นี่คือบทรีวิวเจาะลึกภาพยนตร์เรื่อง Jumanji (1995) หรือ จูแมนจี้ เกมดูดโลกมหัศจรรย์ ฉบับ Long-Form Review ที่เน้นการวิเคราะห์แก่นเรื่อง งานภาพ และพลังทางการแสดง โดยไม่เน้นการเล่าเรื่องย่อ เพื่อให้คุณได้เนื้อหาที่เข้มข้น ลึกซึ้ง และอ่านเพลินเหมือนนั่งคุยกับคอหนังตัวยงครับ
รีวิวเจาะลึก Jumanji 1995 – เสียงกลองแห่งตำนาน บาดแผลของวัยเด็ก และความระทึกที่ CG ยุคใหม่ก็แทนที่ไม่ได้

ถ้าคุณลองหลับตาแล้วนึกถึงหนังเรื่องนี้ สิ่งแรกที่ลอยเข้ามาในหัวไม่ใช่ภาพสัตว์ป่า แต่มันคือ “เสียง”… เสียงกลองทามาทามที่ดังก้องมาจากเนื้อไม้ ตึก… ตึก… ตึก… เสียงที่ปลุกสัญชาตญาณความกลัวและความอยากรู้อยากเห็นของเราให้ตื่นขึ้น Jumanji ฉบับปี 1995 ไม่ใช่แค่หนังแฟนตาซีผจญภัยสำหรับครอบครัวธรรมดา แต่มันคือผลงานมาสเตอร์พีซที่ซ่อน “ความดาร์ก” และ “จิตวิทยา” เอาไว้ภายใต้ฉากหน้าของเกมกระดาน วันนี้เราจะมาแกะกล่องเกมนี้กันอีกครั้ง โดยไม่พูดถึงกฎกติกา แต่จะพูดถึง “เวทมนตร์” ที่ทำให้หนังเรื่องนี้ยังคงความขลังมาเกือบ 30 ปี
1. บทภาพยนตร์และการเล่าเรื่อง ความโหดร้ายที่ซ่อนอยู่ในคำว่า “เกม”
สิ่งที่ทำให้ Jumanji 1995 แตกต่างจากหนังภาคต่อรุ่นใหม่ (The Rock) อย่างสิ้นเชิง คือ “โทน” (Tone) ของหนังครับ
บทหนังเรื่องนี้มีความกล้าหาญมากที่เลือกนำเสนอ “ความกลัว” อย่างตรงไปตรงมา หนังไม่ได้ประนีประนอมกับคนดูว่าเป็นหนังเด็ก แต่มันคือหนังระทึกขวัญ (Thriller) ในคราบหนังแฟนตาซี หากเรามองข้ามเรื่องสัตว์ป่าอาละวาดไป แก่นแท้ของ Jumanji คือเรื่องราวของ “เวลาที่สูญหาย” และ “ปมขัดแย้งระหว่างพ่อลูก”
ความชาญฉลาดของการเขียนบท หนังเลือกที่จะเล่นกับความรู้สึก “Claustrophobic” หรือความรู้สึกที่ถูกบีบคั้นในพื้นที่จำกัด แม้ชื่อเรื่องจะบอกว่าเป็นโลกกว้าง (Jungle) แต่เกือบทั้งเรื่องเหตุการณ์กลับเกิดขึ้นใน “บ้าน” หลังเดียว บทหนังเก่งมากในการเปลี่ยนบ้านที่ควรจะเป็น Safe Zone ให้กลายเป็นสนามรบที่อันตรายที่สุด การที่ป่ารุกคืบเข้ามาในบ้าน ไม่ใช่แค่กิมมิคความสนุก แต่มันเป็นสัญลักษณ์ของการที่ “ความโกลาหล” (Chaos) เข้ามาพังทลาย “ระเบียบวินัย” (Order) ของครอบครัวที่เคร่งครัด
