รีวิว 10 ผลงานที่ดีที่สุดของ Jennifer Lawrence ตัวแม่แห่งฮอลลีวูด

สวัสดีครับคอหนังทุกคน! ถ้าพูดถึงชื่อ “เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์” (Jennifer Lawrence) หรือที่หลายคนเรียกติดปากว่า J.Law ผมเชื่อว่าทุกคนต้องมีภาพจำของเธอในหัวที่ต่างกันออกไป บางคนจำเธอได้ในฐานะนักสู้สาวผู้มากับไฟ บางคนจำเธอในลุคสาวสุดเพี้ยนที่กวาดรางวัลออสการ์ หรือบางคนอาจจะจำวีรกรรมสุดฮาของเธอเวลาเดินพรมแดง

แต่วันนี้ เราจะพักเรื่องราวส่วนตัวเหล่านั้นไว้ แล้วมาเจาะลึกกันที่ “แก่นแท้” ของความเป็นนักแสดงของเธอแบบเน้นๆ ผมคัดมาให้เน้นๆ 10 เรื่องที่เราจะไม่มานั่งเล่าเรื่องย่อให้เสียเวลา แต่เราจะมาชำแหละกันที่ “มิติของการแสดง, งานภาพที่ส่งเสริมอารมณ์ และความลึกซึ้งของเนื้อเรื่อง” ในแบบที่เหมือนเรากำลังนั่งจิบกาแฟแล้วคุยเรื่องหนังกันหลังดูจบครับ ถ้าพร้อมแล้ว เรามาเริ่มดำดิ่งไปกับฝีมือการแสดงระดับมาสเตอร์พีซของเธอกันเลย!

Jennifer Lawrence

Winter’s Bone (2010)  ความดิบเถื่อนแห่งเทือกเขาโอซาร์ก

บอกเลยว่านี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้โลกภาพยนตร์ต้องหยุดมองผู้หญิงคนนี้

  • การแสดง เจนนิเฟอร์ในบท “รี ดอลลี่” ไม่ได้มาเพื่อเล่นละคร แต่เธอ “สวมวิญญาณ” ของเด็กสาวที่ถูกทิ้งให้แบกรับภาระครอบครัวในสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย คุณจะไม่ได้เห็นความสวยงามแบบฮอลลีวูดในเรื่องนี้ แววตาของเจนนิเฟอร์เต็มไปด้วยความหวาดระแวง ความแข็งกร้าว แต่ลึกๆ ซ่อนความเปราะบางเอาไว้ เธอใช้ภาษากายของคนที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนจริงๆ วิธีที่เธอเดิน วิธีที่เธอจับปืน หรือแม้แต่วิธีที่เธอสบตากับพวกผู้ใหญ่ที่น่ากลัว มันคือการแสดงที่ปราศจากการปรุงแต่ง ดิบ สด และทรงพลังจนน่าขนลุก
  • เนื้อเรื่องและภาพ โทนของหนังมันเย็นเยียบเข้าไปถึงกระดูกสมชื่อ งานภาพใช้สีหม่นๆ เทาอมฟ้า ท้องฟ้าที่ไร้แดด ป่าที่แห้งแล้ง กล้องมักจะจับภาพแบบ Handheld (ถือกล้องถ่าย) ทำให้เรารู้สึกเหมือนเป็นผู้สังเกตการณ์ที่กำลังเดินตามหลังเด็กสาวคนนี้เข้าไปในดงอันตราย ทุกช็อตมันขับเน้นความรู้สึกโดดเดี่ยวและไร้ทางออก ซึ่งส่งให้การแสดงของเจนนิเฟอร์ดูน่าเอาใจช่วยแบบสุดขีด

Silver Linings Playbook (2012)  เสน่ห์ของความพังพินาศ

เรื่องนี้คือเวทีประลองอารมณ์ที่ส่งให้เธอคว้ารางวัลออสการ์ตัวแรก และมันสมควรได้รับทุกประการ!

  • การแสดง ถ้าจะมีใครที่สามารถทำให้ “ความบ้าคลั่ง” ดูมีเสน่ห์และจับต้องได้ คนนั้นคือเธอ เจนนิเฟอร์รับบท “ทิฟฟานี่” หญิงสาวที่พังทลายจากความสูญเสีย สิ่งที่น่าทึ่งคือจังหวะ (Timing) ในการแสดงของเธอ มันเหมือนรถไฟเหาะตีลังกา นาทีหนึ่งเธอกำลังโวยวายสบถคำหยาบด้วยพลังงานที่ล้นทะลัก แต่อีกเสี้ยววินาทีเมื่อถึงฉากที่ต้องเปิดเผยแผลในใจ แววตาของเธอสลายความแข็งกร้าวลงกลายเป็นคนที่แสนจะเปราะบาง เคมีที่เข้าขากับ แบรดลีย์ คูเปอร์ เหมือนการปะทะกันของพายุทอร์นาโดสองลูกที่ลงตัวอย่างประหลาด
  • เนื้อเรื่องและภาพ ภาพในเรื่องนี้ไม่ได้เน้นความสวยงามอลังการ แต่เน้นการจับภาพปฏิกิริยาของตัวละคร กล้องมักจะขยับตามการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วของตัวละคร บทสนทนาที่สาดทับกันไปมาทำให้เรารู้สึกถึงความสับสนวุ่นวายในหัวของพวกเขา การใช้แสงในบ้านที่ดูอึดอัด สะท้อนถึงสภาวะจิตใจที่ยังหาทางออกไม่ได้ ก่อนจะค่อยๆ สว่างและมีพื้นที่มากขึ้นในฉากเต้นรำตอนท้าย

The Hunger Games Catching Fire (2013)  บาดแผลของผู้ชนะ

ลืมความเป็นหนังวัยรุ่นไปได้เลย ภาคนี้คือการสำรวจบาดแผลทางจิตใจ (PTSD) ที่ลึกซึ้งที่สุด

  • การแสดง หลายคนอาจจะจำฉากแอ็กชัน แต่สำหรับผม นี่คือการแสดงดราม่าขั้นสุดของเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ Jennifer Lawrence ในบท “แคตนิส เอฟเวอร์ดีน” เธอไม่ต้องพูดอะไรเยอะเลยเพื่อบอกว่าเธอเจ็บปวด แค่ฉากเปิดเรื่องที่เธอสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย หรือสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดผวาเมื่อต้องกลับเข้าไปในลานประลองอีกครั้ง เธอถ่ายทอดความรู้สึกของ “หมากรุกที่รู้ตัวว่ากำลังถูกหลอกใช้” ได้อย่างหมดจด ช็อตสุดท้ายของหนังที่กล้องซูมเข้าหน้าเธอ… จากความเศร้าสลด เปลี่ยนเป็นความสับสน และจบลงที่ความโกรธแค้นที่พร้อมจะลุกเป็นไฟ เป็นหนึ่งในการแสดงผ่านแววตาที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์หนังบล็อกบัสเตอร์
  • เนื้อเรื่องและภาพ งานภาพภาคนี้แบ่งแยกชนชั้นชัดเจนมาก ความหม่นหมอง แคบ และแออัดของเขต 12 ตัดสลับกับความสว่างจ้า สีสันฉูดฉาดจนน่าอึดอัดของแคปิตอล และเมื่อเข้าสู่ลานประลอง ผู้กำกับเปลี่ยนไปใช้อัตราส่วนภาพแบบ IMAX มันทำให้เรารู้สึกเหมือนถูกโยนลงไปในป่าพร้อมกับแคตนิส ความยิ่งใหญ่ของภาพมันกลับยิ่งข่มให้ตัวละครดูตัวเล็กและไร้ทางสู้

American Hustle (2013)  พายุหมุนในยุค 70s

ออกมาทีไร ขโมยซีนเรียบ! นี่คือคำจำกัดความของเธอในหนังเรื่องนี้

  • การแสดง “โรซาลิน” คือตัวละครที่คาดเดาอะไรไม่ได้เลย เจนนิเฟอร์เล่นบทแม่บ้านที่เต็มไปด้วยความอิจฉา ทะเยอทะยาน และมีความคิดตรรกะแบบพังๆ ได้อย่างมีสีสันสุดๆ เธอไม่ได้เล่นให้ดูเป็นตัวร้าย แต่เล่นให้เห็นถึงผู้หญิงที่พยายามเรียกร้องความสนใจในวิธีที่ผิดพลาด ฉากที่เธอลิปซิงค์เพลง “Live and Let Die” พร้อมกับเช็ดฝุ่นในบ้านด้วยอินเนอร์แบบดีว่าตัวแม่ คือความบ้าบิ่นทางการแสดงที่พิสูจน์ว่าเธอไม่ได้มีดีแค่บทดราม่าหนักๆ แต่จังหวะคอมเมดี้ร้ายๆ เธอก็เอาอยู่
  • เนื้อเรื่องและภาพ งานภาพเรื่องนี้คือการจัดเต็มของยุค 70s แสงสีทอง แสงนีออน เครื่องแต่งกายที่ฟู่ฟ่า เสื้อผ้าหน้าผมของเจนนิเฟอร์ถูกเซ็ตมาเพื่อเสริมพลังอำนาจให้กับตัวละคร กล้องมักจะจับภาพเธอในมุมที่ดูสง่างามแต่ก็แฝงความน่ารำคาญใจ คอสตูมชุดเดรสขาวที่เธอใส่ มันทั้งดึงดูดและอันตราย ซึ่งสะท้อนบุคลิกของตัวละครได้อย่างไร้ที่ติ

mother! (2017)  ฝันร้ายที่ไม่มีวันตื่น

นี่คือภาพยนตร์ที่จะทำให้คุณหายใจไม่ออก และเจนนิเฟอร์คือศูนย์กลางของความอึดอัดนั้น

  • การแสดง ขอคารวะให้กับความทุ่มเทของเธอ นี่น่าจะเป็นบทที่รีดพลังงานชีวิตของเธอไปมากที่สุด เจนนิเฟอร์รับบทเป็น “Mother” ที่ถูกรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวอย่างต่อเนื่อง การแสดงของเธอเริ่มจากความอ่อนโยน ค่อยๆ ไต่ระดับไปสู่ความวิตกกังวล ความกลัวขั้นสุด และระเบิดออกเป็นความเจ็บปวดแสนสาหัส คุณจะสัมผัสได้ถึงเสียงหอบหายใจ ความสับสน และแววตาที่วิงวอนขอความเมตตา เธอแบกรับน้ำหนักของหนังทั้งเรื่องไว้บนบ่า และสื่อสารความวิปลาสของสถานการณ์ออกมาจนคนดูรู้สึกประสาทเสียตาม
  • เนื้อเรื่องและภาพ ผู้กำกับ ดาร์เรน อโรนอฟสกี จงใจทรมานคนดูด้วยงานภาพ กล้องแทบจะถ่ายโคลสอัพ (Close-up) แค่หน้าของเจนนิเฟอร์ หรือไม่ก็ถ่ายข้ามไหล่เธอ (Over-the-shoulder) ตลอดทั้งเรื่อง! เราไม่เห็นสิ่งที่อยู่ไกลๆ เราเห็นแค่สิ่งที่เธอเห็นและรู้สึกอย่างที่เธอรู้สึก มุมกล้องแคบๆ ในบ้านที่ควรจะอบอุ่น กลับถูกเปลี่ยนให้เป็นกรงขัง การออกแบบเสียงที่จงใจให้ได้ยินเสียงไม้ลั่น เสียงกระซิบ ยิ่งทำให้ประสบการณ์การดูหนังเรื่องนี้เหมือนการถูกจับจ้องอยู่ตลอดเวลา

Joy (2015)  หญิงแกร่งแห่งจักรวาลม็อบถูพื้น

หนังชีวประวัติที่ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังบวกและความเด็ดเดี่ยวของผู้หญิงคนเดียว

  • การแสดง เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ Jennifer Lawrence รับบท “จอย มังกานา” สิ่งที่เธอทำได้ดีมากในเรื่องนี้คือการแสดงให้เห็นถึง “ความอดทนที่ใกล้จะขาดผึง” เธอต้องปะทะอารมณ์กับครอบครัวที่ทำตัวเป็นปลิงดูดเลือด เธอไม่ได้เล่นใหญ่โวยวายตลอดเวลา แต่เราจะเห็นการกัดฟันสู้ผ่านภาษากาย ฉากที่เธอต้องไปเจรจาธุรกิจในห้องที่เต็มไปด้วยผู้ชายใส่สูท เธอเปลี่ยนบุคลิกจากแม่บ้านธรรมดาให้กลายเป็นนักสู้ที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ ท่าทางการเดิน การเชิดหน้า มันคือการแสดงที่ค่อยๆ สร้างความน่าเกรงขามให้กับตัวละครทีละนิด
  • เนื้อเรื่องและภาพ งานภาพในเรื่องนี้เล่นกับ “แสง” อย่างน่าสนใจ ในตอนที่ชีวิตของจอยตกต่ำ ภาพจะดูทึมๆ เต็มไปด้วยเงา และบรรยากาศในบ้านที่ดูรกตา สะท้อนถึงชีวิตที่ยุ่งเหยิง แต่เมื่อเธอเริ่มคว้าความสำเร็จ แสงสว่างจ้าก็เริ่มสาดส่องเข้ามา เฟรมภาพดูสะอาดตาขึ้น มันคือสัญญะภาพที่บ่งบอกถึงความกระจ่างแจ้งในชีวิตและการหลุดพ้นจากอุปสรรค

Red Sparrow (2018)  สวยสั่งตาย ภายใต้ความเย็นชา

ลบภาพสายลับฮอลลีวูดเท่ๆ ไปได้เลย นี่คือความโหดร้ายของการเอาตัวรอด

  • การแสดง นี่คือหนึ่งในบทที่ดาร์กและท้าทายที่สุดของเธอ “โดมินิก้า” ไม่ใช่ซูเปอร์ฮีโร่ แต่เป็นคนที่ถูกบังคับให้ใช้ร่างกายและจิตวิทยาเป็นอาวุธ เจนนิเฟอร์ใช้ “ความนิ่ง” เป็นเครื่องมือหลักในการแสดง เราแทบไม่ได้เห็นเธอยิ้มหรือแสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมาเลย เธอใช้สายตาที่เย็นชาและการเคลื่อนไหวร่างกายที่สง่างามแบบอดีตนักบัลเลต์มาเป็นเกราะกำบัง การแสดงของเธอทำให้เราไม่สามารถเดาได้เลยว่าจริงๆ แล้วในหัวของตัวละครคิดอะไรอยู่ มันคือศิลปะแห่งการหลอกลวงที่แนบเนียนมาก
  • เนื้อเรื่องและภาพ งานภาพของหนังเรื่องนี้เน้นความสมมาตรและสถาปัตยกรรมแบบ Brutalist ของรัสเซียที่ดูแข็งกระด้าง เย็นชา โทนสีของหนังจะออกไปทางสีเทา สีดำ และตัดด้วยสีแดงสดในฉากสำคัญๆ เพื่อเน้นย้ำถึงความรุนแรงและอันตราย ความนิ่งของกล้องบวกกับการถ่ายทำที่เน้นบรรยากาศความอึมครึม สร้างความรู้สึกหวาดระแวงว่าไม่มีใครไว้ใจได้เลยในโลกใบนี้

Don’t Look Up (2021)  เสียงตะโกนที่ไม่มีใครได้ยิน

เมื่อนักวิทยาศาสตร์พยายามเตือนโลก แต่ดันกลายเป็นตัวตลกในยุคโซเชียล

  • การแสดง J.Law ในบท “เคท ดิบิแอสกี” คือตัวแทนของคนดูอย่างเราๆ ที่กำลังมองโลกที่บ้าบอคอแตกนี้ สิ่งที่ยอดเยี่ยมคือการผสมผสานระหว่างความตื่นตระหนกแบบสิ้นหวัง (Existential dread) เข้ากับจังหวะคอมเมดี้แบบหน้าตาย (Deadpan comedy) ฉากที่เธอระเบิดอารมณ์กลางรายการทีวีว่า “พวกเรากำลังจะตายกันหมด!” มันทั้งน่าขำในบริบทของหนังและน่าสลดใจในเวลาเดียวกัน เธอแสดงท่าทีของคนที่อึดอัดกับความโง่เขลาของผู้คนได้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด
  • เนื้อเรื่องและภาพ งานภาพและการตัดต่อคือหัวใจของความเสียดสีในเรื่องนี้ ผู้กำกับใช้การตัดต่อที่ฉับไว สลับกับภาพฟุตเทจของธรรมชาติ สัตว์โลก และมีมตลกๆ ในโซเชียลมีเดีย เพื่อล้อเลียนพฤติกรรมของมนุษย์ที่สนใจเรื่องไร้สาระมากกว่าวันสิ้นโลก โทนภาพในห้องข่าวหรือทำเนียบขาวจะสว่างจ้าดูประดิษฐ์ประดอย ขัดแย้งกับความจริงอันมืดมิดของอุกกาบาตที่กำลังพุ่งชนโลก

Causeway (2022)  บาดแผลที่ไร้เสียง

การกลับคืนสู่รากเหง้าของหนังอินดี้ และโชว์ศักยภาพการแสดงที่ลุ่มลึกที่สุด

  • การแสดง หลังจากไปโลดแล่นในหนังฟอร์มยักษ์ เจนนิเฟอร์กลับมาในบท “ลินซีย์” ทหารผ่านศึกที่ได้รับบาดเจ็บทางสมอง นี่คือ “Masterclass ของการแสดงแบบน้อยแต่มาก” (Underacting) ไม่มีบทพูดเยอะๆ ไม่มีฉากระเบิดอารมณ์ฟูมฟาย เธอใช้การแสดงผ่านความเชื่องช้าของร่างกาย สายตาที่เหม่อลอย และความยากลำบากในการทำกิจวัตรประจำวันง่ายๆ เพื่อสื่อให้เห็นถึงร่องรอยของบาดแผลทั้งทางกายและจิตใจ มันคือการแสดงที่เรียกร้องความเข้าอกเข้าใจจากคนดูอย่างแท้จริง
  • เนื้อเรื่องและภาพ ภาพยนตร์เดินเรื่องด้วยความเนิบช้าและเงียบสงบ งานภาพดูเป็นธรรมชาติสมจริง ไม่มีการจัดแสงที่หวือหวา กล้องมักจะแช่ภาพนิ่งๆ จับจ้องไปที่ลินซีย์ในอิริยาบถต่างๆ การปล่อยให้มีพื้นที่ว่างในเฟรมภาพ (Negative space) สะท้อนถึงความว่างเปล่าและความพยายามที่จะปะติดปะต่อชีวิตที่แตกสลายให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมของตัวละคร

No Hard Feelings (2023)  ทิ้งทวนความห่วงสวย สู่ความฮาแบบจัดเต็ม

ใครบอกว่านักแสดงออสการ์เล่นตลกหน้าตายไม่ได้? เจนนิเฟอร์ขอเถียงขาดใจ!

  • การแสดง ลืมภาพดราม่าควีนไปชั่วขณะ เพราะในบท “แมดดี้” เธอทุ่มสุดตัวแบบไม่ห่วงสวยเลยแม้แต่น้อย! มันน่าทึ่งมากที่ได้เห็นนักแสดงระดับท็อปยอมเล่นมุกตลกเจ็บตัวและมุก 18+ ด้วยความหน้าด้านหน้าทนขนาดนี้ จังหวะคอมเมดี้ของเธอแม่นยำมาก เธอรู้ว่าต้องใช้สายตายังไง หรือขยับร่างกายแบบไหนถึงจะทำให้สถานการณ์ที่ดูน่าอึดอัดกลายเป็นเรื่องฮากระจาย (โดยเฉพาะฉากต่อสู้ริมหาดที่กลายเป็นตำนานไปแล้ว) แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็ยังแทรกมิติของความเป็นมนุษย์ที่กำลังหลงทางและสิ้นหวังทางเศรษฐกิจเอาไว้ได้อย่างกลมกลืน
  • เนื้อเรื่องและภาพ ตัวหนังถ่ายทอดในบรรยากาศของเมืองตากอากาศที่ดูสดใส แสงแดดจัดจ้าน ท้องฟ้าสีคราม ซึ่งมันคอนทราสต์ (Contrast) กับชีวิตที่กำลังจะโดนยึดบ้านของนางเอกอย่างสิ้นเชิง งานภาพเป็นสไตล์หนังรอมคอมมาตรฐานที่ดูสบายตา เน้นการจับภาพรีแอคชันระหว่างตัวละครทั้งสองคนเป็นหลัก เพื่อปล่อยให้การแสดงและการต่อปากต่อคำเป็นตัวขับเคลื่อนเสน่ห์ของหนัง

บอกได้คำเดียวครับว่า ตลอดเส้นทางอาชีพของ Jennifer Lawrence เธอได้พิสูจน์แล้วว่าเธอไม่ใช่นักแสดงที่ถูกตีกรอบอยู่กับบทบาทใดบทบาทหนึ่ง เธอสามารถทำให้เราร้องไห้ หัวเราะ หวาดกลัว และเอาใจช่วยเธอได้อย่างหมดหัวใจ การแสดงของเธอไม่ได้เกิดจากการท่องบท แต่เกิดจากการทำความเข้าใจมนุษย์ในทุกๆ ด้าน movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *