แน่นอนครับ เพื่อให้ได้รีวิวที่เจาะลึกและมีความยาวจุใจ ตามสไตล์ที่คุณชอบ (วิเคราะห์หนักๆ ไม่เล่าเรื่องย่อ) ผมจะจัดเต็มในแง่มุมของการตีความ การแสดง และงานภาพ ให้เหมือนเรานั่งคุยกันยาวๆ เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ครับ
รีวิวเจาะลึก Jumanji The Next Level (2019) – เมื่อเกมเดิมถูกอัปเกรดด้วย “สังขาร” และความฮาที่เหนือชั้นกว่าภาคแรก

ถ้าภาค Welcome to the Jungle (2017) คือการรีบูตที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามด้วยการเปลี่ยนกระดานเกมให้กลายเป็นวิดีโอเกม ภาค The Next Level นี้คือเครื่องพิสูจน์ครับว่า “ของจริง” มันต้องยืนระยะให้ได้ และสิ่งที่ผู้กำกับ Jake Kasdan ทำในภาคนี้ ไม่ใช่แค่การ “เอาอีกรอบ” แต่เป็นการ “บิด” (Twist) กติกาเดิมที่คนดูรู้อยู่แล้ว ให้กลายเป็นความสดใหม่ที่คาดไม่ถึง
วันนี้เราจะไม่มานั่งไล่เรียงว่าใครเดินไปเจออะไร เพราะนั่นมันผิวเผินเกินไป แต่เราจะมาคุยกันว่า ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงเป็นมากกว่าหนังตลกครอบครัว และทำไมการแสดงในเรื่องนี้ถึงควรค่าแก่การยกย่องมากกว่าที่คุณคิด
1. การเขียนบท เมื่อ “ความชรา” มาอยู่ในร่าง “ซูเปอร์ฮีโร่”
สิ่งแรกที่ต้องชมเชยที่สุด และเป็นหัวใจหลักที่ทำให้ภาคนี้สนุกกว่าภาคก่อนในสายตาผม คือการตัดสินใจนำตัวละคร “คนแก่” (Elderly) เข้ามาสู่โลกของเกม
ในภาคที่แล้ว ความตลกมันเกิดจาก “ความไม่เข้ากัน” (Mismatch) แบบคลาสสิก เด็กเนิร์ดในร่างกล้ามโต, สาวป๊อปในร่างพุงพลุ้ย แต่ในภาคนี้ คนเขียนบทฉลาดมากที่รู้ว่ามุกเดิมเล่นซ้ำไม่ได้ เขาเลยยกระดับความ Mismatch นี้ไปสู่ขั้นสุด คือการเอา “คนแก่ขี้บ่น” (Danny DeVito) และ “คนแก่พูดช้า” (Danny Glover) มาใส่ในร่างอวตารที่ทรงพลังที่สุดและรวดเร็วที่สุด
ความลึกซึ้งทางจิตวิทยา หนังเรื่องนี้ไม่ได้แค่ขายขำ แต่มันกำลังพูดถึงประเด็น Insecurity (ความไม่มั่นคงทางใจ) ในสองช่วงวัยที่ต่างกันสุดขั้ว
- Spencer ตัวแทนของวัยรุ่นที่รู้สึกว่าชีวิตจริงมันห่วยแตก (Loser) และโหยหาช่วงเวลาที่ตัวเองเคย “เป็นคนสำคัญ” (Dr. Bravestone) นี่คือประเด็นที่หนักแน่นมากนะ มันสะท้อนวัฒนธรรม Social Media ในปัจจุบันที่เรามักจะสร้างตัวตนจำลอง (Avatar) ที่ดีกว่าความเป็นจริงเพื่อหลบหนีความเจ็บปวด
- Eddie & Milo ตัวแทนของวัยชราที่ร่างกายเริ่มทรยศ ความทรงจำเริ่มเลือนราง และมีปมในอดีตที่แก้ไม่ตก การที่พวกเขาเข้ามาในเกมและได้ร่างที่แข็งแกร่ง มันไม่ใช่แค่เรื่องตลก แต่มันคือการ “คืนชีพ” (Rejuvenation) ที่น่าตื้นตันใจ ลองนึกภาพคนแก่ที่ข้อเข่าเสื่อมมาทั้งชีวิต จู่ๆ ได้กระโดดเตะต่อยได้เหมือนหนุ่มๆ ความสุขตรงนั้นแหละครับที่หนังถ่ายทอดออกมาได้ดีเหลือเกิน

2. Masterclass of Acting การแสดงที่ “สิงร่าง” ได้สมบูรณ์แบบ
ถ้าจะให้คะแนนเต็มกับหนังเรื่องนี้ ผมเทให้พาร์ทการแสดงไปเลย 90% เพราะโจทย์ของนักแสดงในเรื่องนี้มันยากระดับมหาโหด พวกเขาไม่ได้เล่นเป็นตัวละครเดิม แต่ต้องเล่นเป็น “คนอื่น” ที่มาสิงร่างตัวเองอีกที
Dwayne Johnson (The Rock) ในบท Eddie (Danny DeVito) นี่คือ MVP ของเรื่องอย่างแท้จริง ปกติเราจะเห็น The Rock เล่นเป็น The Rock (เก่ง, เท่, เลิกคิ้ว) แต่เรื่องนี้เขาทำลายภาพจำนั้นทิ้งอย่างสิ้นเชิง
- Body Language สังเกตดีๆ นะครับ ท่ายืนของเขาเปลี่ยนไป เขาจะห่อไหล่นิดๆ ทำหน้าย่นๆ มือไม้จะดูเกะกะเหมือนคนแก่ที่ไม่ชินกับกล้ามเนื้อ
- Voice & Accent เขาเลียนแบบสำเนียง Jersey ของ Danny DeVito ได้เป๊ะจนน่าขนลุก การออกเสียงคำ การบ่นพึมพำ (Mumbling) มันทำให้เราเชื่อสนิทใจว่าข้างในนั้นคือตาลุงขี้โมโหจริงๆ ไม่ใช่ดาราแอ็กชันค่าตัวแพงที่สุดในโลก นี่คือการแสดงตลกที่ต้องใช้ทักษะขั้นสูงมากครับ
Kevin Hart ในบท Milo (Danny Glover) คนนี้คือเซอร์ไพรส์ที่ใหญ่ที่สุด ปกติ Kevin Hart จะเป็นตัวละครประเภท “ตะโกน โวยวาย พูดเร็วเหมือนแร็ป” (High energy, High pitch) แต่บทนี้บังคับให้เขาต้อง “เบรก” ทุกอย่าง
- Judo Acting เขาต้องเล่นเป็นคนแก่ที่พูดช้า… ช้ามาก… ช้าจนเพื่อนหงุดหงิด การที่เขาต้องเปลี่ยนจังหวะการแสดง (Timing) จากเร็วสุดขั้วมาเป็นช้าสุดขีด มันทำให้มุกตลกมันทำงานได้ดีมาก โดยเฉพาะฉากที่เขาต้องอธิบายเรื่องสัตว์วิเศษ แต่ดันพูดช้าจนสัตว์หนีไปหมด ฉากนั้นคือความฮาที่เป็นธรรมชาติและเกิดจากการควบคุมจังหวะการแสดงล้วนๆ ไม่ใช่แค่การเล่นใหญ่
Jack Black ในบท Fridge (และอื่นๆ) Jack Black ยังคงเป็นสมบัติของชาติในแง่ของความฮา ภาคนี้เขาต้องรับบทเป็น Fridge (หนุ่มนักกีฬาขี้บ่น) ที่ต้องมาอยู่ในร่างอ้วนตุ๊ต๊ะ ความหงุดหงิดของตัวละครที่เปลี่ยนจาก “เดอะแบก” กลายเป็น “ตัวถ่วง” มันถูกถ่ายทอดออกมาผ่านสายตาและน้ำเสียงที่ดูสิ้นหวังแต่ตลกขบขัน
Awkwafina การเข้ามาของเธอคือส่วนเติมเต็มที่ขาดไม่ได้ ช่วงแรกเธอต้องเล่นเป็น Spencer (เนิร์ด ขี้กังวล) ซึ่งเธอทำได้ดีในการเก็บรายละเอียดท่าทางของ Alex Wolff (นักแสดงร่างต้น) แต่จุดพีคคือช่วงหลังที่เธอต้องเปลี่ยนมาเป็น Eddie (Danny DeVito) แทน The Rock
- เชื่อไหมครับว่า เธอเล่นเป็น Danny DeVito ได้เหมือนยิ่งกว่า The Rock เสียอีก! จังหวะการตะโกน การเดินอาดๆ แบบนักเลงรุ่นปู่ มันทำให้ช่วงท้ายของหนังไม่แผ่วเลย

3. งานภาพและ Visual Effects ขยายขอบเขตคำว่า “Jumanji”
ถ้าภาคแรกคือ “ยินดีต้อนรับสู่ป่า” ภาคนี้ก็คือ “ยินดีต้อนรับสู่โลก” เพราะทีมงานรู้ดีว่าถ้าให้คนดูดูแต่ป่าดงดิบสีเขียวๆ ตลอด 2 ชั่วโมง คนดูจะเบื่อแน่นอน
World Building (การสร้างโลก)
- ทะเลทราย (The Desert) การเปลี่ยนฉากหลังมาเป็นทะเลทรายที่เวิ้งว้าง มันให้ความรู้สึกถึงความแห้งแล้งและความตาย ซึ่งสะท้อนกับธีม “ความชรา” ของตัวละครปู่ๆ แสงแดดที่แผดเผาให้โทนภาพที่ต่างจากภาคแรกอย่างสิ้นเชิง
- ภูเขาหิมะและป้อมปราการ ช่วงท้ายที่เปลี่ยนไปเป็นหิมะ ให้ความรู้สึกเหมือนเราเล่นเกม RPG ที่ต้องตะลุยด่านน้ำแข็ง งานภาพตรงนี้ทำออกมาได้สวยงามและดูยิ่งใหญ่กว่าสเกลหนังตลกทั่วไป
Action Set Pieces (ฉากแอ็กชัน) ต้องชมไอเดียการออกแบบฉากแอ็กชันที่ไม่ซ้ำซาก
- ฉากฝูงนกกระจอกเทศ นี่คือฉากที่ระทึกใจและตลกไปพร้อมกัน CGI ของนกกระจอกเทศทำออกมาได้น่ากลัวและดู “ดุร้าย” แบบสัตว์ป่าจริงๆ ไม่ใช่การ์ตูน การใช้มุมกล้องที่วิ่งไล่ตามรถบักกี้กลางทะเลทรายให้ความรู้สึกเหมือนฉากในหนัง Mad Max Fury Road เวอร์ชันครอบครัว
- ฉากสะพานลิงแมนดริล (Mandrill Bridges) สำหรับผม นี่คือฉากที่ขายงานภาพ (Visual) ได้ดีที่สุดในเรื่อง การออกแบบสะพานแขวนที่หมุนไปมา และฝูงลิงที่ดุร้าย มันเล่นกับความสูง (Vertigo) และความวุ่นวาย (Chaos) ได้ยอดเยี่ยม การลำดับภาพ (Editing) ในฉากนี้ทำได้ลื่นไหล ทำให้คนดูรู้เรื่องว่าใครอยู่ตรงไหน แม้ตัวละครจะกระจัดกระจาย

4. ประเด็นที่ตกผลึก มิตรภาพและการปล่อยวาง
สิ่งที่ทำให้ Jumanji The Next Level น่าจดจำกว่าหนัง Blockbuster ทั่วไป คือบทสรุปของตัวละคร Eddie และ Milo
