นี่คือรีวิวเชิงลึกแบบเจาะลึกทุกอณูความรู้สึก สำหรับ “มหาเวทย์ผนึกมาร อุบัติการณ์ชิบูย่า (Jujutsu Kaisen Shibuya Incident)” และการส่งไม้ต่อเข้าสู่ภาค “จรดลล้างบาง (Culling Game)” โดยจะเน้นไปที่การวิเคราะห์แก่นเรื่อง งานภาพ และการแสดง ตามที่คุณต้องการครับ
นรกบนดินและความงดงามของความสิ้นหวัง รีวิวเจาะลึก “มหาเวทย์ผนึกมาร มูฟวี่ อุบัติการณ์ชิบูย่า x จรดลล้างบาง”

หากจะหาคำจำกัดความให้กับสิ่งที่เกิดขึ้นใน “อุบัติการณ์ชิบูย่า” (Shibuya Incident) และสิ่งที่กำลังจะตามมาใน “จรดลล้างบาง” (Culling Game) คำว่า “การล่มสลายที่สมบูรณ์แบบ” น่าจะเหมาะสมที่สุด นี่ไม่ใช่แค่อนิเมะโชเน็นสายต่อสู้ทั่วไปที่ตัวเอกชนะแล้วทุกคนมีความสุข แต่มันคือบันทึกความทรงจำของสงคราม ความสูญเสีย และการตั้งคำถามถึงคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ ภายใต้โปรดักชั่นระดับปีศาจของ MAPPA ที่ทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “ซีรีส์ฉายทางทีวี” กับ “ภาพยนตร์ฉายโรง” เลือนลางจนแทบมองไม่เห็น
นี่ไม่ใช่รีวิวที่จะมานั่งเล่าว่าใครสู้กับใคร แต่เราจะคุยกันถึง “จิตวิญญาณ” ของผลงานชิ้นนี้
1. การเล่าเรื่องและแก่นเรื่อง เมื่อฮีโร่ไม่ได้มาเพื่อกู้โลก แต่มาเพื่อ “แตกสลาย”
สิ่งที่ทำให้ภาคชิบูย่า (และต่อเนื่องไปถึงจรดลล้างบาง) แตกต่างจากอนิเมะเรื่องอื่นอย่างสิ้นเชิง คือ “การทรยศความคาดหวังของคนดู”
ในสูตรสำเร็จทั่วไป เรามักจะเชื่อลึกๆ ว่า “เดี๋ยวอาจารย์โกโจก็มา” หรือ “เดี๋ยวพระเอกก็ระเบิดพลังชนะ” แต่ภาคนี้ผู้เขียน (อ.เกเกะ) ได้กระชากความหวังนั้นทิ้งอย่างไม่ไยดี การผนึกโกโจ ซาโตรุ ไม่ใช่แค่จุดเปลี่ยนของพล็อต แต่มันคือการทำลาย “สมดุลของโลก” ทั้งใบ เมื่อพระเจ้าไม่อยู่ ปีศาจจึงเริงร่า และมนุษย์ธรรมดากลายเป็นเพียงเศษเนื้อ
ความโหดร้ายที่สมจริง (Realistic Brutality) เนื้อหาในพาร์ทนี้ไม่ได้ขายความโหดแค่เลือดสาด แต่มันคือความโหดร้ายทางอารมณ์ เราได้เห็นการตายที่ไม่สมเกียรติ การตายที่ไม่มีคำสั่งเสีย และการตายที่ไร้ความหมาย ซึ่งนี่แหละคือ “ความจริงของสงคราม” การเล่าเรื่องทำให้เรารู้สึกว่าตัวละครทุกตัว ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน ก็สามารถ “ดับ” ได้ในเสี้ยววินาที ความรู้สึกไม่ปลอดภัยนี้เองที่ตรึงคนดูให้หายใจไม่ทั่วท้องตลอดการรับชม
ปรัชญาของวิญญาณคำสาปและไสยเวท ในขณะที่ “อุบัติการณ์ชิบูย่า” คือการระเบิดออกของความรุนแรง ภาค “จรดลล้างบาง” ที่ตามมาคือการขยายขอบเขตนั้นไปสู่กติกาสังคมใหม่ มันเปลี่ยนจาก “สงครามฝ่ายธรรมะ vs อธรรม” ไปเป็น “Battle Royale ของการเอาตัวรอด” เนื้อหาพาเราไปสำรวจความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ และการตั้งคำถามว่า “มนุษย์ที่วิวัฒนาการแล้ว จำเป็นต้องมีความดีงามหลงเหลืออยู่หรือไม่?” ผ่านแผนการของเคนจาคุ
อิตาโดริ ยูจิ ในภาคนี้ไม่ใช่เด็กหนุ่มผู้ร่าเริงอีกต่อไป เขาคือ “เฟือง” ที่แตกสลายแต่ยังต้องหมุนต่อไป การพัฒนาตัวละครผ่านความเจ็บปวด (Trauma-driven character development) ในเรื่องนี้ทำออกมาได้ลึกซึ้ง จนคนดูแทบจะร้องขอให้เรื่องนี้ใจดีกับตัวเอกบ้างเถอะ

2. งานภาพและสุนทรียะ (Cinematography & Visuals) ศิลปะแห่งความโกลาหล
หากใครบอกว่างานภาพในซีซันนี้ “เผา” ผมขอเถียงขาดใจ เพราะสิ่งที่ MAPPA นำเสนอคือ “ศิลปะแนวทดลอง (Experimental Art)” ที่ยกระดับมาตรฐานอนิเมะยุคใหม่
การกำกับแสงและเงา (Lighting & Atmosphere) ชิบูย่าในเรื่องนี้ถูกย้อมด้วยสีแดงของเลือด แสงไฟนีออน และความมืดมิด บรรยากาศของเมืองโตเกียวใต้ดิน (รถไฟใต้ดิน) ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างน่าอึดอัด (Claustrophobic) การใช้แสงเงาที่ตัดกันอย่างรุนแรง (High Contrast) ในฉากต่อสู้ ช่วยเน้นย้ำอารมณ์ความตึงเครียด แตกต่างจากภาค 0 หรือภาคแรกที่ยังมีความสดใสของชีวิตวัยเรียน
คิวบู๊และการเคลื่อนไหว (Choreography & Animation Fluidity) สิ่งที่ต้องกราบคือ “มุมกล้อง” (Camera Work) ที่บ้าคลั่ง โดยเฉพาะในฉาก สุคุนะ ปะทะ โจโกะ และ สุคุนะ ปะทะ มโหรา
- ความดิบ (Rawness) ลายเส้นในช่วงต่อสู้มักจะถูกลดทอนรายละเอียดลง (Deformed) เพื่อเน้น “ความเร็ว” และ “แรงปะทะ” นี่ไม่ใช่ความผิดพลาด แต่มันคือสไตล์ที่เรียกว่า Webgen Animation ที่ให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังดูภาพสเก็ตช์ที่มีชีวิต มันสื่อถึงพลังที่มหาศาลจนลายเส้นปกติเอาไม่อยู่
- สเกลพลัง (Scale) การทำลายล้างเมืองชิบูย่าถูกถ่ายทอดออกมาได้ “อลังการและน่ากลัว” เราไม่ได้เห็นแค่ตึกพัง แต่เราเห็นเศษฝุ่น เห็นการสั่นสะเทือน และเห็นความพินาศในระดับมหภาค มันทำให้คนดูเชื่อว่า “นี่คือภัยพิบัติระดับประเทศ” จริงๆ
