รีวิว ทรชนคนปล้นโลก 3 ( Money Heist 3 ) ปฏิบัติการ ปล้นทองคำ

Money Heist 3

นี่คือบทรีวิวเจาะลึกซีรีส์ “ทรชนคนปล้นโลก 3” (Money Heist 3) ในรูปแบบบทวิเคราะห์เชิงลึก สไตล์เล่าเรื่องแบบถึงพริกถึงขิง โดยเน้นไปที่ บทภาพยนตร์ (Plot Analysis), งานภาพ (Visuals), และการแสดง (Acting) ตามที่คุณต้องการครับ

รีวิวเจาะลึก Money Heist 3 – เมื่อเดิมพันไม่ใช่ “เงิน” แต่คือ “สงคราม” และ “ศักดิ์ศรี”

ถ้าจะให้พูดถึงการกลับมาของแก๊งโจรหน้ากากดาลีใน Money Heist 3 ทรชนคนปล้นโลก ซีซั่นที่ 3 นี้ สิ่งแรกที่ผมต้องพูดออกมาดังๆ เลยคือ “นี่คือการยกระดับที่บ้าคลั่งที่สุด” ครับ… ถ้าคุณคิดว่าการปล้นโรงกษาปณ์ในสองภาคแรกคือที่สุดของความระทึกแล้ว ภาค 3 นี้เปรียบเสมือนการฉีดสเตียรอยด์เข้าสู่เส้นเลือดของซีรีส์ชุดนี้ มันไม่ใช่แค่เรื่องของโจรปล้นธนาคารอีกต่อไป แต่มันคือการประกาศสงครามกับระบบรัฐอย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้ทุนสร้างที่ Netflix อัดฉีดให้อย่างมหาศาล

ในรีวิวนี้ ผมจะไม่มานั่งเล่าเรื่องย่อให้เสียเวลา เพราะเชื่อว่าทุกคนรู้อยู่แล้วว่าเป้าหมายคือ “ธนาคารกลางสเปน” และการช่วย “ริโอ” แต่สิ่งที่เราจะมาคุยกันแบบเจาะลึกคือ เนื้อใน ของมันครับ ว่าทำไมภาคนี้ถึงเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ และทำไมมันถึงทำให้คนดูต้องกำหมัดแน่นกว่าเดิม

1. บทภาพยนตร์และการดำเนินเรื่อง จาก “อาชญากรรม” สู่ “อุดมการณ์”

จุดที่น่าสนใจที่สุดของบทใน Part 3 คือการเปลี่ยน Motivation (แรงจูงใจ) ของตัวละครครับ ในภาคก่อนๆ แรงขับเคลื่อนหลักคือ “ความโลภที่สวยงาม” หรือความต้องการอิสรภาพทางการเงิน แต่ในภาคนี้ บทเขียนให้ตัวละครเติบโตขึ้นไปอีกขั้น มันเริ่มต้นด้วยความผิดพลาด ความรัก และความเป็นครอบครัว การที่บทกำหนดให้ “ริโอ” ถูกจับตัวไป มันคือหมากที่ฉลาดมาก เพราะมันบีบให้ “ศาสตราจารย์” ผู้ที่รักความสมบูรณ์แบบ ต้องยอมทิ้งความปลอดภัยของตัวเอง เพื่อกลับเข้าสู่ถ้ำเสืออีกครั้ง

ความโกลาหล vs. แผนการที่สมบูรณ์แบบ สิ่งหนึ่งที่ผมชอบมากในการเขียนบทภาคนี้ คือการเล่นกับประเด็น “แผนที่ไม่ได้เตรียมมาเอง” เราต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า แผนปล้นธนาคารกลางสเปนนี้ ไม่ใช่ แผนของศาสตราจารย์ 100% แต่มันคือมรดกตกทอดจาก “เบอร์ลิน” และ “ปาแลร์โม” ซึ่งมีความบ้าดีเดือดและเสี่ยงตายมากกว่าแผนโรงกษาปณ์หลายเท่า บทหนังทำหน้าที่ถ่ายทอดความไม่มั่นใจของศาสตราจารย์ออกมาได้ดีเยี่ยม เราจะเห็นรอยร้าวของแผนการตั้งแต่เริ่ม ซึ่งมันสร้าง Tension (ความตึงเครียด) ให้คนดูรู้สึกว่า “เฮ้ย… รอบนี้มันจะรอดจริงเหรอ?” ความรู้สึกไม่ปลอดภัยนี้แหละครับ คือเสน่ห์ของบทในภาค 3

การเล่าเรื่องแบบตัดสลับเวลา (Non-linear Storytelling) ยังคงเป็นลายเซ็นที่แข็งแรงมาก บทหนังใช้ Flashback ย้อนอดีตไปหา “เบอร์ลิน” ได้อย่างคุ้มค่า มันไม่ใช่แค่การเซอร์วิสแฟนคลับที่คิดถึงตัวละครนี้ แต่บทสนทนาในอดีตระหว่างเบอร์ลินกับศาสตราจารย์ มันคือ “ปรัชญา” ของการปล้นในครั้งนี้ มันทำให้เราเข้าใจว่า ทองคำที่พวกเขากำลังจะไปเอานั้น มีความหมายเชิงสัญลักษณ์มากกว่าแค่ความร่ำรวย บทสนทนาเรื่องวิศวกรรม เรื่องแรงดันน้ำ เรื่องจิตวิทยา ล้วนถูกปูมาอย่างประณีต เพื่อมาเฉลยในสถานการณ์ปัจจุบัน นี่คือชั้นเชิงการเขียนบทที่เรียกว่า “Chekhov’s Gun” (ถ้ามีปืนโชว์ในฉากแรก มันต้องถูกยิงในฉากสุดท้าย) ซึ่งทีมเขียนบทสเปนทีมนี้ทำได้เฉียบขาดเสมอ

ตัวร้ายใหม่ อลิเซีย เซียร์รา บทสร้างตัวละครนี้มาเพื่อเป็น “Anti-Thesis” ของศาสตราจารย์โดยเฉพาะ ถ้าสารวัตรราเกล (ลิสบอน) ในภาคก่อนคือคนที่ใช้กฎหมายและหัวใจ… อลิเซีย คือคนที่ใช้ “ความไร้หัวใจ” และ “สงครามจิตวิทยา” บทส่งให้เธอเป็นตัวแปรที่คาดเดาไม่ได้ เธอไม่มีศีลธรรมมาฉุดรั้ง ทำให้เกมการเจรจาต่อรองในภาคนี้ดุเดือดและสกปรกกว่าเดิมมาก

2. งานภาพและโปรดักชัน เมื่อ Netflix เปย์ไม่อั้น ความอลังการจึงบังเกิด

ต้องยอมรับตรงๆ ว่า งานภาพใน Part 3 คือการก้าวกระโดดจากซีรีส์ทีวีท้องถิ่นสู่ระดับ Blockbuster Hollywood ครับ ทันทีที่โลโก้ Netflix แปะเข้ามา เราเห็นเม็ดเงินที่ละลายไปกับทุกเฟรมอย่างชัดเจน

Cinematography และโทนสี งานกำกับภาพในภาคนี้เล่นใหญ่มากครับ จากเดิมที่เราเห็นแค่ห้องแคบๆ ในโรงกษาปณ์ ภาคนี้พาเราไปดูโลกกว้าง เปิดฉากด้วยเกาะสวรรค์ ทะเลสีครามที่ตัดกับชุดสีแดงอย่างโดดเด่น การเกรดสี (Color Grading) ยังคงรักษาเอกลักษณ์ “สีแดง” ไว้ แต่มีความสด (Vivid) และคมชัดมากขึ้น มุมกล้องมีการใช้ Drone Shot เพื่อโชว์สเกลของสถานที่ ทั้งความยิ่งใหญ่ของกรุงมาดริด และความซับซ้อนของธนาคารกลาง

Visual Effects (VFX) และฉากแอ็กชัน ถ้าถามว่าเงินทุนไปลงที่ไหนหมด? คำตอบคือฉากแอ็กชันครับ คุณจะได้เห็นฉากระเบิดตูมตาม การยิงจรวด RPG หรือฉากเรือเหาะโปรยเงินใจกลางเมืองที่ทำออกมาได้เนียนตาและทรงพลังมาก มันให้ความรู้สึกถึงความโกลาหล (Chaos) ที่จับต้องได้ ไม่ดูเป็น CG ลอยๆ โดยเฉพาะฉากห้องนิรภัยที่น้ำท่วม (ซึ่งอิงหลักการจริง) งานภาพสามารถถ่ายทอดความน่ากลัวของมวลน้ำและความกดดันในที่แคบออกมาได้จนคนดูหายใจไม่ทั่วท้อง

Art Direction ผมต้องขอชมฝ่ายศิลป์เรื่องการออกแบบภายในธนาคารกลางสเปน มันดูขลัง ดูเก่าแก่ และดู “เจาะไม่เข้า” จริงๆ การเลือกใช้แสงเงาในห้องบัญชาการของตำรวจ หรือในเต็นท์บัญชาการหน้าธนาคาร ให้ความรู้สึกกดดันและสมจริง รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่น หน้ากากดาลีที่ดูมีความหมายมากขึ้น หรือชุดจั๊มสูทสีแดงที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านทั่วโลก งานภาพสื่อสารสิ่งเหล่านี้ออกมาได้โดยไม่ต้องใช้คำพูด

3. การแสดงและเคมีของนักแสดง ความลึกซึ้งของมนุษย์ในภาวะวิกฤต

สิ่งที่ทำให้ Money Heist 3 ยืนระยะได้ ไม่ใช่แค่แผนปล้น แต่คือ “ตัวละคร” และในภาค 3 นี้นักแสดงทุกคนปล่อยของกันแบบไม่มีกั๊ก

Alvaro Morte ในบท “ศาสตราจารย์” ในภาคนี้ Alvaro ต้องแสดงบทบาทที่ซับซ้อนขึ้น เขาไม่ใช่คนที่คุมเกมได้ 100% อีกต่อไป เราจะได้เห็นสายตาแห่งความกังวล ความลังเล และความเจ็บปวดเมื่อรู้ว่าแผนกำลังพังทลาย เขาถ่ายทอดความรู้สึกของ “อัจฉริยะที่กำลังจนตรอก” ออกมาได้น่าเห็นใจมาก ฉากที่เขาต้องปะทะคารมกับราเกล (ลิสบอน) หรือฉากที่เขาต้องตัดสินใจเรื่องความเป็นความตาย สีหน้าของเขาเล่าเรื่องได้ดีกว่าบทพูดเสียอีก

Najwa Nimri ในบท “อลิเซีย เซียร์รา” นี่คือ MVP ของภาคนี้สำหรับผมเลย! การแสดงของ Najwa Nimri นั้น “กวนประสาท” ได้อย่างน่าขนลุก เธอเล่นเป็นตำรวจท้องแก่ที่ดูเหมือนจะไม่น่ากลัว แต่ทุกคำพูดและรอยยิ้มกลับแฝงไปด้วยความอำมหิต เธอทำให้เรารู้สึกเกลียดแต่ก็ละสายตาไม่ได้ พลังการแสดงของเธอสามารถข่มรัศมีของศาสตราจารย์ได้ในหลายๆ ฉาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ซีรีส์ต้องการมาก

Rodrigo de la Serna ในบท “ปาแลร์โม” การเข้ามาแทนที่ช่องว่างของเบอร์ลินไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ Rodrigo ทำได้ครับ เขาเล่นเป็นตัวละครที่น่าหมั่นไส้ หยิ่งยโส และบ้าอำนาจ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเปราะบางเรื่องความรักที่ซ่อนอยู่ เขาทำให้คนดูรู้สึก “เกลียดขี้หน้า” ในตอนแรก แต่ค่อยๆ ยอมรับในความสามารถและความบ้าบิ่นของเขาในที่สุด เคมีของเขากับเฮลซิงกิเป็นอะไรที่น่าสนใจและเพิ่มมิติให้กับตัวละครสายบู๊ได้ดี

Pedro Alonso ในบท “เบอร์ลิน” (Flashback) แม้จะตายไปแล้วในไทม์ไลน์หลัก แต่การปรากฏตัวในอดีตของ Pedro Alonso ยังคงทรงพลังและแย่งซีน (Steal the scene) ได้เสมอ เขายังคงความคาริสม่า ความเจ้าสำราญ และความเป็นผู้นำจิตวิญญาณของกลุ่ม การแสดงของเขาทำให้เราเข้าใจว่าทำไมแผนนี้ถึงมีความเป็น “ศิลปะ” มากกว่าแค่อาชญากรรม

Ursula Corbero ในบท “โตเกียว” คนดูอาจจะรำคาญความใจร้อนของโตเกียว แต่ต้องยอมรับว่า Ursula แสดงได้ถึงอารมณ์จริงๆ เธอคือระเบิดเวลาที่พร้อมจะทำลายทุกอย่างเพื่อความรัก ความดิบ เถื่อน และความเปราะบางของเธอ คือตัวขับเคลื่อนเรื่องราวที่สำคัญ การสื่อสารทางสายตาของเธอกับริโอ (Miguel Herran) ในช่วงท้ายซีซั่น เป็นโมเมนต์ที่บีบหัวใจและพิสูจน์ฝีมือการแสดงดราม่าของเธอได้ดีเยี่ยม

บทสรุปภาพรวม

Money Heist 3 คือตัวอย่างของการทำภาคต่อที่ “สมศักดิ์ศรี” ครับ มันไม่ใช่แค่การหากินกับของเก่า แต่คือการขยายสเกล ขยายประเด็น และขยายขอบเขตความรู้สึกของคนดู

  • ในแง่เนื้อเรื่อง มันคือการเปลี่ยนจากหนังโจรกรรมเป็นหนังสงครามกองโจร ที่เต็มไปด้วยแท็กติกและการเชือดเฉือน
  • ในแง่งานภาพ คือความวิจิตรตระการตาที่คุ้มค่าสมาชิกรายเดือน
  • ในแง่การแสดง คือมาสเตอร์คลาสของการรวมทีมนักแสดงสเปนระดับท็อปที่เคมีเข้ากันอย่างเหลือเชื่อ

แม้ว่าจะมีบางจุดที่ดู “เวอร์” เกินจริงไปบ้างตามสไตล์หนังปล้น หรือความบังเอิญที่เข้าข้างตัวเอกไปหน่อย แต่ด้วยจังหวะการเล่าเรื่องที่เร้าใจ การตัดต่อที่ฉับไว และดนตรีประกอบที่ปลุกเร้าอารมณ์ (การกลับมาของ Bella Ciao ในบริบทใหม่) ทำให้เรามองข้ามข้อบกพร่องเล็กน้อยเหล่านั้นไปได้

ถ้าคุณถามว่าภาคนี้สนุกไหม? ผมขอตอบว่า “มันคือความระห่ำที่หยุดดูไม่ได้” มันจะทิ้งให้คุณค้างคา (Cliffhanger) ด้วยความรู้สึกที่อยากจะกรีดร้องแล้วกดดู Part 4 ต่อทันที นี่คือซีรีส์ที่ทำหน้าที่ “Entertain” คนดูได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดเรื่องหนึ่งในยุคปัจจุบันครับ

ซีรีส์ Money Heist 3 จบลงด้วยภาพความวินาศสันตะโรและอารมณ์ที่ค้างคาถึงขีดสุด

  1. ศาสตราจารย์: จบลงด้วยความแค้นและดวงตาที่แข็งกร้าว เขาประกาศสงครามเต็มรูปแบบเพราะเข้าใจว่าเมียตาย
  2. ลิสบอน (ราเกล): ถูกตำรวจจับใส่กุญแจมือพาตัวเข้าสู่เต็นท์บัญชาการ โดยที่ศาสตราจารย์ไม่รู้ว่าเธอยังมีชีวิตอยู่
  3. ไนโรบี: นอนจมกองเลือด อาการร่อแร่เป็นตายเท่ากัน
  4. แก๊งโจรในธนาคาร: ทำลายกฎเหล็ก “ห้ามฆ่าใคร” ลงแล้ว และต้องเผชิญหน้ากับความโกรธแค้นของฝ่ายรัฐบาลที่จะถาโถมเข้ามาในภาคต่อไป

ทรชนคนปล้นโลก 3 (Money Heist 3) นั้น หากนับเฉพาะเหตุการณ์ในภาคนี้ ยังไม่มีสมาชิกแก๊งคนไหนเสียชีวิต ครับ ทุกคนยังรอดชีวิตอยู่ แต่สถานการณ์ของบางคนอยู่ในขั้นวิกฤตและเป็นตายเท่ากัน ดังนี้ครับ

  1. ไนโรบี (Nairobi)รอด (แต่อาการสาหัส/โคม่า)
    • เธอถูกสไนเปอร์ยิงเข้าที่หน้าอกและเสียเลือดมาก ในฉากจบภาค 3 เธอยังหายใจอยู่ แต่ชีพจรเต้นอ่อน และเพื่อนๆ กำลังพยายามยื้อชีวิต (ชะตากรรมของเธอจะไปเฉลยในภาค 4)
  2. ลิสบอน (Raquel/Lisbon)รอด (แต่ถูกจับกุม)
    • เธอไม่ได้ถูกตำรวจยิงทิ้งอย่างที่ศาสตราจารย์เข้าใจ (เสียงปืนเป็นการจัดฉากของตำรวจ) เธอถูกจับใส่กุญแจมือและยังมีชีวิตอยู่
  3. ศาสตราจารย์ (The Professor)รอด
    • หนีการไล่ล่าของตำรวจในป่าไปได้ แต่สภาพจิตใจพังทลายเพราะคิดว่าลิสบอนตายแล้ว
  4. สมาชิกคนอื่นๆ ในธนาคารรอดครบทุกคน
    • โตเกียว, ริโอ, เดนเวอร์, สตอกโฮล์ม, เฮลซิงกิ, ปาแลร์โม, โบโกตา ทั้งหมดยังปลอดภัยดี และเพิ่งร่วมมือกันยิงจรวดใส่รถตำรวจในฉากสุดท้าย
    • มาร์กเซย (คนที่อยู่ข้างนอกช่วยศาสตราจารย์) ก็ยังรอดชีวิตและขี่จักรยานหนีไปได้

บทสรุปเหตุการณ์ช่วงท้าย ความพ่ายแพ้และจุดเริ่มต้นของสงคราม

Money Heist 3

ในตอนสุดท้ายของซีซั่น 3 แผนการของศาสตราจารย์เริ่มพังทลายลงเมื่อตำรวจเปลี่ยนเกมการเจรจาเป็นการ “เล่นสกปรก” โดยใช้จุดอ่อนทางใจของโจรแต่ละคน

1. จุดจบของไนโรบี กับดักแม่ลูก

สารวัตร อลิเซีย เซียร์รา หงายไพ่ใบสำคัญด้วยการพาตัว อักเซล (ลูกชายของไนโรบี) มาที่เต็นท์บัญชาการหน้าธนาคาร เธอเดินหมากอย่างโหดเหี้ยมโดยใช้ตุ๊กตาหมีสีฟ้าเดินนำขบวน เพื่อล่อให้ไนโรบีซึ่งมีความอ่อนไหวเรื่องลูกอยู่แล้ว เดินออกมาดูที่หน้าต่าง

  • วินาทีสังหาร ทันทีที่ไนโรบีเห็นลูกชายและหยุดมองด้วยความรัก สไนเปอร์ที่ได้รับคำสั่งจากเซียร์ราก็ลั่นไกทันที กระสุนเจาะเข้าที่หน้าอกของไนโรบี เธอล้มลงท่ามกลางความตื่นตระหนกของเพื่อนร่วมทีม (เฮลซิงกิและโมนิก้าพยายามห้ามเลือดอย่างบ้าคลั่ง)
  • ผลกระทบ เหตุการณ์นี้ทำลายสมาธิของทีมในธนาคารจนหมดสิ้น พวกเขาตกอยู่ในสภาวะตื่นตระหนกและโกรธแค้น

2. ความตาย(ปลอม)ของลิสบอน การหักหลังศาสตราจารย์

ในขณะเดียวกัน ทางฝั่ง ศาสตราจารย์ และ ลิสบอน (ราเกล) ที่กำลังหลบหนีในป่า ทั้งคู่ถูกไล่ล่าอย่างหนักจนต้องแยกทางกัน ราเกลไปซ่อนตัวในเล้าไก่ของชาวบ้าน แต่สุดท้ายเธอถูกเจ้าของบ้านหักหลังแจ้งตำรวจ ทำให้ ซัวเรซ (หน่วยปฏิบัติการพิเศษ) ตามมาเจอ

  • สงครามจิตวิทยา อลิเซีย เซียร์รา สั่งการผ่านวิทยุให้ซัวเรซ “ไม่ต้องจับกุม แต่ให้ทำให้ศาสตราจารย์เชื่อว่าราเกลถูกฆ่า”
  • เสียงปืนเปลี่ยนชีวิต ซัวเรซจับราเกลใส่กุญแจมือ บังคับให้นั่งลง แล้วยิงปืนขึ้นฟ้า ในขณะที่ไมโครโฟนยังเปิดอยู่ ศาสตราจารย์ที่ฟังเสียงเหตุการณ์ผ่านหูฟัง ได้ยินเสียงปืนและเสียงร่างคนล้มลง เขาเข้าใจทันทีว่า “ราเกลถูกวิสามัญแล้ว”
  • อารมณ์ ฉากนี้คือจุดแตกหักทางอารมณ์ของศาสตราจารย์ เขาเจ็บปวดเจียนตาย ร้องไห้ออกมาอย่างไม่มีเสียง และนั่นทำให้เขาทิ้งตรรกะเหตุผลทุกอย่าง

3. การตอบโต้ด้วยขีปนาวุธ ละเมิดกฎเหล็ก

ตำรวจมองเห็นว่าทีมในธนาคารกำลังเสียขวัญจากการที่ไนโรบีถูกยิง จึงสั่งรถหุ้มเกราะติดอาวุธหนัก (Armored Vehicle) พุ่งชนประตูธนาคารเพื่อบุกยึดพื้นที่

  • คำสั่งสุดท้าย ศาสตราจารย์ที่กำลังจมอยู่กับความแค้น ติดต่อหาปาแลร์โมแล้วบอกว่า “นี่ไม่ใช่การปล้นอีกต่อไป นี่คือสงคราม” (This is war)
  • โตเกียวและริโอ รับคำสั่ง ทั้งคู่แบกปืนยิงจรวด (RPG) วิ่งไปที่โถงทางเข้า และยิงใส่รถหุ้มเกราะที่กำลังพุ่งเข้ามาเต็มๆ
  • ความวินาศ รถหุ้มเกราะระเบิดไฟลุกท่วม เจ้าหน้าที่ตำรวจในรถถูกเผาทั้งเป็น ถือเป็นครั้งแรกที่แก๊งโจรจงใจ “ฆ่า” เจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นการทำลายกฎสำคัญที่สุดของศาสตราจารย์ที่ว่าจะต้องไม่มีใครตาย เพื่อรักษาภาพลักษณ์ “ฮีโร่” ในสายตาประชาชน

สรุปสถานการณ์ท้ายเรื่อง (Status Quo)

ซีซั่น 3 จบลงด้วยภาพความสิ้นหวัง 4 ด้าน

  1. ศาสตราจารย์ กลายเป็นคนไร้หัวใจ เตรียมใช้มันสมองอัจฉริยะเพื่อ “ทำลายล้าง” รัฐบาลอย่างเต็มรูปแบบ โดยที่ไม่รู้เลยว่าราเกลยังมีชีวิตอยู่
  2. ลิสบอน (ราเกล) ถูกจับเป็น และถูกนำตัวเข้าสู่เต็นท์บัญชาการ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือต่อรองในอนาคต
  3. ไนโรบี อาการสาหัสเป็นตายเท่ากัน เลือดไหลไม่หยุด และทีมแพทย์ในธนาคารไม่มีเครื่องมือพอจะช่วยเธอ
  4. ภาพลักษณ์แก๊งโจร เปลี่ยนจาก “Robin Hood” ผู้ปลดแอก กลายเป็น “ผู้ก่อการร้าย” ที่สังหารตำรวจอย่างโหดเหี้ยม

นี่คือบทสรุปที่เปลี่ยนโทนของซีรีส์ไปสู่ความรุนแรงและความมืดหม่นที่สุด เพื่อปูทางสู่ Money Heist Part 4 ที่จะเป็นการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดอย่างแท้จริงครับ movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *