เรื่องย่อของ My Oxford Year (รักที่ออกซ์ฟอร์ด) ซึ่งเป็นเรื่องราวที่ดัดแปลงมาจากหนังสือนิยายขายดี และกำลังเป็นที่พูดถึงในฐานะภาพยนตร์ทาง Netflix (นำแสดงโดย Sofia Carson และ Corey Mylchreest) ครับ
🎬 ข้อมูลทั่วไป
- ชื่อเรื่อง My Oxford Year
- แนว โรแมนติก / ดราม่า / Coming-of-age
- ต้นฉบับ นิยายโดย Julia Whelan

📝 เรื่องย่อ (Synopsis)
เรื่องราวของ เอลล่า ดูแรน (Ella Durran) หญิงสาวชาวอเมริกันผู้เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน เธอมีความฝันสูงสุดคือการได้ทำงานเป็นทีมหาเสียงให้กับประธานาธิบดีสหรัฐฯ แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น เธอได้รับทุน “โรดส์ (Rhodes Scholarship)” ให้ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ เป็นเวลา 1 ปี ซึ่งเป็นความฝันในวัยเด็กของเธอ
เอลล่าวางแผนชีวิตไว้เป๊ะทุกขั้นตอน เรียนให้จบ สนุกกับอังกฤษ แล้วกลับไปทำงานใหญ่ที่วอชิงตัน ดี.ซี. โดยไม่มีพันธะใดๆ
แต่แผนการของเธอก็เริ่มสั่นคลอนเมื่อเธอได้พบกับ เจมี่ ดาเวนพอร์ต (Jamie Davenport) หนุ่มอังกฤษมาดกวน เจ้าเสน่ห์ และดูเหมือนจะปากเสียในตอนแรก (ซึ่งมารู้ทีหลังว่าเป็นอาจารย์ผู้ช่วยในคลาสของเธอเอง!) ทั้งคู่ตกลงที่จะมีความสัมพันธ์แบบ “Casual” (ไม่มีข้อผูกมัด) เพื่อให้เอลล่าได้สัมผัสชีวิตในออกซ์ฟอร์ดอย่างเต็มที่ โดยมีข้อแม้ว่าจะจบความสัมพันธ์เมื่อเธอเรียนจบ
ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นใจ จนกระทั่งเอลล่าค้นพบ “ความลับ” บางอย่างที่เจมี่ซ่อนไว้ ซึ่งเป็นเรื่องความเป็นความตายที่เปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ทำให้เอลล่าต้องเผชิญกับทางแยกที่ยากที่สุดในชีวิต ระหว่าง “ความฝันหน้าที่การงาน” ที่เธอทุ่มเทมาทั้งชีวิต หรือ “ความรัก” ที่เธอไม่เคยคาดคิดว่าจะได้เจอ

⭐ รีวิว (Review)
1. บรรยากาศแบบ Dark Academia ที่ชวนฝัน
จุดเด่นที่สุดของเรื่องนี้คือการใช้ฉากหลังเป็นเมืองและมหาวิทยาลัย Oxford ครับ ภาพของตึกเก่า ห้องสมุด ร้านหนังสือ และผับสไตล์อังกฤษ สร้างบรรยากาศที่โรแมนติกและขลังมาก ใครที่ชอบไวบ์แบบนักเรียนนอก หรือบรรยากาศฤดูใบไม้ร่วงในอังกฤษ จะตกหลุมรักงานภาพและบรรยากาศในเรื่องนี้ได้ไม่ยาก
2. เคมีพระนาง และพล็อตแนว “เกลียดก่อนรัก”
แม้พล็อตจะดูสูตรสำเร็จ (สาวอเมริกันจอมบงการ vs หนุ่มอังกฤษเจ้าสำราญ) แต่เคมีของตัวละครทำให้เรื่องราวน่าติดตาม บทสนทนาของทั้งคู่มีความฉลาด ทันกัน และจิกกัดกันอย่างมีเสน่ห์ (Witty banter) ช่วงแรกของเรื่องจึงดูสนุกและน่ารักมาก
3. ดราม่าที่หนักหน่วงกว่าที่คิด (เตรียมทิชชู่)
อย่าโดนหน้าปกหลอกว่าเป็นหนังรักใสๆ เพราะช่วงครึ่งหลัง เรื่องราวจะเปลี่ยนโทนไปสู่ความดราม่าที่บีบหัวใจ (คล้ายกับ Me Before You หรือ The Fault in Our Stars) ประเด็นเรื่องความเจ็บป่วยและการเลือกเส้นทางชีวิตถูกนำเสนอออกมาได้ซึ้งกินใจ มันตั้งคำถามว่า “เราจะรักใครสักคนได้ไหม ถ้ารู้ว่าเวลาของเขามีจำกัด?”
4. บทสรุปของ “ผู้หญิงยุคใหม่”
สิ่งที่น่าชื่นชมคือ ตัวละครเอลล่าไม่ใช่แค่ผู้หญิงที่ยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อความรักแบบนิยายยุคเก่า แต่เธอคือตัวแทนของผู้หญิงที่มีความฝัน มีอาชีพ และรักตัวเอง การตัดสินใจของเธอในตอนท้ายจึงสมเหตุสมผลและทรงพลัง (แม้จะเคล้าน้ำตา)
✅ จุดเด่น
- บรรยากาศเมือง Oxford สวยงามมาก น่าไปตามรอย
- บทสนทนาคมคาย มีการสอดแทรกบทกวีและวรรณกรรม
- เคมีนักแสดงดีมาก (โดยเฉพาะในเวอร์ชันหนัง Netflix)
- เพลงประกอบเพราะ เข้ากับบรรยากาศ
⚠️ จุดสังเกต
- พล็อตเรื่องช่วงกลางถึงท้ายมีความคล้ายคลึงกับหนังรักดราม่าเรื่องอื่นๆ ที่เคยมีมา อาจจะเดาทางได้ง่ายสำหรับคอหนังแนวนี้
- บางช่วงเดินเรื่องช้า เน้นอารมณ์ตัวละครเป็นหลัก
📊 สรุปคะแนน 7.5/10
My Oxford Year คือส่วนผสมที่ลงตัวระหว่าง Emily in Paris (ในเวอร์ชันที่ฉลาดกว่า) ผสมกับ Me Before You เป็นหนัง/นิยายรักที่ดูเพลิน อบอุ่นหัวใจ แต่ก็ทิ้งรอยยิ้มทั้งน้ำตาไว้ในตอนจบ เหมาะสำหรับคนที่กำลังมองหาแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต หรือคนที่ชอบเรื่องราวความรักที่มีความลึกซึ้งครับ

นี่คือบทรีวิวภาพยนตร์เรื่อง “My Oxford Year” (รักที่ออกซ์ฟอร์ด) แบบเจาะลึก จัดเต็มทั้งเนื้อหา งานภาพ และการแสดง โดยเน้นการวิเคราะห์และความรู้สึกหลังดู (Aftertaste) เพื่อให้เห็นภาพรวมของหนังเรื่องนี้อย่างถึงแก่นครับ
Review My Oxford Year — เมื่อความฝันปะทะความจริง ในเมืองแห่งยอดหอคอยและความรักที่ (อาจ) ไม่มีวันพรุ่งนี้
หากคุณกำลังมองหาหนังรักสักเรื่องที่ไม่ได้มีแค่ฉากจูบใต้แสงเทียน แต่เป็นหนังที่ตั้งคำถามกับ “แผนชีวิต” ที่เราวางไว้อย่างดิบดี และพาเราไปเดินท่ามกลางกลิ่นอายของหนังสือเก่าและสถาปัตยกรรมขลังๆ ของอังกฤษ “My Oxford Year” คือตั๋วเครื่องบินเที่ยวพิเศษที่จะพาคุณบินตรงสู่เมืองแห่งปัญญาชน พร้อมกับบททดสอบหัวใจที่จะทำให้คุณยิ้มทั้งน้ำตา
หนังเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ Rom-Com ดาดๆ ที่นางเอกไปเจอผู้ชายหล่อในต่างแดน แต่มันคือ Coming-of-age ของผู้ใหญ่ ที่ต้องเลือกระหว่าง “ความสำเร็จในอนาคต” กับ “ความสุขในปัจจุบัน” บทรีวิวนี้จะพาคุณไปสำรวจทุกมิติของหนัง ตั้งแต่บทภาพยนตร์ งานภาพที่สวยจนหยุดหายใจ ไปจนถึงการแสดงที่แบกอารมณ์ของผู้ชมไว้จนวินาทีสุดท้าย
1. บทภาพยนตร์และการดำเนินเรื่อง มากกว่าแค่ “Emily in Paris” ฉบับเด็กเรียน
สิ่งแรกที่ต้องพูดถึงคือ “Narrative Arc” (เส้นเรื่อง) หลายคนอาจจะเห็นหน้าหนังแล้วคิดว่า “อ๋อ สาวอเมริกันจอมมั่น บินไปลุยอังกฤษ เจอผู้ชายผู้ดีแต่ปากร้าย เถียงกันแล้วก็รักกัน จบ” ใช่ครับ… ในช่วง 30 นาทีแรก หนังหลอกล่อเราด้วยสูตรสำเร็จแบบนั้น แต่สิ่งที่ทำให้ My Oxford Year แตกต่างและน่าสนใจกว่าหนังรักทั่วไป คือการที่มัน “หักเลี้ยว” (Shift) โทนเรื่องจากความสดใสไปสู่ความจริงที่โหดร้าย (Raw Reality) ได้อย่างนุ่มนวลแต่เจ็บปวด
การปะทะกันของ “The Plan” vs “The Life”
แก่นเรื่องที่แข็งแรงมากคือตัวละคร เอลล่า ดูแรน เธอคือตัวแทนของคนรุ่นใหม่ (โดยเฉพาะสาย Achiever) ที่มองชีวิตเป็นเช็คลิสต์ เธอมีแผน 5 ปี 10 ปี วางไว้หมดแล้วว่าจะไปทำเนียบขาว จะเป็นคนสำคัญ แต่หนังค่อยๆ กะเทาะเปลือกของความสมบูรณ์แบบนี้ออกผ่านตัวละคร เจมี่ ดาเวนพอร์ต
บทหนังฉลาดที่ไม่ได้เขียนให้เจมี่เข้ามาเพื่อบอกว่า “ทิ้งงานแล้วมารักฉันเถอะ” แต่เจมี่เข้ามาเพื่อสอนบทเรียนที่สำคัญกว่านั้น คือ “ชีวิตคือสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะที่คุณกำลังยุ่งกับการวางแผนอื่น” (Life is what happens while you’re busy making other plans) การเปลี่ยนผ่านจากความสัมพันธ์แบบ Casual (ไม่ผูกมัด) ไปสู่ความรักที่ลึกซึ้ง (Deep Connection) ทำได้สมเหตุสมผล มันไม่ได้เกิดจากความหลงใหลชั่ววูบ แต่เกิดจากการแลกเปลี่ยนทางปัญญา (Intellectual Bond) การต่อปากต่อคำเรื่องวรรณกรรม และการแชร์มุมมองชีวิต
ดราม่าที่ไม่ฟูมฟาย แต่ “จุก”
เมื่อหนังเปิดเผย “ปมขัดแย้งหลัก” (ซึ่งผมจะไม่สปอยล์ตรงๆ แต่ใบ้ว่าเป็นเรื่องของ Time Constraint หรือข้อจำกัดของเวลา) หนังไม่ได้บีบน้ำตาเราด้วยฉากดราม่าร้องไห้โฮแบบละครหลังข่าว แต่เลือกใช้วิธีนำเสนอแบบ “Bittersweet” มันคือความหน่วงที่ค่อยๆ ซึมลึก บทสนทนาในช่วงครึ่งหลังมีความเป็นผู้ใหญ่มาก มันตั้งคำถามที่ยากจะตอบว่า เราจะยังกล้ารักใครสักคนไหม ถ้าเรารู้ตอนจบของเรื่องราวอยู่แล้ว? และ ความฝันที่เราวิ่งตามมาทั้งชีวิต ยังสำคัญที่สุดอยู่ไหมเมื่อเทียบกับลมหายใจของคนรัก?
2. งานภาพ (Visuals) และบรรยากาศ (Atmosphere) ออกซ์ฟอร์ดในฐานะ “ตัวละครเอก”
ถ้าจะบอกว่า เมือง Oxford คือนักแสดงนำคนที่ 3 ของเรื่องก็คงไม่ผิด งานภาพในเรื่องนี้ถือเป็น Masterpiece ในแง่ของการสร้างบรรยากาศแบบ “Dark Academia” ที่สมบูรณ์แบบที่สุดเรื่องหนึ่งในยุคหลัง
สุนทรียะแห่งเมืองเก่า (Aesthetic of the Old World)
ผู้กำกับภาพเข้าใจวิธีการดึงเสน่ห์ของอังกฤษออกมาใช้อย่างคุ้มค่า เราจะได้เห็นช็อต Wide Screen ที่กว้างใหญ่ของมหาวิทยาลัย ตึกหินสีน้ำตาลที่ดูขลังและเย็นชา แต่กลับดูอบอุ่นเมื่อมีแสงไฟสีส้มจากหน้าต่างลอดออกมาในยามค่ำคืน การจัดแสงในเรื่องนี้เน้นโทน Warm & Moody คือมีความอุ่นของแสงประดิษฐ์ (โคมไฟในห้องสมุด, ไฟในผับ) ตัดกับแสงธรรมชาติที่หม่นหมอง (Cloudy) ตามสไตล์เกาะอังกฤษ
- ฉากห้องสมุดและร้านหนังสือ สำหรับคนรักหนังสือ ฉากเหล่านี้คือสวรรค์ งานภาพทำให้เราแทบจะได้กลิ่นกระดาษเก่าๆ และฝุ่นจางๆ ลอยออกมาจากจอ มันสร้างบรรยากาศที่โรแมนติกแบบปัญญาชน (Intellectual Romance) ที่หาไม่ได้ในหนังรักริมทะเล
- ฤดูกาลที่เปลี่ยนผ่าน หนังใช้ฤดูกาลเป็นสัญลักษณ์ (Symbolism) ในการเล่าเรื่อง ช่วงแรกที่เอลล่ามาถึงอาจจะยังดูสดใส แต่เมื่อความสัมพันธ์ลึกซึ้งขึ้นและปมปัญหาเปิดเผย บรรยากาศจะเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว ใบไม้แห้งสีส้ม ฝนพรำ และหมอกจางๆ ช่วยขับเน้นความรู้สึกเหงา ความไม่แน่นอน และความเปราะบางของชีวิตตัวละครได้อย่างดีเยี่ยม

การออกแบบเครื่องแต่งกาย (Costume Design)
เสื้อผ้าของตัวละครเล่าเรื่องได้ดีมาก เอลล่า เริ่มต้นด้วยชุดที่ดูเป็นสาวอเมริกันทะมัดทะแมง สีสันชัดเจน (Sharp & Polished) สะท้อนความมั่นใจและความเป็นระเบียบ แต่เมื่อเธอเริ่มซึมซับความเป็นออกซ์ฟอร์ด เสื้อผ้าของเธอเริ่มมีความนุ่มนวลขึ้น (Softer fabrics) มีเลเยอร์ของไหมพรม โค้ทตัวยาว และผ้าพันคอ ซึ่งสะท้อนถึงกำแพงในใจที่ค่อยๆ ลดลง และความอ่อนโยนที่เข้ามาแทนที่
ในขณะที่ เจมี่ มาในลุค “ผู้ดีอังกฤษที่ไม่ได้พยายาม” (Effortless British Charm) เสื้อเชิ้ตที่ปลดกระดุมนิดหน่อย สเวตเตอร์ที่ดูใส่สบายแต่แพง สะท้อนบุคลิกที่ดูเหมือนไม่แคร์โลก แต่ซ่อนความซับซ้อนไว้ข้างใน
3. การแสดง (Acting) และเคมี (Chemistry) หัวใจที่ทำให้เรื่องราว “เป็นมนุษย์”
ต่อให้บทดีและภาพสวยแค่ไหน ถ้าเคมีพระนางไม่ถึง หนังแนวนี้จะพังทันที แต่โชคดีที่ Sofia Carson และ Corey Mylchreest คือส่วนผสมที่ลงตัวอย่างเหลือเชื่อ
Sofia Carson (รับบท Ella)
เราอาจจะคุ้นเคยกับ Sofia จากบทบาทใน Disney หรือหนังรักใสๆ แต่ใน My Oxford Year เธอได้พิสูจน์ฝีมือการแสดงในระดับที่ลึกซึ้งขึ้น
- Micro-expressions สิ่งที่น่าชื่นชมคือการแสดงออกทางสายตา ในฉากที่เธอต้องเก็บซ่อนความเสียใจ หรือฉากที่เธอต้องตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ เธอไม่ได้ใช้การแสดงที่เล่นใหญ่ (Overacting) แต่ใช้แววตาที่สั่นไหวเล็กน้อย หรือรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา เพื่อสื่อสารความเจ็บปวดภายใน
- Development เธอทำให้เราเชื่อว่าเอลล่าคือผู้หญิงเก่งจริงๆ (ไม่ใช่แค่บทบอกว่าเก่ง) เธอมีความมุ่งมั่นในแววตาเวลาพูดเรื่องการเมือง แต่ก็มีความเปราะบางแบบเด็กสาวเมื่อต้องเผชิญกับความรักที่ไม่คาดฝัน
Corey Mylchreest (รับบท Jamie)
Corey คือ MVP ของเรื่องนี้อย่างแท้จริง หลังจากแจ้งเกิดจาก Queen Charlotte, เขากลับมาตอกย้ำภาพลักษณ์หนุ่มอังกฤษเจ้าเสน่ห์ แต่ครั้งนี้มีความ “มนุษย์” มากกว่า
- The Broken Hero เขาเล่นบทผู้ชายที่มีความลับได้ดีมาก ภายนอกดูเป็นคนกวนประสาท มั่นหน้า และใช้ชีวิตเสเพล แต่ Corey สามารถถ่ายทอดความ “กลัว” ที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ออกมาได้ ช่วงเวลาที่เขาอ่อนแอ (Vulnerable) คือช่วงเวลาที่ทรงพลังที่สุด การแสดงของเขาทำให้คนดูไม่รู้สึกสงสารในแบบสมเพช แต่รู้สึก “เห็นใจและรัก” ในตัวตนของเขา
- Voice & Mannerism น้ำเสียงและการใช้ภาษาของ Corey มีเสน่ห์แบบ British Wit จังหวะการพูดจาประชดประชัน (Sarcasm) ดูเป็นธรรมชาติและฉลาด ทำให้ตัวละครนี้ดูมีมิติ ไม่ใช่แค่พระเอกหล่อไปวันๆ
The Chemistry แรงดึงดูดทางปัญญาและอารมณ์
เคมีของทั้งคู่ไม่ใช่แค่เรื่องทางเพศ (Sexual Tension) แม้ว่าจะมีฉากโรแมนติกวาบหวามอยู่บ้าง แต่สิ่งที่ทำให้คนดูเขินจนตัวบิดคือ “Banter” หรือบทสนทนาโต้ตอบที่ทันกัน ทั้งคู่เหมือนแม่เหล็กคนละขั้วที่ดึงดูดกันด้วยสติปัญญา ฉากที่เถียงกันเรื่องบทกวี หรือฉากที่นั่งคุยกันเงียบๆ ในผับ สื่อสารความรักได้มากกว่าคำว่า “I Love You” เสียอีก สายตาที่ Corey มอง Sofia ในเรื่องนี้คือสายตาของคนที่กำลังจดจำรายละเอียดของผู้หญิงที่เขารักไว้ให้ได้มากที่สุด ซึ่งมันทัชใจคนดูมากๆ
บทสรุป ทำไมคุณถึงควรดูหนังเรื่องนี้?
“My Oxford Year” ไม่ใช่หนังที่คุณจะดูเพื่อเอาความสะใจหรือความตื่นเต้น แต่มันคือหนังที่คุณดูเพื่อ “ทบทวนคุณค่าของเวลา”
มันคือหนังที่บอกเราว่า ความสำเร็จ (Achievement) เป็นเรื่องที่ดี แต่การมีใครสักคนให้แชร์ความสำเร็จนั้นด้วย อาจสำคัญกว่า และบางครั้ง การเลือกเส้นทางที่ “ผิดแผน” อาจจะนำไปสู่จุดหมายที่ “ถูกต้อง” ที่สุดของหัวใจ
คะแนนรีวิว
- เนื้อเรื่อง 8.5/10 (มีความ Cliché บ้างในช่วงแรก แต่บทสรุปและ message แข็งแรงมาก)
- งานภาพ 10/10 (Oxford สวยจนอยากจองตั๋วเครื่องบินเดี๋ยวนี้)
- การแสดง 9/10 (เคมีของ Sofia และ Corey แบกหนังได้ทั้งเรื่อง)
คำเตือน เตรียมทิชชู่ไว้ข้างตัวสักกล่อง ไม่ใช่เพราะมันเศร้าจนทนไม่ไหว แต่เพราะมัน “อิ่มเอมจนน้ำตาไหล” หนังเรื่องนี้จะทิ้งตะกอนความคิดบางอย่างไว้ให้คุณ หลังจากเครดิตจบลง คุณอาจจะอยากหันไปกอดคนข้างๆ หรือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาบอกรักใครสักคน เพราะหนังย้ำเตือนเราเสมอว่า… พรุ่งนี้ไม่มีอะไรการันตี
นี่คือหนังรักน้ำดีที่ควรค่าแก่การสละเวลา 2 ชั่วโมงของคุณเพื่อดำดิ่งไปกับมันครับ.
สำหรับภาพยนตร์เรื่อง My Oxford Year (รักที่ออกซ์ฟอร์ด) ทาง Netflix นั้น ได้คู่พระนางที่มีเคมีน่าจับตามองและกำลังมาแรงมากๆ ในวงการบันเทิงมารับบทนำครับ นี่คือประวัติย่อของนักแสดงหลักทั้งสองคน
1. โซเฟีย คาร์สัน (Sofia Carson)
รับบท เอลล่า ดูแรน (Ella Durran) — หญิงสาวชาวอเมริกันผู้ทะเยอทะยาน มีความฝันจะเป็นทีมงานในทำเนียบขาว แต่ต้องมาเรียนต่อที่อังกฤษตามทุน Rhodes Scholarship
ประวัติย่อ
- พื้นเพ โซเฟียเป็นนักแสดงและนักร้องชาวอเมริกัน (มีเชื้อสายโคลอมเบีย) เกิดที่ฟลอริดา สหรัฐอเมริกา
- จุดเริ่มต้น เธอแจ้งเกิดและโด่งดังเป็นพลุแตกจากการเป็น “เด็กปั้น Disney” ในภาพยนตร์เรื่อง “Descendants” (รับบท อีวี่ ลูกสาวราชินีใจร้าย) ซึ่งทำให้เธอได้โชว์ทั้งฝีมือการแสดงและการร้องเพลง
- ฉายา ปัจจุบันเธอได้รับฉายาว่าเป็น “เจ้าแม่หนังรัก Netflix” คนใหม่ หลังจากประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายจากเรื่อง “Purple Hearts” (2022) ซึ่งเธอแสดงนำและร่วมแต่งเพลงประกอบเอง (เพลง “Come Back Home” ดังไปทั่วโลก)
- จุดเด่น โซเฟียมักได้รับบทผู้หญิงเก่ง มั่นใจ และมีความสามารถด้านการร้องเพลงที่ทรงพลัง ใน My Oxford Year เราน่าจะได้เห็นเธอถ่ายทอดอารมณ์ดราม่าที่ลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิม
2. คอรีย์ ไมล์ครีสต์ (Corey Mylchreest)
รับบท เจมี่ ดาเวนพอร์ต (Jamie Davenport) — หนุ่มอังกฤษเจ้าเสน่ห์ เป็นอาจารย์ผู้ช่วยในมหาวิทยาลัย Oxford ที่ดูเหมือนเพลย์บอยและปากร้าย แต่ซ่อนความลับบางอย่างไว้
ประวัติย่อ
- พื้นเพ คอรีย์เป็นนักแสดงชาวอังกฤษแท้ๆ เกิดและเติบโตที่ลอนดอน จบการศึกษาด้านการแสดงจากสถาบันชื่อดังระดับโลกอย่าง RADA (Royal Academy of Dramatic Art) ซึ่งการันตีฝีมือการแสดงสายละครเวทีได้เป็นอย่างดี
- ผลงานสร้างชื่อ เขาคือหนุ่มฮอตที่ขโมยหัวใจสาวๆ ทั่วโลกจากบท “กษัตริย์จอร์จ” (King George) ในซีรีส์ “Queen Charlotte A Bridgerton Story” ทาง Netflix บทบาทนี้ทำให้เขาได้รับการยกย่องเรื่องการแสดงที่ส่งอารมณ์ทางสายตาได้ดีเยี่ยม และบุคลิกที่ดูสง่างามแต่เปราะบาง
- จุดเด่น คอรีย์มีลุคที่ดูเป็นผู้ดีอังกฤษ (British Gentleman) ผสมกับความขี้เล่นและสายตาที่สื่ออารมณ์ได้ลึกซึ้ง เหมาะมากกับบทเจมี่ที่มีความซับซ้อนทางอารมณ์สูง
🌟 ความน่าสนใจของคู่นี้
การโคจรมาเจอกันของ Sofia และ Corey ถือเป็นการจับคู่ที่น่าสนใจมาก เพราะ
- American vs British ทั้งคู่เป็นตัวแทนของวัฒนธรรมที่แตกต่างกันจริงๆ ตามบทบาทในเรื่อง (โซเฟียมีความเป๊ะแบบอเมริกัน ส่วนคอรีย์มีความชิลและคลาสสิกแบบอังกฤษ)
- Netflix Darlings ทั้งคู่ต่างเป็น “ลูกรัก” ของ Netflix ที่มีฐานแฟนคลับหนาแน่นจากผลงานก่อนหน้า (Purple Hearts และ Bridgerton) การนำทั้งสองมาเจอกันจึงการันตีความฮอตของเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดีครับ movieseries