ประเด็นจิตวิทยาที่ลึกซึ้ง จุดที่น่าสนใจที่สุดของบท คือการเขียนให้ตัวละคร “อลัน ปาร์ริช” (Alan Parrish) ต้องติดอยู่ในเกมนานถึง 26 ปี บทหนังไม่ได้แค่ให้เขาไปเที่ยวป่า แต่พรากช่วงเวลาชีวิตวัยรุ่นและวัยหนุ่มของเขาไปจนหมดสิ้น นี่คือความโหดร้ายระดับโศกนาฏกรรม และเมื่อเขากลับมา เขากลับมาในร่างผู้ใหญ่ที่มีจิตใจเป็นเด็ก (Man-child) ที่ต้องมาเผชิญหน้ากับโลกความจริงที่พ่อแม่เสียชีวิตไปหมดแล้ว บทหนังจุดนี้มีความดราม่าที่หนักแน่นมาก ทำให้คนดูไม่ได้แค่ “ลุ้น” ให้หนีเสือพ้น แต่ “เอาใจช่วย” ให้เขาได้ชีวิตคืนมา
อีกจุดหนึ่งที่บททำได้ยอดเยี่ยมคือ “แนวคิดเรื่องรางวัล” เกมส่วนใหญ่เล่นชนะแล้วจะได้สมบัติ แต่ Jumanji เล่นชนะแล้วรางวัลคือ “ทุกอย่างกลับไปเป็นเหมือนเดิม” บทสอนสัจธรรมที่ว่า บางครั้งชัยชนะสูงสุดในชีวิต ไม่ใช่การได้ลาภยศ แต่คือการได้โอกาสกลับไปแก้ไขความผิดพลาดในอดีต

2. งานภาพและวิชวลเอฟเฟกต์ (Visuals) เสน่ห์ของงานทำมือปะทะยุคดิจิทัล
ต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า หากเราเปิดดู Jumanji วันนี้ด้วยความละเอียด 4K เราจะเห็นความลอยของ CGI ยุค 90 อย่างชัดเจน โดยเฉพาะฉากฝูงลิง หรือฉากน้ำป่าไหลหลาก แต่นั่น ไม่ได้ลดทอนความน่ากลัวลงเลย กลับกัน มันมีเสน่ห์บางอย่างที่หนังยุคนี้ทำไม่ได้
ความน่ากลัวของ Animatronics (หุ่นกล) ฮีโร่ที่แท้จริงของงานภาพในเรื่องนี้คือทีมงานทำหุ่นกลครับ สิงโตในเรื่อง จระเข้ หรือแม้แต่พืชกินคน มันมี “น้ำหนัก” และ “พื้นผิว” ที่จับต้องได้จริง ฉากที่สิงโตยืนจ้องอลันบนเตียงนอน สายตาของหุ่นกลตัวนั้นมีความตายด้านแต่คุกคาม งานแสงเงาในยุคนั้นที่มักจะจัดแสงให้มืดสลัว (Low-key lighting) เพื่อปกปิดจุดบกพร่องของ CG กลับกลายเป็นผลดีที่ช่วยสร้างบรรยากาศความไม่น่าไว้วางใจ ความมืดในบ้านตระกูลปาร์ริชจึงดูขลังและน่ากลัวกว่าบ้านสว่างๆ ในหนังสมัยใหม่
งานออกแบบศิลป์ (Production Design) สิ่งที่ต้องชื่นชมคือการออกแบบ “ความเสื่อมโทรม” บ้านที่ค่อยๆ ถูกเถาวัลย์ยึดครองมันดูสมจริงมาก มันไม่ใช่แค่แปะใบไม้เข้าไป แต่มันคือการเปลี่ยนโครงสร้างบ้าน พื้นไม้ที่แตกออก เฟอร์นิเจอร์ที่ผุพัง ทุกอย่างมันสะท้อนสภาวะจิตใจของตัวละครที่ค่อยๆ พังทลาย และที่ขาดไม่ได้คือ “ตัวกระดานเกม” งานแกะสลักไม้ที่ดูวิจิตรบรรจง การเคลื่อนไหวของตัวหมากแม่เหล็ก และหน้าจอกลางกระดานที่ค่อยๆ ปรากฏตัวหนังสือ มันคืองานออกแบบที่คลาสสิกเหนือกาลเวลา เป็น Props ในตำนานที่เห็นแค่แวบเดียวก็จำได้

3. การแสดง (Acting) หัวใจและจิตวิญญาณของ Jumanji
ถ้า Jumanji ไม่มี Robin Williams หนังเรื่องนี้อาจเป็นแค่หนังเกรดบีที่มีสัตว์ประหลาดออกมาไล่กัดคน การแสดงของเขาคือเดอะแบกที่แท้จริง และนักแสดงสมทบคนอื่นๆ ก็ทำหน้าที่รับส่งได้อย่างไร้ที่ติ
Robin Williams ในบท Alan Parrish
นี่คือมาสเตอร์คลาสของการแสดงบท “เด็กในร่างผู้ใหญ่” โรบิน วิลเลียมส์ ถ่ายทอดแววตาของคนที่หวาดกลัว (Trauma) ได้อย่างน่าขนลุก เขาไม่ได้เล่นเป็นฮีโร่แอ็กชันที่เก่งกล้า แต่เขาเล่นเป็นคนที่ “รอดตายมาได้”
- ความตลกที่เจือความเศร้า ในฉากตลก เขาใส่พลังความบ้าคลั่งตามสไตล์ของเขา แต่ถ้าสังเกตดีๆ ทุกมุกตลกของอลัน มันเกิดจากความไม่ทันโลก และความโหยหาการยอมรับ เขาทำให้เราเชื่อว่าเขาคือเด็ก 12 ขวบที่ถูกขังในร่างชายวัย 40 จริงๆ
- ฉากระเบิดอารมณ์ ฉากที่เขารู้ว่าพ่อแม่เสียชีวิตไปแล้ว หรือฉากที่เขาต้องเผชิญหน้ากับความกลัวต่อหน้านายพราน แววตาของโรบินเปลี่ยนจากความขี้เล่นเป็นความมุ่งมั่นที่เจ็บปวด การแสดงของเขาทำให้หนังเรื่องนี้มี “หัวใจ”
Jonathan Hyde กับบทบาทแพ็กคู่ (พ่อ / Van Pelt)
นี่คือความอัจฉริยะของการแคสติ้ง (Casting) ที่หลายคนอาจไม่ทันสังเกตในตอนเด็ก นักแสดงที่เล่นเป็นพ่อของอลัน (ผู้เข้มงวด) และ นายพราน Van Pelt (ผู้ไล่ล่า) คือคนเดียวกัน!
- สัญลักษณ์ทางจิตวิทยา การใช้นักแสดงคนเดียวกันสื่อความหมายชัดเจนว่า สิ่งที่อลันวิ่งหนีมาตลอดชีวิตไม่ใช่สัตว์ป่า แต่คือ “ความกดดันจากพ่อ” นายพรานคือตัวแทนความคาดหวังของพ่อที่ไล่ล่าเขาไม่จบสิ้น
- การแสดง Jonathan Hyde เล่นได้น่าหมั่นไส้และน่ากลัวในเวลาเดียวกัน ในบทพ่อเขาดูเย็นชา แต่ในบทนายพรานเขาดูบ้าคลั่ง การที่อลันต้องยืนหยัดสู้นายพรานในตอนท้าย จึงเท่ากับว่าเขาได้ก้าวข้ามปมในใจที่มีต่อพ่อได้สำเร็จ
Kirsten Dunst และ Bradley Pierce (เด็กๆ ในเรื่อง)
ในยุคนั้น การหานักแสดงเด็กที่ไม่ทำตัวน่ารำคาญเป็นเรื่องยาก แต่คู่นี้ทำได้ดีมาก โดยเฉพาะ Kirsten Dunst (ในบท Judy) เธอเล่นเป็นเด็กที่ต้องสร้างกำแพงขึ้นมาปกป้องตัวเองจากการสูญเสียพ่อแม่ ความนิ่งและความช่างประชดประชันของเธอ (Cynical) ตัดกันได้ดีกับความไร้เดียงสาของ Robin Williams ทำให้เกิดเคมีที่น่าสนใจระหว่าง “ผู้ใหญ่ที่เป็นเด็ก” กับ “เด็กที่ต้องรีบเป็นผู้ใหญ่”
Bonnie Hunt (Sarah Whittle)
เธอคือตัวละครที่ถูกประเมินค่าต่ำที่สุด (Underrated) บอนนี่ ฮันต์ รับบทเป็นคนที่ต้องแบกรับความรู้สึกผิดมาตลอด 26 ปี เธอเล่นบทของผู้หญิงที่สติแตก (Neurotic) ได้อย่างเป็นธรรมชาติและน่ารัก การแสดงของเธอช่วยดึงจังหวะหนังให้ไม่เครียดจนเกินไป และเป็นตัวเชื่อมโยงทางอารมณ์ระหว่างอดีตกับปัจจุบัน

บทสรุป ทำไม Jumanji 1995 ถึงเป็นหนังที่ “ตายยาก”
Jumanji ภาคแรกไม่ใช่หนังที่ขายแค่ความตื่นเต้น แต่มันคือหนังที่พูดถึง “การเติบโต” (Coming of Age) ได้อย่างเจ็บแสบและงดงาม ภายใต้ฉากฝูงสัตว์กระทืบบ้าน มันคือเรื่องราวของการให้อภัยตัวเอง การยอมรับความผิดพลาด และความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับปัญหา (หรือนายพราน) แทนที่จะวิ่งหนี
งานภาพอาจจะเก่าตามกาลเวลา แต่ “งานอารมณ์” ยังคงสดใหม่ การแสดงของ Robin Williams คือจิตวิญญาณที่ไม่มีเทคโนโลยีไหนสร้างขึ้นมาทดแทนได้
ถ้าคุณต้องการดูหนังที่ทำให้หัวใจเต้นแรงด้วยความลุ้นระทึก พร้อมกับน้ำตาซึมในความสัมพันธ์ของพ่อลูก และจบลงด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจอย่างที่สุด Jumanji 1995 ยังคงเป็นกระดานเกมที่คุณควรหยิบมาเปิดเล่นซ้ำ… แม้จะรู้ว่าต้องเจอกับอะไรก็ตาม
คะแนนรีวิวส่วนตัว
- เนื้อเรื่อง 10/10 (ชั้นเชิงในการเล่าเรื่องและการวางปมจิตวิทยาทำได้ยอดเยี่ยม)
- การแสดง 10/10 (Robin Williams คือตำนาน และทีมนักแสดงสมทบที่ลงตัว)
- งานภาพ 8.5/10 (หักคะแนนตามยุคสมัย แต่ให้คะแนนพิเศษงานหุ่นกลและ Art Direction)
- ความคลาสสิก 100/10
“ในป่าดงพงพีมีภัยร้าย หากไม่อยากตายจงรอ… จนกว่าลูกเต๋าจะออกห้าหรือแปด”

บทสรุปท้ายเรื่อง (Ending Explained) แบบละเอียดของภาพยนตร์เรื่อง Jumanji (1995)
1. ฉากไคลแมกซ์: การเผชิญหน้าครั้งสุดท้าย (The Final Confrontation)
ในขณะที่บ้านตระกูลปาร์ริชกำลังพังพินาศจากแผ่นดินไหว ฝูงสัตว์ป่า และเถาวัลย์ยักษ์ อลัน ปาร์ริช (Robin Williams) มาถึงตาเดินครั้งสุดท้าย แต่ลูกเต๋ากระเด็นหลุดมือไป
ในวินาทีนั้น นายพราน แวน เพลต์ (Van Pelt) เดินเข้ามาพร้อมปืน เพื่อจะจบชีวิตอลัน (เขาต้องการฆ่าอลันเพื่อให้เกมจบในแบบของเขา) แต่ครั้งนี้อลันไม่วิ่งหนีอีกต่อไป เขายืนหยัดเผชิญหน้ากับความกลัวและนายพรานอย่างกล้าหาญ โดยยอมรับชะตากรรม ซึ่งเป็นการปลดล็อกปมในใจของเขาที่หนีปัญหามาตลอดชีวิต
จังหวะนั้นเอง ลูกเต๋าที่ตกพื้นหยุดหมุนและแต้มออกตามที่ต้องการ ตัวหมากของอลันเดินเข้าเส้นชัย อลันตะโกนคำว่า “Jumanji!” ออกมาสุดเสียง
2. การย้อนกลับของเวทมนตร์ (The Reversal)
ทันทีที่คำว่า Jumanji ถูกเอ่ยขึ้น เวทมนตร์ของเกมเริ่มทำงานย้อนกลับ ลมพายุหมุนขนาดใหญ่เกิดขึ้นกลางบ้าน ดูดกลืนทุกสิ่งที่เป็นภัยคุกคามจากเกมกลับเข้าไปในกระดาน
- นายพราน แวน เพลต์ ถูกดูดกลับเข้าไป
- ฝูงสัตว์ป่า เถาวัลย์ และน้ำป่า หายวับไป
- อลันและซาร่าห์ (Sarah) กอดกันแน่นขณะที่โลกปัจจุบันกำลังสลายไป
3. กลับสู่จุดเริ่มต้น ปี 1969 (The Reset)
ฉากตัดกลับมาที่ห้องนั่งเล่นในบ้านปาร์ริช ปี 1969 อีกครั้ง อลันและซาร่าห์กลับมาเป็นเด็ก (ในร่างเดิมตอนต้นเรื่อง) ความทรงจำจากอนาคตยังอยู่ครบถ้วน
พ่อของอลัน (Sam Parrish) เดินกลับเข้ามาในบ้านเพราะลืมเอกสาร อลันที่ผ่านความตายและความคิดถึงพ่อมาตลอด 26 ปี วิ่งเข้าไปสวมกอดพ่อแน่นและขอโทษทุกอย่าง เขาบอกรักพ่อ ซึ่งทำให้พ่อของเขาเปลี่ยนใจ ยอมรับฟังลูก และตัดสินใจ ไม่ส่งอลันไปโรงเรียนประจำ (Cliffside School)
นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ (Turning Point) ที่แก้ไขไทม์ไลน์ชีวิตของอลัน เขาไม่ต้องติดอยู่ในเกม และพ่อกับแม่ของเขาก็ไม่ต้องออกตามหาเขาจนเสียชีวิต (ตามไทม์ไลน์เดิม พ่อแม่ตายในปี 1991 เพราะตรอมใจและทุ่มเงินตามหาลูก)
หลังจากนั้น อลันและซาร่าห์รีบนำกระดานเกม Jumanji 1995 ใส่โซ่ล่ามถ่วงน้ำหนัก แล้วโยนทิ้งลงแม่น้ำ เพื่อไม่ให้ใครต้องมาเจอฝันร้ายแบบพวกเขาอีก
4. อนาคตใหม่ Jumanji 1995 (The New Future)
หนังตัดภาพมาที่งานปาร์ตี้คริสต์มาส ปี 1995 บรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง บ้านปาร์ริชยังคงสวยงามและอบอุ่น พ่อและแม่ของอลันยังมีชีวิตอยู่
- อลันและซาร่าห์: ทั้งคู่แต่งงานกันและกำลังจะมีลูก อลันรับช่วงต่อกิจการโรงงานรองเท้าของพ่อ
- การกลับมาของ Judy และ Peter: ในงานปาร์ตี้ เพื่อนร่วมงานของอลันและซาร่าห์มาร่วมงานด้วย พวกเขาคือ Jim และ Martha Shepherd ซึ่งพาลูกสองคนมาด้วย นั่นคือ จูดี้ (Judy) และ ปีเตอร์ (Peter)
จุดที่น่าประทับใจที่สุด: จูดี้และปีเตอร์ในไทม์ไลน์ใหม่นี้ “จำไม่ได้” ว่าเคยผจญภัยกับอลันและซาร่าห์ เพราะเหตุการณ์เหล่านั้นไม่เคยเกิดขึ้นในเส้นเวลานี้ แต่ อลันและซาร่าห์จำเด็กทั้งสองได้แม่นยำ
5. การแก้ไขโศกนาฏกรรมครั้งสุดท้าย (Saving the Shepherds)
ในไทม์ไลน์เดิม พ่อแม่ของจูดี้และปีเตอร์เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ระหว่างไปทริปสกีที่แคนาดา ทำให้อลันและซาร่าห์รีบเข้าขัดขวางทันทีที่รู้ว่าพวกเขากำลังวางแผนจะไปทริปนั้น
อลันและซาร่าห์ตะโกนห้ามพร้อมกัน และอลันใช้วิธีบอกว่า “คุณต้องเริ่มงานโปรเจกต์ใหม่ให้ผมก่อน” เพื่อรั้งตัว Jim และ Martha ไว้ ทำให้ครอบครัว Shepherd ไม่ได้ไปทริปมรณะนั้น เท่ากับว่า อลันและซาร่าห์ได้ช่วยชีวิตพ่อแม่ของเด็กทั้งสองคนไว้ เป็นการตอบแทนที่เด็กๆ เคยช่วยชีวิตพวกเขาในอีกไทม์ไลน์หนึ่ง
6. บทส่งท้าย (The Cliffhanger)
หนังจบลงด้วยภาพที่ชายหาดแห่งหนึ่งในประเทศฝรั่งเศส เด็กผู้หญิงสองคนกำลังเดินเล่นและได้ยินเสียงกลองทามาทามดังมาจากพื้นทราย… กล้องแพนไปเห็นกระดาน Jumanji ที่ถูกฝังอยู่ครึ่งหนึ่ง
เป็นการบอกคนดูว่า “เกมยังไม่จบ มันแค่รอผู้เล่นคนต่อไป”
สรุปความหมายของตอนจบ
ตอนจบของ Jumanji 1 คือความสมบูรณ์แบบของการเล่าเรื่องแบบ “กู้คืนเวลาที่เสียไป” (Reclaiming Lost Time) อลันไม่ได้แค่เอาชนะเกม แต่เขาเอาชนะอีโก้ของตัวเอง และได้โอกาสกลับไปแก้ไขความสัมพันธ์กับพ่อ ซึ่งเป็นแก่นแท้ที่หนังต้องการสื่อสารครับ movieseries
สรุปไทม์ไลน์สำหรับดูต่อเนื่อง
ถ้าคุณอยากดูให้ครบจักรวาล แนะนำให้ดูตามลำดับนี้ครับ:
- Jumanji 1995 – ต้นฉบับคลาสสิก (ดราม่า/ระทึกขวัญ)
- Jumanji Welcome to the Jungle (2017) – ภาคต่อยุคใหม่ (แอ็กชัน/คอมเมดี้)
- Jumanji The Next Level (2019) – ภาคต่อที่ขยายสเกลความฮา
Jumanji Welcome to the Jungle (2017) – จูแมนจี้ เกมดูดโลกบุกป่ามหัศจรรย์
- สถานะ ภาคต่ออย่างเป็นทางการ (Sequel / Soft Reboot)
- ความเชื่อมโยง มีการพูดถึง Alan Parrish (Robin Williams) ตัวละครจากภาค 1 อย่างชัดเจน เพื่อเป็นการให้เกียรติตนฉบับ
- จุดเปลี่ยนสำคัญ หนังฉลาดมากที่เปลี่ยนจาก “เกมกระดาน” (ที่เด็กรุ่นใหม่ไม่อิน) ให้กลายเป็น “วิดีโอเกมคอนโซลยุค 90” แทน
- เรื่องย่อ เด็กวัยรุ่น 4 คนที่มีนิสัยต่างกัน ถูกดูดเข้าไปในวิดีโอเกมและกลายเป็น “ตัวละครสมมติ” (Avatars) ซึ่งมีรูปร่างและความสามารถตรงข้ามกับตัวจริง (เช่น เด็กเนิร์ดกลายเป็นชายล่ำบึ้กอย่าง The Rock) พวกเขาต้องร่วมมือกันเพื่อเคลียร์เกมและหาทางกลับบ้าน
- นักแสดงนำ Dwayne Johnson (The Rock), Kevin Hart, Jack Black, Karen Gillan
Jumanji The Next Level (2019) – จูแมนจี้ เกมดูดโลกตะลุยด่านมหัศจรรย์
- สถานะ ภาคต่อโดยตรงของภาค 2017
- เรื่องย่อ แก๊งเพื่อนเดิมต้องกลับเข้าไปในเกมอีกครั้งเพื่อช่วยเพื่อนคนหนึ่ง แต่ครั้งนี้เกม “พัง” (Glitch) ทำให้กฎเปลี่ยนไป และที่วุ่นวายกว่าเดิมคือ “ปู่” ของตัวเอก (Danny DeVito) และเพื่อนวัยเก๋า (Danny Glover) ดันหลงเข้าไปในเกมด้วย
- จุดเด่น เปลี่ยนฉากจากป่า ไปเป็นทะเลทรายและภูเขาหิมะ และเน้นความตลกของการสลับร่าง (Body Swap) ที่วุ่นวายกว่าเดิม