นี่คือบทวิจารณ์เชิงลึกสำหรับ Lupin Part 1 (จอมโจรลูแปง ภาค 1) บน Netflix โดยเน้นการวิเคราะห์เนื้อหา งานภาพ และการแสดง ตามสไตล์พูดคุยแบบ “คอหนังคุยกัน” โดยจะหลีกเลี่ยงการเล่าเรื่องย่อแบบสรุปความ แต่จะเจาะลึกไปที่แก่นของงานสร้างครับ
บทวิจารณ์ Lupin Part 1 – เมื่อความแค้นถูกฉาบด้วยมายากล และ “โอมาร์ ซี” คือไพ่ตายที่ทรงพลังที่สุด

ถ้าคุณถามผมว่า ซีรีส์โจรกรรมเรื่องไหนที่ดูแล้วรู้สึกว่า “โคตรเท่” แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึก “จุก” ไปกับปมดราม่าที่ซ่อนอยู่ ผมคงต้องยกให้ Lupin (จอมโจรลูแปง) บน Netflix เป็นคำตอบอันดับต้นๆ ในช่วงปีที่ผ่านมา นี่ไม่ใช่แค่ซีรีส์ที่เอาตำนานจอมโจรฝรั่งเศสมาปัดฝุ่นใหม่ แต่มันคือการ “รื้อสร้าง” (Deconstruct) นิยามของฮีโร่ ชนชั้น และความยุติธรรม ผ่านสายตาของคนที่สังคมมักมองข้าม
หลายคนอาจจะเข้ามาดูเรื่องนี้เพราะชื่อ “ลูแปง” หรือเพราะอยากดูฉากปล้นมันส์ๆ แต่สิ่งที่ซีรีส์มอบให้กลับลึกซึ้งกว่านั้น วันนี้เราจะไม่มานั่งไล่เรียงว่าพระเอกขโมยอะไร ไปที่ไหน แต่เราจะมาคุ้ยแคะแกะเกาให้ถึงเนื้อในว่า ทำไมซีรีส์ฝรั่งเศสเรื่องนี้ถึงสะกดคนดูทั่วโลกได้อยู่หมัด ทั้งในแง่ของการเล่าเรื่อง งานภาพที่เหมือนงานศิลปะ และการแสดงที่แบกซีรีส์ไว้ทั้งเรื่อง
1. บทภาพยนตร์และการเล่าเรื่อง ชั้นเชิงของการหลอกลวงที่แนบเนียน
สิ่งที่ต้องชมเชยทีมเขียนบทเป็นอันดับแรกคือ “ความกล้าหาญในการดัดแปลง”
ปกติแล้วเวลาเราดูหนังที่สร้างจากนิยายคลาสสิก เรามักจะเห็นตัวละครที่เป็น “ตัวละครนั้นๆ” เลย (เช่น เชอร์ล็อก โฮล์มส์ ก็คือ เชอร์ล็อก) แต่ Lupin เลือกทางที่ฉลาดกว่า คือการให้ตัวเอก อัสซาน ดิออป เป็นเพียง “แฟนคลับตัวยง” ของนิยาย Arsène Lupin ที่เขียนโดย Maurice Leblanc เขาไม่ได้เป็นลูแปง แต่เขาใช้จิตวิญญาณและทริคของลูแปงมาเป็นคัมภีร์ในการดำเนินชีวิต
โครงสร้างการเล่าเรื่องแบบ “หักมุมซ้อนหักมุม” บทของซีรีส์ชุดนี้เล่นกับคนดูเหมือนมายากล กฎข้อแรกของมายากลคือ “สิ่งที่คุณเห็น อาจไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริง” การเล่าเรื่องใน Part 1 นี้ใช้วิธีการตัดสลับไทม์ไลน์ที่ชาญฉลาดมาก ไม่ใช่แค่การตัดไปตัดมาเพื่อยืดเรื่อง แต่ทุกครั้งที่ภาพตัดไปที่อดีต มันคือกุญแจดอกสำคัญที่ใช้ไขปริศนาในปัจจุบัน
สังเกตไหมครับว่า ในหลายๆ ฉาก เราจะเห็นอัสซานจนมุม ดูเหมือนไม่มีทางหนีทีไล่ แต่หนังจะค่อยๆ “เฉลย” (Reveal) เบื้องหลังว่า ทุกอย่างถูกวางแผนไว้แล้วตั้งแต่ต้น การเขียนบทแบบนี้เสี่ยงมาก เพราะถ้าทำไม่ดีคนดูจะรู้สึกว่า “แถ” หรือ “ขี้โกง” แต่ Lupin ทำออกมาได้สมูท มันทำให้เรารู้สึกทึ่งในความฉลาดของตัวละคร มากกว่าจะรู้สึกว่าคนเขียนบทยัดเยียดสกิลเทพทรูให้
การวิพากษ์สังคมผ่าน “ความล่องหน” นี่คือจุดที่ผมชอบที่สุดในด้านเนื้อหา ซีรีส์ไม่ได้แค่เล่าเรื่องการแก้แค้นของลูกชายที่พ่อถูกใส่ร้าย แต่มันเจาะลึกเรื่อง Race (เชื้อชาติ) และ Class (ชนชั้น) ในฝรั่งเศสได้อย่างเจ็บแสบ
อัสซานใช้ความเป็น “คนผิวดำ” ในสังคมคนขาวชั้นสูงเป็นอาวุธ เขาทำงานเป็นภารโรง เป็นพนักงานส่งของ เป็นคนทำความสะอาด ซึ่งเป็นอาชีพที่คนรวยในเรื่องมักจะมองผ่าน (Overlook) หรือมองไม่เห็นตัวตน บทใช้จุดนี้สะท้อนว่า สังคมมักจะตัดสินคนจากเปลือกนอก และอัสซานก็ใช้ “อคติ” ของคนเหล่านี้แหละ มาเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงเป้าหมาย มันคือการตบหน้าพวกอีลีทในเรื่อง (และในโลกความจริง) ว่าความหยิ่งยโสของพวกคุณนั่นแหละ คือช่องโหว่ที่ใหญ่ที่สุด
ความสัมพันธ์ระหว่าง “พ่อกับลูก” ก็เป็นอีกหนึ่งแกนหลักที่แข็งแรง บทไม่ได้ทำให้พ่อของอัสซานเป็นแค่เหยื่อ แต่เป็นแรงบันดาลใจ เป็น Moral Compass (เข็มทิศทางศีลธรรม) ที่ทำให้อัสซานไม่ถลำลึกไปเป็นโจรที่ชั่วร้าย การผูกปมเรื่องสร้อยคอเข้ากับศักดิ์ศรีของพ่อ ทำให้ทุกการกระทำของพระเอกมีน้ำหนัก มันไม่ใช่เรื่องเงิน แต่มันคือเรื่องของ “ชื่อเสียงวงศ์ตระกูล” ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนที่สากลและทรงพลังมาก

2. งานภาพและองค์ประกอบศิลป์ ปารีสในมุมมองใหม่ และแสงสีแห่งความเหลื่อมล้ำ
ถ้าคุณเบื่อภาพปารีสที่ดูเหมือนโปสการ์ดท่องเที่ยวทั่วไป Lupin จะเปิดมุมมองใหม่ให้คุณ งาน Cinematography ของเรื่องนี้จัดว่าอยู่ในระดับ “A-Class” ของซีรีส์ยุโรป
การใช้สถานที่ (Location) เป็นตัวละคร แน่นอนว่าฉากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ (The Louvre) ในตอนแรกคือไฮไลท์ที่ตะโกนบอกโลกว่า “นี่คือฟอร์มยักษ์นะ” การถ่ายทำในสถานที่จริงให้ความรู้สึกขลังและยิ่งใหญ่ แสงเงาที่ตกกระทบพีระมิดแก้ว หรือเงาของอัสซานที่ทาบทับกับงานศิลปะระดับโลก มันสื่อความหมายโดยนัยว่า ตัวเขาเองก็กำลังสร้างงานศิลปะ (แห่งการจารกรรม) อยู่เช่นกัน
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือการถ่ายทำฉากในเมืองและย่านที่พักอาศัย ทีมงานเลือกใช้โทนสีที่ตัดกันอย่างชัดเจน
- โลกของเพลล์เลกรินี (ตัวร้าย) บ้านที่ตกแต่งหรูหรา ใช้โทนสีเย็น ขาว เทา ดูสะอาดสะอ้านแต่ไร้ชีวิตชีวา ให้ความรู้สึกเยือกเย็นและน่ากลัวภายใต้ความดูดี
- โลกของอัสซาน ห้องพักหรือเซฟเฮาส์ของเขามักจะมีโทนสีที่อุ่นกว่า (Warm Tone) เต็มไปด้วยของสะสม หนังสือ และความรกรุงรังที่มีระเบียบ สะท้อนถึงความเป็นมนุษย์และความอบอุ่น
เครื่องแต่งกาย (Costume Design) คือภาษา เราต้องพูดถึงแฟชั่นของอัสซาน เพราะมันคือส่วนหนึ่งของคาแรคเตอร์ดีไซน์ที่ยอดเยี่ยม การที่เขาใส่ Air Jordan 1 คู่กับโค้ทยาว (Long Coat) มันคือการผสมผสานระหว่าง Street Culture กับ Classic Gentleman ได้อย่างลงตัว
ชุดเปลี่ยน อารมณ์เปลี่ยน… เมื่อเขาต้องปลอมตัว คอสตูมไม่ได้ทำหน้าที่แค่พรางตัว แต่เปลี่ยนบุคลิกของเขาไปเลย การเลือกใช้แว่นตา หมวก หรือแม้แต่ชุดพนักงานทำความสะอาด ทุกชิ้นผ่านการคิดมาแล้วว่า “ชุดไหนจะทำให้เขากลมกลืนที่สุด” หรือ “ชุดไหนจะทำให้เขาโดดเด่นที่สุด” ตามแต่วัตถุประสงค์ในฉากนั้นๆ
มุมกล้องและการตัดต่อ สไตล์การตัดต่อของ Lupin มีความกระชับฉับไว (Snappy) โดยเฉพาะฉากที่ต้องใช้ความคิดหรือฉากวางแผน การ Close-up ไปที่ดวงตา หรือมือที่กำลังเล่นกล ช่วยสร้างความตื่นเต้นโดยไม่ต้องใช้ฉากระเบิดตูมตาม กล้องมักจะจับภาพอัสซานจากด้านหลังหรือมุมข้าง ให้ความรู้สึกถึงความลึกลับและการเป็นผู้สังเกตการณ์ตลอดเวลา

3. การแสดง “โอมาร์ ซี” เดอะแบกที่แท้จริง
พูดตรงๆ เลยว่า ถ้าไม่ใช่ โอมาร์ ซี (Omar Sy) มารับบทนี้ ซีรีส์เรื่องนี้อาจจะพังไปแล้วก็ได้ หรืออย่างน้อยก็คงไม่ดังระเบิดขนาดนี้
เสน่ห์เหลือร้าย (Charisma) ของ Omar Sy โอมาร์ ซี ทำให้ตัวละคร “โจร” กลายเป็นคนที่เรารักและเอาใจช่วยได้ภายใน 5 นาทีแรก เขาไม่ได้เล่นเป็นอัจฉริยะที่เข้าถึงยากแบบ เชอร์ล็อก ของ เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์ แต่เขาเล่นเป็นอัจฉริยะที่ “เข้าถึงง่าย” มีรอยยิ้มที่จริงใจ มีเสียงหัวเราะที่กว้างขวาง แต่ในดวงตานั้นซ่อนความเจ็บปวดไว้ลึกๆ
สิ่งที่น่าทึ่งคือ Physical Acting (การใช้ร่างกาย) ของเขา ด้วยรูปร่างที่สูงใหญ่ (เกือบ 2 เมตร) ปกติแล้วคนตัวใหญ่ขนาดนี้มักจะดูเทอะทะหรือน่ากลัว แต่โอมาร์ทำให้ตัวเองดูพริ้วไหว นุ่มนวล และสง่างาม เขาสามารถเปลี่ยนจาก “หนุ่มเจ้าเสน่ห์” ไปเป็น “ชายแก่ที่ดูไร้พิษสง” หรือ “นักธุรกิจผู้เคร่งขรึม” ได้ด้วยการเปลี่ยนท่าเดิน การห่อไหล่ หรือการปรับโทนเสียง
ฉากที่ต้องแสดงอารมณ์ดราม่า โดยเฉพาะฉากที่เกี่ยวกับลูกชายหรือพ่อ เขาทำได้ละเอียดอ่อนมาก เราเห็นความเปราะบาง (Vulnerability) ภายใต้มาดที่มั่นใจ ซึ่งจุดนี้แหละที่ทำให้ตัวละครอัสซานมีมิติ ไม่ใช่แค่ฮีโร่แบนๆ
ตัวละครสมทบที่ขาดไม่ได้
- แคลร์ (Ludivine Sagnier) รับบทอดีตภรรยา การแสดงของเธอเป็นเหมือนสมอเรือที่ดึงให้อัสซานยังติดอยู่กับโลกความเป็นจริง เธอเล่นได้เป็นธรรมชาติ เป็นตัวแทนของคนที่รักแต่ก็เหนื่อยหน่ายกับความลับ ความสัมพันธ์ของคู่นี้ดูเรียลมาก ไม่ใช่ความรักหวานแหวว แต่เป็นความผูกพันที่ตัดไม่ขาด
- เกดิรา (Soufiane Guerrab) ตำรวจคู่ปรับที่หมกมุ่นกับนิยายลูแปงเหมือนกัน คนนี้คือกระจกสะท้อนของอัสซาน เขาเป็นตัวละครที่ฉลาดและน่าเห็นใจ การแสดงของเขาทำให้เรารู้สึกว่าตำรวจในเรื่องนี้ไม่ได้โง่ (ซึ่งเป็นเรื่องดีมาก เพราะหนังแนวนี้มักจะทำให้ตำรวจดูไร้น้ำยาเพื่อให้พระเอกเก่ง)
- อูแบร์ เพลล์เลกรินี (Hervé Pierre) ฝั่งตัวร้ายอาจจะดูเป็นการแสดงแบบ “ตัวร้ายสูตรสำเร็จ” (Stereotypical Villain) ไปนิด คือร้ายแบบผู้ดี ร้ายแบบชัดเจน แต่การแสดงของเขาก็ทำให้เราเกลียดได้จริงๆ สายตาที่มองคนอื่นเหมือนมองมดปลวกนั้นสื่อสารความเน่าเฟะของชนชั้นสูงได้ดีเยี่ยม

4. สิ่งที่ทำให้ Lupin Part 1 โดดเด่นกว่าซีรีส์แนวเดียวกัน
สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจที่สุด ไม่ใช่ฉากปล้นที่ซับซ้อน (เอาจริงๆ บางทริคก็ดูเวอร์ไปนิดถ้าคิดตามหลักความจริง) แต่มันคือ “หัวใจ” (Heart) ของเรื่อง
ซีรีส์แนว Heist (ปล้น) ส่วนใหญ่จะเน้นความสะใจ เน้นแผนการที่เหนือชั้น แต่ Lupin เน้นที่ “แรงจูงใจ” ทุกสิ่งที่อัสซานทำ ไม่ได้ทำเพื่อรวย แต่ทำเพื่อ “ความจริง” มันคือเรื่องราวของเด็กชายคนหนึ่งที่โลกทั้งใบพังทลายลงเพราะคำโกหกของผู้มีอำนาจ และเขากำลังใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อประกอบเศษซากเหล่านั้นขึ้นมาใหม่
นอกจากนี้ การหยิบเอาวรรณกรรมฝรั่งเศสมาปัดฝุ่นใหม่ ยังเป็นการ Soft Power ที่ยอดเยี่ยม มันทำให้คนรุ่นใหม่ (หรือคนที่ไม่ใช่คนฝรั่งเศส) อยากจะไปหาหนังสือ Arsène Lupin มาอ่าน มันคือการเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน วัฒนธรรมเก่ากับวัฒนธรรมใหม่ (Pop Culture) ได้อย่างลงตัว
จังหวะจะโคน (Pacing) การแบ่งเป็น Part 1 (5 ตอน) เป็นความยาวที่กำลังดี ไม่ยืดเยื้อ ทุกตอนมีจุดพีค มีการทิ้งปม (Cliffhanger) ที่ทำให้เรากด “Next Episode” ได้ทันทีโดยไม่ลังเล การเดินเรื่องรวดเร็วแต่ไม่รีบร้อน มีช่วงผ่อนให้ตัวละครได้หายใจ ได้พูดคุย และมีช่วงเร่งจังหวะให้หัวใจเต้นแรง สลับกันไปอย่างกลมกล่อม
บทสรุปตอนจบแบบละเอียด (Spoilers Alert) ของ จอมโจรลูแปง ภาค 1) ซึ่งเนื้อหาจะครอบคลุมเหตุการณ์ในช่วงไคลแม็กซ์ของ ตอนที่ 5 (Episode 5) ที่ชื่อว่า “Étretat” ครับ
จุดเริ่มต้นของจุดจบ การเดินทางสู่เมืองแห่งตำนาน
เรื่องราวในตอนสุดท้ายของ Part 1 เริ่มต้นด้วยความพยายามของ อัสซาน ดิออป ที่จะวางมือจากเรื่องวุ่นวายชั่วคราวเพื่อทำหน้าที่ “พ่อ” และ “คนรัก” เขาตัดสินใจพา แคลร์ (อดีตภรรยา) และ ราอูล (ลูกชาย) นั่งรถไฟไปเที่ยวเมือง เอเทรตาต์ (Étretat) เมืองชายฝั่งที่สวยงาม ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับแฟนนิยาย Arsène Lupin (เพราะเป็นฉากหลังของตอน The Hollow Needle) และบังเอิญว่ามีงานเทศกาลรำลึกถึงลูแปงจัดขึ้นพอดี
แต่ความสงบสุขนั้นเป็นเพียงภาพลวงตา เพราะ อูแบร์ เพลล์เลกรินี (ตัวร้ายหลัก) ได้ส่งนักฆ่ามือขวาที่ชื่อ ลีโอนาร์ด ตามล่าอัสซานอย่างไม่ลดละ
การเผชิญหน้าบนรถไฟ
บนรถไฟ อัสซานสังเกตเห็นลีโอนาร์ดที่สะกดรอยตามมา เขาไหวตัวทันและพยายามปกป้องครอบครัวโดยไม่ให้พวกเขารู้ตัว อัสซานใช้อุบายหลอกล่อและจัดการขังลีโอนาร์ดไว้ในห้องเก็บสัมภาระท้ายขบวนรถไฟ
แต่ลีโอนาร์ดเจ้าเล่ห์กว่าที่คิด เขาโทรแจ้งตำรวจท้องที่ โดยโกหกว่าอัสซาน (ซึ่งเขาระบุลักษณะการแต่งกาย) เป็นคนร้ายที่มีอาวุธ เมื่อรถไฟจอดเทียบท่า ตำรวจจึงกรูเข้ามาจับกุมอัสซาน แต่อัสซานอาศัยจังหวะชุลมุนและความสามารถในการเอาตัวรอด หลบหนีออกมาได้ และกลับไปรวมกลุ่มกับแคลร์และราอูลราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ในขณะที่ลีโอนาร์ดถูกปล่อยตัวเพราะตำรวจเข้าใจผิดคิดว่าเป็นพลเมืองดี
วิกฤตการณ์ในงานเทศกาล
เมื่อถึงเมืองเอเทรตาต์ บรรยากาศเต็มไปด้วยผู้คนที่แต่งกายเป็นลูแปง (ใส่หมวกทรงสูงและผ้าคลุม) ซึ่งเป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคืออัสซานดูกลมกลืนไปกับฝูงชน แต่ข้อเสียคือมันทำให้ยากต่อการสังเกตเห็นศัตรู
ในขณะที่ครอบครัวกำลังเดินเที่ยวงาน ลีโอนาร์ดที่ตามมาทันก็เริ่มแผนการชั่วร้าย แคลร์เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของอัสซานและการมีคนสะกดรอยตาม เธอเริ่มโวยวายด้วยความหวาดกลัวและเหนื่อยหน่ายกับชีวิตที่ไม่ปกติสุข จังหวะที่พ่อแม่กำลังทะเลาะและปรับความเข้าใจกันอยู่นั้น ราอูล ได้เดินแยกตัวออกไป
การลักพาตัว
ลีโอนาร์ดฉวยโอกาสนี้ล่อลวงและจับตัวราอูลไป เขาจับเด็กยัดใส่รถและขับหนีออกไป อัสซานรู้ตัวเมื่อสายไปเสียแล้ว เขาพยายามวิ่งตามรถของลีโอนาร์ดอย่างสุดชีวิต แต่ด้วยกำลังขาของมนุษย์ย่อมแพ้เครื่องยนต์ เขาทำได้แค่มองดูลูกชายถูกพรากไปต่อหน้าต่อตา
อัสซานหมดหนทางและสิ้นหวังอยู่ริมชายหาด เขาทำผิดกฎเหล็กของตัวเอง คือการดึงครอบครัวเข้ามาเสี่ยงอันตราย และตอนนี้ “จุดอ่อน” เดียวของเขาตกอยู่ในมือของศัตรูแล้ว
ฉากจบ (Cliffhanger) “Lupin”
ในวินาทีที่อัสซานกำลังมืดแปดด้านอยู่บนชายหาด ท่ามกลางความสิ้นหวัง จู่ๆ ก็มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเขาจากด้านหลัง
ชายคนนั้นคือ ยูลเซฟ เกดิรา (Youssef Guedira) ตำรวจสายสืบเพียงคนเดียวในเรื่องที่ฉลาดพอจะเชื่อมโยงคดีปล้นต่างๆ เข้ากับนิยายอาร์แซน ลูแปง เกดิราแอบตามรอยอัสซานมาถึงเอเทรตาต์ด้วยตัวเอง (โดยที่กรมตำรวจไม่เชื่อทฤษฎีของเขา)
เกดิรายืนประจันหน้ากับอัสซาน อัสซานที่กำลังสติแตกเรื่องลูกชายคิดว่าเป็นคนผ่านมาจึงไล่ให้ไปไกลๆ แต่เกดิราไม่ได้มาจับกุมแบบตำรวจทั่วไป เขาจ้องหน้าอัสซานแล้วพูดคำคำเดียวที่เปลี่ยนสถานะของอัสซานจาก “ผู้ล่า” กลายเป็น “ผู้ถูกล่า” อย่างสมบูรณ์แบบ
“ลูแปง”
หน้าจอตัดจบ (Cut to Black) ทิ้งคนดูไว้กับความค้างคาใจอย่างที่สุด
สรุปสถานการณ์เมื่อจบ Part 1
- ราอูล (ลูกชาย) ถูกสมุนของเพลล์เลกรินีจับตัวไปเป็นตัวประกัน
- ตัวตนของอัสซาน ถูกเปิดโปงโดยตำรวจ (เกดิรา) แล้ว
- อัสซาน ตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ลูกหาย เมียเสียใจ และตำรวจเจอตัว
- นี่คือจุดจบที่ปูทางไปสู่ Part 2 ที่อารมณ์จะเปลี่ยนจาก “หนังปล้นที่สนุกสนาน” กลายเป็น “หนังล้างแค้นที่ดุเดือด” เพื่อชิงตัวลูกชายกลับคืนมา
Next Step for You อยากให้ผมเล่าต่อไหมครับว่าเปิดฉากมาใน Part 2 เหตุการณ์สานต่อจากตรงนี้อย่างไร หรืออยากได้รีวิวภาพรวมของ Part 2 แทนครับ?
บทสรุป ทำไมคุณต้องดู?
Lupin Part 1 คือมาสเตอร์พีซของซีรีส์บันเทิงที่ไม่ได้มีดีแค่ความบันเทิง มันคืองานคราฟต์ที่พิถีพิถัน ทั้งบท การถ่ายทำ และการแสดงที่แบกเรื่องราวอันหนักอึ้งไว้ด้วยรอยยิ้ม
ถ้าคุณกำลังมองหาซีรีส์ที่พระเอกฉลาดเป็นกรด (แต่ก็ยังมีหัวใจที่เป็นมนุษย์), งานภาพสวยเหมือนดูหนังโรง, และเนื้อหาที่เสียดสีสังคมได้อย่างเจ็บแสบโดยไม่ทำให้เครียดจนเกินไป Lupin คือคำตอบที่ไม่ควรพลาด
คะแนนสำหรับ Part 1 นี้ ผมขอให้ใจไปที่ความยอดเยี่ยมของ Omar Sy และความกล้าที่จะเล่าเรื่องความอยุติธรรมผ่านลีลาของจอมโจร… มันไม่ใช่แค่หนังปล้น แต่มันคือหนัง “ทวงคืน” ที่สะใจที่สุดเรื่องหนึ่งในรอบปี
ดูเถอะครับ แล้วคุณจะมองพนักงานทำความสะอาดในพิพิธภัณฑ์ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป. movieseries