การกำกับศิลป์ในฉาก “นานามิ” ขอพูดถึงฉากนี้เป็นพิเศษ การตัดสลับระหว่าง “ความฝันบนชายหาดมาเลเซีย” กับ “ความจริงในนรกชิบูย่า” คือชั้นเชิงทางภาพยนตร์ระดับมาสเตอร์พีซ มันสวยงาม สงบเงียบ แต่กรีดหัวใจคนดูจนเหวอะหวะ การใช้ภาพเล่าเรื่องแทนคำพูดในฉากนี้คือจุดสูงสุดของงานศิลป์ในซีรีส์นี้
3. การแสดงและพลังเสียง (Performance & Voice Acting) จิตวิญญาณที่ถูกแผดเผา
งานภาพที่ดี ถ้าขาด “เสียง” ที่ถึงอารมณ์ ก็เหมือนร่างกายที่ไร้วิญญาณ แต่ในเรื่องนี้ ทีมนักพากย์ (Seiyuu) ได้มอบการแสดงระดับที่ควรค่าแก่รางวัลทุกสถาบัน
Junya Enoki (อิตาโดริ ยูจิ) เสียงกรีดร้องแห่งความสิ้นหวัง เอนากิซัง แบกรับภาระที่หนักอึ้งที่สุดในภาคนี้ เสียงของยูจิในช่วงท้ายของอุบัติการณ์ชิบูย่า ไม่ใช่เสียงตะโกนแบบตัวเอกโชเน็นที่ฮึดสู้ แต่มันคือเสียงของ “คนใจสลาย” เสียงร้องไห้ที่ปนไปกับน้ำมูก น้ำตา และความแค้น ความสั่นเครือในน้ำเสียงตอนที่พูดประโยค “ฉันคือแก… มาฮิโตะ” มันเต็มไปด้วยความเยือกเย็นที่น่าขนลุก เป็นพัฒนาการจากเด็กหนุ่มเสียงใสกลายเป็นเพชฌฆาตที่ไร้ความรู้สึก
Nobunaga Shimazaki (มาฮิโตะ) ความไร้เดียงสาที่น่าสะอิดสะเอียน การแสดงของชิมาซากิซังคือ MVP ของฝั่งตัวร้าย เขาทำให้มาฮิโตะดูเหมือนเด็กที่กำลังเล่นสนุกกับการฆ่าคน เสียงหัวเราะที่สดใสขัดแย้งกับการกระทำที่โหดเหี้ยม ยิ่งทำให้ตัวละครนี้น่ากลัวและน่ารังเกียจที่สุด การใส่อารมณ์ขี้เล่นในขณะที่กำลังทำลายจิตใจยูจิ เป็นการแสดงที่ “โรคจิต” ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
Yuichi Nakamura (โกโจ ซาโตรุ) ความมั่นใจที่พังทลาย แม้จะมีบทไม่เยอะเท่าคนอื่น แต่เสียงของนากามูระซังในช่วงที่ถูกผนึก สะท้อนให้เห็นถึงความประหลาดใจ ความผิดหวัง (ในตัวเพื่อนเก่า) และความกังวล ได้อย่างมีมิติ เขาเปลี่ยนจากเสียงที่ขี้เล่น มั่นใจ มาเป็นเสียงที่จริงจังและยอมรับชะตากรรมได้อย่างรวดเร็ว
Sukuna (Junichi Suwabe) ราชาผู้อยู่เหนือทุกสิ่ง เสียงทุ้มต่ำ เย่อหยิ่ง และทรงพลังของสุวะเบะซัง แค่พูดคำว่า “Gamble” (เดิมพันสิ) หรือตอนกางอาณาเขต ก็ทำให้คนดูรู้สึก “ยำเกรง” ได้ทันที พลังเสียงของเขาทำให้เรารู้สึกจริงๆ ว่าตัวละครนี้คือภัยธรรมชาติที่ไม่อาจต่อกรได้

บทสรุป มหาเวทย์ผนึกมาร รอยต่อสู่ “จรดลล้างบาง” ที่น่าจับตามอง
“มหาเวทย์ผนึกมาร อุบัติการณ์ชิบูย่า” ไม่ใช่อนิเมะสำหรับคนที่มองหาความบันเทิงแบบเบาสมอง แต่มันคืองานศิลปะที่พาเราไปสำรวจก้นบึ้งของจิตใจมนุษย์ผ่านเลนส์ของไสยเวท
- ด้านเนื้อเรื่อง เข้มข้น หักมุม และโหดร้ายแบบไม่ประนีประนอม
- ด้านภาพ ดุดัน จัดจ้าน และมีความเป็นภาพยนตร์สูงมาก (Cinematic Quality)
- ด้านการแสดง เข้าถึงอารมณ์จนคนดูเจ็บปวดตาม
เมื่อม่านของชิบูย่าปิดลง และ “จรดลล้างบาง” เริ่มต้นขึ้น ทิศทางของเรื่องจะเปลี่ยนไปสู่เกมการเอาชีวิตรอดที่ซับซ้อนขึ้น กฎเกณฑ์มากมายจะถูกนำมาใช้ และความสิ้นหวังจะยังคงอยู่ แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือ “ความหวังอันริบหรี่” ที่ยูจิและพรรคพวกต้องไขว่คว้ามันมา
หากคุณยังไม่ได้ดู หรือดูแล้วแต่ยังไม่ได้พินิจพิเคราะห์ในรายละเอียด ขอแนะนำให้กลับไปดูอีกครั้งโดยโฟกัสที่ “ภาษาภาพ” และ “น้ำเสียง” แล้วคุณจะพบว่า นี่คือหนึ่งในงานสร้างที่ปราณีตและทะเยอทะยานที่สุดในรอบทศวรรษ
คะแนนความน่าสนใจ มหาเวทย์ผนึกมาร 10/10 (สำหรับผู้ที่จิตใจแข็งแกร่งพอจะรับความสิ้นหวังได้)
บทสรุปเหตุการณ์ช่วงท้ายของ “อุบัติการณ์ชิบูย่า” ที่ส่งผลกระทบโดยตรงและปูทางเข้าสู่ภาค “จรดลล้างบาง” (Culling Game) แบบเน้นใจความสำคัญ เข้าใจง่าย และเก็บตกประเด็นหลักครบถ้วนครับ

1. จุดจบของอุบัติการณ์ชิบูย่า ความพ่ายแพ้ของฝ่ายมนุษย์
บทสรุปของศึกนี้คือ “ฝ่ายไสยเวทพ่ายแพ้อย่างราบคาบ” ญี่ปุ่นตกอยู่ในสภาวะโกลาหลสูงสุด
- โกโจ ซาโตรุ ถูกผนึกสมบูรณ์ “เสาหลัก” ของวงการไสยเวทหายไป ทำให้สมดุลของโลกพังทลาย คำสาปเริ่มออกอาละวาดอย่างอิสระ
- ความสูญเสียมหาศาล
- นานามิ เคนโตะ เสียชีวิต
- คุกิซากิ โนบาระ บาดเจ็บสาหัสปางตาย (สถานะไม่ชัดเจน แต่อยู่ในวิกฤต)
- มากิ เซนอิง ถูกไฟคลอกสาหัส
- โทโด เสียแขนและวิชาสลับที่ ใช้ไม่ได้อีก
- อินุมากิ แขนขาดจากอาณาเขตของสุคุนะ
- โตเกียวล่มสลาย เขตชิบูย่าและพื้นที่โดยรอบกลายเป็นเมืองร้าง เต็มไปด้วยวิญญาณคำสาป รัฐบาลล้มเหลวในการควบคุมสถานการณ์
2. แผนการที่แท้จริงของ “เคนจาคุ” (ผู้อยู่ในร่างเกะโท)
สิ่งที่เคนจาคุต้องการไม่ใช่แค่ปิดผนึกโกโจ แต่คือการ “บังคับให้มนุษยชาติวิวัฒนาการ”
- ดูดกลืนมาฮิโตะ เคนจาคุต่อสู้ชนะและใช้วิชา “อุซึมากิ” กลืนกินมาฮิโตะ ทำให้เขาได้รับพลัง “การแปรเปลี่ยนวิญญาณ” มาครอง
- เปิดใช้งานวิชาระยะไกล เคนจาคุใช้วิชาของมาฮิโตะ ปลุกกระตุ้นมนุษย์ 2 กลุ่มที่เขาเตรียมการไว้ล่วงหน้าทั่วญี่ปุ่น
- คนที่ได้รับวัตถุต้องสาปเข้าไป (เหมือนยูจิ) ให้กลายเป็น “ผู้ใช้คุณไสย” (เช่น อดีตจอมเวทในอดีตที่กลับมาเกิดใหม่)
- คนธรรมดาที่มีศักยภาพ ให้ตื่นขึ้นและใช้ไสยเวทได้
- ประกาศเริ่มเกม เคนจาคุปล่อยคำสาปนับล้านตัวออกมาและเริ่ม “จรดลล้างบาง” (Culling Game) โดยบังคับให้คนที่ถูกปลุกขึ้นมาต้องมาฆ่ากันเอง
3. ชะตากรรมของ “อิตาโดริ ยูจิ” และการกลับมาของ “อคคทสึ ยูตะ”
หลังจากจบศึกชิบูย่า สถานะของยูจิเปลี่ยนจากนักเรียนกลายเป็น “ตัวอันตรายระดับสูงสุด”
- โทษประหารชีวิต เบื้องบนของวงการไสยเวท (พวกคนแก่หัวโบราณ) ฉวยโอกาสที่โกโจไม่อยู่ สั่งลงโทษประหารชีวิตยูจิอีกครั้ง โดยอ้างเหตุผลว่าสุคุนะ (ในร่างยูจิ) ฆ่าคนไปจำนวนมากในชิบูย่า
- เพชฌฆาตคนใหม่ เบื้องบนแต่งตั้ง “อคคทสึ ยูตะ” (ตัวเอกภาค 0 ระดับพิเศษ) ให้มาเป็นผู้ลงมือสังหารยูจิด้วยตัวเอง
- ความรู้สึกผิด ยูจิแยกตัวออกมาจากเพื่อน ๆ เพราะรู้สึกผิดที่ตัวเองเป็นต้นเหตุให้คนตายมากมาย เขากลายเป็นคนไร้บ้านที่ไล่ปราบคำสาปไปวัน ๆ ด้วยจิตใจที่ด้านชา

มหาเวทย์ผนึกมาร สรุปย่อแบบเข้าใจง่าย (Bullet Points)
หากต้องจำใจความสำคัญเพื่อไปดูต่อ ให้จำแค่ 5 ข้อนี้ครับ
- โกโจไม่อยู่แล้ว โดนขังยาว ทำให้พวกเบื้องบนกลับมามีอำนาจสั่งการมั่วซั่ว
- ตัวร้ายชนะ เคนจาคุทำสำเร็จทุกอย่าง ทั้งผนึกโกโจ ทั้งได้พลังมาฮิโตะ และเริ่มแผนล้างโลก
- เริ่มเกม Battle Royale เคนจาคุเสกให้คนทั่วญี่ปุ่นมีพลังพิเศษ แล้วบังคับให้สู้กันเองในเขตต่าง ๆ (เรียกว่า จรดลล้างบาง) เพื่อรวบรวมพลังงานไปสร้างสิ่งมีชีวิตขั้นสุดยอด
- ยูจิเป็นอาชญากร โดนสั่งเก็บ โดยมี “ยูตะ” (ศิษย์พี่สุดโหด) รับงานมาฆ่า
- เมงุมิเป็นหัวหน้าตระกูล โกโจฝากฝังไว้ว่าถ้าตัวเองเป็นอะไรไป ให้เมงุมิขึ้นเป็นผู้นำตระกูลเซนอิง (ซึ่งจะมีผลมากในภาคต่อไป)
Next Step เรื่องราวต่อจากนี้คือ ยูจิกับเมงุมิ ต้องร่วมมือกันเพื่อ “หยุดเกมมรณะนี้” และ “หาทางช่วยโกโจออกมา” ครับ
สรุป มหาเวทย์ผนึกมาร “กฎ 8 ข้อของเกมจรดลล้างบาง (Culling Game)” แบบเข้าใจง่ายที่สุดครับ
กฎข้อที่ 1 การเข้าร่วม
“ผู้เล่นที่ตื่นขึ้นมา ต้องประกาศเข้าร่วมเกมในโคโลนี (เขตต่อสู้) ที่ตนเลือก ภายใน 19 วัน”
- แปลง่ายๆ พวกคนที่จู่ๆ ก็ได้พลังมา (จากการกระทำของเคนจาคุ) มีเวลา 19 วัน ในการเดินทางไปรายงานตัวที่สนามรบ (โคโลนี) ที่ไหนก็ได้ ถ้าไม่ไป… ดูข้อ 2
กฎข้อที่ 2 บทลงโทษของการไม่เข้าร่วม
“หากฝ่าฝืนข้อ 1 จะถูกริบวิชาอาคม”
- แปลง่ายๆ ถ้าไม่ยอมไปรายงานตัวใน 19 วัน จะ “ตาย”
- ทำไมถึงตาย? สำหรับคนที่ถูกเคนจาคุปลุกพลังขึ้นมา การ “ริบวิชาอาคม” จะส่งผลกระทบต่อสมองโดยตรง ทำให้เสียชีวิตทันที ไม่ใช่แค่เสียพลังเฉยๆ
กฎข้อที่ 3 คนนอก
“ผู้ที่ไม่ได้เป็นผู้เล่น หากเข้ามาในโคโลนี จะถือว่าเป็นผู้เล่นทันทีเมื่อก้าวเข้ามา”
- แปลง่ายๆ คนธรรมดา หรือผู้ใช้คุณไสยคนอื่น (อย่างพวกยูจิ เมงุมิ) ที่เดินดุ่มๆ เข้าไปในเขตต่อสู้ จะถูกนับว่าเป็น “ผู้เล่น” โดยอัตโนมัติ ออกไม่ได้จนกว่าจะจบเกมหรือทำตามเงื่อนไขบางอย่าง
กฎข้อที่ 4 การได้คะแนน
“ผู้เล่นจะได้คะแนนจากการสังหารผู้เล่นคนอื่น”
- แปลง่ายๆ เกมนี้ไม่มีแต้มจากการทำเควส วิธีเดียวที่จะได้แต้มคือ “ฆ่าคนอื่น”
กฎข้อที่ 5 ค่าคะแนน
“มูลค่าคะแนนจะถูกกำหนดโดยเกมมาสเตอร์ ผู้ใช้คุณไสย = 5 คะแนน, คนธรรมดา = 1 คะแนน”
- แปลง่ายๆ
- ฆ่าพวกมีพลัง (Sorcerers) ได้ 5 แต้ม
- ฆ่าคนปกติ (Non-sorcerers) ได้ 1 แต้ม
กฎข้อที่ 6 การแลกรางวัล
“ผู้เล่นสามารถใช้ 100 คะแนน แลกกับการเพิ่มกฎใหม่ได้ 1 ข้อ”
- แปลง่ายๆ ถ้าฆ่าคนจนครบ 20 คน (สำหรับพวกมีพลัง) จะได้ 100 แต้ม เอาแต้มนี้ไป “ขอเพิ่มกฎ” ได้ เพื่อสร้างความได้เปรียบ หรือเพื่อช่วยเพื่อน (นี่คือเป้าหมายหลักของพวกยูจิ คือเก็บแต้มมาแก้กฎเพื่อช่วยพี่สาวเมงุมิ)
- หมายเหตุ เพิ่มกฎได้ แต่ ลบ กฎเดิมไม่ได้
กฎข้อที่ 7 ขอบเขตของกฎใหม่
“เกมมาสเตอร์ต้องยอมรับกฎใหม่นั้น ตราบใดที่มันไม่ส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนของเกม”
- แปลง่ายๆ จะขอกฎอะไรก็ได้ แต่ห้ามขอให้ “จบเกม” หรือกฎที่ทำให้เกมพัง (Game Master คือชิกิงามิรูปร่างเหมือนภูตน้อย ชื่อ “โคงาเนะ” ที่ลอยตามตัวผู้เล่นทุกคน)
กฎข้อที่ 8 การบังคับสู้ (กันพวกสายซุ่ม)
“หากคะแนนของผู้เล่นไม่มีการเปลี่ยนแปลงนาน 19 วัน จะถูกริบวิชาอาคม”
- แปลง่ายๆ ห้ามอู้ ห้ามแอบซ่อนตัวเฉยๆ ถ้าคะแนนไม่ขยับ (ไม่ฆ่าใคร หรือไม่ใช้แต้มแลกกฎ) เกิน 19 วัน “ตาย”
- กฎข้อนี้โหดมาก เพราะมันบังคับให้ทุกคนต้องออกไปฆ่ากันเรื่อยๆ เพื่อต่ออายุตัวเองไปวันๆ
สรุปเป้าหมายของพวกยูจิในเกมนี้
เมื่อรู้กฎแล้ว แผนของทีมพระเอกคือ
- เข้าไปในเกม (เป็นผู้เล่นตามกฎข้อ 3)
- ตามหาตัวผู้เล่นที่มีคะแนนเยอะๆ (เช่น ฮิคุรุมะ ทนายความสุดโหด หรือ คาชิโมะ เทพสายฟ้า)
- เอาชนะ แล้วบังคับให้พวกนั้นใช้ 100 คะแนน “เพิ่มกฎที่อนุญาตให้ผู้เล่นโอนคะแนนให้กันได้” หรือ “กฎที่อนุญาตให้คนออกจากเกมได้”
- เพื่อช่วย ซึมิกิ (พี่สาวเมงุมิ) ที่โดนบังคับเล่นเกมนี้ ให้ออกไปได้อย่างปลอดภัย movieseries
ถ้าเข้าใจกฎพวกนี้แล้ว พอดูภาคนี้จะสนุกขึ้นมาก เพราะมันคือเกมใช้สมองและการเจรจาพอๆ กับการต่อสู้ครับ!