รีวิว Money Heist 2 และการแสดงระดับมาสเตอร์พีซของ ‘Berlin’

แน่นอนครับ นี่คือรีวิวเจาะลึกซีรีส์ “Money Heist 2” (La Casa de Papel) หรือ “ทรชนคนปล้นโลก ภาค 2” ในรูปแบบบทวิจารณ์เชิงวิเคราะห์ เจาะลึกถึงแก่นของภาพยนตร์ งานภาพ และการแสดง โดยไม่เน้นการเล่าเรื่องย่อ แต่เน้นความรู้สึกและ “ศาสตร์” ของหนังล้วนๆ เพื่อให้ได้อรรถรสความยาวและเนื้อหาที่เข้มข้นครับ

รีวิวเจาะลึก ทรชนคนปล้นโลก 2 (Money Heist 2) – เมื่อแผนอัจฉริยะปะทะความบ้าคลั่งของมนุษย์

หากภาคแรกคือการปูพรม วางหมาก และจุดไฟแห่งความสงสัย ภาคสองนี้คือการ “ราดน้ำมัน” ลงในกองเพลิงนั้นแล้วรอคอยการระเบิดที่รุนแรงที่สุด นี่ไม่ใช่แค่บทสรุปของการปล้นโรงกษาปณ์ แต่มันคือการศึกษาสันดานดิบของมนุษย์ภายใต้สภาวะกดดันขั้นสุด ที่ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างงดงามราวกับงานศิลปะชิ้นเอก

บทรีวิวนี้ เราจะข้ามเรื่องย่อ (เพราะคุณคงรู้อยู่แล้วว่าพวกเขาเข้าไปปล้น) แต่เราจะมาชำแหละกันให้ถึงกึ๋นว่า ทำไมภาค 2 ถึงเป็นจุดพีคที่ทำให้ซีรีส์นี้กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก ในแง่ของ บทภาพยนตร์ (Plot & Screenplay), งานภาพและศิลป์ (Visuals & Aesthetics) และ การแสดง (Acting)

1. บทภาพยนตร์และการดำเนินเรื่อง ความโกลาหลที่ถูกออกแบบมาอย่างประณีต

ในภาคแรก เราเห็น “The Professor” (ศาสตราจารย์) ควบคุมทุกอย่างราวกับพระเจ้าผู้เล่นหมากรุก แต่ในภาค 2 สิ่งที่ทำให้บทหนังเรื่องนี้ทรงพลังอย่างมหาศาลคือการ “ทำลายความสมบูรณ์แบบ” นั้นทิ้งเสีย

จังหวะ (Pacing) ที่บีบหัวใจจนนาทีสุดท้าย สิ่งที่ต้องชื่นชมทีมเขียนบทคือการบริหารจัดการ “เวลา” ในภาคนี้ เวลาไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง แต่มันเดินด้วยจังหวะการเต้นของหัวใจตัวละคร จากภาคแรกที่เน้นการวางแผนเชิงตรรกะ ภาคสองเปลี่ยนโหมดเข้าสู่ “Survival Thriller” เต็มรูปแบบ บทหนังเก่งมากในการขยี้จุดเล็กๆ ให้กลายเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ความกดดันในภาคนี้ไม่ได้มาจากตำรวจภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่มาจาก “ความเปราะบาง” ภายในจิตใจของโจรและตัวประกัน

บทหนังเล่นกับความรู้สึกคนดูเก่งมาก มันพาเรานั่งรถไฟเหาะทางอารมณ์ เดี๋ยวให้ความหวัง เดี๋ยวตบหน้าด้วยความสิ้นหวัง การเขียนบทที่ให้แผนการล่มสลายทีละนิด บีบให้ตัวละครต้องด้นสด (Improvise) คือเสน่ห์ที่แท้จริง มันทำให้เรารู้สึกว่า “นี่คือคนจริงๆ ไม่ใช่หุ่นยนต์” ความผิดพลาดของตัวละครไม่ใช่ Plot Hole แต่คือ Human Error ที่ใส่เข้ามาได้อย่างถูกจังหวะ

ความขัดแย้งเชิงปรัชญา ตำรวจ vs โจร หรือ ระบบ vs ผู้ถูกกดขี่? ภาค 2 ขยายประเด็นที่ภาคแรกแตะไว้ผิวเผิน ให้ลึกซึ้งขึ้น บทไม่ได้ทำให้เราเชียร์โจรเพราะพวกเขาเท่ แต่เชียร์เพราะบทหนังค่อยๆ เปลือยหน้ากากของ “ฝั่งคนดี” (ตำรวจ/รัฐบาล) ออกมาให้เห็นความเน่าเฟะ การเขียนบทให้สารวัตรราเคล (Raquel) ต้องเผชิญกับทางแยกทางศีลธรรม เป็นการเขียนบทที่ชาญฉลาดมาก มันเปลี่ยนหนังปล้นให้กลายเป็นหนังวิพากษ์สังคมและการเมือง โดยใช้ความรักและความเชื่อใจเป็นเดิมพัน

ความโรแมนติกท่ามกลางดงกระสุน (Melodrama Action) ต้องยอมรับว่า Money Heist 2 มีความเป็นละครน้ำเน่าสเปน (Telenovela) ผสมอยู่สูงมาก แต่ในภาค 2 นี้ ความรักไม่ใช่ส่วนเกิน แต่มันคือ “เชื้อเพลิง” บทหนังใช้ความสัมพันธ์ (Tokyo-Rio, Professor-Raquel) เป็นตัวขับเคลื่อนความผิดพลาดและความสำเร็จ มันทำให้เรารู้สึกว่า เพราะรักนี่แหละ แผนถึงพัง และเพราะรักนี่แหละ พวกเขาถึงรอด ซึ่งเป็นจุดที่บททำได้กลมกล่อมมาก ไม่เลี่ยนเกินไป และไม่แห้งแล้งเกินไป

2. งานภาพและสุนทรียศาสตร์ สีแดงแห่งการปฏิวัติ

หากบทหนังคือสมอง งานภาพของ Money Heist 2 ก็คือหน้าตาที่ดึงดูดและสะกดสายตา งาน Visual ในภาคนี้ไม่ใช่แค่สวย แต่มันทำหน้าที่เล่าเรื่องแทนคำพูด

สัญลักษณ์สีแดง (The Motif of Red) เราต้องพูดถึงการใช้สี (Color Grading) ภาคนี้ยังคงคุมโทนด้วยสีแดงจัดจ้าน แต่สิ่งที่ต่างไปคือ “ความหมาย” ของมัน ในภาคแรก สีแดงชุดจั๊มสูทอาจหมายถึงอันตราย แต่ในภาค 2 งานภาพใช้สีแดงสื่อถึง “เลือด” และ “อารมณ์ที่รุนแรง” (Passion) ผู้กำกับภาพฉลาดมากในการใช้แสงเงา (Chiaroscuro) ในฉากภายในโรงกษาปณ์ แสงที่ลอดผ่านหน้าต่าง หรือแสงไฟสลัวๆ ช่วยสร้างบรรยากาศที่อึดอัด (Claustrophobic) เหมือนเราติดอยู่ในนั้นด้วย ในขณะที่ฉากในเต็นท์บัญชาการตำรวจ จะใช้โทนสีเย็นและแสงประดิษฐ์ที่ดูแข็งกระด้าง เพื่อสื่อถึงความไร้หัวใจของระบบราชการ การตัดสลับสองโทนสีนี้ช่วยแยกโลกสองใบออกจากกันอย่างชัดเจน

