เรื่องย่อของภาพยนตร์ Last Bullet (2025) หรือที่แฟนหนังชาวไทยคุ้นเคยกันในชื่อ แรงทะลุกระสุน 3 (Lost Bullet 3) ซึ่งเป็นภาคปิดไตรภาคของแฟรนไชส์หนังแอ็กชันสัญชาติฝรั่งเศสที่เดือดระห่ำที่สุดเรื่องหนึ่งบน Netflix ครับ
ข้อมูลทั่วไป
- ชื่อเรื่อง Last Bullet (Balle Perdue 3 / แรงทะลุกระสุน 3)
- แนว แอ็กชัน / ระทึกขวัญ / อาชญากรรม
- ผู้กำกับ Guillaume Pierret
- นักแสดงนำ Alban Lenoir, Nicolas Duvauchelle, Stéfi Celma, Gérard Lanvin
- ช่องทางรับชม Netflix (ปี 2025)

เรื่องย่อ (Synopsis)
เรื่องราวในภาคจบนี้สานต่อเหตุการณ์หลังจากภาคที่แล้วทันที ลิโน (Lino) อัจฉริยะด้านเครื่องยนต์ที่เพิ่งพ้นโทษออกจากคุก กลับมาพร้อมความมุ่งมั่นเดียวในใจคือการทวงความยุติธรรมให้กับ ชาราส (อดีตหัวหน้าและผู้มีพระคุณของเขา) ซึ่งถูกฆาตกรรมโดย อาเรสกี้ (Areski) ตำรวจกังฉินที่หลบหนีไป
ในขณะที่ลิโนพยายามตามล่าตัวอาเรสกี้ที่หนีไปกบดานและทำงานผิดกฎหมายในเยอรมนี อาเรสกี้เองก็ถูกไล่ล่าโดย ผู้การเรซ (Commander Resz) นายตำรวจระดับสูงผู้ทรงอิทธิพลและฉ้อฉลยิ่งกว่า ซึ่งต้องการปิดปากทุกคนที่รู้ความลับของเขา สถานการณ์บีบให้ศัตรูเก่าต้องกลับมาเผชิญหน้ากันอีกครั้ง ท่ามกลางการไล่ล่าที่บ้าดีเดือดกว่าเดิม โดยมีพันธมิตรอย่าง จูเลีย คอยช่วยเหลือลิโนในภารกิจสุดท้ายที่จะตัดสินชะตากรรมของทุกคน
รีวิว (Review) – “ปิดไตรภาคด้วยความระห่ำแบบดิบๆ”
หากคุณเป็นแฟนของแฟรนไชส์ Lost Bullet มาตั้งแต่สองภาคแรก ภาคนี้จะไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะมันยังคงรักษาจุดแข็งเดิมไว้อย่างครบถ้วน คือความ “ดิบ” และ “สมจริง” ของฉากแอ็กชัน
1. ฉากแอ็กชันที่ “ขายของจริง” (Real Stunts) จุดเด่นที่สุดของหนังชุดนี้คือการใช้ CGI ให้น้อยที่สุด แล้วเน้นไปที่การขับรถไล่ล่าจริงๆ ชนจริง พังจริง ในภาคนี้ผู้กำกับยกระดับความวินาศสันตะโรขึ้นไปอีกขั้น ไฮไลท์สำคัญคือฉากรถพ่วงลากจูง (Tow truck) ปะทะเฮลิคอปเตอร์ และฉากการต่อสู้ระยะประชิดในรถรางที่ออกแบบคิวบู๊ได้ดุเดือดและลุ้นระทึกมาก
2. พระเอกสไตล์ “เจ็บจริง” Alban Lenoir ในบท “ลิโน” ยังคงเป็นพระเอกนักบู๊ที่น่าประทับใจ เขาไม่ได้เก่งเวอร์แบบซูเปอร์ฮีโร่ แต่เก่งด้วยทักษะช่างเครื่องที่ดัดแปลงรถให้กลายเป็นอาวุธ และการต่อสู้แบบทุลักทุเลที่ทำให้คนดูรู้สึกเจ็บแทน ตัวละครนี้มีเสน่ห์ตรงความนิ่งแต่พุ่งชนทุกปัญหา
3. บทสรุปที่เรียบง่ายแต่สะใจ เนื้อเรื่องอาจจะไม่ได้ซับซ้อนหรือหักมุมจนต้องร้องว้าว บทค่อนข้างเป็นเส้นตรงตามสูตรหนังล้างแค้น แต่สิ่งที่ทำได้ดีคือจังหวะการเล่าเรื่องที่กระชับฉับไว ไม่มีความยืดเยื้อ การผูกปมจากภาคเก่าๆ ได้รับการสะสางอย่างครบถ้วน ทำให้เป็นบทสรุปที่ “อิ่ม” สำหรับแฟนหนัง
ข้อสังเกต
- พล็อตเรื่อง อาจจะดูเบาบางไปบ้างสำหรับคอหนังที่ชอบความซับซ้อน ตัวร้ายใหม่อย่าง “เรซ” อาจจะดูเป็นการ์ตูนไปนิดในแง่ของอำนาจล้นฟ้า
- ความสมเหตุสมผล ในบางฉาก ตัวละครรอดตายมาได้แบบปาฏิหาริย์นิดๆ (ตามสไตล์หนังแอ็กชัน)
Last Bullet เป็นหนังแอ็กชันที่ดูสนุก ไม่ต้องคิดเยอะ ตอบโจทย์คนที่โหยหาฉากขับรถไล่ล่าแบบยุคเก่าที่เน้นความสมจริงของเหล็กกระแทกเหล็ก เป็นการปิดจ๊อบแฟรนไชส์ที่สมศักดิ์ศรีและคุ้มค่าเวลาดูครับ
นี่คือบทรีวิวเจาะลึกแบบ “Long-form Review” สำหรับภาพยนตร์เรื่อง Last Bullet (2025) หรือ Lost Bullet 3 โดยจะเน้นการวิเคราะห์ในเชิงลึกทั้งด้านเนื้อหา งานภาพ และการแสดง ในรูปแบบภาษาพูดที่ชวนติดตาม เหมือนเรานั่งคุยกันเรื่องหนังหลังดูจบครับ

[Review] Last Bullet (2025) บทสรุปไตรภาคที่ “โคตรเดือด” เมื่อเครื่องยนต์คำรามเป็นครั้งสุดท้าย และการล้างแค้นที่ไม่มีเกียร์ถอย
ถ้าคุณคิดว่าหนังแอ็กชันขับรถไล่ล่าที่ดีที่สุดในยุคนี้ต้องมีทุนสร้างมหาศาล ต้องขับรถทะลุตึก หรือต้องเอารถไปขับในอวกาศ… ผมอยากให้คุณลบภาพจำเหล่านั้นออกไปก่อน แล้วลองเปิดใจให้กับแฟรนไชส์หนังฝรั่งเศสเรื่องนี้ “Last Bullet” หรือบทสรุปของไตรภาค Lost Bullet (Balle Perdue)
บอกตรงๆ ว่าในวินาทีที่ End Credit ของภาคนี้ขึ้น ผมรู้สึก “อิ่ม” และ “จุก” ไปพร้อมๆ กัน มันไม่ใช่แค่หนังบู๊ แต่มันคือจดหมายรักถึงหนังแอ็กชันยุคเก่า ที่เชื่อมั่นในพลังของ “คน” และ “เครื่องจักร” มากกว่าคอมพิวเตอร์กราฟิก นี่คือรีวิวแบบจัดเต็ม เจาะทุกประเด็นที่คุณควรรู้ (โดยไม่สปอยล์จุดสำคัญ) ครับ
Part 1 บทภาพยนตร์และการเล่าเรื่อง (The Narrative)
“เส้นเรื่องที่เรียบง่าย แต่ทรงพลังด้วยแรงขับเคลื่อนของตัวละคร”
สิ่งหนึ่งที่ผมชื่นชมทีมเขียนบทชุดนี้มาตั้งแต่ภาคแรก คือความ “ซื่อสัตย์” ต่อคนดู หนังเรื่องนี้ไม่พยายามทำตัวฉลาดจนเกินเหตุ ไม่พยายามใส่ปรัชญาซับซ้อนที่ดูประดิดประดอย แต่มันโฟกัสไปที่แก่นแท้เพียงอย่างเดียวคือ “ผลของการกระทำ”
ในภาค 3 นี้ บทหนังพาเราเข้าสู่โหมด “Survival & Revenge” อย่างเต็มรูปแบบ ถ้าเปรียบเป็นรถยนต์ ภาคแรกคือการออกตัว ภาคสองคือการเร่งเครื่องแซง ส่วนภาคสามนี้คือการ “เหยียบคันเร่งจนมิดไมล์เพื่อชนแลก”
ความน่าสนใจของบท หนังไม่ได้เล่าแค่เรื่องการตามล่า “อาเรสกี้” ตำรวจเลวที่เป็นคู่ปรับตลอดกาลของ “ลิโน” เท่านั้น แต่บทหนังพยายามสำรวจสภาพจิตใจของ ลิโน (พระเอก) ที่แหลกสลาย เขาไม่ใช่ฮีโร่ผู้ผดุงความยุติธรรมแบบหนังมาร์เวล แต่เขาคือคนธรรมดาที่มีสกิลช่างเครื่อง และถูกระบบยุติธรรมหักหลังซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความแค้นของเขาในภาคนี้จึงไม่ได้ดูเท่ แต่มันดู “เหนื่อยล้า” และ “กัดกิน” ซึ่งบทถ่ายทอดตรงนี้ออกมาได้ดีมาก
อีกจุดที่ต้องชมคือการเกลี่ยบทให้ตัวร้ายอย่าง อาเรสกี้ ไม่ใช่แค่ตัวร้ายดาดๆ บททำให้เราเห็นความหวาดกลัว ความจนตรอก และสัญชาตญาณเอาตัวรอดของมนุษย์ที่ทำได้ทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองรอด มันทำให้การไล่ล่าครั้งนี้มีความเป็นมนุษย์สูงมาก เราไม่ได้ดู ซูเปอร์ฮีโร่สู้กับจอมมาร แต่เรากำลังดู “หมาจนตรอกสองตัว” ฟัดกันเองท่ามกลางกองเศษเหล็ก
อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตเล็กน้อยคือ บทในช่วงกลางเรื่องอาจจะมีจังหวะผ่อนที่นานไปนิดนึงเพื่อปูทางไปสู่ไคลแมกซ์ และตัวละครสมทบบางตัวอาจจะถูกลดบทบาทลงไปบ้างเพื่อโฟกัสที่คู่ขัดแย้งหลัก แต่โดยรวมแล้ว มันคือการเขียนบทที่เคารพคนดู และปิดปมทุกอย่างที่ค้างคามาตั้งแต่ภาคแรกได้อย่างหมดจด ไม่มีอะไรให้ค้างคาใจอีกต่อไป

Part 2 งานภาพและฉากแอ็กชัน (Visuals & Stunts)
“ศิลปะแห่งการทำลายล้าง… ของจริง เจ็บจริง พังจริง”
มาถึงส่วนที่เป็น “หัวใจ” และ “จิตวิญญาณ” ของเรื่องนี้ นั่นคือ งานภาพและฉากสตั๊นท์ ครับ ผมกล้าพูดเลยว่า ในบรรดาหนังแอ็กชันปี 2025 เรื่องนี้ยืนหนึ่งในเรื่อง Practical Effects (สเปเชียลเอฟเฟกต์ที่ทำจากของจริง)
งานออกแบบฉากไล่ล่า (Car Chase Choreography) ลืมกฎฟิสิกส์หลุดโลกแบบ Fast & Furious ไปได้เลย เพราะ Last Bullet ยึดหลักความสมจริงแบบดิบเถื่อน (Gritty Realism) รถทุกคันมีน้ำหนัก เวลาเลี้ยวโค้งคุณจะเห็นช่วงล่างยุบตัว เวลาชนคุณจะเห็นเหล็กฉีกขาดจริงๆ
ทีมงานออกแบบคิวบู๊รถยนต์ได้ “บ้า” มาก ในภาคนี้พวกเขายกระดับความวินาศสันตะโรขึ้นไปอีกขั้น ไฮไลท์สำคัญที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือการโมดิฟายรถของลิโน มันไม่ใช่แค่รถแรง แต่มันคือ “รถหุ้มเกราะฉบับ D.I.Y.” การที่หนังโชว์ให้เห็นฉากพระเอกซ่อมรถ เชื่อมเหล็ก ดัดแปลงกันชน มันสร้างความอินให้คนดูเชื่อว่า “เฮ้ย รถคันนี้มันแกร่งจริงว่ะ” และเมื่อรถคันนี้พุ่งเข้าชนศัตรู แรงปะทะที่ส่งผ่านจอออกมามันรุนแรงจนเราแทบจะโยกหัวตาม
มุมกล้อง (Cinematography) ผู้กำกับ Guillaume Pierret เลือกใช้มุมกล้องระดับต่ำ (Low Angle) บ่อยมาก เพื่อให้เราเห็นพื้นถนนที่วิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว และเน้นโฟกัสไปที่ “ล้อ” และ “กันชน” ซึ่งเป็นอาวุธหลักของเรื่อง การตัดต่อ (Editing) ทำได้กระชับฉับไว แต่ดูรู้เรื่อง ไม่ใช่การตัดฉับๆ จนเวียนหัว เราจะเห็นจังหวะการชน การกระแทก และผลลัพธ์ของการชนอย่างชัดเจน
ฉากต่อสู้ระยะประชิด (Hand-to-Hand Combat) นอกจากเรื่องรถแล้ว ฉากต่อสู้มือเปล่าในภาคนี้ก็ดุเดือดไม่แพ้กัน มันคือมวยวัดผสมยุทธวิธีตำรวจ (Police CQC) ที่เน้นความเจ็บปวด คุณจะเห็นพระเอกเหนื่อย หอบ เลือดกลบปาก และโซซัดโซเซ มันดูเรียลมากจนเรารู้สึกเจ็บแทน เสียงหมัดกระทบเนื้อ เสียงกระดูกลั่น ถูกมิกซ์เสียงมาได้อย่างยอดเยี่ยม

Part 3 การแสดงและคาแรคเตอร์ (Acting & Characters)
“เมื่อแววตาพูดได้ดังกว่าเสียงเครื่องยนต์”
หนังแอ็กชันส่วนใหญ่มักจะมองข้ามเรื่องการแสดง แต่สำหรับ Last Bullet นักแสดงนำคือแบตเตอรี่ก้อนใหญ่ที่ขับเคลื่อนหนังเรื่องนี้
Alban Lenoir (รับบท ลิโน) ต้องบอกว่า Alban Lenoir คือสมบัติของวงการหนังแอ็กชันฝรั่งเศสจริงๆ การแสดงของเขาในภาคนี้ลึกซึ้งกว่าเดิม เขาไม่ได้เล่นเป็นแค่คนบ้าระห่ำ แต่เขาถ่ายทอดความ “แบกโลก” ไว้บนบ่า แววตาของลิโนในภาคนี้เต็มไปด้วยความเศร้าและความเหนื่อยล้า แต่เมื่อถึงเวลาต้องสู้ แววตานั้นจะเปลี่ยนเป็นความดุดันแบบสัตว์ป่า
สิ่งที่ผมชอบมากคือ “Physical Acting” หรือการใช้ร่างกายสื่อสาร ท่าทางการเดินของเขา การจับพวงมาลัย หรือแม้แต่วิธีที่เขามองเครื่องยนต์ มันทำให้เราเชื่อสนิทใจว่าผู้ชายคนนี้คือช่างเครื่องอัจฉริยะจริงๆ ที่รักรถยิ่งกว่าชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างเขากับรถยนต์มันดูผูกพันลึกซึ้งกว่าความสัมพันธ์กับมนุษย์เสียอีก
Nicolas Duvauchelle (รับบท อาเรสกี้) ถ้าพระเอกคือไฟ ตัวร้ายคนนี้คือน้ำมันก๊าดที่พร้อมจะระเบิด อาเรสกี้ในภาคนี้ไม่ใช่ตำรวจขี้เก๊กอีกต่อไป แต่เป็นคนที่หลังชนฝา Nicolas Duvauchelle เล่นได้น่าหมั่นไส้และน่าสมเพชไปพร้อมๆ กัน เขาทำให้เราเห็นด้านมืดของคนที่ยอมขายวิญญาณเพื่อความอยู่รอด การปะทะคารมและการปะทะกำลังระหว่างเขากับลิโน คือเคมีที่ลงตัวที่สุดของไตรภาคนี้
นักแสดงสมทบ แม้บทจะเทไปที่สองตัวหลัก แต่ทีมนักแสดงสมทบก็ทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองที่แข็งแรง โดยเฉพาะตัวละคร “จูเลีย” ที่เป็นเหมือนเข็มทิศศีลธรรมให้กับลิโน การแสดงของเธอช่วยดึงสติพระเอกและคนดูไม่ให้จมดิ่งไปกับความบ้าคลั่งของการล้างแค้นมากจนเกินไป
Part 4 ความรู้สึกหลังดูและบทสรุป (The Verdict)
“มากกว่าหนังแอ็กชัน คือบทบันทึกของลูกผู้ชาย”
Last Bullet (2025) ไม่ใช่หนังที่สมบูรณ์แบบที่สุดในโลก มันอาจจะมีจุดโหว่เล็กๆ น้อยๆ ในแง่ของความสมเหตุสมผลบางอย่าง (เช่น พระเอกอึดเกินมนุษย์ไปนิดในบางฉาก) แต่ถ้ามองในฐานะ “หนังแอ็กชันเพื่อความบันเทิง” เรื่องนี้สอบผ่านฉลุยแบบเกรด A+
ทำไมคุณถึงควรดู?
- ถ้าคุณเบื่อ CGI นี่คือหนังที่ใช้รถจริง ชนจริง พังจริง ให้ความรู้สึกดิบเถื่อนที่คุณหาไม่ได้ในหนังฮอลลีวูดทุนหนา
- ถ้าคุณชอบเรื่องราวการแก้แค้น มันตอบโจทย์ความสะใจ และการปลดปล่อยอารมณ์ได้ดีเยี่ยม
- ถ้าคุณเป็นคนรักรถ เสียงเครื่องยนต์เทอร์โบ เสียงยางบดถนน และการโมดิฟายรถในเรื่องนี้ จะทำให้หัวใจคุณเต้นแรง
บทส่งท้าย ผู้กำกับ Guillaume Pierret และ Alban Lenoir ได้สร้างตำนานบทใหม่ให้กับ Netflix ฝรั่งเศส พวกเขาพิสูจน์ให้เห็นว่า ทุนสร้างไม่ใช่ข้อจำกัด แต่ “ไอเดีย” และ “ความทุ่มเท” ต่างหากที่สำคัญ
Last Bullet เปรียบเสมือนรถ Muscle Car รุ่นเก๋า ที่อาจจะไม่ได้ดูโฉบเฉี่ยวทันสมัยเหมือนรถ EV ในยุคปัจจุบัน แต่มันมี “จิตวิญญาณ” มีเสียงคำรามที่ดุดัน และเมื่อคุณได้ลองนั่ง (ดู) มันจะพาคุณพุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่ทำให้อะดรีนาลีนสูบฉีดจนลืมหายใจ
เป็นการปิดไตรภาคที่งดงาม สมเกียรติ และทิ้งรอยยางไหม้ไว้ในความทรงจำของคนดูอย่างแน่นอนครับ
คะแนนความพึงพอใจ 9/10 (สำหรับคอหนังแอ็กชันสายดิบ) “นี่ไม่ใช่แค่กระสุนนัดสุดท้าย แต่มันคือกระสุนที่ยิงเข้ากลางใจคนดูอย่างจัง”
สำหรับภาพยนตร์ Last Bullet (2025) หรือ Lost Bullet 3 (แรงทะลุกระสุน 3) หัวใจสำคัญที่ทำให้หนังเรื่องนี้ “ดิบ” และ “เดือด” ได้ขนาดนี้ ไม่ได้มาจากแค่บทภาพยนตร์ แต่มาจากทักษะเฉพาะตัวของนักแสดงหลักครับ

นี่คือรายชื่อนักแสดงนำ พร้อมประวัติโดยย่อที่น่าสนใจครับ
1. Alban Lenoir (อัลบัน เลอนัวร์)
รับบท ลิโน (Lino) – ช่างเครื่องอัจฉริยะผู้กลายเป็นนักโทษหนีคดี และต้องใช้ทักษะการดัดแปลงรถเพื่อล้างแค้น
- ประวัติย่อ
- จากสตั๊นท์แมนสู่พระเอก สิ่งที่ทำให้บท “ลิโน” ดูสมจริงมาก เพราะชีวิตจริงของ Alban เริ่มต้นอาชีพในวงการบันเทิงจากการเป็น “สตั๊นท์แมน” (Stuntman) มาก่อนครับ เขาเชี่ยวชาญศิลปะการต่อสู้และคิวบู๊ ทำให้ในเรื่องนี้เขาเล่นฉากเสี่ยงตายเองเกือบทั้งหมดโดยไม่ใช้สแตนอิน
- ผลงานเด่น นอกจากแฟรนไชส์ Lost Bullet ที่สร้างชื่อให้เขาดังพลุแตกในระดับโลกแล้ว เขายังโด่งดังจากซีรีส์ตลกซูเปอร์ฮีโร่เรื่อง Hero Corp และหนังแอ็กชันสุดเดือดอย่าง AKA (2023) บน Netflix
- สไตล์การแสดง ดิบ ดุดัน เน้นการใช้ร่างกาย (Physical Acting) เขาเป็นนักแสดงที่ยอม “เจ็บตัว” เพื่อให้ได้ภาพที่สมจริงที่สุด
2. Nicolas Duvauchelle (นิโคลัส ดูโวแชลล์)
รับบท อาเรสกี้ (Areski) – ตำรวจหน่วยปราบปรามยาเสพติดที่ฉ้อฉล คู่ปรับตลอดกาลของลิโน
- ประวัติย่อ
- กบฏแห่งวงการหนังฝรั่งเศส Nicolas ไม่ได้เริ่มจากการเรียนการแสดง แต่เขาถูกแมวมองค้นพบในขณะที่ยังเป็นนักร้องวงดนตรีพังก์ร็อก ทำให้เขามีบุคลิกที่ดู “ขบถ” และ “คาดเดาไม่ได้” ซึ่งเหมาะกับบทอาเรสกี้ที่ต้องดูอันตรายและเจ้าเล่ห์
- ฝีมือระดับรางวัล เขาเป็นนักแสดงสายดราม่าตัวพ่อของฝรั่งเศส เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล César Awards (ออสการ์ของฝรั่งเศส) มาแล้วถึง 3 ครั้ง
- ผลงานเด่น Polisse (2011) และ Braquo (ซีรีส์อาชญากรรมชื่อดัง)
3. Stéfi Celma (สเตฟี เซลมา)
รับบท จูเลีย (Julia) – ตำรวจหญิงผู้ยึดมั่นในความถูกต้อง พันธมิตรคนสำคัญที่คอยดึงสติลิโน
- ประวัติย่อ
- แจ้งเกิดจากซีรีส์ฮิต แฟนหนังฝรั่งเศสส่วนใหญ่จะจำเธอได้จากบทบาทในซีรีส์ตลกดราม่าชื่อดังระดับโลกอย่าง “Call My Agent!” (Dix pour cent) ซึ่งเธอรับบทเป็นพนักงานต้อนรับที่มีความฝันอยากเป็นนักแสดง
- ความสามารถรอบด้าน นอกจากจะเป็นนักแสดงที่มีเสน่ห์แล้ว เธอยังเป็นนักร้องที่มีเสียงไพเราะอีกด้วย การมารับบทใน Lost Bullet ถือเป็นการพลิกบทบาทมาเล่นหนังแอ็กชันเต็มตัว ซึ่งเธอก็ทำได้ดีในการรับบทผู้หญิงแกร่งที่ไม่ยอมแพ้ใคร
ทำไมแคสต์ชุดนี้ถึงลงตัว?
เคมีของนักแสดงชุดนี้คือส่วนผสมที่แปลกแต่ดีเยี่ยมครับ
- Alban Lenoir คือตัวแทนของ “พละกำลังและความเจ็บปวด” (Action)
- Nicolas Duvauchelle คือตัวแทนของ “ความกดดันและเล่ห์เหลี่ยม” (Drama/Thriller)
- เมื่อสองคนนี้มาเจอกัน มันจึงไม่ใช่แค่หนังต่อยตี แต่มันคือการปะทะกันของคนสองขั้วที่ไม่มีใครยอมใคร จนกลายเป็นเสน่ห์ของไตรภาค Last Bullet ครับ movieseries