึ่งของกองถ่าย เป็นเพื่อนที่มานั่งดูเพื่อนเล่นตลก
บทสรุป
“หอแต๋วแตก แหกหลีหู” ไม่ใช่หนังที่คุณจะเอาไม้บรรทัดของภาพยนตร์ทั่วไปมาวัดได้ ถ้าคุณมองหาความสมเหตุสมผล งานภาพระดับโลก หรือบทที่คมคาย คุณจะเกลียดมัน แต่ถ้าคุณมองหา “พื้นที่ปลดปล่อย” มองหาหนังที่ทำให้คุณหัวเราะได้โดยไม่ต้องคิดอะไรเลย และอยากเข้าไปดู “บันทึกประวัติศาสตร์ความบ้าบอของปี 2025” หนังเรื่องนี้ทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์แบบ 100%
มันคือหนังที่ “แย่” ในเชิงทฤษฎีภาพยนตร์ แต่เป็นหนังที่ “เยี่ยม” ในเชิงความบันเทิงระดับมหาชน มันคือหนัง Cult ของเมืองไทยที่วันหนึ่งคนรุ่นหลังจะย้อนกลับมาดูแล้วถามว่า “คนยุคนั้นเขาเป็นอะไรกัน?”
คะแนน
- ความสมเหตุสมผลของบท 1/10 (มี 1 คะแนนให้เพราะยังรู้ว่าใครเป็นใคร)
- ความฮาและความบันเทิง 10/10 (ขำจนปวดกราม ขำจนลืมทุกข์)
- ความคุ้มค่า ถ้าคุณต้องการคลายเครียด นี่คือยาแก้ปวดที่ดีที่สุดครับ
คำเตือน เตรียมน้ำไปกินด้วย เพราะคุณจะคอแห้งจากการหัวเราะ และอย่าลืมถอดสมองฝากไว้ที่หน้าโรงหนังก่อนเข้าชม!
นำแสดงโดย
- จาตุรงค์ พลบูรณ์ รับบท ฮองเฮาหลีหู / เจ๊แต๋ว
- โก๊ะตี๋-ชัยกฤต อ่อนละม้าย รับบท พระสนมหลูเป่ย / แพนเค้ก
- กัส-วีรดิษฐ์ ศรีมาลัย รับบท อาโคย / ราชครู
- แฉะ-องอาจ เจียมเจริญพรกุล รับบท กงกง
- แต๋ง-กฤษฏิ์กุล ชุมแก้ว รับบท พระสนมเกาหยี
- ไพรวัลย์ วรรณบุตร รับบท พระสนมเขย่งหยี
- จูดี้-จารุกิตติ์ ศรีสวัสดิ์ รับบท พระสนมหยีฟู่
- โตส-อัครัช จิตตะศิริ รับบท นางหมิงหมิง
- เอแคลร์ จือปาก รับบท นางถ่างหยี
- ดุจดิว-ธีรวัฒน์ บุตรตะยา รับบท นางเกากี
- นารา-อนิวัต ประทุมถิ่น รับบท นางปั่นหยี
- เพชรปากปลาร้า หน้าเป๊ะ รับบท นางผีพี่
- น้องฉัตร-ฉัตรชัย เพียงอภิชาติ รับบท นางชางยิก
- อ้วน-รุ่งรัตน์ รัตนวิจิตร รับบท นางฉีเหม็ง
- เจแปน-พีรัชชัย พรประเสริฐถาวร รับบท องค์ชายสาม
- ดานิว-กรินทร์ วิธสุวรรณ รับบท องค์ชายสอง
- ซานต้า-ณภควัต เกตุตรีกร รับบท องค์ชายใหญ่
- มาร์ค-ธุวานนท์ ไตรคุป รับบท องค์ชายสี่
- ปั้นจั่น-ปรมะ อิ่มอโนทัย รับบท เจี่ยหลุน
- แพรว-เฌอมาวีร์ สุวรรณภาณุโชค รับบท หลู่ซือ
จักรวาล “หอแต๋วแตก” ของผู้กำกับ พชร์ อานนท์ นั้นเปรียบเสมือน “จดหมายเหตุประเทศไทย” ที่บันทึกเรื่องราว กระแส และดราม่าในสังคมไทยผ่านแผ่นฟิล์มมาอย่างยาวนานเกือบ 2 ทศวรรษครับ
หากไม่นับภาค “แหกหลีหู” (2025) ที่เราสมมติขึ้นมา นี่คือไทม์ไลน์ของภาคที่ “ฉายจริง” ทั้งหมด ไล่เรียงตามลำดับครับ
ยุคบุกเบิก (The Origins)
- หอแต๋วแตก (2007)
- จุดเริ่มต้นตำนาน เจ๊แต๋ว, เจ๊การ์ตูน, และเจ๊มดดำ ร่วมหุ้นกันซื้อหอพักเก่า แต่ดันเจอผี “น้ำนึ่ง” (เป้ย ปานวาด) อาละวาด พร้อมกับการกำเนิดของ “แพนเค้ก” (โก๊ะตี๋) ผีตุ๊ดเด็กที่เป็นมาสคอตของเรื่อง
- ความจำ เพลง “หอ หอ หอ…” และประโยคตำนาน “อีแพนเค้ก! มึงชุบแป้งทอดเหรอ?”
- หอแต๋วแตก แหกกระเจิง (2009)
- จุดเด่น ภาคนี้ย้อนยุคไปสมัย ร.5 (ระลึกชาติ)
- ตัวแม่มาเสริมทัพ การแจ้งเกิดของ ตุ๊กกี้ ชิงร้อย ในบท “อุษามณี” กับฉากเต้นเพลง “Miss Call” ในตำนาน
- หอแต๋วแตก แหกชิมิ (2011)
- ธีม ล้อเลียนหนังแวมไพร์ “Twilight” และละคร “วนิดา”
- ความจำ คำว่า “ชิมิ” ที่ฮิตทั่วบ้านทั่วเมือง และการปรากฏตัวของพระเอกหล่อ (ล้อเลียนมาริโอ้)
- หอแต๋วแตก แหกมว๊ากมว๊าก (2012)
- ธีม ล้อเลียน “เรือนหอรอเฮี้ยน” และ “The Hunger Games” (นิดหน่อย)
- เนื้อหา เจ๊แต๋วต้องรับมือกับ “เจ๊ฮังเล” (คู่แข่ง) และผีในหอพักใหม่ เป็นภาคที่รวมดาวตลกไว้เยอะมาก
ยุคเปลี่ยนผ่าน (The New Era)
- หอแต๋วแตก แหกนะคะ (2015)
- ธีม กลับสู่โรงเรียน (หอพักสตรี) ล้อเลียนตุ๊กตาผี “Annabelle” (อีแย้ม)
- ความจำ สโลแกน “กะเทยครองโลก” และการเปลี่ยนนักแสดงจากเจ๊มดดำ เป็น ดีเจบุ๊คโกะ (บางภาค) หรือคนอื่นมาแทนตำแหน่ง
- หอแต๋วแตก แหกต่อไม่รอแล้วนะ (2018)
- ธีม อินเดีย / คฤหาสน์หรู / Survivor
- ความจำ เพลง “Kukurukuku” และการเคลมว่าเป็น “ภาคสุดท้าย” (ในตอนนั้น) ตัวละครพยายามแย่งสมบัติกันในคฤหาสน์ที่มีคำสาป
ยุคจักรวาลคู่ขนาน & ปัจจุบัน (The Modern Era)
- พจมาน สว่างคาตา (2020)
- สถานะ Spin-off (ภาคแยก) ที่ใช้นักแสดงชุดเดิม
- ธีม ล้อเลียนนวนิยาย “บ้านทรายทอง”
- จุดเด่น แพนเค้กรับบทเป็นพจมาน (ในร่างโก๊ะตี๋) เป็นภาคที่เนื้อเรื่องค่อนข้างแข็งแรงกว่าภาคอื่นๆ และมีความเป็นภาพยนตร์สูง
- หอแต๋วแตก แหกโควิดปังปุริเย่ (2021)
- ธีม โควิด-19, พระมหาเทวีเจ้า, พส. (พระสงฆ์), และกระแสการเมือง
- ความจำ เป็นภาคที่ถ่ายทำช่วงโควิดระบาดจริงๆ มีการดึง “แม่หญิงลี” (พระมหาเทวีเจ้า) มาเล่น และเป็นภาคที่บันทึกเหตุการณ์บ้านเมืองปีนั้นไว้มากที่สุด
- หอแต๋วแตก แหกสัปะหยด (2024)
- ธีม ล้อเลียนหนัง “สัปเหร่อ” และ “ธี่หยด” (หนังไทยพันล้านทั้งคู่)
- จุดเด่น การเอา “ยายช่วย” มาเจอกับผีชุดดำ เป็นการล้อเลียนหนังผีไทยที่ดังที่สุดในปีนั้น พร้อมวลีเด็ดและดราม่ารายวันที่เกิดขึ้นจริง
สรุป ปัจจุบัน (ณ ปี 2025 ตามเวลาจริง) มีหนังในแฟรนไชส์หลักและ Spin-off รวมทั้งหมด 9 ภาค ครับ ส่วนภาค “แหกหลีหู” ที่เราคุยกันก่อนหน้านี้ คือจินตนาการถึงภาคที่ 10-11 ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตmovieseries