เรื่องย่อของซีรีส์สยองขวัญฟอร์มยักษ์จากจักรวาล Stephen King ที่หลายคนรอคอย “IT Welcome to Derry” (2025) ครับ
IT Welcome to Derry (2025)
ประเภท สยองขวัญ / ระทึกขวัญ / ดราม่า
ช่องทางรับชม HBO (Max)
จักรวาล Prequel (ภาคต้น) ของภาพยนตร์ IT (2017) และ IT Chapter Two (2019)

📝 เรื่องย่อ (Synopsis)
เรื่องราวใน IT Welcome to Derry จะพาย้อนเวลากลับไปในช่วงทศวรรษที่ 1960 ในเมืองเดอร์รี่ (Derry) รัฐเมน ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลายปีก่อนเหตุการณ์ในภาพยนตร์ภาคแรก (ยุคของกลุ่ม Losers Club)
ซีรีส์จะเจาะลึกไปที่จุดกำเนิดและประวัติศาสตร์อันดำมืดของเมืองเดอร์รี่ เมืองที่ดูเหมือนเงียบสงบแต่แฝงไปด้วยคำสาปชั่วร้าย เมื่อเด็กๆ ในเมืองเริ่มหายตัวไปอย่างลึกลับ ท่ามกลางบรรยากาศความหวาดระแวง ชาวเมืองบางกลุ่มต้องเผชิญหน้ากับความสยองขวัญที่ซ่อนอยู่ในเงามืด และที่สำคัญคือการเปิดเผย “จุดเริ่มต้น” ของปีศาจตัวตลก Pennywise ว่ามันตื่นขึ้นมาล่าเหยื่อและสร้างความวิบัติให้กับเมืองนี้ได้อย่างไร
🎬 รีวิวความรู้สึกหลังรับชม (Review & Analysis)
1. การกลับมาของ Bill Skarsgård คือ “ที่สุด”
จุดแข็งที่สุดของซีรีส์นี้คือการที่ Bill Skarsgård ตัดสินใจกลับมารับบท Pennywise อีกครั้ง การแสดงของเขาไม่ได้ลดความน่ากลัวลงเลย เขายังคงมอบความรู้สึกวิปริต คาดเดาไม่ได้ และน่าขยะแขยงผ่านแววตาและรอยยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์ การได้เห็น Pennywise ในยุค 60s ที่บริบทยังไม่มีเทคโนโลยีช่วยในการสื่อสาร ทำให้ความโดดเดี่ยวของเหยื่อดูน่ากลัวยิ่งขึ้น
2. บรรยากาศยุค 60s ที่ “หลอน” และ “คลาสสิก”
ทีมผู้สร้าง (Andy และ Barbara Muschietti) ยังคงรักษามาตรฐานงานภาพได้ดีเยี่ยม การเซ็ตฉากเมือง Derry ในยุค 60s ทำออกมาได้สวยงามแต่แฝงความหดหู่ (Eerie) โทนสีของภาพมีความดิบและหม่นกว่าเวอร์ชันหนังเล็กน้อย เพื่อสะท้อนถึงความรุนแรงและความดิบเถื่อนของยุคสมัย
3. ขยายจักรวาล Stephen King ได้น่าสนใจ
สำหรับแฟนนิยายหรือแฟนหนัง นี่คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ ซีรีส์ไม่ได้แค่ขายฉากตุ้งแช่ (Jump Scare) แต่พยายามเล่าถึง “ตำนานพื้นบ้าน” และเหตุการณ์โศกนาฏกรรมในอดีต (เช่น เหตุการณ์ไฟไหม้ Black Spot หรือเหตุการณ์โรงงานเหล็ก) ที่ถูกกล่าวถึงผ่านๆ ในหนัง ซึ่งทำให้เรารู้สึกว่าเมืองนี้มัน “ป่วย” มานานแล้ว ไม่ใช่แค่เพราะปีศาจตัวตลกอย่างเดียว
4. ความสยองที่เน้นจิตวิทยามากกว่าแอ็กชัน
เนื่องจากเป็นซีรีส์ที่มีเวลาเล่าเรื่องยาวนานกว่าหนัง การดำเนินเรื่องจึงเน้นไปที่ความสัมพันธ์ของตัวละครมนุษย์ ความหวาดระแวง และดราม่าครอบครัวที่ถูก Pennywise กัดกินจากภายใน มากกว่าการไล่ล่าแบบ Non-stop ซึ่งอาจจะทำให้บางช่วงดูเนือยไปบ้างสำหรับคนที่คาดหวังความระทึกตลอดเวลา
✅ จุดเด่น (Pros)
- การแสดงระดับเทพ Bill Skarsgård แบกความหลอนไว้ได้อยู่หมัด
- Lore แน่น ขยายเรื่องราวเบื้องหลังของเมือง Derry และ Pennywise ได้อย่างลึกซึ้ง
- Production งานภาพ ฉาก และดนตรีประกอบคุณภาพระดับภาพยนตร์
❌ จุดสังเกต (Cons)
- จังหวะการเล่าเรื่อง ช่วงแรกอาจมีการปูพื้นเรื่องตัวละครใหม่ๆ นานพอสมควร
- ความคาดหวัง หากใครคาดหวังฉากแอ็กชันสู้กับปีศาจแบบตอนจบ IT Chapter Two อาจจะผิดหวัง เพราะโทนเรื่องเน้นความลึกลับและสยองขวัญมากกว่า

⚖️ สรุปภาพรวม
IT Welcome to Derry ไม่ใช่แค่ซีรีส์ที่ทำมาเพื่อเกาะกระแสหนัง แต่เป็นงานที่สร้างมาเพื่อเติมเต็มจักรวาลความสยองให้สมบูรณ์ มันคือจดหมายรักถึงแฟนๆ Stephen King ที่อยากรู้ว่า “ความชั่วร้ายที่แท้จริง” หน้าตาเป็นอย่างไรก่อนที่กลุ่ม Losers Club จะมารวมตัวกัน
นี่คือบทรีวิวแบบเจาะลึกในสไตล์ “เล่าสู่กันฟัง” เหมือนคุณกำลังนั่งคุยกับเพื่อนคอหนังที่อินจัดๆ โดยเน้นวิเคราะห์เนื้อหา งานภาพ และการแสดง แบบไม่เน้นเรื่องย่อ ตามที่คุณต้องการครับ
Review IT Welcome to Derry (2025) – เมื่อ “รากเหง้าแห่งความกลัว” ถูกขุดขึ้นมาแผ่หลาให้โลกจำ
สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้ผมขออนุญาตถอดหมวกคนดูหนังทั่วไป แล้วสวมวิญญาณแฟนบอยจักรวาล Stephen King มานั่งจับเข่าคุยกันยาวๆ ถึงซีรีส์ที่ (ส่วนตัวผม) ยกให้เป็นปรากฏการณ์ความสยองขวัญที่บ้าคลั่งที่สุดของปี 2025 นั่นคือ “IT Welcome to Derry”
สารภาพตามตรงนะครับ ตอนแรกที่ได้ยินโปรเจกต์นี้ ผมมีความคิดแวบหนึ่งขึ้นมาว่า “เราจำเป็นต้องรู้เรื่องก่อนหน้านี้จริงๆ เหรอ?” เพราะเสน่ห์ของ ‘IT’ หรือ Pennywise คือความลึกลับ การไม่รู้ที่มาที่ไปทำให้มันน่ากลัว แต่พอดูจบ… ผมต้องกลืนน้ำลายตัวเองแล้วตะโกนบอกทุกคนว่า “จำเป็นครับ!” เพราะนี่ไม่ใช่แค่ซีรีส์ขายตัวตลก แต่มันคือการ “วิพากษ์ความชั่วร้ายของมนุษย์” ที่ทำออกมาได้ถึงเลือดถึงเนื้อที่สุด
เรามาเจาะลึกกันทีละประเด็นแบบละเอียดยิบกันดีกว่าครับ

1. บทและการเล่าเรื่อง มากกว่าความสยอง คือความ “ป่วยไข้” ของสังคม (Storytelling & Narrative)
สิ่งแรกที่ผมขอชื่นชมทีมเขียนบทคือ พวกเขาไม่ได้เลือกทางง่ายด้วยการทำซีรีส์แนว “Monster of the Week” ที่ให้ Pennywise ออกมาหลอกคนตายไปทีละตอน แต่พวกเขากล้าที่จะ “Slow Burn” (ค่อยๆ เผาไหม้ความรู้สึก)
การขยายจักรวาลที่เคารพต้นฉบับแต่กล้าฉีกกรอบ เรื่องราวในยุค 1960s ที่ซีรีส์เลือกใช้นั้นฉลาดมาก มันเป็นยุคเปลี่ยนผ่าน เป็นยุคที่สงครามเย็นกำลังคุกรุ่น และความขัดแย้งทางเชื้อชาติสีผิวในอเมริกากำลังรุนแรง ซีรีส์ใช้ฉากหลังนี้สะท้อนว่า “Pennywise ไม่ได้นำพาความชั่วร้ายมาสู่ Derry แต่มันตื่นขึ้นเพราะกลิ่นความชั่วร้ายของมนุษย์ต่างหาก” บทหนังทำให้เราเห็นว่า เมือง Derry ป่วยไข้มานานแล้ว ผู้ใหญ่ในเมืองเมินเฉยต่อความรุนแรง ตำรวจคอรัปชั่น และการเหยียดหยามกันเอง บรรยากาศเหล่านี้แหละที่เป็น “บุฟเฟต์” ชั้นดีให้ปีศาจ
ความสยองเชิงจิตวิทยา (Psychological Horror) บทหนังเล่นกับความ “หวาดระแวง” ได้เก่งมาก แทนที่จะให้ผีโผล่มาตุ้งแช่ (Jump Scare) ตลอดเวลา ซีรีส์เลือกที่จะกดดันเราด้วยความเงียบ ความบ้าคลั่งของตัวละครที่เป็นมนุษย์ ค่อยๆ เผยปมในใจของตัวเอกแต่ละคน จนเราเริ่มแยกไม่ออกว่า สิ่งที่พวกเขาเห็นคือปีศาจจริงๆ หรือเป็นภาพหลอนจากบาดแผลในจิตใจ (Trauma) ของตัวเอง
จุดที่ผมชอบที่สุดคือการ “Deconstruct” (รื้อสร้าง) ตำนานของ Pennywise เราได้เห็นวิธีการที่มัน “เล่นสนุก” กับเหยื่อในรูปแบบที่โหดร้ายกว่าในหนัง เพราะในรูปแบบซีรีส์ มันมีเวลาให้ ‘เหยื่อ’ ได้ทรมานทางจิตใจนานขึ้น เราเห็นกระบวนการที่มันค่อยๆ กัดกินสติสัมปชัญญะของคนในเมือง จนสุดท้ายความตายอาจจะเป็นทางออกที่ปรานีที่สุด
2. งานภาพและโปรดักชั่น ศิลปะแห่งความหม่นหมอง (Visuals & Cinematography)
ถ้าคุณชอบงานภาพใน IT (2017) คุณจะหลงรักงานภาพในซีรีส์นี้ แต่มันมีความ “ดิบ” และ “สกปรก” กว่ามาก
โทนสี (Color Grading) ผู้กำกับภาพเลือกใช้โทนสีที่ทำให้เรารู้สึก “ไม่สบายตัว” ตลอดเวลา มันไม่ใช่ยุค 60s ที่สีสันสดใสแบบหนังเพลง แต่มันคือยุค 60s ที่เปื้อนสนิม สีเขียวในเรื่องดูเหมือนตะไคร่น้ำเน่าๆ สีแดง (ซึ่งเป็นสีสัญลักษณ์ของลูกโป่ง) ถูกปรับให้ดูเหมือนเลือดแห้งกรัง ทุกครั้งที่สีแดงปรากฏบนจอ คุณจะรู้ทันทีว่าหายนะกำลังจะเกิด
การออกแบบฉาก (Set Design) เมือง Derry ในเวอร์ชันนี้ดูมีชีวิตชีวาน้อยลงแต่น่ากลัวขึ้น ตึกรามบ้านช่องดูทรุดโทรม โรงงานเก่าๆ อุโมงค์ระบายน้ำที่ดูชื้นแฉะสมจริงจนเราเกือบจะได้กลิ่นเหม็นอับลอยออกมานอกจอ การจัดแสง (Lighting) คือเดอะแบสท์! ซีรีส์เรื่องนี้ใช้ “เงามืด” (Shadows) ได้คุ้มค่ามาก หลายฉากที่กล้องแช่ภาพไปที่มุมมืดของห้อง แล้วปล่อยให้คนดูจินตนาการเอาเองว่ามีอะไรซ่อนอยู่ ก่อนที่จะค่อยๆ เผยให้เห็นดวงตาสีเหลืองวาวโรจน์คู่นั้น… ขนลุกครับ!
เอฟเฟกต์และการแปลงร่าง (VFX & Creature Design) ต้องชม HBO ที่ทุ่มงบไม่อั้น งาน CGI ผสมกับ Practical Effects (เอฟเฟกต์ทำมือ) ออกมาเนียนตามาก โดยเฉพาะฉากการ “บิดเบี้ยว” ของร่างกาย Pennywise ซีรีส์นี้โชว์ความสามารถในการเปลี่ยนรูปร่าง (Shapeshifting) ของมันได้หลากหลายกว่าในหนัง เราจะได้เห็นร่างจำแลงที่บิดเบี้ยว น่าเกลียดน่ากลัว และวิปริตเกินจินตนาการ ซึ่งบางร่างมันสยองจนติดตาผมนอนไม่หลับไปคืนนึงเต็มๆ
3. การแสดง หัวใจที่เต้นรัวท่ามกลางความตาย (Acting & Performance)
มาถึงส่วนสำคัญที่สุดที่ทำให้ซีรีส์นี้ขึ้นหิ้ง นั่นคือนักแสดงครับ
Bill Skarsgård ในบท Pennywise การแสดงระดับ Masterclass ผมไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาอวยผู้ชายคนนี้ได้หมด การกลับมาของ Bill Skarsgård คือเหตุผลที่คุณต้องดูเรื่องนี้! เขาไม่ได้แค่กลับมา “เล่นเหมือนเดิม” แต่เขา “ยกระดับ” มันขึ้นไปอีก
ในภาคหนัง เราเห็นเขาเป็นตัวตลกที่ขี้เล่นและดุร้าย แต่ในภาคต้นนี้ Bill สื่อสารความเป็น “สิ่งมีชีวิตโบราณ” ออกมาได้ชัดเจนขึ้น ท่าทางการขยับตัวที่ดูไม่ใช่มนุษย์ (Uncanny Valley) การกรอกตาคนละทิศทาง เสียงพูดที่บางครั้งก็เหมือนเด็ก บางครั้งก็เหมือนสัตว์คำราม เขาทำให้เรารู้สึกว่าภายใต้ชุดตัวตลกนั้น มันคือพลังงานชั่วร้ายที่ไร้ก้นบึ้ง มีฉากหนึ่งที่เขาแค่นั่งเฉยๆ มองเหยื่อด้วยรอยยิ้มมุมปาก โดยไม่ต้องพูดอะไรเลย แต่มันกลับสร้างแรงกดดันมหาศาลจนผมแทบหยุดหายใจ สายตาของเขาถ่ายทอดความหิวโหยและความสนุกสนานในการเห็นมนุษย์เจ็บปวดออกมาได้อย่างน่าขนลุก
ทีมนักแสดงนำชุดใหม่ ฮีโร่ผู้พังทลาย แม้จะไม่มีกลุ่ม Losers Club ที่เรารัก แต่ตัวละครชุดใหม่ในยุค 60s ก็ทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม นักแสดงทุกคนถ่ายทอดความรู้สึกของ “คนชายขอบ” ได้อย่างน่าเห็นใจ
- พวกเขาสื่อสารความ “สิ้นหวัง” ของคนที่รู้ความจริงแต่ไม่มีใครเชื่อ
- การแสดงออกทางสายตาของตัวละครเด็กๆ ที่ต้องเผชิญกับความโหดร้ายเกินวัย ทำออกมาได้บีบหัวใจมาก
- เคมีของกลุ่มตัวเอกอาจจะไม่ได้ดู “รักกันปานจะกลืนกิน” เหมือนภาคหนัง แต่มันคือการรวมตัวกันด้วย “ความจำเป็นเพื่อเอาชีวิตรอด” ซึ่งให้รสชาติที่สมจริงและดาร์กกว่า

สรุปภาพรวม (The Verdict)
IT Welcome to Derry (2025) คือชัยชนะของหนังสยองขวัญ มันพิสูจน์ให้เห็นว่า ถ้าคุณใส่ใจในบทภาพยนตร์ เคารพคนดู และมีนักแสดงที่ทุ่มเท คุณสามารถสร้างภาคต้น (Prequel) ที่ดีเทียบเท่าหรือดีกว่าต้นฉบับได้
สิ่งที่ประทับใจที่สุด มันไม่ใช่แค่หนังผีตุ้งแช่ แต่มันคือดราม่าสยองขวัญที่สำรวจจิตใจมนุษย์ มันถามเราว่า “อะไรน่ากลัวกว่ากัน? ปีศาจที่กินคน หรือ คนที่ปล่อยให้ปีศาจกินเพื่อนบ้านตัวเอง?”
ถ้าคุณกำลังมองหาซีรีส์ที่ดูแล้วจบๆ ไป เรื่องนี้อาจไม่ใช่คำตอบ แต่ถ้าคุณต้องการประสบการณ์ที่ “หลอนลึก ลงลึก และตราตรึง” จนคุณอาจจะระแวงทุกครั้งที่เห็นลูกโป่งสีแดง หรือเดินผ่านท่อระบายน้ำ… เรื่องนี้คือ “A Must Watch” ครับ
คะแนนความชอบส่วนตัว ผมให้ 9.5/10 หักคะแนนความจิตตกเล็กน้อย เพราะดูจบแล้วมันหน่วงอารมณ์จริงๆ (แต่สำหรับคอหนังผี นี่คือคำชมนะครับ!)
ไปดูเถอะครับ แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไม “We all float down here” ถึงเป็นประโยคที่คลาสสิกตลอดกาล… ยินดีต้อนรับสู่เดอร์รี่ครับ!
นี่คือรายชื่อ นักแสดงหลัก ในซีรีส์ IT Welcome to Derry (2025) พร้อมประวัติโดยย่อและบทบาทที่ได้รับครับ
1. Bill Skarsgård (บิล สการ์สการ์ด)
- รับบท Pennywise (เพนนีไวซ์) — ปีศาจตัวตลกที่ตื่นขึ้นมาล่าเหยื่อในเมืองเดอร์รี่
- ประวัติย่อ นักแสดงชาวสวีเดนจากตระกูลนักแสดงชื่อดัง (ลูกชายของ Stellan Skarsgård) เขาแจ้งเกิดและได้รับเสียงชื่นชมถล่มทลายจากการรับบท Pennywise ในภาพยนตร์ IT (2017) และ IT Chapter Two (2019)
- ผลงานเด่นอื่นๆ John Wick Chapter 4, Barbarian, The Crow (2024)
2. Taylour Paige (เทย์เลอร์ เพจ)
- รับบท Charlotte Hanlon (ชาร์ล็อต แฮนลอน) — หญิงสาวที่ย้ายมาอยู่เมืองเดอร์รี่พร้อมสามี และต้องเผชิญกับความลึกลับของเมืองนี้
- ประวัติย่อ นักแสดงและนักเต้นชาวอเมริกัน เริ่มต้นอาชีพจากการเป็นนักเต้นบัลเลต์และเชียร์ลีดเดอร์ทีม LA Lakers ก่อนจะผันตัวมาเป็นนักแสดง เธอได้รับคำชมอย่างมากจากบทบาทที่ต้องใช้ทักษะการแสดงสูงและการใช้ร่างกาย
- ผลงานเด่นอื่นๆ Zola (ได้รับรางวัล Independent Spirit Award), Ma Rainey’s Black Bottom, Beverly Hills Cop Axel F
3. Jovan Adepo (โจวาน อเดโพ)
- รับบท Leroy Hanlon (ลีรอย แฮนลอน) — สามีของชาร์ล็อต เป็นนายทหารในกองทัพอากาศที่พยายามปกป้องครอบครัวจากภัยคุกคาม
- ประวัติย่อ นักแสดงชาวอังกฤษ-อเมริกัน เริ่มต้นอาชีพในวงการทีวีและภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ เขามักได้รับบทที่เน้นความดราม่าและความจริงจัง
- ผลงานเด่นอื่นๆ Fences (แสดงร่วมกับ Denzel Washington), Overlord (หนังสงครามซอมบี้), Babylon, 3 Body Problem
4. Chris Chalk (คริส ชอล์ก)
- รับบท Dick Hallorann (ดิก ฮัลโลแรน) — ตัวละครสำคัญที่มีบทบาทเชื่อมโยงกับนิยายเรื่อง The Shining ในเรื่องนี้เราจะได้เห็นชีวิตวัยหนุ่มของเขาในเมืองเดอร์รี่
- ประวัติย่อ นักแสดงมากฝีมือที่มักได้รับบทบาทตัวละครฉลาดและมีไหวพริบ เขาเป็นที่จดจำของแฟนหนังฮีโร่และซีรีส์สืบสวน
- ผลงานเด่นอื่นๆ Gotham (รับบท Lucius Fox), Perry Mason, 12 Years a Slave, When They See Us
5. James Remar (เจมส์ เรมาร์)
- รับบท General Francis Shaw (นายพล ฟรานซิส ชอว์) — นายทหารระดับสูงที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความลับดำมืดบางอย่าง
- ประวัติย่อ นักแสดงรุ่นเก๋าที่อยู่ในวงการมานานกว่า 40 ปี เชี่ยวชาญบทตัวร้ายหรือผู้มีอำนาจที่น่าเกรงขาม
- ผลงานเด่นอื่นๆ Dexter (รับบทพ่อของ Dexter), The Warriors (หนังแก๊งสเตอร์คลาสสิก), Sex and the City
6. Stephen Rider (สตีเฟน ไรเดอร์)
- รับบท Hank Grogan (แฮงก์ โกรแกน) — คนฉายหนังในโรงภาพยนตร์ของเมืองเดอร์รี่ ผู้ซึ่งอาจเห็นอะไรบางอย่างผ่านเลนส์ฉายหนัง
- ประวัติย่อ นักแสดงชาวอเมริกันที่แจ้งเกิดจากบทบาทในซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่และหนังดราม่าประวัติศาสตร์
- ผลงานเด่นอื่นๆ Daredevil (ซีรีส์ Marvel บน Netflix รับบทอัยการ Blake Tower), The Butler
7. Madeleine Stowe (แมดเดอลีน สโตว์)
- รับบท Ingrid Kersh (อินกริด เคิร์ช) — ตัวละครลึกลับที่มีบทบาทสำคัญและอาจเชื่อมโยงกับตำนานของ Pennywise ในแบบที่คาดไม่ถึง
- ประวัติย่อ นักแสดงหญิงชื่อดังในยุค 90s เจ้าของรางวัลลูกโลกทองคำ เป็นที่รู้จักจากบทบาทหญิงแกร่งและสง่างาม
- ผลงานเด่นอื่นๆ Revenge (ซีรีส์ดังที่เธอรับบทตัวร้าย Victoria Grayson), The Last of the Mohicans, 12 Monkeys movieseries