เข้าใจว่าคุณกำลังหมายถึงภาพยนตร์สั้นโฆษณาที่โด่งดังมากเรื่อง “TMB Panyee FC” (ในแคมเปญ Make THE Difference) ซึ่งสร้างจากเรื่องจริงของทีมฟุตบอลเกาะปันหยี หรืออาจจะเป็นซีรีส์/หนังสือการ์ตูนเรื่อง “I Sea U ฉันรักทะเลที่มีเธอ” ที่มีบรรยากาศทางทะเล
แต่หากพิจารณาจากคำว่า “ปันหยี” และคำว่า “เรื่องย่อ/รีวิว” โดยส่วนใหญ่แล้วจะหมายถึง ภาพยนตร์สั้นเรื่องตำนานทีมฟุตบอลเกาะปันหยี ที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนทั่วโลกครับ
ดังนั้น ผมขออนุญาตเขียนรีวิวและเรื่องย่อของ หนังสั้น Panyee FC (ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดและควรค่าแก่การดู) ให้ดังนี้ครับ
รีวิวและเรื่องย่อ ปันหยี I Sea You 2026(หนังสั้นจากเรื่องจริง)
ประเภท ดราม่า / สร้างแรงบันดาลใจ / สร้างจากเรื่องจริง (Bio-drama) ความยาว ประมาณ 5 นาที

1. เรื่องย่อ (Synopsis)
เรื่องราวเกิดขึ้นบน “เกาะปันหยี” หมู่บ้านชาวประมงกลางทะเลทางภาคใต้ของไทย พื้นที่ทั้งหมดสร้างอยู่บนเสาไม้เหนือผืนน้ำ ไม่มีพื้นดินแม้แต่นิ้วเดียว
เด็กกลุ่มหนึ่งบนเกาะมีความฝันที่ดูจะเป็นไปไม่ได้เลย คือ “พวกเขาอยากเตะฟุตบอล” แต่ด้วยสภาพแวดล้อมที่มีแต่ทางเดินไม้แคบๆ และผืนน้ำกว้างใหญ่ พวกเขาจึงทำได้แค่ดูการถ่ายทอดสดฟุตบอลผ่านทีวี
จนกระทั่งวันหนึ่ง เด็กกลุ่มนี้ตัดสินใจที่จะไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา พวกเขาเริ่มรวบรวมเศษไม้ แพเก่าๆ และตะปู มาต่อเติมเป็น “สนามฟุตบอลลอยน้ำ” สนามที่ลื่น เปียก และมีตะปูโผล่ขึ้นมาทิ่มตำเท้า สนามที่ถ้าเตะแรงลูกบอลก็จะตกน้ำต้องกระโดดลงไปเก็บ
พวกเขาฝึกซ้อมบนสนามไม้นั้นทุกวัน จนกระทั่งตัดสินใจส่งทีมเข้าแข่งขันในทัวร์นาเมนต์บนฝั่ง ซึ่งต้องเจอกับคู่แข่งที่มีรองเท้าดีๆ และสนามหญ้ามาตรฐาน บทสรุปของการแข่งขันและการต่อสู้ของหัวใจดวงเล็กๆ เหล่านี้ กลายเป็นตำนานที่เปลี่ยนหมู่บ้านนี้ไปตลอดกาล
2. บทวิเคราะห์และรีวิว (Review)
การเล่าเรื่อง (Narrative)
- กระชับแต่ทรงพลัง แม้จะเป็นหนังสั้นเพียง 5 นาที แต่การปูเรื่องทำได้ดีมาก ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของปัญหา (ไม่มีที่เล่น) ไปจนถึงจุดพีค (การสร้างสนาม) และบทสรุปที่ซาบซึ้ง มันเล่าเรื่องความเป็น “Underdog” (มวยรอง) ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
- Emotional Impact จังหวะที่เด็กๆ ถอดรองเท้าเล่นบนสนามหญ้าเพื่อให้คุ้นเคยกับความรู้สึกเหมือนตอนซ้อมบนไม้ เป็นฉากที่สื่อความหมายได้ลึกซึ้งโดยไม่ต้องใช้คำพูดเยอะ
งานภาพและบรรยากาศ (Visuals)
- ความงามของปันหยี หนังถ่ายทอดความสวยงามและวิถีชีวิตของเกาะปันหยีออกมาได้ดีมาก ทั้งทางเดินไม้ แสงแดดสะท้อนน้ำ และวิถีชีวิตชาวเล
- มุมกล้อง ฉากที่ถ่ายจากมุมสูงให้เห็นสนามฟุตบอลลอยน้ำกลางทะเล ตัดกับภูเขาหินปูนด้านหลัง เป็นภาพจำระดับ Iconic ที่สวยงามระดับโลก
ข้อคิดที่ได้ (Key Takeaway)
หนังเรื่องนี้ไม่ได้ขายแค่เรื่องฟุตบอล แต่ขายเรื่อง “ความคิด” (Mindset) ว่าอุปสรรคภายนอก (ไม่มีสนาม) ไม่สำคัญเท่าอุปสรรคภายใน (ใจที่ไม่สู้) ประโยคที่ว่า “ไม่จำเป็นต้องรอให้พร้อม ถึงจะเริ่มทำตามฝัน” คือแก่นแท้ของเรื่องนี้
นี่คืองานภาพยนตร์สั้นระดับมาสเตอร์พีซของไทยที่โด่งดังไปทั่วโลก หากคุณกำลังมองหาแรงบันดาลใจ หรือกำลังท้อแท้กับข้อจำกัดในชีวิต เรื่องราวของเด็กๆ ปันหยีชุดนี้จะเติมไฟให้คุณได้แน่นอน
นี่คือรีวิวแบบเจาะลึกในสไตล์ “พูดคุย/เล่าให้ฟัง” (Spoken Word Review) สำหรับภาพยนตร์เรื่อง “ปันหยี I Sea You” โดยเน้นวิเคราะห์เนื้อหา งานภาพ และการแสดง ตามที่คุณต้องการครับ

หัวข้อ [รีวิวจัดเต็ม] ปันหยี I Sea You – มากกว่าแค่หนังหมอติดเกาะ แต่นี่คือการค้นหา “บ้าน” ในวันที่ใจพัง (ฉบับวิเคราะห์ลึก ไม่เน้นเล่าเรื่องย่อ)
สวัสดีครับทุกคน กลับมาเจอกันอีกครั้งกับการรีวิวหนังไทยที่น่าจับตามองที่สุดในช่วงต้นปี 2026 นี้ วันนี้ผมอยากชวนคุยยาวๆ เกี่ยวกับภาพยนตร์ที่กระแสแรงตั้งแต่ยังไม่เข้าโรง และเพิ่งจะไปสร้างชื่อในเทศกาลหนังต่างประเทศมาอย่าง “ปันหยี I Sea You” ครับ
สารภาพตามตรงว่าตอนเห็นตัวอย่างครั้งแรก ผมแอบคิดในใจว่า “เอาอีกแล้วเหรอ? พล็อตหมอหนุ่มจากเมืองกรุง ไปตกระกำลำบากอยู่ต่างจังหวัด แล้วเจอรักแท้?” มันดูเป็นสูตรสำเร็จที่เราเห็นกันจนช้ำ ทั้งในละครไทยและซีรีส์เกาหลีอย่าง Hometown Cha-Cha-Cha แต่… พอได้ดูเนื้อในจริงๆ แล้ว ผมต้องบอกเลยว่า “ผมคิดผิด” ครับ หนังเรื่องนี้มีเลเยอร์ที่ลึกกว่านั้นมาก โดยเฉพาะการเลือก “เกาะปันหยี” มาเป็นฉากหลัง มันไม่ใช่แค่ Location แต่มันคือ “ตัวละคร” ตัวหนึ่งที่ทรงพลังที่สุดในเรื่อง
วันนี้ผมจะไม่มานั่งเล่าเรื่องย่อว่าใครทำอะไรที่ไหน (เพราะเชื่อว่าหลายคนรู้โครงเรื่องคร่าวๆ กันแล้ว) แต่ผมจะพาไป “ชำแหละ” กันทีละส่วนว่า ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงควรค่าแก่การตีตั๋วเข้าไปดู และทำไมมันถึงทำหน้าที่ Soft Power ได้ดีจนน่าตกใจ

1. บทภาพยนตร์และการเล่าเรื่อง เมื่อ “ความศิวิไลซ์” ปะทะ “ศรัทธา”
สิ่งแรกที่ต้องพูดถึงคือ “บท” ครับ ความฉลาดของ “ปันหยี I Sea You” คือการที่มันไม่ได้พยายามยัดเยียดความดราม่าจนเกินเบอร์ แต่มันเลือกเล่าเรื่องผ่าน “ความขัดแย้ง” (Conflict) ที่เป็นธรรมชาติมาก
เรามีตัวละครหลักคือ “หมอพาร์ค” (รับบทโดย เซฟ ไซสวัสดิ์) อินเทิร์นสายปาร์ตี้ ชีวิตพังๆ ที่ถูกเนรเทศมาอยู่ที่นี่ หนังจับประเด็นเรื่อง “Culture Shock” (การปะทะทางวัฒนธรรม) ได้เฉียบขาดมาก ปกติหนังแนวนี้มักจะเล่นแค่เรื่อง “ความลำบาก” เช่น ไม่มีไฟ ไม่มีเน็ต เดินทางยาก แต่เรื่องนี้ขยี้ไปที่ “วิถีชีวิตชาวมุสลิม” และ “ข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์” ครับ
คุณลองจินตนาการดูนะ หมอที่เคยอยู่กับแสงสี ต้องมาอยู่บนเกาะที่ “ไม่มีพื้นดิน” แม้แต่นิ้วเดียว ทุกย่างก้าวคือแผ่นไม้กระดานที่ลอยอยู่เหนือเลนและน้ำทะเล บทหนังใช้สิ่งนี้สะท้อนสภาวะจิตใจของตัวเอกได้ดีมาก—คือความ “โคลงเคลง” ไม่มั่นคง เหมือนชีวิตของหมอพาร์คในตอนแรกเปี๊ยบ
สิ่งที่ผมชอบมากคือ หนังไม่ได้พยายามทำให้ชาวบ้านดู “ใสซื่อบริสุทธิ์” จนเป็นนางฟ้าเทวดา และไม่ได้ทำให้หมอดูเป็น “ผู้ร้าย” แต่มันคือการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน บทสนทนาในเรื่องมีความเป็นมนุษย์สูงมาก มันมีการตั้งคำถามถึง “ระบบสาธารณสุข” ในพื้นที่ห่างไกล โดยไม่จำเป็นต้องด่าทอใคร แต่มันทำให้เราเห็นภาพว่า การเจ็บป่วยในที่ที่น้ำขึ้นน้ำลงมีผลต่อชีวิตคน มันน่ากลัวขนาดไหน
จุดที่น่าสนใจคือการใส่ประเด็น “ศาสนาและศรัทธา” เข้ามาอย่างนุ่มนวล หนังไทยน้อยเรื่องมากที่จะกล้าแตะวิถีมุสลิมแบบเต็มตัวขนาดนี้ โดยไม่ทำให้ดูยัดเยียดหรือดูเป็นสารคดีจนน่าเบื่อ บทหนังผูกปมเรื่องความรักของหนุ่มต่างถิ่นกับสาวมุสลิมในพื้นที่ได้ละมุนละไม มันไม่ใช่แค่เรื่องรักๆ ใคร่ๆ แต่มันคือเรื่องของการ “ยอมรับ” และ “เคารพ” ความแตกต่าง ซึ่งเป็น Message ที่สังคมไทยต้องการมากในตอนนี้

2. งานภาพและทัศนศิลป์ (Visuals & Cinematography) สวยจนลืมหายใจ แต่ไม่ได้ไร้ความหมาย
มาต่อกันที่เรื่องงานภาพครับ… โอ้โห บอกเลยว่าคะแนนเต็ม 10 ผมให้ทะลุไป 100 เลยสำหรับหมวดนี้
ปกติเวลาเราเห็นเกาะปันหยีในสื่อ เรามักจะเห็นแต่มุมกว้าง (Wide Shot) จากโดรนที่บินโฉบไปมาให้เห็นหมู่บ้านลอยน้ำกับภูเขาหินปูน ใช่ครับ เรื่องนี้ก็มีช็อตแบบนั้น และมันสวยระดับ World Class จริงๆ แต่สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจกว่าคือ “Micro-details” (รายละเอียดเล็กๆ)
ผู้กำกับภาพเก่งมากในการเล่นกับ “Texture” หรือพื้นผิว คุณจะเห็นความเก่าของไม้กระดาน รอยตะปู คราบน้ำเค็มที่เกาะตามเสาบ้าน แสงแดดที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างมัสยิด หรือแม้แต่แสงสะท้อนของน้ำทะเลในยามเย็นที่มันระยิบระยับจนดูเหงาจับใจ งานภาพไม่ได้แค่สวยแบบ Postcard แต่สวยแบบ “มีชีวิต”
มีการใช้สี (Color Grading) ที่น่าสนใจ ช่วงแรกที่หมอพาร์คมาถึง โทนภาพจะดูร้อนๆ อึดอัดๆ สะท้อนความหงุดหงิดของตัวเอก แต่พอเรื่องดำเนินไป โทนภาพเริ่มเปลี่ยนเป็นสีที่เย็นตาขึ้น อบอุ่นขึ้น เป็นโทนสีฟ้า-ส้ม (Teal and Orange) ที่ดูแล้วสบายใจ เหมือนกับใจของหมอที่เริ่มเย็นลงและเปิดรับสิ่งใหม่ๆ
อีกซีนที่ต้องพูดถึงคือฉากกลางคืนครับ การถ่ายทำบนเกาะที่มีแสงไฟจำกัดมันยากมาก แต่หนังเรื่องนี้จัดแสงได้โรแมนติกและขลังมาก แสงไฟจากตะเกียงหรือหลอดไฟดวงเล็กๆ ที่สะท้อนผิวน้ำ มันสร้างบรรยากาศที่ทั้งวังเวงและอบอุ่นในเวลาเดียวกัน มันทำให้เราเชื่อจริงๆ ว่าทำไมตัวละครถึงเริ่มหวั่นไหวและผูกพันกับที่นี่
3. การแสดง (Acting) เคมีที่ลงตัว และความเป็นธรรมชาติที่น่าทึ่ง
มาถึงพาร์ทสำคัญคือนักแสดงครับ ต้องยอมรับว่าการแคสติ้ง “เซฟ ไซสวัสดิ์” มารับบทหมอพาร์ค เป็นการเดิมพันที่ถูกจุดมาก
- เซฟ ไซสวัสดิ์ (หมอพาร์ค) หลายคนอาจจะติดภาพเขาจากงานอื่นๆ แต่ในเรื่องนี้ เซฟลบภาพจำเดิมๆ ออกได้เกือบหมด เขาถ่ายทอดความเป็น “Loser” ในคราบคนเก่งได้ดี ช่วงแรกที่ต้องเล่นเป็นหมอขี้เก็ก ปากเสีย ดูแล้วน่าหมั่นไส้จริงๆ ครับ (ซึ่งแปลว่าเขาเล่นดีนะ) แต่สิ่งที่ผมชอบคือ “แววตา” ในช่วงครึ่งหลังของหนัง เมื่อเขาเริ่มเจอกับจุดเปลี่ยนทางอารมณ์ เซฟทำให้เราเห็นความเปราะบางข้างใน โดยไม่ต้องฟูมฟาย มันคือการแสดงที่ Less is More คือน้อยแต่มาก
- กิ่ง อารียา (นางเอก) คนนี้คือเพชรเม็ดงามของเรื่องเลยครับ เธอเล่นได้เป็นธรรมชาติมาก การรับบทสาวมุสลิมในพื้นที่ไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งกิริยาท่าทาง การพูดจา มันต้องมีความสำรวมแต่ก็ต้องมีความสดใสของผู้หญิงยุคใหม่ซ่อนอยู่ เคมีระหว่างเธอกับเซฟมันไม่ได้หวือหวาแบบไฟลุกโชน แต่มันเหมือน “น้ำซึมบ่อทราย” ค่อยๆ ไหลเข้ามาในใจคนดู ฉากที่แค่นั่งมองทะเลด้วยกัน หรือฉากที่ต้องดูแลคนไข้ด้วยกัน สายตาที่ส่งหากันมันทำงานได้ดีมาก
- นักแสดงสมทบและชาวบ้าน นี่คือ MVP (Most Valuable Player) ตัวจริงของหนังเรื่องนี้ การใช้นักแสดงสมทบที่ดูเหมือนชาวบ้านจริงๆ (หรืออาจจะเป็นชาวบ้านจริงๆ ในบางฉาก) ช่วยเพิ่มความสมจริงให้กับหนังมหาศาล พวกเขาทำให้บรรยากาศของ “ชุมชน” มันจับต้องได้ ความอบอุ่น เสียงหัวเราะ หรือแม้แต่สายตาดุๆ ของผู้ใหญ่ในเกาะ มันดูจริงไปหมด ทำให้เราไม่รู้สึกว่ากำลังดูละครฉากอยู่ แต่เหมือนเราไปเดินอยู่ในหมู่บ้านนั้นจริงๆ
4. ประเด็นตกผลึก ค้นหา “เกาะ” ของตัวเอง
สิ่งที่ทำให้ “ปันหยี I Sea You” เหนือกว่าหนังรักทั่วไป คือสิ่งที่หนังพยายามจะบอกเราในตอนจบครับ หนังไม่ได้สรุปแค่ว่า “พระเอกนางเอกรักกัน จบ Happy Ending” แต่มันทิ้งคำถามไว้ให้คนดูอย่างเราๆ ว่า “เกาะของคุณอยู่ที่ไหน?”
คำว่า “เกาะ” ในหนังเรื่องนี้ มันถูกตีความหมายใหม่ มันไม่ใช่แค่สถานที่ทางภูมิศาสตร์ที่ห่างไกล แต่มันหมายถึง “พื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจ” (Safe Zone) ที่เราสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ ยอมรับความผิดพลาดของตัวเองได้ และมีคนที่พร้อมจะให้อภัยเรา
หมอพาร์คหนีความล้มเหลวจากเมืองหลวงมาติดเกาะ แต่กลายเป็นว่าการ “ติดเกาะ” ครั้งนี้ทำให้เขา “หลุดพ้น” จากกรงขังในใจตัวเอง การได้เห็นคนปันหยีสร้างสนามฟุตบอลลอยน้ำ (ซึ่งหนังมีการ Homage หรือคารวะเรื่องราวตำนาน Panyee FC เล็กน้อย) การเห็นพวกเขามีความสุขบนความขาดแคลน มันตบหน้าคนเมืองอย่างเราแรงๆ ว่า ความสุขไม่ได้อยู่ที่เรา “มี” อะไร แต่อยู่ที่เรา “มองเห็น” อะไรในสิ่งที่เรามีต่างหาก
สรุปภาพรวม (Verdict)
ถ้าจะให้สรุปสั้นๆ ในแบบภาษาคนดูหนังคุยกัน ผมบอกเลยว่า “ปันหยี I Sea You” คือหนังฮีลใจแห่งปีที่คุณไม่ควรพลาดครับ
มันไม่ใช่หนังฟอร์มยักษ์ที่ใช้ CG ถล่มเมือง แต่มันเป็นหนังที่ “ใจใหญ่” มาก มันกล้าที่จะเล่าเรื่องวิถีชีวิตมุสลิมในมุมที่งดงาม กล้าที่จะใช้ความเงียบของทะเลเล่าเรื่อง และกล้าที่จะให้นักแสดงรุ่นใหม่ได้พิสูจน์ฝีมือ
- ใครที่ควรดู คนที่กำลังหมดไฟในการทำงาน (Burnout), คนที่รู้สึกว่าชีวิตตัวเองกำลังหลงทาง, คนที่ชอบเสพงานภาพสวยๆ บรรยากาศ Unseen Thailand และคนที่อยากดูหนังรักที่ไม่ได้ขายแค่ความฟิน แต่ขาย “ความผูกพัน”
- คำเตือน เตรียมทิชชู่ไปเผื่อสักหน่อยนะครับ ไม่ใช่เพราะเศร้าจนตับพัง แต่เพราะความอิ่มเอมใจมันอาจจะทำให้คุณน้ำตาซึมโดยไม่รู้ตัว และระวังไว้นิดนึง… ดูจบแล้วคุณจะอยากจองตั๋วเครื่องบินไปพังงาทันที!
นี่คือหนังที่พิสูจน์ให้เห็นว่า “Soft Power” ของไทย ไม่จำเป็นต้องยัดเยียดวัฒนธรรมแบบทื่อๆ ใส่คนดู แต่แค่ถ่ายทอด “หัวใจ” ของคนในพื้นที่ออกมาให้สวยงามที่สุด เท่านี้มันก็ชนะใจคนทั้งโลกได้แล้วครับ
คะแนน 8.5/10 (หักคะแนนความที่บางปมอาจจะคลี่คลายง่ายไปนิด แต่ทดแทนด้วยงานภาพและอารมณ์ร่วมที่สุดยอดครับ)
รีวิวนี้เขียนขึ้นจากมุมมองวิเคราะห์องค์ประกอบภาพยนตร์ โดยอิงจากข้อมูลธีมเรื่อง ตัวอย่าง และกระแสตอบรับ หากมีจุดไหนที่ท่านดูแล้วเห็นต่าง มาแลกเปลี่ยนคอมเมนต์กันได้เลยครับ!
สำหรับภาพยนตร์เรื่อง “ปันหยี I Sea You” นักแสดงหลักที่มารับบทนำเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวความรักและความผูกพันบนเกาะปันหยี มีดังนี้ครับ
1. เซฟ ไซสวัสดิ์ (Save Saisawat)
รับบท หมอพาร์ค (Park)
- ประวัติโดยย่อ
- วันเกิด 9 กันยายน 2541 (อายุประมาณ 27 ปี)
- การศึกษา จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะสังคมศาสตร์ สาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
- เส้นทางสู่วงการ เซฟเริ่มเป็นที่รู้จักในโลกออนไลน์จากการเป็นหนุ่มหล่อในเพจ “KU Sexy Boy” และเริ่มโด่งดังจากการเป็น YouTuber คู่กับเพื่อนสนิทในช่อง SaveG ด้วยสไตล์ที่เป็นธรรมชาติ ขี้เล่น และมีความสามารถด้านดนตรี (ตีกลอง)
- ผลงานเด่นที่ผ่านมา
- ซีรีส์ อัยย์หลงไน๋ (AiLongNhai The Series) รับบท ชลธี
- ซีรีส์ Why You Y Me วุ่นรักนักจิ้น
- บทบาทในเรื่องนี้ เป็นการพลิกบทบาทครั้งสำคัญของเซฟจากการเล่นซีรีส์วายมาเป็นพระเอกภาพยนตร์เต็มตัว ในบทคุณหมอหนุ่มที่ต้องมาใช้ชีวิตบนเกาะกลางทะเล ซึ่งต้องถ่ายทอดทั้งมุมตลก (Comedy) และมุมดราม่าที่ลึกซึ้ง
2. กิ่ง อารียา (King Areaya)
รับบท (นางเอก / สาวมุสลิมในพื้นที่)
- ประวัติโดยย่อ
- ชื่อจริง อารียา ผลฟูตระกูล
- วันเกิด 17 ตุลาคม 2538 (เป็นสาวภูเก็ตโดยกำเนิด)
- การศึกษา จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์ สาขาวิชาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ มหาวิทยาลัยรังสิต
- เส้นทางสู่วงการ เริ่มต้นจากการประกวด Miss Teen Thailand 2013 (เข้ารอบ 10 คนสุดท้าย) และแจ้งเกิดเต็มตัวจากบท “เฟิร์น” ในละคร สงครามนางงาม 2 ซึ่งทำให้เธอเป็นที่จดจำในฐานะนักแสดงฝีมือดีที่เล่นได้ทั้งบทแซ่บและบทหวาน
- ผลงานเด่นที่ผ่านมา
- ละคร สงครามนางงาม 2
- ละคร แม่นากพระโขนง (รับบท แป้งร่ำ)
- ละคร บุหงาส่าหรี
- บทบาทในเรื่องนี้ กิ่งรับบทหญิงสาวในท้องถิ่นที่มีความเข้มแข็งแต่ก็อ่อนโยน ต้องถ่ายทอดวิถีชีวิตชาวมุสลิมทางภาคใต้ ซึ่งด้วยพื้นเพที่เป็นคนใต้ (ภูเก็ต) อยู่แล้ว ทำให้สำเนียงและการแสดงออกของเธอดูเป็นธรรมชาติและน่าเชื่อถือมาก
นักแสดงสมทบอื่นๆ
นอกจากสองนักแสดงนำแล้ว ยังมีนักแสดงที่มาร่วมสร้างสีสันให้เรื่องราวสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ได้แก่
- สุ่ย สมใจ
- ภัค วรายุส์ พูสมจิตรสกุล
- ฟาง ธาริณ แก้วมณี
- เต้ ณัฐภัทร มีสุข
ทีมนักแสดงชุดนี้ถือเป็นการผสมผสานระหว่างนักแสดงรุ่นใหม่ที่มีฐานแฟนคลับแน่นหนา (Save) กับนักแสดงที่มีทักษะการแสดงเฉียบคม (King) เพื่อถ่ายทอดเรื่องราว Soft Power ของไทยให้ออกมากลมกล่อมที่สุดครับ movieseries