รีวิว Lupin 2 เกมแค้นเดิมพันด้วยชีวิต และการโจรกรรมที่เหนือชั้นกว่าเดิม

แน่นอนครับ เพื่อให้ได้รีวิวที่เจาะลึก สนุก และถึงพริกถึงขิงตามสไตล์ที่คุณต้องการ ผมจัดทำบทความรีวิว Lupin Part 2 แบบ Long-form (ขนาดยาว) โดยเน้นการวิเคราะห์เชิงลึกในด้านเนื้อหา จิตวิทยาตัวละคร งานภาพ และการแสดง โดยไม่เน้นเล่าเรื่องย่อครับ

นี่คือร่างบทความรีวิวที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ได้เลยครับ

[Review] Lupin 2 เดิมพันด้วย “ชีวิต” เมื่อจอมโจรลูแปงถูกกระชากหน้ากาก สู่เกมแค้นที่เดือดกว่าเดิม

หลังทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้ในตอนจบซัีรีส์พาร์ตแรก LUPIN กลับมาสานต่อจากจุดที่มันวางไว้เพราะคราวนี้ปมความแค้นระหว่าง ฮัสซาน จ็อบ (โอมาร์ ซี – Omar Sy) และอูแบร์ เพลเลกรินี (เฮิร์ฟ ปิแยร์ – Hervé Pierre) กำลังสะเด็ดน้ำเพราะเพลเลกรินีเริ่มคุกคามและหวังตัดตอนกำจัดจ็อบไปให้พ้นทาง ในขณะเดีัยวกันเกมแค้นคราวนี้เริ่มทำให้จ็อบต้องมองย้อนว่ามันคุ้มค่าหรือไม่หากต้องสูญเสียครอบครัวไป

ถ้าภาคแรกคือการ “แนะนำตัว” ให้โลกรู้จักกับความแพรวพราวของ Assane Diop ในฐานะจอมโจรสุภาพบุรุษผู้ได้รับแรงบันดาลใจจาก Arsène LupinLupin 2 คือการ “เปลือยตัวตน” ของเขาออกมาจนหมดเปลือกครับ

การกลับมาครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของการขโมยสร้อยเพชรหรือการโชว์มายากลลวงตาเพื่อความเท่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่มันคือสงครามประสาทที่เดิมพันด้วย “ครอบครัว” สิ่งที่ผมสัมผัสได้ทันทีตั้งแต่เปิดดู Episode แรกของพาร์ทนี้คือ “ความเร่งเร้า” และ “ความอึดอัด” ที่ถาโถมเข้ามาแทนที่ความขี้เล่นจากภาคแรก และนั่นแหละครับ คือจุดเริ่มต้นของความสนุกที่เราจะมาคุยกันในวันนี้แบบเจาะลึก

1. บทภาพยนตร์และการดำเนินเรื่อง จาก “ผู้ล่า” กลายเป็น “ผู้ถูกล่า” ที่จนตรอก

สิ่งแรกที่ต้องชมคือการเปลี่ยน Tone ของหนังครับ ในภาคแรกเราเห็น Assane เป็นเหมือนเทพเจ้า เขาวางแผนเหนือกว่าทุกคน 3-4 ก้าวเสมอ แต่ใน Part 2 นี้ คนเขียนบทฉลาดมากที่เลือกจะ “Dampen” (ลดทอน) ความเทพของเขาลง

ความสิ้นหวังคือเชื้อเพลิงชั้นดี เนื้อเรื่องในพาร์ทนี้โฟกัสไปที่ผลกระทบจากการกระทำของ Assane เมื่อศัตรูอย่าง Hubert Pellegrini ไม่ได้เล่นตามกติกาของสุภาพบุรุษ แต่เล่นสกปรกโดยใช้ลูกชายของ Assane เป็นตัวประกัน จุดนี้เองที่ทำให้บทมีความ “มนุษย์” มากขึ้น เราไม่ได้ดูหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ไม่มีวันแพ้ แต่เรากำลังดูพ่อคนหนึ่งที่สติแตก รนราน และพร้อมจะทำพลาดเพราะความเป็นห่วงลูก

การดำเนินเรื่องมีความฉลาดในการเล่นกับ Timeline (เส้นเวลา) แม้จะเป็นสูตรสำเร็จของซีรีส์ชุดนี้ที่ชอบตัดสลับอดีตกับปัจจุบัน แต่ใน Part 2 การย้อนอดีต (Flashback) ปี 1995 มันทำหน้าที่ได้ลึกซึ้งกว่าเดิม มันไม่ได้ย้อนไปแค่เพื่อให้เห็นที่มาของ “ทริค” การขโมย แต่ย้อนไปให้เห็น “บาดแผล” ทางใจที่หล่อหลอมให้ Assane เกลียดระบบความยุติธรรม และเข้าใจว่าทำไมเขาถึงผูกพันกับเพื่อนรักอย่าง Benjamin ขนาดนั้น

ช่องโหว่ของบทที่ถูกมองข้ามด้วยความบันเทิง ถ้าจะวิเคราะห์กันแบบนักจับผิด ต้องยอมรับว่าบทหนังยังมี “Plot Armor” (เกราะป้องกันตัวเอก) อยู่พอสมควรครับ บางสถานการณ์ Assane รอดมาได้แบบเหลือเชื่อ หรือตำรวจฝรั่งเศสในเรื่องที่ดูจะไร้ประสิทธิภาพไปหน่อยในบางซีน แต่… เชื่อไหมครับว่าระหว่างดู ผมกลับไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจมากนัก เพราะจังหวะการตัดต่อ (Pacing) มันกระชับและเร้าใจจนเราไม่มีเวลามานั่งจับผิด หนังพาเราวิ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง ทำให้ความไม่สมเหตุสมผลเล็กๆ น้อยๆ กลายเป็นเรื่องที่ให้อภัยได้เพื่อแลกกับความมันส์

2. งานภาพ (Visuals) & Cinematography ปารีสในมุมมืดและแสงสว่าง

ถ้าปารีสใน Emily in Paris คือเมืองแห่งความฝันและแฟชั่น… ปารีสใน Lupin 2 คือเมืองแห่ง “เงาและกลลวง” ครับ

Symbolism ผ่านการจัดแสง สิ่งที่ผมประทับใจมากคือการใช้แสงสีสื่อความหมาย ในฉากที่ Assane อยู่ในสถานะได้เปรียบ ภาพมักจะมีความกว้าง (Wide shot) เห็นวิวทิวทัศน์ของปารีสที่สวยงาม เห็นหอไอเฟล เห็นแม่น้ำแซน สื่อถึงอิสรภาพ แต่ใน Part 2 นี้ มีหลายฉากที่ Assane ต้องลงไปอยู่ใต้ดิน (เช่น ฉากในสุสานใต้ดิน Catacombs หรืออุโมงค์ลับ) งานภาพจะเปลี่ยนเป็นโทนอึดอัด (Claustrophobic) ใช้แสง Low Key ที่ทำให้เห็นใบหน้าแค่ครึ่งเดียว สื่อถึงความไม่แน่นอน และด้านมืดของตัวละครที่เริ่มจะกัดกินจิตใจเขา

Action ที่ไม่ใช่แค่ระเบิดภูเขาเผากระท่อม Lupin ไม่ใช่หนังแอ็คชั่นล้างผลาญแบบ John Wick แต่งานภาพในฉากไล่ล่าทำออกมาได้ “สมาร์ท” มาก กล้องมักจะโฟกัสไปที่ “มือ” และ “สายตา” ของตัวละคร เพื่อให้คนดูโฟกัสไปที่ทริคมายากลที่กำลังจะเกิดขึ้น การเคลื่อนกล้อง (Camera Movement) มีความลื่นไหล (Fluidity) เหมือนกับบุคลิกของจอมโจรลูแปงที่ลื่นไหลจับตัวยาก

โดยเฉพาะฉากไคลแม็กซ์ที่โรงละคร (Théâtre du Châtelet) งานภาพตรงนี้คือ Masterpiece ของซีรีส์เลยก็ว่าได้ การใช้แสงไฟสปอร์ตไลท์บนเวทีตัดสลับกับความมืดในมุมอับที่ Assane ซ่อนตัว มันคือการเล่นกับคอนเซปต์ “ความจริง vs สิ่งลวงตา” ได้อย่างสมบูรณ์แบบทางสายตา