มุมกล้องและการลำดับภาพ (Cinematography & Editing) การตัดต่อ (Editing) ของภาค 2 คือพระเอกตัวจริง โดยเฉพาะฉากแอ็คชั่นและฉากลุ้นระทึก การตัดต่อที่ฉับไว (Fast-paced cutting) สอดคล้องกับจังหวะเพลงประกอบ ทำให้หัวใจคนดูเต้นเร็วขึ้น แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ “การแช่กล้อง” (Long Take) ในฉากสนทนาสำคัญๆ กล้องมักจะ Close-up ไปที่ดวงตาของตัวละคร หรือรอยยับบนหน้ากากดาลี (Dalí Mask) เพื่อให้เราเห็นความหวาดกลัวหรือความบ้าคลั่งที่ซ่อนอยู่ งานภาพถ่ายทอดความรู้สึก “จนตรอก” ได้ดีมาก เราจะเห็นเหงื่อ เม็ดฝุ่น หรือแม้กระทั่งรอยเปื้อนเลือดที่ดูสมจริง ไม่ได้ดูเป็นหนังฮอลลีวูดที่สะอาดสะอ้าน แต่มีความดิบ (Gritty) แบบหนังยุโรป

งานศิลป์และการออกแบบฉาก (Production Design) ฉากอุโมงค์ที่พวกเขากำลังขุด คือมาสเตอร์พีซของงานออกแบบฉาก มันดูสกปรก ชื้นแฉะ และมืดมน ซึ่งตรงข้ามกับความหวังที่จะได้อิสรภาพ การจัดวางองค์ประกอบศิลป์ในฉากห้องเก็บเงินที่ธนบัตรปลิวว่อน เป็นภาพจำที่สวยงามและเสียดสีทุนนิยมได้อย่างเจ็บแสบ ภาพของเงินล้านที่กลายเป็นเพียงกระดาษไร้ค่าเมื่อชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย ถูกนำเสนอออกมาได้อย่างทรงพลัง

3. การแสดง เมื่อนักแสดงก้าวข้ามขีดจำกัด

หากไม่มีนักแสดงชุดนี้ Money Heist 2 คงเป็นแค่หนังปล้นดาดๆ ภาค 2 คือเวทีที่ให้นักแสดงได้ “ปล่อยของ” อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการระเบิดอารมณ์ในช่วงโค้งสุดท้าย

Pedro Alonso ในบท Berlin ปีศาจที่งดงามที่สุด ต้องยกให้ Berlin เป็น MVP ของภาค 2 อย่างไร้ข้อกังขา การแสดงของ Pedro Alonso ยกระดับซีรีส์นี้ขึ้นไปอีกขั้น เขาทำให้ตัวละครที่น่ารังเกียจ หลงตัวเอง และโรคจิต กลายเป็นตัวละครที่มีเสน่ห์ดึงดูดที่สุด (Charismatic Villain) ในภาคนี้ เราเห็น Berlin ในมุมที่เปราะบางและเป็นมนุษย์มากขึ้น สายตาของเขาที่มองเพื่อนร่วมทีม หรือแม้แต่ตัวประกัน มันซับซ้อนมาก มันมีความเย้ยหยันแต่ก็มีความอาวรณ์ การแสดงของเขาในช่วงท้ายของภาค คือการแสดงระดับมาสเตอร์คลาสที่ทำให้คนดูต้องหลั่งน้ำตาให้คนเลว เขาเล่นน้อยแต่ได้มาก (Less is more) น้ำเสียงที่นิ่งเรียบแต่แฝงด้วยอำนาจ ทำให้ทุกฉากที่เขาปรากฏตัว เราละสายตาไม่ได้เลย

Álvaro Morte ในบท The Professor อัจฉริยะที่กำลังพังทลาย ภาคนี้เราได้เห็น The Professor หลุดมาด “หุ่นยนต์” มากขึ้น Álvaro Morte ถ่ายทอดความกระวนกระวาย ความกลัว และความรัก ออกมาได้อย่างละเอียดอ่อน ฉากที่เขาต้องคุยกับราเคล หรือฉากที่เขาต้องตัดสินใจในวินาทีวิกฤต เราเห็นความสั่นเครือในน้ำเสียงและแววตาที่สั่นไหว มันทำให้เรารู้สึกสงสารและเอาใจช่วยผู้ชายคนนี้สุดหัวใจ เขาทำให้เราเชื่อว่าภายใต้แว่นตานั้น คือผู้ชายธรรมดาที่แบกโลกทั้งใบไว้

Úrsula Corberó ในบท Tokyo ความวายป่วงที่ขาดไม่ได้ หลายคนอาจรำคาญ Tokyo แต่ต้องชมการแสดงของ Úrsula ที่ทำให้เรารำคาญได้ขนาดนั้น! เธอคือระเบิดเวลา และในภาค 2 เธอแสดงให้เห็นถึงความดิบเถื่อนและสัญชาตญาณสัตว์ป่า แววตาที่ดื้อรั้นและไม่ยอมใครของเธอคือสัญลักษณ์ของการต่อต้านที่แท้จริง เธอรับส่งอารมณ์กับ Rio และ Berlin ได้อย่างเผ็ดร้อน

Alba Flores ในบท Nairobi หัวใจของทีม ถ้า Berlin คือสมอง Nairobi คือหัวใจ การแสดงของ Alba Flores เต็มไปด้วยพลังงาน (Energy) ที่ล้นเหลือ ทั้งความเป็นผู้นำ ความเป็นแม่ และความบ้าบิ่น ฉากที่เธอปลุกใจลูกทีม หรือฉากที่เธอแสดงความอ่อนโยน เธอทำได้เป็นธรรมชาติมาก จนเรารู้สึกเหมือนเธอคือเพื่อนของเราจริงๆ

Itziar Ituño ในบท Raquel Murillo หญิงแกร่งที่พ่ายแพ้ต่อความจริง ภาคนี้เป็นบททดสอบจิตใจของราเคลอย่างหนักหน่วง Itziar แสดงให้เห็นถึงความเจ็บปวดของผู้หญิงที่ถูกหักหลัง (ทั้งจากคนรักและจากองค์กร) สีหน้าของความผิดหวังและความสับสนตอนที่ความจริงเปิดเผย คือการแสดงที่ยอดเยี่ยม เธอถ่ายทอดความขัดแย้งในใจระหว่าง “หน้าที่” กับ “ความถูกต้อง” ได้อย่างลึกซึ้ง

นี่คือบทสรุปตอนจบแบบละเอียด (Spoilers) ของ ทรชนคนปล้นโลก ภาค 2 (Money Heist 2)

Money Heist 2

บทสรุปสุดท้าย การหนีที่เฉียดฉิวและการเสียสละของผู้ยิ่งใหญ่

เรื่องราวเดินทางมาถึงจุดวิกฤตสูงสุดเมื่อตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษ (GEO) ตัดสินใจบุกเข้าชาร์จโรงกษาปณ์อย่างเต็มรูปแบบ ในขณะที่ฝั่งโจรขุดอุโมงค์ทะลุไปยังรังลับ (Hangar) ของศาสตราจารย์ได้สำเร็จ และเริ่มลำเลียงเงินจำนวน 984 ล้านยูโรที่พิมพ์เสร็จแล้วออกไป

1. การเผชิญหน้าของราเคลและศาสตราจารย์

สารวัตรราเคล มูริโย (Raquel Murillo) จับได้ว่าศาสตราจารย์คือใครและตามไปจนถึงรังลับ เธอจับเขามัดไว้และสอบสวนด้วยเครื่องจับเท็จ แต่ในระหว่างนั้นความรู้สึกรักและความผูกพันทำให้เธอลังเล สุดท้ายเธอตัดสินใจปล่อยเขาไป แต่ตัวเธอเองกลับถูกตำรวจจับกุมเสียเอง ราเคลถูกบีบคั้นอย่างหนักจากฝ่ายตำรวจและหน่วยข่าวกรองที่ขู่จะพรากสิทธิ์การเลี้ยงดูลูกสาวไป เธอจึงจำยอมต้องบอกที่ตั้งรังลับของศาสตราจารย์ให้ตำรวจรู้ ตำรวจจึงระดมกำลังทั้งหมดพุ่งเป้าไปที่โกดังนั้นทันที

2. เบอร์ลิน ป้อมปราการด่านสุดท้าย (The Sacrifice)

ในขณะที่สมาชิกทีมคนอื่นๆ (โตเกียว, ริโอ, เดนเวอร์, สตอกโฮล์ม/โมนิก้า, เฮลซิงกิ, ไนโรบี) กำลังลำเลียงเงินหนีผ่านอุโมงค์ ตำรวจหน่วยพิเศษได้เจาะเข้ามาในโซนเก็บเงินได้แล้ว เบอร์ลิน (Berlin) ตัดสินใจเสียสละตัวเองเพื่อซื้อเวลา เขาบอกให้ศาสตราจารย์ระเบิดอุโมงค์ทิ้งเพื่อปิดทางไม่ให้ตำรวจตามไปได้ แม้ศาสตราจารย์จะพยายามห้ามด้วยความเจ็บปวด (เพราะเบอร์ลินคือพี่ชายแท้ๆ ของเขา) แต่เบอร์ลินยืนยันเจตนารมณ์เดิม

เบอร์ลินอยู่กับอาเรียดนา (ตัวประกันที่เขาพาไปด้วย) เขาใช้ปืนกลหนัก (Browning Machine Gun) ยิงสกัดตำรวจอย่างบ้าคลั่งที่หน้าปากอุโมงค์ เขาถ่วงเวลาได้นานพอให้เพื่อนๆ หนีไปจนหมด จนกระทั่งกระสุนหมดและเขาถูกตำรวจระดมยิงจนพรุน ร่างของเบอร์ลินล้มลงสิ้นใจ เป็นการปิดฉากชีวิตที่งดงามและสมเกียรติที่สุดในฐานะกัปตันของภารกิจนี้

3. แผนซ้อนแผนและการหลบหนี

เมื่อตำรวจบุกเข้าไปถึงรังลับ (Hangar) พวกเขากลับพบแต่ความว่างเปล่า… เพราะศาสตราจารย์และทีมงานได้หนีออกไปก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่นาที โดยปลอมตัวเป็นคนงานขับรถบรรทุกเบียร์ (Estrella Galicia) ที่ดูเหมือนรถส่งของทั่วไป สวนทางกับขบวนรถตำรวจที่กำลังมุ่งหน้ามาจับพวกเขา ทำให้พวกเขารอดพ้นสายตาไปได้อย่างแนบเนียน พร้อมกับเงินเกือบพันล้านยูโรที่ซ่อนอยู่ในถังเบียร์

4. บทส่งท้าย 1 ปีต่อมา

เรื่องราวตัดภาพไป 1 ปีหลังจากเหตุการณ์ปล้น ข่าวรายงานว่าคดีนี้ยังคงเป็นปริศนาและจับตัวคนร้ายไม่ได้แม้แต่คนเดียว (ยกเว้นผู้เสียชีวิตอย่างเบอร์ลิน, มอสโก และออสโล)

  • ราเคล ลาออกจากตำรวจ เพราะทนความเน่าเฟะของระบบไม่ได้ วันหนึ่งเธอหยิบโปสการ์ดที่ศาสตราจารย์เคยให้ไว้ขึ้นมาดู และพบรหัสลับที่เป็นพิกัดแผนที่บนโปสการ์ดเหล่านั้น
  • การกลับมาพบกัน (Reunion) ราเคลเดินทางตามพิกัดนั้นไปยัง เกาะปาลาวัน (Palawan) ประเทศฟิลิปปินส์ เธอเดินไปที่บาร์ริมทะเล มือถือของเธอแบตหมด เธอจึงหันไปถามชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่ว่า “ขอโทษนะคะ คุณมีสายชาร์จไหม?” ชายคนนั้นหันมา… เขาคือ ศาสตราจารย์ (Sergio Marquina) เขายิ้มและตอบกลับด้วยประโยคเดิมที่เขาเคยใช้จีบเธอตอนเจอกันครั้งแรกที่ร้านกาแฟ ทั้งสองยิ้มให้กัน เป็นการยืนยันว่าความรักของพวกเขาคือของจริง และพวกเขาก็ได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยกันอย่างมีความสุข

สรุปชะตากรรมตัวละครหลัก (Status Report)

  1. The Professor (Sergio): รอดชีวิต / ได้เงิน / ได้คนรักคืน
  2. Raquel (Lisbon): รอดชีวิต / ออกจากตำรวจ / ตามไปอยู่กับศาสตราจารย์
  3. Tokyo & Rio: รอดชีวิต / หนีไปกบดานด้วยกันที่เกาะสวรรค์
  4. Nairobi: รอดชีวิต / หนีไปพร้อมส่วนแบ่ง
  5. Denver & Monica (Stockholm): รอดชีวิต / เลี้ยงลูกด้วยกัน (ลูกของโมนิก้ากับผอ.โรงกษาปณ์)
  6. Helsinki: รอดชีวิต / หนีไปกับไนโรบี
  7. Berlin: เสียชีวิต (เสียสละ)
  8. Moscow: เสียชีวิต (ทนพิษบาดแผลไม่ไหวในอุโมงค์)
  9. Oslo: เสียชีวิต (ถูกรัดคอด้วยความเมตตาโดยเฮลซิงกิ หลังจากสมองตายจากการถูกตี)

นี่คือบทสรุปที่ละเอียดที่สุดของภาค 2 ครับ เป็นภาคที่จบลงด้วยความสมบูรณ์แบบในตัวมันเอง ก่อนที่จะมีการสร้างภาคต่อ (Part 3-5) ในภายหลังครับ

(จบบริบูรณ์สำหรับการปล้นครั้งแรก)

บทสรุปส่งท้าย มากกว่าแค่หนังปล้น แต่มันคือปรากฏการณ์

ทรชนคนปล้นโลก 2 ไม่ใช่แค่ภาคต่อ แต่มันคือการบรรเลงท่อน “Crescendo” (ท่อนที่ดนตรีดังขึ้นเรื่อยๆ) ของซิมโฟนีแห่งอาชญากรรม

จุดแข็งที่สุดของภาคนี้คือการที่มันไม่ประนีประนอมกับอารมณ์คนดู มันกล้าที่จะสูญเสีย กล้าที่จะเจ็บปวด และกล้าที่จะตั้งคำถามกับความยุติธรรม ผ่านงานภาพที่ฉูดฉาด การตัดต่อที่เร้าใจ และการแสดงที่เข้าถึงจิตวิญญาณ

ถึงแม้จะมีบางช่วงที่ดูเหลือเชื่อ (Unrealistic) ไปบ้างตามสไตล์หนังบันเทิง แต่ความสมจริงทาง “อารมณ์” นั้นกลับทำได้เต็มร้อย คุณจะไม่ได้ดูเรื่องนี้เพื่อศึกษาวิธีปล้นธนาคาร แต่คุณดูเพื่อศึกษาว่ามนุษย์จะทำอย่างไรเมื่อถูกต้อนให้จนมุม และเพื่อเสพความเท่ระเบิดระเบ้อที่หาไม่ได้จากซีรีส์เรื่องอื่น

นี่คือซีรีส์ที่สอนให้เรารู้ว่า “บางครั้ง คนร้ายอาจเป็นฮีโร่ และฮีโร่อาจเป็นเพียงหุ่นเชิด” และภาค 2 นี้คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันว่า Money Heist 2 สมควรได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในซีรีส์ที่ดีที่สุดในทศวรรษนี้

คะแนนความน่าสนใจ 10/10 (สำหรับคอหนัง Thriller/Drama ที่ชอบงานภาพสวยและบทที่เชือดเฉือน) ถ้าคุณดูภาค 1 แล้วยังลังเล ภาค 2 คือคำตอบว่าทำไมคุณถึงหยุดดูไม่ได้. movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *