นี่คือรีวิวเจาะลึกซีรีส์ “La Casa de Papel” หรือ “Money Heist ทรชนคนปล้นโลก” (ซีซั่น 1) ในรูปแบบบทวิจารณ์เชิงวิเคราะห์เน้นความรู้สึก อารมณ์ และศาสตร์ภาพยนตร์ โดยไม่เน้นการเล่าเรื่องย่อครับ
La Casa de Papel (Money Heist) ซีซั่น 1 – ปฏิวัติวงการปล้นด้วยมันสมองและหัวใจ

ถ้าคุณเบื่อหนังปล้นแบบฮอลลีวูดที่เน้นระเบิดภูเขาเผากระท่อม หรือเบื่อสูตรสำเร็จที่พระเอกเก่งเวอร์แบบไร้ที่ติ ผมขอเชิญคุณก้าวเข้าสู่โรงกษาปณ์แห่งสเปน ที่ซึ่ง “La Casa de Papel” หรือ “ทรชนคนปล้นโลก” จะพาคุณไปรู้จักกับความหมายใหม่ของคำว่า “อาชญากรรมที่งดงาม”
บอกตามตรงว่า ครั้งแรกที่กดดู ผมไม่ได้คาดหวังอะไรมากไปกว่าซีรีส์แอ็กชันฆ่าเวลา แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ “ปรัชญา” “จิตวิทยา” และ “ศิลปะ” ที่ถูกฉาบหน้าด้วยพล็อตเรื่องการปล้น นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของโจรกลุ่มหนึ่งที่อยากรวย แต่มันคือการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ระหว่างคนตัวเล็กๆ กับระบบทุนนิยม ผ่านหมากกระดานที่เดินด้วยชีวิตจริง
1. บทภาพยนตร์และการดำเนินเรื่อง หมากรุกกระดานนี้เดิมพันด้วยลมหายใจ
สิ่งที่ทำให้ Money Heist ซีซั่นแรก (Part 1 & 2) ขึ้นหิ้งทันที คือ “บท” ที่ฉลาดเป็นกรด
ความสมบูรณ์แบบที่จับต้องได้ หนังปล้นส่วนใหญ่มักจะโชว์ความเท่ของการเจาะระบบ หรือความไฮเทคของอุปกรณ์ แต่เรื่องนี้กลับพาเราไปโฟกัสที่ “Human Error” หรือความผิดพลาดของมนุษย์ ตัวละคร “The Professor” (ศาสตราจารย์) วางแผนมาสมบูรณ์แบบระดับเทพเจ้า แต่ความสนุกของเรื่องนี้คือการได้เห็นแผนเทพๆ เหล่านั้นพังทลายลงทีละน้อยเพราะ “อารมณ์” ของคนในทีม
บทหนังเล่นกับความกดดันในพื้นที่ปิด (Claustrophobic) ได้อย่างเชี่ยวชาญ การขังโจร ตัวประกัน และตำรวจไว้ในสถานการณ์ที่ตึงเครียด มันบีบคั้นจนคนดูอย่างเราหายใจไม่ทั่วท้อง สิ่งที่น่าชื่นชมคือการเขียนบทที่ทำให้ “เวลา” กลายเป็นตัวละครเอก ศาสตราจารย์ไม่ได้ต้องการแค่เงิน แต่เขาต้องการ “เวลา” ยิ่งยื้อเวลาได้นานเท่าไหร่ เงินก็ยิ่งถูกพิมพ์ออกมามากเท่านั้น เป็นคอนเซปต์ที่ Simple แต่ทรงพลังมาก มันเปลี่ยนนิยามของการปล้นธนาคารที่ต้อง “รีบเข้า รีบโกย รีบหนี” ไปอย่างสิ้นเชิง
Flashback ที่มีความหมาย ปกติผมจะไม่ชอบหนังที่ตัดสลับอดีตกับปัจจุบันบ่อยๆ เพราะมันทำให้อารมณ์สะดุด แต่สำหรับเรื่องนี้ การใช้ Flashback คือหัวใจสำคัญ มันไม่ใช่แค่การย้อนไปเล่าแผนการ แต่มันคือการย้อนไปให้เราเห็น “ความเป็นมนุษย์” ของโจรแต่ละคน ฉากโต๊ะอาหาร ฉากเรียนหนังสือ ฉากร้องเพลงรอบกองไฟ สิ่งเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกผูกพันกับตัวละครโดยไม่รู้ตัว จนเมื่อถึงฉากเสี่ยงตายในปัจจุบัน เราจึงรู้สึกเจ็บปวดไปกับพวกเขาจริงๆ
ศีลธรรมสีเทา บทหนังท้าทายคนดูตลอดเวลาด้วยคำถามที่ว่า “ใครคือคนดี?” ตำรวจที่พยายามรักษาความสงบแต่ใช้วิธีสกปรก หรือโจรที่ปล้นเงิน (ที่ไม่มีเจ้าของ เพราะพิมพ์ใหม่) แต่ไม่ต้องการทำร้ายใคร? บทสนทนาในเรื่องนี้คมคายและเสียดสีสังคม โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการต่อต้านระบบ (Resistance) ที่ทำให้คนดูอดไม่ได้ที่จะเอาใจช่วยฝั่งโจร ทั้งที่รู้ว่าสิ่งที่ทำมันผิดกฎหมาย

2. งานภาพและสุนทรียศาสตร์ (Visual & Cinematography) สีแดงแห่งการปฏิวัติ
งานภาพของ Money Heist ไม่ใช่แค่สวย แต่มันคือ “Iconic” หรือเป็นเอกลักษณ์ที่ติดตา
สัญลักษณ์และโทนสี การเลือกใช้ “สีแดง” เป็นธีมหลัก (ชุดจัมพ์สูท) ตัดกับสีหม่นๆ ของฉากโรงกษาปณ์ เป็นการเลือกที่ชาญฉลาดมาก สีแดงในทางจิตวิทยาคือสีของความรัก ความโกรธ อันตราย และการปฏิวัติ เมื่อโจรทุกคนใส่ชุดแดงและสวมหน้ากากดาลี (Salvador Dalí) มันทำให้พวกเขากลายเป็นสัญลักษณ์ที่ไร้หน้า (Faceless) แต่ทรงพลัง หน้ากากดาลีที่มีรอยยิ้มบิดเบี้ยว สะท้อนถึงความบ้าคลั่งและความไร้ระเบียบ (Surrealism) ซึ่งตรงข้ามกับความเคร่งขรึมของสถาบันการเงิน
มุมกล้องและการจัดแสง ผู้กำกับภาพเลือกใช้แสงแบบ Low-key lighting หรือแสงน้อยที่เน้นเงา เพื่อสร้างบรรยากาศของความลึกลับและความกดดัน มุมกล้องมักจะ Close-up ไปที่ใบหน้าและดวงตาของนักแสดง เพื่อให้เราเห็นแววตาของความกลัว ความลังเล หรือความบ้าคลั่งชัดๆ การเคลื่อนกล้องมีความลื่นไหลเหมือนจังหวะการเต้นรำในฉากวางแผน แต่จะเปลี่ยนเป็นรวดเร็วและกระชากอารมณ์ในฉากแอ็กชัน
สุนทรียะในความรุนแรง ฉากยิงกันในเรื่องนี้ไม่ได้ทำออกมาให้ดูดิบเถื่อนเพียงอย่างเดียว แต่มันมีความเป็นศิลปะผสมอยู่ (คล้ายสไตล์ของผู้กำกับ John Woo นิดๆ) กระสุนที่ปลิวว่อน เศษกระจกที่แตกกระจาย ทุกอย่างถูกจัดวางองค์ประกอบศิลป์มาอย่างดี ทำให้แม้แต่ฉากที่รุนแรงที่สุดก็ยังดู “สวยงาม” ในทางภาพยนตร์
3. การแสดง (Acting) มาสเตอร์คลาสแห่งการเชือดเฉือนอารมณ์
ถ้าบทคือกระดูกสันหลัง นักแสดงในเรื่องนี้ก็คือวิญญาณ การคัดเลือกนักแสดง (Casting) ของเรื่องนี้คือที่สุดของความลงตัว ทุกคนมีคาแรคเตอร์ที่ชัดเจนจนน่าตกใจ
Álvaro Morte รับบท The Professor (ศาสตราจารย์) นี่คือตัวละครที่แบกเรื่องราวทั้งหมดไว้ Álvaro Morte ถ่ายทอดความเป็นอัจฉริยะที่มีความ Socially Awkward (เข้าสังคมไม่เก่ง) ได้อย่างแนบเนียน ท่าขยับแว่น วิธีการพูดที่ตะกุกตะกักเล็กน้อยเมื่อต้องเจอกับเรื่องที่คาดไม่ถึง หรือแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นแต่แฝงความเปราะบาง เขาทำให้เราเชื่อว่าภายใต้มาดเนิร์ดๆ นั้น คือมันสมองที่อันตรายที่สุดในสเปน เคมีระหว่างเขากับสารวัตรราเคลคือสิ่งที่ขับเคลื่อนความตื่นเต้นในอีกมิติหนึ่ง การแสดงของเขาทำให้เราเห็นว่า “อาวุธที่ร้ายแรงที่สุดไม่ใช่ปืน แต่คือปัญญา”
Pedro Alonso รับบท Berlin ต้องยอมรับว่า Berlin คือตัวละครที่ “ขโมยซีน” ที่สุดในเรื่อง เขาเป็นตัวละครที่คุณจะทั้งรักทั้งเกลียด (Love to hate) Pedro Alonso เล่นบทผู้นำภาคสนามที่มีความจิต (Psychopath) ได้น่าขนลุก แต่ในขณะเดียวกันก็มีความสุภาพ นุ่มนวล และมีเสน่ห์อย่างประหลาด (Charisma) เขาคือตัวแทนของความไร้ศีลธรรมที่ซื่อสัตย์ต่อตัวเองที่สุด รอยยิ้มเย็นชาของเขาเป็นสิ่งที่น่าจดจำที่สุดในซีซั่นนี้ การแสดงของเขามีความซับซ้อนสูงมาก เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายจนเดาทางไม่ถูก ซึ่งเป็นสีสันที่ขาดไม่ได้จริงๆ
Úrsula Corberó รับบท Tokyo ในฐานะผู้บรรยายเรื่องและตัวเดินเรื่อง Tokyo คือตัวแทนของ “ความวายปวง” หรือความไม่แน่นอน Úrsula เล่นบทสาวใจแตกที่เต็มไปด้วยอารมณ์ร้อนแรงได้ถึงพริกถึงขิง เธอทำให้เรารู้สึกรำคาญในการตัดสินใจที่ใช้อารมณ์เหนือเหตุผลของเธอ แต่ในขณะเดียวกันเราก็เข้าใจความเจ็บปวดและความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ เธอคือระเบิดเวลาที่พร้อมจะทำลายแผนการของศาสตราจารย์ได้ทุกเมื่อ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เรื่องราวน่าติดตาม
Itziar Ituño รับบท Raquel Murillo จะไม่พูดถึงเธอก็คงไม่ได้ สารวัตรหญิงแกร่งที่ต้องต่อสู้ทั้งกับโจรและปัญหาส่วนตัว Itziar ถ่ายทอดบทผู้หญิงเก่งที่กำลังพังทลายจากภายในได้ดีเยี่ยม ฉากการเจรจาต่อรองทางโทรศัพท์ระหว่างเธอกับศาสตราจารย์คือฉากแอ็กชันทางวาจาที่ดุเดือดที่สุด การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของเธอจากผู้ล่ากลายเป็นเหยื่อ (ทางความรู้สึก) เป็นพัฒนาการตัวละครที่น่าสนใจมาก
Alba Flores รับบท Nairobi แม่พระประจำกลุ่มและเจ๊ดันแห่งโรงกษาปณ์ พลังการแสดงของเธอคือความแข็งแกร่งที่อบอุ่น คำพูดปลุกใจลูกทีมหรือแม้แต่ตัวประกันของเธอมีพลังมหาศาล Alba Flores ทำให้ Nairobi เป็นตัวละครที่มีมิติความเป็นมนุษย์สูงมาก เธอไม่ได้อยากรวยเพื่อเสวยสุข แต่อยากได้เงินเพื่อลูก ซึ่งแรงจูงใจนี้ทำให้เราเอาใจช่วยเธอมากที่สุดคนหนึ่ง

4. องค์ประกอบเสริม ดนตรีและบรรยากาศ (Music & Atmosphere)
เพลง “Bella Ciao” ไม่ใช่แค่เพลงประกอบ แต่มันคือจิตวิญญาณของซีรีส์ เมื่อเพลงนี้ดังขึ้น มันเปลี่ยนอารมณ์ของหนังปล้นให้กลายเป็นหนังสงครามเพื่อเสรีภาพ เพลงพื้นบ้านของอิตาลีที่ใช้ต่อต้านฟาสซิสต์ถูกนำมาตีความใหม่ในบริบทของการต่อต้านระบบทุนนิยม มันปลุกเร้าอารมณ์ร่วมของคนดูได้อย่างทรงพลัง จนคุณอาจจะเผลอร้องตามโดยไม่รู้ตัว
นอกจากนี้ การผสมผสานความเป็น Melodrama (ละครดราม่าสไตล์สเปน) เข้ากับหนังโจรกรรม ทำให้ซีรีส์นี้มีรสชาติที่แปลกใหม่ มันมีความเร่าร้อน (Passion) เรื่องรักใคร่ ความอหึงหวง แทรกอยู่ในการดวลปืน ซึ่งหาดูได้ยากในซีรีส์ฝั่งอเมริกา ความเป็นละตินนี้เองที่ทำให้ Money Heist มีเสน่ห์เฉพาะตัว
บทสรุปจบเรื่องแบบเจาะลึก Money Heist
บทสรุป วาระสุดท้ายแห่งโรงกษาปณ์และการเสียสละของเบอร์ลิน
บทสรุปของการปล้นครั้งประวัติศาสตร์นี้ เต็มไปด้วยความบีบคั้น ความสูญเสีย และชัยชนะที่ต้องแลกมาด้วยเลือด โดยเหตุการณ์ดำเนินไปอย่างรวดเร็วในช่วงโค้งสุดท้ายดังนี้
1. เวลาที่เหลือน้อยลงและการบุกของตำรวจ
ในขณะที่ทีมตำรวจหน่วยพิเศษ (GEO) นำโดย ซัวเรซ ตัดสินใจบุกเข้าชาร์จโรงกษาปณ์อย่างเต็มรูปแบบ ทีมปล้นก็กำลังเร่งมือขุดอุโมงค์ฝั่งทางออกให้เสร็จสิ้น ศาสตราจารย์ (The Professor) ซึ่งอยู่นอกโรงกษาปณ์ ต้องเผชิญวิกฤตหนักเมื่อรังลับของเขาถูกเปิดโปง แต่เขาก็สามารถหนีรอดมาได้และต้องรีบกลับมาช่วยทีมที่กำลังจะจนมุม

2. การเสียสละของ “เบอร์ลิน” (ฉากที่สะเทือนใจที่สุด)
เมื่อตำรวจระเบิดประตูห้องนิรภัยและรุกคืบเข้ามาใกล้ปากอุโมงค์ทางหนี เบอร์ลิน (Berlin) ผู้ซึ่งรู้ตัวว่าตนเองป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้อเสื่อมและจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน ตัดสินใจทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต เขาเลือกที่จะ “ไม่หนี”
เบอร์ลินสั่งให้ ไนโรบี และ เฮลซิงกิ พาคนอื่นๆ หนีไป ส่วนเขาจะอยู่ต้านตำรวจไว้เอง แม้เฮลซิงกิ (คู่หูที่รักและภักดีต่อเขามาก) จะไม่อยากทิ้งเขาไป แต่เบอร์ลินก็ยืนยันเจตจำนงแข็งกล้า
เบอร์ลินใช้ปืนกลหนักยิงสกัดกั้นตำรวจอยู่ที่ปากอุโมงค์ พร้อมกับลากตัวประกัน (อาเรียดนา) ให้อยู่กับเขาเพื่อเป็นโล่มนุษย์ (ในแง่หนึ่งคือความโหดร้าย แต่ในแง่หนึ่งคือการซื้อเวลา) เขาถ่วงเวลาได้นานพอที่เพื่อนร่วมทีมจะหนีรอดไปได้
ในวาระสุดท้าย ขณะที่ตำรวจระดมยิงใส่ เขาหยิบวิทยุขึ้นมาคุยกับศาสตราจารย์ (น้องชายของเขา) เป็นครั้งสุดท้าย บอกลาด้วยความรักและสั่งให้น้องชายหนีไป ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นยืนรับกระสุนจากหน่วยสวาท และจบชีวิตลงอย่างสมเกียรติในแบบฉบับของเขาเอง (พร้อมกับเพลง Bella Ciao ที่ดังก้องในความรู้สึกคนดู)
3. การหลบหนีที่แนบเนียน
ในขณะที่ตำรวจมุ่งความสนใจไปที่การยิงปะทะกับเบอร์ลิน สมาชิกทีมที่เหลือ (โตเกียว, ริโอ, ไนโรบี, เดนเวอร์, เฮลซิงกิ) และโมนิกา (ที่ตอนนี้กลายเป็นพวกเดียวกับโจรและได้ฉายาว่า “สตอกโฮล์ม”) สามารถหนีผ่านอุโมงค์ออกมายังโกดังเก็บของที่ศาสตราจารย์เตรียมไว้ได้สำเร็จ
พวกเขาขนเงินจำนวน 984 ล้านยูโร ที่พิมพ์เสร็จแล้ว ขึ้นรถบรรทุกเบียร์ (ยี่ห้อ Mahou) ที่ดัดแปลงสภาพไว้ พวกเขาแฝงตัวปะปนไปกับรถบรรทุกอื่นๆ บนท้องถนน ขับสวนกับรถตำรวจนับร้อยคันที่มุ่งหน้าไปโรงกษาปณ์ โดยไม่มีใครสงสัย
4. ชะตากรรมของ “ราเคล” (สารวัตร)
ราเคล มูริลโย ซึ่งรู้ความจริงแล้วว่าศาสตราจารย์คือคนที่เธอรัก เธอถูกบีบให้เลือกระหว่างหน้าที่กับหัวใจ ในตอนแรกเธอถูกตำรวจจับกุมและกดดันให้บอกที่ซ่อนของศาสตราจารย์ แต่สุดท้ายเธอก็เลือกที่จะไม่หักหลังเขา และถูกปลดออกจากราชการ
5. 1 ปีต่อมา (บทส่งท้ายที่งดงาม)
เหตุการณ์ตัดภาพไป 1 ปีหลังจากข่าวการปล้นเริ่มซาลง ทีมปล้นทุกคนแยกย้ายกันไปใช้ชีวิตเศรษฐีในมุมต่างๆ ของโลกตามพิกัดที่นัดหมาย แต่เรื่องราวโฟกัสไปที่ ราเคล
ราเคลลาออกจากตำรวจและใช้ชีวิตเงียบๆ จนกระทั่งเธอหยิบโปสการ์ดที่ศาสตราจารย์เคยให้ไว้ (ซึ่งมีพิกัดลับซ่อนอยู่) ขึ้นมาดู เธอตัดสินใจเดินทางไปยัง เกาะปาลาวัน (Palawan) ประเทศฟิลิปปินส์
ที่นั่น เธอเดินเข้าไปในบาร์ริมหาด มือถือของเธอแบตหมด (คล้ายกับฉากแรกที่พวกเขาเจอกัน) ทันใดนั้นชายคนหนึ่งก็ยื่นที่ชาร์จแบตให้เธอ… เขาคือ ศาสตราจารย์
ทั้งสองสบตากันด้วยความรักและความเข้าใจ เป็นการจบซีซั่น 1 (บทสรุปการปล้นครั้งแรก) อย่างสมบูรณ์แบบที่เต็มไปด้วยความหวังและการเริ่มต้นใหม

สรุปยอดความสูญเสียและผลลัพธ์ (Scoreboard)
- ภารกิจ สำเร็จ (ได้เงิน 984 ล้านยูโร)
- ผู้เสียชีวิตฝั่งโจร 3 คน (ออสโล, มอสโก, เบอร์ลิน)
- สถานะทีม หลบหนีและกระจัดกระจายไปทั่วโลก
- สถานะตำรวจ ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง และเสียบุคลากรฝีมือดีอย่างราเคลไปให้ฝั่งโจร
บทสรุปและคำวิจารณ์
La Casa de Papel ซีซั่น 1 คือความสำเร็จของการผสมผสานระหว่าง “ความฉลาด” และ “ความบ้าคลั่ง”
- จุดแข็ง บทที่พลิกแพลงตลอดเวลา, การแสดงระดับเทพของ Berlin และ Professor, สัญลักษณ์ทางศิลปะที่แข็งแรง, เพลงประกอบที่ติดหู
- จุดที่อาจจะขัดใจ สำหรับบางคน ความดราม่าเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ของตัวละครอาจจะดูเยอะเกินไปจนน่ารำคาญในบางช่วง และความ “บังเอิญ” บางอย่างในบทอาจจะต้องใช้การมองข้าม (Suspension of disbelief) ไปบ้างเพื่อให้สนุกกับเรื่องราว
แต่โดยรวมแล้ว นี่คือซีรีส์ที่คุณ “ห้ามพลาด” มันไม่ใช่แค่ซีรีส์ดูเอามันส์ แต่มันคือประสบการณ์ทางอารมณ์ที่จะทำให้คุณตั้งคำถามกับความถูกต้อง และนิยามของคำว่า “โจร” กับ “วีรบุรุษ”
หากคุณกำลังมองหาซีรีส์ที่บทพูดคมกริบ เชือดเฉือนกันด้วยไหวพริบ และมีการแสดงที่สะกดสายตา “ทรชนคนปล้นโลก” จะปล้นเวลาของคุณไปจนหมดหน้าตักอย่างแน่นอน และคุณจะยอมให้ปล้นด้วยความเต็มใจ
คะแนนรีวิว 9/10 (หัก 1 คะแนนสำหรับความงี่เง่าของตัวละครบางตัวที่ทำแผนพังบ่อยเกินไป แต่ Berlin เอาใจไปเลยเต็ม 10!) movieseries