ตลอดทั้งเรื่อง เราเห็น Eddie โกรธ Milo เรื่องที่ขายร้านอาหาร (ซึ่งเปรียบเสมือนชีวิตของเขา) โดยไม่ปรึกษา แต่เมื่อหนังดำเนินไป เราถึงได้รู้ความจริงว่า Milo ป่วยและมีเวลาเหลือไม่มาก
- ฉากที่ Milo ตัดสินใจ “ไม่กลับโลกความจริง” เพื่อขอใช้ชีวิตที่เหลือในร่างของม้าบิน (Cyclone) เพื่อปกป้อง Jumanji… มันเป็นโมเมนต์ที่เศร้าแต่สวยงามมากครับ (Bittersweet)
- มันสอนให้เรารู้ว่า บางครั้ง “The Next Level” ของชีวิต ไม่ใช่การดิ้นรนจะกลับไปเป็นหนุ่มสาว หรือกลับไปแก้ไขอดีต แต่มันคือการ “ยอมรับ” (Acceptance) และเลือกที่จะมีความสุขกับสิ่งที่เหลืออยู่ ในรูปแบบใหม่
ส่วน Spencer เองก็ได้เรียนรู้ว่า การเป็น Dr. Bravestone ไม่ได้ทำให้เขาเท่ แต่เพื่อนๆ รักเขาที่เป็น Spencer ต่างหาก หนังจบลงด้วยการที่ทุกคนนั่งกินอาหารด้วยกันในโลกความจริง ซึ่งเป็นภาพที่อบอุ่นและปิดจบประเด็นความสัมพันธ์ได้สมบูรณ์
5. จุดสังเกต (Critique)
แม้จะชมมาเยอะ แต่ก็มีจุดที่น่าเสียดายบ้าง
- ตัวร้าย (Villain) ตัวละคร Jurgen the Brutal (รับบทโดย Rory McCann) ดูแบนราบและไม่มีมิติเลย เป็นแค่บอสในเกมที่รอให้พระเอกไปตบ ขาดเสน่ห์และความน่าจดจำเมื่อเทียบกับตัวละครหลัก
- ตรรกะบางอย่าง กฎของเกมในภาคนี้ดูจะยืดหยุ่นเกินไปหน่อย (เช่น ผลไม้ที่ใช้สลับร่าง) ซึ่งดูเป็น “Device” หรือเครื่องมือที่คนเขียนบทใส่เข้ามาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากเกินไปนิด
บทสรุป
Jumanji The Next Level เป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของการทำภาคต่อครับ มันเคารพต้นฉบับ แต่กล้าที่จะทดลองอะไรใหม่ๆ
ในแง่ภาพรวม มันคือหนังที่สนุกมาก จังหวะนรกแตก งานภาพอลังการขึ้น ในแง่การแสดง นี่คือเวทีปล่อยของที่ทำให้นักแสดงตลกชั้นนำได้โชว์ฝีมือการแสดง Character Study ที่หาดูยาก ความคุ้มค่า ถ้าคุณชอบภาคแรก คุณจะรักภาคนี้ และเผลอๆ อาจจะรักมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะมันมี “หัวใจ” ของความเป็นมนุษย์ (เรื่องสังขาร มิตรภาพ การให้อภัย) แทรกอยู่ในทุกจังหวะของการผจญภัย
นี่คือหนังที่ยืนยันว่า แม้ร่างกายจะแก่เฒ่า แต่หัวใจของการผจญภัยไม่มีวันหมดอายุครับ และผมเชื่อว่าถ้าคุณดูจบ คุณจะมองปู่ย่าตายายที่บ้านด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป… พวกเขาอาจจะเคยเป็น Dr. Bravestone ในยุคของพวกเขาก็ได้ ใครจะไปรู้?

บทสรุปช่วงท้ายเรื่อง (Ending & Resolution) แบบเจาะลึกและละเอียดของ Jumanji The Next Level (2019)
ช่วงไคลแมกซ์ การบุกป้อมปราการและ “คืนร่าง”
เรื่องราวเดินทางมาถึงจุดแตกหักเมื่อกลุ่มตัวเอกเดินทางไปถึง ป้อมปราการภูเขาน้ำแข็ง (The Fortress) เพื่อชิงอัญมณี Falcon Jewel คืนจาก Jurgen the Brutal ตัวร้ายของเรื่อง
- การสลับร่างครั้งสุดท้าย (The Final Swap): ก่อนเริ่มศึกใหญ่ ทั้งกลุ่มได้เจอกับแม่น้ำวิเศษที่มีพลังในการสลับร่างอีกครั้ง (น้ำสีเขียวเรืองแสง) พวกเขาตัดสินใจวางแผนเพื่อให้ทุกคนได้กลับไปอยู่ในร่างที่ถนัดที่สุด เพื่อดึงศักยภาพสูงสุดออกมาสู้กับบอส:
- Spencer กลับไปเป็น Dr. Smolder Bravestone (กล้าหาญ, แข็งแกร่ง)
- Fridge กลับไปเป็น Mouse Finbar (เชี่ยวชาญสัตววิทยา)
- Martha ยังคงเป็น Ruby Roundhouse (เชี่ยวชาญการต่อสู้)
- Bethany กลับไปเป็น Professor Shelly Oberon (เชี่ยวชาญแผนที่)
- Eddie (ปู่) ย้ายไปอยู่ในร่าง Ming Fleetfoot (หัวขโมยสาวที่มีสกิลย่องเบา)
- Milo (เพื่อนปู่) ย้ายไปอยู่ในร่าง Cyclone (ม้าดำ)
- ความลับของม้า Cyclone: ในขณะที่คนอื่นกำลังสู้กับลูกสมุน Milo ในร่างม้า Cyclone ก็ได้กางปีกออกมา เผยให้เห็นว่าจริงๆ แล้วเขาคือ ม้าเปกาซัส (Pegasus) ที่สามารถบินได้ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการเผด็จศึก
- ศึกบนเรือเหาะ (The Airship Battle): Jurgen พยายามหนีขึ้นเรือเหาะพร้อมอัญมณี Spencer (Bravestone) กระโดดเกาะตามขึ้นไปและเกิดการต่อสู้กันอย่างดุเดือด แต่ Jurgen แข็งแกร่งมากแถมยังมีจุดอ่อนเพียงอย่างเดียวคือผล Jumanji Berry ในวินาทีวิกฤต Eddie (ในร่าง Ming) ขี่ Milo (ม้าเปกาซัส) บินฝ่าพายุหิมะขึ้นมาบนฟ้า Eddie ใช้ทักษะ “ย่องเบา” ขโมยอัญมณีจากคอของ Jurgen ได้สำเร็จ และส่งให้ Spencer ก่อนที่ Spencer จะซัด Jurgen ตกจากเรือเหาะไป
- จบเกม: Eddie และ Milo บินพาอัญมณีขึ้นไปชูรับแสงอาทิตย์เหนือเมฆ พร้อมตะโกนคำว่า “JUMANJI!” ทำให้คำสาปคลายลง และเกมก็จบลงอย่างสมบูรณ์
ฉากอำลาที่ซาบซึ้ง (The Emotional Goodbye)
เมื่อ Nigel (NPC ผู้ดูแลเกม) ขับรถมารับอัญมณีและส่งทุกคนกลับบ้าน ฉากที่สะเทือนอารมณ์ที่สุดก็เกิดขึ้น:
- การตัดสินใจของ Milo: ในขณะที่ทุกคนเตรียมจับมือกันเพื่อกลับโลกความจริง Milo ตัดสินใจที่จะไม่กลับไป เขาบอกกับ Eddie ว่าในโลกความเป็นจริง ร่างกายเขาป่วยหนักและคงอยู่ได้อีกไม่นาน แต่ใน Jumanji The Next Level เขาเป็นม้าวิเศษที่บินได้ เขาขอเลือกใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ที่นี่เพื่อปกป้องดินแดนนี้
- การให้อภัย: Eddie ที่เคยโกรธ Milo มาตลอดเรื่อง (ปมเรื่องขายร้านอาหาร) ในที่สุดก็เข้าใจและให้อภัยเพื่อนรัก ทั้งสองมองตากันเป็นครั้งสุดท้าย Eddie ยอมรับการตัดสินใจของเพื่อน ก่อนจะจับมือกับหลานๆ กลับสู่โลกความจริง ทิ้ง Milo ให้บินวนเวียนอยู่บนท้องฟ้า Jumanji The Next Level อย่างสง่างาม
บทสรุป Jumanji The Next Level ในโลกความจริง (Real World Resolution)
เมื่อกลับมาถึงห้องใต้ดิน ทุกคนกลับสู่ร่างเดิม:
- Spencer และความมั่นใจ: Spencer ได้เรียนรู้แล้วว่าเขาไม่จำเป็นต้องเป็น Dr. Bravestone เพื่อให้คนอื่นยอมรับ เพื่อนๆ รักเขาที่เป็น Spencer เขาเริ่มมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น และสานสัมพันธ์กับ Martha ต่อได้อย่างราบรื่น
- Eddie กับการเริ่มต้นใหม่: Eddie เดินไปที่ร้านอาหารเก่าของเขา (ที่ตอนนี้กลายเป็นร้านของ Nora ซึ่งรับบทโดย Bebe Neuwirth จากภาคแรกปี 1995)
- แทนที่จะเข้าไปโวยวายด้วยความแค้น Eddie กลับเข้าไปแนะนำตัวกับผู้จัดการร้านคนใหม่ด้วยความสุภาพ และขอสมัครงานในตำแหน่งผู้จัดการ
- ฉากฮาปิดท้ายคือ Eddie ลองใช้สายตา “Smolder” (สายตาพิฆาตแบบ The Rock) ใส่ผู้จัดการร้าน ซึ่งในหนังมันดูตลกมาก (ตาถลนๆ) แต่ก็ได้ผล! เขาได้มิตรภาพใหม่กลับมา
- มื้ออาหารของครอบครัว: หนังตัดจบที่ทุกคน (แก๊งเด็ก 4 คน + ปู่ Eddie) มานั่งกินข้าวด้วยกันอย่างมีความสุข บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและการยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น
Jumanji The Next Level ฉาก Mid-Credit (ปูทางสู่ภาคต่อไป)
หนังทิ้งท้ายด้วยฉากที่สร้างความตื่นเต้นและเชื่อมโยงจักรวาล:
- ช่างซ่อมฮีตเตอร์ (ที่แม่ของ Spencer เรียกมาซ่อมเครื่องทำความร้อน) เดินลงไปที่ห้องใต้ดิน
- เขาเห็นเครื่องเกม Jumanji วางอยู่ และด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขาจึงเอามือไปแตะที่เครื่องเกม
- ตัดภาพมาที่หน้าร้านกาแฟที่พวกตัวเอกนั่งอยู่ จู่ๆ ฝูง นกกระจอกเทศ (Ostriches) จากในเกม ก็วิ่งผ่านหน้าร้านไปอย่างแตกตื่น!
- นัยสำคัญ: นี่เป็นการบอกว่า ในภาคต่อไป (ถ้ามี) ตัวละครในเกมจะไม่อยู่แค่ในเกมอีกแล้ว แต่โลก Jumanji กำลังจะทะลุออกมาสู่โลกแห่งความจริง! movieseries