3. การแสดง (Acting Performance) Omar Sy คือหัวใจและจิตวิญญาณ

เราไม่สามารถพูดถึง Lupin ได้เลยถ้าไม่พูดถึง Omar Sy บอกตามตรงครับว่า ถ้าบทนี้ไม่ใช่เขาเล่น ซีรีส์เรื่องนี้อาจจะไปไม่ถึงดวงดาวขนาดนี้

เสน่ห์ (Charisma) ที่ทะลุจอ ใน Part 2 นี้ Omar Sy ต้องแบกรับอารมณ์ที่หนักหน่วงขึ้น เขาต้องเล่นเป็น “Assane ที่กำลังพังทลาย” สายตาของเขาเปลี่ยนจากแววตาขี้เล่นเจ้าเล่ห์ กลายเป็นแววตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและความกลัว การแสดงออกทางสีหน้า (Micro-expressions) ของเขาทำได้ละเอียดมาก ในฉากที่เขาต้องเจรจากับตัวร้าย เราจะเห็นรอยยิ้มที่มุมปากที่ดูเหมือนมั่นใจ แต่ดวงตากลับสั่นไหวเล็กน้อย นี่คือชั้นเชิงการแสดงที่ทำให้เรารู้ว่า ตัวละครนี้กำลัง “Bluff” (ลักไก่) อยู่หรือเปล่า

เคมีระหว่างตัวละคร อีกคนที่ต้องชมคือ Soufiane Guerrab ที่รับบท Guedira (ตำรวจที่เป็นแฟนคลับลูแปง) เคมีระหว่างโจรกับตำรวจคู่นี้มันมีความ “Respect” (เคารพ) ซึ่งกันและกันซ่อนอยู่ Guedira ไม่ใช่แค่ตัวประกอบที่มาวิ่งไล่จับ แต่เขาคือ “กระจกสะท้อน” ของ Assane ในฝั่งกฎหมาย การแสดงของ Soufiane ทำให้เรารู้สึกเอาใจช่วยทั้งโจรและตำรวจไปพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นความรู้สึกที่แปลกแต่ดี

ส่วนตัวร้ายอย่าง Hubert Pellegrini (รับบทโดย Hervé Pierre) แม้จะดูเป็นตัวร้ายมิติเดียว (ร้ายแบบไม่มีเหตุผลอื่นนอกจากความโลภ) แต่พลังการแสดงของเขาทำให้เรารู้สึก “เกลียด” ได้จริงๆ เขาแผ่รังสีความน่ารังเกียจของชนชั้นสูงที่มองคนอื่นเป็นแค่หมากในกระดานออกมาได้น่าหมั่นไส้มาก ซึ่งนั่นถือว่าเขาทำหน้าที่ของตัวร้ายได้สมบูรณ์แบบแล้วครับ

4. จิตวิญญาณของ Lupin ศิลปะแห่งการตบตา

สิ่งที่ทำให้ Lupin 2 ยังคงน่าสนใจคือ ซีรีส์ไม่ทิ้งจุดแข็งเรื่อง “การเฉลยทริค” ครับ

สไตล์การเล่าเรื่องแบบ “ให้ดูผลลัพธ์ก่อน แล้วค่อยย้อนมาเฉลยวิธีทำ” (Reverse Engineering) ยังคงทำงานได้ดีเยี่ยม มันสร้างความรู้สึก “ว้าว” ให้คนดูได้เสมอ แต่ในภาคนี้ ทริคต่างๆ มันถูกยกระดับให้ซับซ้อนขึ้น เพราะ Assane ไม่ได้ทำงานคนเดียวอีกต่อไป เขาเริ่มใช้ “ทีม” และการยืมมือคนอื่น

ความฉลาดของบทคือการทำให้เรารู้สึกว่า “เอ๊ะ… มันง่ายไปไหม?” ในตอนแรก แล้วค่อยตบหน้าเราด้วยฉากเฉลยว่า “อ๋อ… เขาคิดมาแล้ว 10 ตลบ” ความฟินของการดู Lupin คือจังหวะนี้แหละครับ จังหวะที่เรายอมรับว่าเราโดนหลอกพร้อมๆ กับตัวร้ายในเรื่อง

บทสรุป คุ้มค่าแก่การดูหรือไม่?

Lupin 2 คือบทสรุปที่สมศักดิ์ศรีของเรื่องราวการล้างแค้นตระกูล Pellegrini ครับ

  • ถ้าคุณชอบความดราม่า ภาคนี้จัดเต็มเรื่องความสัมพันธ์พ่อลูก และปมในอดีตที่กินใจ
  • ถ้าคุณชอบความตื่นเต้น จังหวะหนัง (Pacing) ดีกว่าภาคแรก ไม่มีช่วงน่าเบื่อเลย
  • ถ้าคุณชอบงานภาพ ปารีสในมุมมองที่คุณไม่เคยเห็น รอคุณอยู่

แม้จะมีจุดโหว่ของบทบ้างในเรื่องความสมจริง แต่ถ้าวัดกันที่ “ความบันเทิง” และ “ความน่าติดตาม” ผมให้คะแนนเต็มในส่วนนี้ มันคือซีรีส์ที่ดูแล้ววางไม่ลง (Binge-worthy) ของจริง

คำตัดสิน มันไม่ใช่แค่หนังโจรกรรม แต่มันคือจดหมายรักถึงวรรณกรรมคลาสสิกที่ถูกตีความใหม่ในโลกยุคดิจิทัลได้อย่างงดงาม การแสดงของ Omar Sy ยังคงเป็น The Best ที่ทำให้ตัวละคร Assane Diop กลายเป็นหนึ่งในตัวละครที่น่าจดจำที่สุดของ Netflix

ใครที่ดู Part 1 แล้วค้างคา Part 2 คือยาแก้กระหายที่คุณต้องดื่มรวดเดียวจนหมดแก้วครับ!

บทสรุปท้ายเรื่องแบบละเอียด (Ending Explained) ของซีรีส์ Lupin 2

เนื้อหาต่อไปนี้เปิดเผยจุดจบของเรื่อง (Spoilers Alert)

บทสรุปของ Lupin 2 คือจุดสูงสุดของการล้างแค้นที่ Assane Diop (จอมโจรลูแปง) รอคอยมานานกว่า 25 ปี เพื่อล้างมลทินให้กับพ่อของเขา (Babakar Diop) โดยเหตุการณ์ทั้งหมดไปขมวดปมจบที่โรงละคร Théâtre du Châtelet ในกรุงปารีส

1. แผนการ “ม้าเมืองทรอย” ในโรงละคร (The Infiltration)

เรื่องราวเดินทางมาถึงจุดแตกหักเมื่อ Hubert Pellegrini จัดงานคอนเสิร์ตการกุศลบังหน้าเพื่อระดมทุน โดยมีเป้าหมายคือการฟอกเงินและสร้างภาพลักษณ์

  • Assane วางแผนร่วมกับเพื่อนซี้ Benjamin และเด็กหนุ่มอัจฉริยะ Philippe Courbet (ที่ตอนแรกเหมือนจะหักหลังไปเข้าพวกกับ Pellegrini แต่จริงๆ เป็นแผนซ้อนแผนของ Assane ที่ส่งไปเป็นสายลับ)
  • Assane ลักลอบเข้าไปในโรงละครโดยซ่อนตัวอยู่ใน ลังอุปกรณ์ดนตรี (เลียนแบบทริคในนิยาย) เพื่อผ่านด่านตรวจความปลอดภัยที่เข้มงวด

2. การเผชิญหน้าและการสารภาพบาป (The Confession)

ในขณะที่คอนเสิร์ตกำลังแสดง Assane บุกเข้าไปในห้องรับรองส่วนตัว (Private Box) ของ Pellegrini

  • Assane ใช้มีดขู่ Pellegrini ทำให้ Pellegrini ที่กำลังมั่นใจว่าตัวเองชนะและไม่มีใครทำอะไรได้ ยอม “ปากโป้ง” สารภาพความจริงออกมาด้วยความยโสโอหัง
  • Pellegrini ยอมรับว่าเขาเป็นคนจัดฉากให้ Babakar ขโมยสร้อยคอ, สั่งฆ่า Babakar ในคุก, และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการลักพาตัว Raoul (ลูกชายของ Assane)
  • จุดหักมุม Assane ไม่ได้กะจะฆ่าเขา แต่เขาแอบบันทึกเสียงคำสารภาพทั้งหมดผ่าน Smartwatch ที่วางซ่อนไว้ และไมโครโฟนที่เชื่อมต่อกับระบบเสียงของโรงละคร
Lupin 2

3. การแฉต่อหน้าสาธารณชน (The Revelation)

Assane หลบหนีจากการจับกุมของบอดี้การ์ดและวิ่งขึ้นไปบนเวทีการแสดง

  • เขาฉายภาพของตัวเองและเปิด “คลิปเสียงคำสารภาพ” ของ Pellegrini ให้ดังก้องไปทั่วโรงละคร ต่อหน้าแขกเหรื่อระดับสูงและประชาชน
  • ทุกคนในงาน รวมถึง Juliette Pellegrini (ลูกสาว) ได้ยินความชั่วร้ายของพ่อตัวเองอย่างชัดเจน
  • Assane ประกาศต่อหน้าทุกคนว่า “ผมทำทั้งหมดนี้เพื่อพ่อของผม”

4. การไล่ล่าและการปิดคดี (The Chase & Justice)

หลังจากแฉความจริง Assane ต้องหลบหนีตำรวจที่ปิดล้อมโรงละคร

  • เขาใช้ทริคการปลอมตัวในระยะประชิด โดยปลอมเป็นนักดับเพลิง/เจ้าหน้าที่เพื่อเดินสวนตำรวจออกไปอย่างแนบเนียน (ตามสไตล์ลูแปงที่ซ่อนตัวในที่แจ้ง)
  • สารวัตร Guedira (ตำรวจที่เป็นแฟนคลับลูแปง) ซึ่งแอบฟังเหตุการณ์และรู้ความจริงมาตลอด ตัดสินใจทำสิ่งที่ถูกต้อง เขาเข้าไปจับกุม Dumont (ผู้บัญชาการตำรวจที่รับสินบน)
  • จากหลักฐานคลิปเสียงที่ Assane ส่งให้ตำรวจ Hubert Pellegrini ถูกจับกุมทันที ในข้อหาฆาตกรรมและฉ้อโกง ปิดฉากอิทธิพลมืดของตระกูลนี้ลง

5. บทสรุปความสัมพันธ์ (The Farewell)

หลังจากเหตุการณ์สงบลง

  • ชื่อของ Babakar Diop ได้รับการล้างมลทิน สื่อและสังคมรับรู้แล้วว่าเขาคือผู้บริสุทธิ์
  • Assane นัดพบกับ Claire (อดีตภรรยา) และ Raoul (ลูกชาย) ที่สะพาน Pont des Arts ในยามค่ำคืน
  • Assane บอกลาทั้งคู่ โดยบอกว่าตอนนี้เขาเป็นที่ต้องการตัวของตำรวจทั่วประเทศ การอยู่ใกล้พวกเขาจะทำให้ทั้งสองคนตกอยู่ในอันตราย
  • เขาให้สัญญาว่า “ผมจะคอยดูพวกคุณอยู่ห่างๆ เสมอ” และขอโทษที่ทำให้ชีวิตพวกเขาวุ่นวาย
  • ฉากจบคือ Assane วิ่งหายไปในความมืดของปารีส พร้อมกับเสียงไซเรนตำรวจที่ไล่ตามมา ทิ้งท้ายไว้ว่าเกมของจอมโจรลูแปงยังไม่จบ แต่นี่คือจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ที่ไม่มีพันธะแค้นในอดีตอีกต่อไป

สรุปสั้นๆ (Key Takeaway)

Assane ทำสำเร็จ เขาไม่ได้ฆ่าศัตรูแต่เลือกใช้ “ความจริง” ทำลายชีวิตของ Pellegrini แทน พ่อของเขาพ้นมลทิน แต่ราคาที่ต้องจ่ายคือเขาต้องกลายเป็นผู้ร้ายหลบหนี และต้องแยกทางกับลูกเมียเพื่อความปลอดภัยของคนที่เขารักครับ

นี่คือบทสรุปที่สมบูรณ์แบบที่เปลี่ยน Assane จาก “โจรขโมยของ” ให้กลายเป็น “วีรบุรุษในเงามืด” อย่างเต็มตัว movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *