รีวิว Ne Zha 2019 ตำนานบทใหม่นาจา CG สุดปังแอ็กชันท้าสวรรค์!

Ne Zha

โอ้โห… คุณครับ… คุณขอมาแบบนี้ ผมก็จัดให้แบบถึงพริกถึงขิงเลย! ถ้าคุณกำลังมองหารีวิว “Ne Zha” (นาจา) แบบธรรมดาๆ ที่เล่าเรื่องย่อแล้วบอกว่า “สนุกดี 8/10” คุณปิดหน้าต่างนี้ไปได้เลยครับ เพราะสิ่งที่คุณกำลังจะอ่านต่อไปนี้ คือการ “สับ” และ “ขยี้” ทุกอณูของภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่ผมกล้าพูดเลยว่า มันไม่ใช่แค่ “แอนิเมชัน” แต่มันคือ “ปรากฏการณ์” ที่สั่นสะเทือนวงการ และมาเพื่อตบหน้าขนบธรรมเนียมเก่าๆ จนหงายหลัง

ถ้าคุณพร้อมแล้ว… เรามาเริ่มกันเลยครับ

“ข้าคือผู้ลิขิตชะตาชีวิตข้าเอง”  เมื่อ “นาจา” ไม่ได้เกิดมาเพื่อฆ่าพ่อ แต่เกิดมาเพื่อ “ฆ่า” ทุกคำสบประมาท

คุณต้องเข้าใจก่อนว่า “นาจา” ที่เราคนไทยคุ้นเคย คือเด็กหัวดื้อที่ฆ่าลูกพญามังกร ลอกเอ็นเขามาเล่น สุดท้ายก็ต้องเชือดเนื้อคืนพ่อ เชือดกระดูกคืนแม่ เป็นโศกนาฏกรรมที่… อืม… ค่อนข้างดาร์กและหดหู่

แต่ “Ne Zha” (2019) ของผู้กำกับเจี่ยวจื่อ เขาโยนตำนานเล่มนั้นทิ้งถังขยะไปเลยครับ!

เขาหยิบแค่ “ชื่อ” และ “แก่น” บางอย่างมา แล้วสาดสีสัน ปั้นแต่งมันขึ้นมาใหม่จนกลายเป็นสิ่งที่… ทรงพลังกว่าเดิมหลายร้อยเท่า นี่คือนาจาในยุค 5G ที่ไม่ได้ต่อสู้กับพญามังกรเพราะความคึกคะนอง แต่เขากำลังต่อสู้กับสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น… นั่นคือ “โชคชะตา” และ “อคติ” ของสังคม

เอาล่ะ เราจะไม่เน้นเรื่องย่อ แต่เราจะมาเจาะลึกกันทีละส่วน ว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงควรค่าแก่การ “บูชา” ขึ้นหิ้ง

ภาค “การแสดง” (Performance) เมื่อทุกเสียงพากย์และลายเส้น คือ “จิตวิญญาณ” ที่มีชีวิต

พูดถึง “การแสดง” ในหนังแอนิชัน คุณอาจจะนึกถึงแค่ “เสียงพากย์” ใช่ไหมครับ? แต่สำหรับ “Ne Zha” มันคือการหลอมรวมกันที่สมบูรณ์แบบระหว่าง “เสียง” (Voice Acting) และ “การแสดงออกทางสีหน้า” (Character Animation) ที่มัน “จริง” ยิ่งกว่าคนแสดงเสียอีก

นาจา (Ne Zha) เด็กอสูรผู้โดดเดี่ยว

นี่คือ “การแสดง” ที่แบกหนังทั้งเรื่องไว้ครับ การดีไซน์ตัวละครนาจาในตอนเด็ก คือความ “อัจฉริยะ” ที่ “น่าเกลียด” ที่สุด! ผู้กำกับกล้ามากที่ฉีกภาพลักษณ์เด็กน้อยน่ารักทิ้งไป แต่กลับสร้างนาจาที่มีขอบตาดำคล้ำเหมือนคนติดยา (หรือแพนด้า) ฟันเหยิน ยิ้มแสยะ และที่สำคัญคือ “ท่าทาง” ครับ

คุณสังเกตไหม? นาจาชอบเดินแบบ “มือล้วงกระเป๋า” (ทั้งๆ ที่กางเกงไม่มีกระเป๋า) มันคือกิริยาของเด็กที่พยายาม “พยศ” ต่อโลก พยายามทำตัวเกเร ทำตัวให้ดูแกร่ง ทั้งที่ลึกๆ แล้ว… เขาแค่ “เหงา” ครับ

เสียงพากย์ของนาจา (ไม่ว่าจะภาษาไหน) ถูกบรีฟมาอย่างดี มันไม่ใช่เสียงเด็กน่ารัก แต่เป็นเสียงแหบๆ ห้าวๆ ตะโกนโวยวาย นี่คือเสียงของเด็กที่ถูก “ตราหน้า” ว่าเป็นอสูรตั้งแต่ยังไม่ทันได้ลืมตาดูโลก เมื่อทั้งโลกรังเกียจเขา เขาก็เลยต้องแกล้งทำเป็นรังเกียจโลกกลับ… ทั้งที่ในใจโหยหา “เพื่อน” ใจจะขาด ฉากที่เขาพยายามเล่น “เตะลูกขนไก่” กับชาวบ้าน มันคือการแสดงที่เจ็บปวดที่สุด เขาอยากเป็นส่วนหนึ่ง แต่ทุกคนกลับวิ่งหนี นี่คือการแสดงระดับ “ออสการ์” ที่ถูกถ่ายทอดผ่านลายเส้นครับ

อ๋าวปิ่ง (Ao Bing) เจ้าชายมังกรผู้แบกรับโชคชะตา

นี่คือขั้วตรงข้ามที่สมบูรณ์แบบครับ ถ้า นาจาคือ “ไฟ” ที่ร้อนแรง อ๋าวปิ่งก็คือ “น้ำแข็ง” ที่เยือกเย็นและ… เปราะบาง

“การแสดง” ของอ๋าวปิ่ง คือความสง่างามที่ถูกฉาบไว้ด้วย “ความทุกข์” ครับ ทุกย่างก้าวของเขาดูสุภาพ อ่อนน้อม แต่แววตาของเขา… มันคือแววตาของคนที่แบกรับความคาดหวังของเผ่าพันธุ์มังกรทั้งเผ่าไว้บนบ่า เขาไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นตัวเอง แต่เกิดมาเพื่อเป็น “ความหวัง” ของคนอื่น

เสียงพากย์ของเขาจะนุ่มนวล สุขุม แต่แฝงไปด้วยความไม่มั่นคง เขาคือเหยื่อของ “โชคชะตา” อีกรูปแบบหนึ่งไม่ต่างจากนาจาเลย การแสดงของอ๋าวปิ่งมันคือ “การเก็บกด” ครับ และเมื่อไหร่ที่เขาระเบิดมันออกมา… มันจึงทรงพลังมาก

คู่พ่อแม่ (หลี่จิ้ง และ ฮูหยินอิ่น) การตีความใหม่ที่ “ตับพัง” ที่สุด

นี่คือส่วนที่ผมอยากจะก้มกราบผู้กำกับ… เขาล้างภาพจำ “หลี่จิ้ง” พ่อที่ถือเจดีย์ไล่ฆ่าลูกในตำนานเดิมทิ้งไปหมดสิ้น

“หลี่จิ้ง” ในเวอร์ชันนี้ คือ “พ่อ” ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในปฐพีครับ “การแสดง” ของเขาคือ “ความนิ่ง” ที่ซ่อน “ความรัก” อันยิ่งใหญ่ไว้ เขาอาจจะไม่ใช่พ่อที่พูดจาหวานซึ้ง แต่เขาคือพ่อที่พร้อมจะ “ตาย” แทนลูก เขายอมโกหก ยอมถูกสวรรค์ลงโทษ เพียงเพื่อจะต่อลมหายใจและมอบ “ความหวัง” ให้กับลูกอสูรที่เขารัก ฉากที่เขาคุกเข่าอ้อนวอนสวรรค์เพื่อขอยา… โอ้โห… มันคือการแสดงที่บีบหัวใจคนดูจนแหลกสลาย

“ฮูหยินอิ่น” (แม่) ก็ไม่ใช่แม่ที่อ่อนแอครับ นี่คือ “แม่ทัพ” หญิงสุดแกร่งที่ภายนอกดูเหมือนบ้าจี้ แต่เธอคือคนเดียวที่พยายามจะ “เล่น” กับนาจา แม้ว่าการเล่นของเธอจะหมายถึงการโดนลูกอัดจนน่วมก็ตาม “การแสดง” ของเธอคือความพยายามที่จะเชื่อมต่อกับลูกชายผู้แปลกแยก ฉากที่เธอใส่เกราะออกไปรบ แล้วรีบกลับมาเล่นเตะลูกขนไก่กับนาจา… มันคือภาพสะท้อนของ “Working Mom” ในยุคปัจจุบันที่พยายามจะสมดุลชีวิตเพื่อลูก นี่คือการแสดงที่ “จริง” มากครับ

ตัวละครอื่นๆ อย่าง “ไท่อี่เจินเหริน” (อาจารย์อ้วนพุงพลุ้ย) หรือ “เซินกงเป้า” (จอมอิจฉา) ก็ไม่ใช่แค่ตัวตลกหรือตัวร้ายมิติเดียว แต่ “การแสดง” ของพวกเขามี “ปม” (Motivation) ที่ชัดเจน ไท่อี่คือความฮาที่ซ่อนความจริงจัง ส่วนเซินกงเป้าคือ “กระจกสะท้อน” ของนาจา ที่เจ็บปวดจากการถูก “อคติ” เพียงเพราะเขาเกิดมาเป็น “ปีศาจเสือดาว”

ภาค “ภาพ” (Visuals) เมื่อ “จินตนาการ” ถูกปลดปล่อยจนทะลุสวรรค์

ถ้าการแสดงคือ “หัวใจ” งานภาพของ “Ne Zha” ก็คือ “ร่างกาย” ที่งดงามจนต้องหยุดหายใจครับ ผมขอบอกเลยว่านี่คือ “จุดสูงสุด” ของวงการแอนิเมชันจีน (Guochuang) ที่ไล่บี้งานระดับ Hollywood ได้สบายๆ

การออกแบบโลก (World Building)

หนังไม่ได้แค่สร้าง “โลก” แต่สร้าง “จักรวาล” ครับ คุณจะได้เห็น “สวรรค์” ที่ไม่ได้ดูศักดิ์สิทธิ์ แต่ดูเหมือน “โรงงาน” ผลิตโชคชะตา, “วังมังกร” ที่ไม่ได้งดงาม แต่คือ “คุก” ใต้สมุทรที่หนาวเย็นและเต็มไปด้วยโซ่ตรวน (ภาพของพญามังกรที่ถูกล่ามไว้คือการตีความที่บ้าคลั่งมาก) และ “ด่านเฉินถังกวน” ที่ดูธรรมดา แต่ซ่อนรายละเอียดวัฒนธรรมจีนไว้เพียบ

Ne Zha

จุดพีคที่สุด “ภาพในภูเขาและแม่น้ำ” (Shanhe Sheji Tu)

นี่คือฉากที่ผมอยากจะกรี๊ดออกมาดังๆ ครับ! ฉากที่นาจาเข้าไปฝึกวิชาใน “ภาพวาด” มันคือการปลดปล่อย “จินตนาการ” ที่ไร้ขีดจำกัดอย่างแท้จริง มันคือ “Inception” ผสม “Doctor Strange” ในเวอร์ชันจีนโบราณครับ

คุณจะได้เห็นโลกที่แรงโน้มถ่วงกลับตาลปัตร พื้นดินกลายเป็นใบบัวลอยฟ้า ฤดูกาลทั้งสี่หมุนเวียนในพริบตา มันคือการออกแบบงานศิลป์ (Art Direction) ที่ “ฉลาด” และ “สวย” จนไม่รู้จะหาคำไหนมาชม การที่หนังกล้า “เล่น” กับพื้นที่และฟิสิกส์ได้ขนาดนี้ มันแสดงถึงความทะเยอทะยานที่ไปไกลมาก ฉากฝึกวิชาที่ควรจะน่าเบื่อ กลับกลายเป็นฉากที่ “ตื่นตาตื่นใจ” ที่สุดในเรื่อง

ฉากแอ็กชัน (Action Sequences)

ลืมภาพการ์ตูนเด็กตีกันไปได้เลย นี่คือ “Wuxia” (กำลังภายใน) ผสม “Superhero” ที่โคตรมันส์! การต่อสู้ในเรื่องนี้มี “น้ำหนัก” ครับ ทุกการเคลื่อนไหว ทุกหมัด ทุกการปล่อยพลัง มันดู “หนักแน่น” และ “รวดเร็ว”

และฉากไคลแม็กซ์… โอ้… พระเจ้า…

ฉากต่อสู้สุดท้ายระหว่าง “นาจา” (ร่างปลดปล่อย) กับ “อ๋าวปิ่ง” มันคือ “หายนะ” ที่งดงามที่สุดครับ การปะทะกันของ “ไฟ” และ “น้ำแข็ง” ที่กินสเกล “มหึมา” ทั้งเมืองถูกแช่แข็งในพริบตา เปลวไฟจากหอกของนาจาลุกโชนราวกับดวงอาทิตย์ มันคือการ “โชว์ของ” ทางด้าน CG ที่ทีมงานต้องใช้เวลาหลายปีในการสร้างสรรค์ คุณจะเห็นรายละเอียดของเกล็ดน้ำแข็งที่แตกกระจาย คลื่นน้ำที่บ้าคลั่ง และเปลวไฟที่สมจริงจนรู้สึกร้อน

มันไม่ใช่แค่ “สวย” แต่มัน “ทรงพลัง” และ “สื่ออารมณ์” ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ภาค “เนื้อเรื่อง” (Story & Themes) มากกว่าตำนาน คือ “บทเรียน” ของมนุษย์

อย่างที่บอกครับ หนังไม่เน้นเล่าเรื่องตามตำนานเดิม แต่นี่คือจุดแข็งที่สุดของหนัง

ธีมหลัก “โชคชะตา” vs “การเลือก”

ประโยคทองของเรื่อง “我命由我不由天” (My destiny is mine, not heaven’s / ข้าคือผู้ลิขิตชะตาชีวิตข้าเอง) ไม่ใช่แค่คำพูดเท่ๆ แต่มันคือ “แก่น” ที่หนังตอกย้ำตั้งแต่ต้นจนจบ

หนังตั้งคำถามกับเราตรงๆ เลยว่า “ถ้าคุณเกิดมาพร้อมกับคำทำนายว่า คุณคือปีศาจ และคุณจะตายใน 3 ปี… คุณจะทำยังไง?”

นาจาคือตัวแทนของคนที่ถูก “สังคม” กำหนดชะตากรรม เขาถูกกำหนดให้เป็น “มุกอสูร” (Demon Pearl) ชาวบ้านรังเกียจเขาเพราะ “โชคชะตา” ที่เขาไม่ได้เลือก อ๋าวปิ่งคือตัวแทนของคนที่ถูก “ครอบครัว” กำหนดชะตากรรม เขาถูกกำหนดให้เป็น “มุกสวรรค์” (Spirit Pearl) เผ่ามังกรคาดหวังให้เขากอบกู้ศักดิ์ศรี

ทั้งคู่คือ “เหยื่อ” ของโชคชะตาเหมือนกันครับ แต่สิ่งที่หนังทำได้ยอดเยี่ยม คือการแสดงให้เห็นว่า “โชคชะตา” ก็แค่ “คำทำนาย” แต่ “การกระทำ” ของเราต่างหากคือ “ของจริง”

หนังไม่ได้บอกว่านาจาเปลี่ยนโชคชะตาได้ 100% (เขายังต้องเจอกับ “อัสนีสวรรค์” อยู่ดี) แต่หนังบอกว่า “แม้เราจะเปลี่ยนจุดจบไม่ได้ แต่เราเลือกได้ว่า ‘ระหว่างทาง’ เราจะเป็นคนแบบไหน”

นาจาเลือกที่จะไม่เป็น “อสูร” อย่างที่ใครๆ ตราหน้า เขาเลือกที่จะ “ช่วย” คนที่เกลียดเขาทั้งชีวิต นี่คือ “ชัยชนะ” ที่ยิ่งใหญ่กว่าการรอดตายครับ มันคือการพิสูจน์ “ความเป็นมนุษย์” ในตัวเขา

ธีมรองที่โคตรทรงพลัง “อคติ” (Prejudice)

“Ne Zha” คือบทเรียนเรื่อง “อคติ” ที่เจ็บแสบที่สุดเรื่องหนึ่งเท่าที่ผมเคยดูมา

คุณลองคิดดูสิครับ… ทำไมชาวบ้านถึงเกลียดนาจา? ไม่ใช่เพราะนาจาไปทำร้ายใครก่อน แต่เพราะ “เขาคือมุกอสูร” ทำไมเซินกงเป้าถึงกลายเป็นตัวร้าย? เพราะเขาพยายามแทบตาย แต่สวรรค์ก็ไม่เคยยอมรับเขา เพียงเพราะเขาเกิดมาเป็น “ปีศาจเสือดาว”

หนังกำลังวิพากษ์สังคมอย่างรุนแรงว่า “สิ่งที่คนเรามองเห็น ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด” (A barrier in the heart is the hardest to break) คำพูดนี้มันจุกอกมากครับ อคติในใจคนนี่แหละ คือสิ่งที่น่ากลัวกว่าปีศาจตัวไหนๆ

ธีมที่ผมรักที่สุด “ความรักของพ่อแม่” (Parental Love)

อย่างที่ผมย้ำไปในส่วน “การแสดง” ครับ… หัวใจที่แท้จริงของ “Ne Zha” ไม่ใช่เรื่องของเด็กสู้กัน แต่เป็นเรื่องของ “พ่อแม่ที่สู้เพื่อลูก”

ในโลกที่ทุกคนบอกว่าลูกคุณคือ “ปีศาจ” พ่อแม่คู่นี้กลับเป็นเพียงสองคน (บวกอาจารย์อ้วน) ที่เชื่อว่าลูกของเขา “เป็นคนดีได้”

หลี่จิ้งยอมสละ “ชีวิต” ของตัวเองเพื่อต่อรองกับสวรรค์ ขอ “ยันต์เปลี่ยนวิถี” (Life-Swapping Talisman) เพื่อรับเคราะห์อัสนีสวรรค์แทนลูก ฉากที่เขาเฉลยปมนี้ในตอนท้าย… ผมเชื่อว่าคนทั้งโรงร้องไห้ มันคือ “ความรัก” ที่บริสุทธิ์และยิ่งใหญ่ที่สุด

นี่คือการ “ปฏิวัติ” ตำนานนาจาอย่างแท้จริง จากเรื่องราว “ลูกฆ่าพ่อ” กลายเป็น “พ่อตายแทนลูก” มันคือการส่งสารถึงผู้ชมยุคใหม่ว่า “ครอบครัว” คือปราการด่านสุดท้าย คือ “เซฟโซน” ที่แท้จริง ไม่ว่าโลกทั้งใบจะเลวร้ายกับคุณแค่ไหนก็ตาม

บทสรุป นี่ไม่ใช่ “แอนิเมชันจีน” นี่คือ “แอนิเมชันระดับโลก”

“Ne Zha” (2019) ไม่ใช่แค่หนังที่ “สนุก” ครับ… แต่มันคือ “ประสบการณ์” มันคือรถไฟเหาะอารมณ์ที่ทำให้คุณ “หัวเราะ” สุดเสียงไปกับความตลกหน้าตาย “ตื่นเต้น” จนแทบหยุดหายใจไปกับฉากแอ็กชัน “ตื่นตาตื่นใจ” ไปกับจินตนาการที่ไร้ขอบเขต และสุดท้าย… มันจะบีบ “หัวใจ” คุณจนต้องเสียน้ำตาให้กับความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

มันคือหนังที่กล้าตั้งคำถามกับ “ขนบ” กล้า “ตีความใหม่” และกล้าที่จะ “แตกต่าง” (การดีไซน์นาจาขอบตาดำคือความกล้าหาญที่สุด)

มันคือหนังที่พิสูจน์แล้วว่า “ของดี” ไม่จำเป็นต้องมาจากฝั่งตะวันตกเสมอไป และนี่คือ “หมัดฮุก” ที่จีนส่งสาส์นถึงโลกว่า “พวกข้าก็ทำได้ และทำได้ดีมากด้วย”

ถ้าคุณยังไม่เคยดู… ผมอิจฉาคุณครับ อิจฉาที่คุณกำลังจะได้สัมผัสประสบการณ์ “ครั้งแรก” กับสุดยอดผลงานชิ้นนี้ แต่ถ้าคุณเคยดูแล้ว… ผมเชื่อว่าคุณจะอยากกลับไปดูมันอีกครั้ง เพื่อซึมซับทุกรายละเอียดที่ผมพูดมา…

…เพราะนี่คือหนังที่จะตะโกนใส่หน้าคุณว่า… “อย่าให้ใครหน้าไหน มากำหนดชะตาชีวิตของคุณ!” movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *