รีวิว Nobody 2 เมื่อ “ลุงอั้น” กลายเป็น “ลุงคลั่ง”

Nobody 2 ภาคแรกมันดีเพราะ “ความอั้น” ครับ… ความอัดอั้นของตัวละครที่ต้องเก็บกดตัวตนไว้ใต้พรมของชีวิตชานเมืองที่แสนน่าเบื่อ มันคือส่วนผสมที่ลงตัวระหว่าง Falling Down (ความเดือดของคนธรรมดาที่หมดความอดทน) กับ John Wick (โลกนักฆ่าที่มีแบบแผน) แต่ถูกเล่าในสเกลที่ “บ้านๆ” กว่า

พอมาถึง Nobody 2 คำถามแรกที่คอหนังแอ็กชันอย่างเราๆ ตั้งคำถามคือ “แล้วไงต่อ?” ในเมื่อลุงแกปลดปล่อยทุกอย่างไปหมดแล้วในภาคแรก… และคำตอบที่สตูดิโอมอบให้ ก็คือการเปลี่ยนตัวผู้กำกับครับ!

นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด… จาก อิลยา ไนชูลเลอร์ (Ilya Naishuller) ที่ถนัดความดิบ เถื่อน สมจริง (ในแบบของเขา) มาเป็น ติโม จาห์ยันโต (Timo Tjahjanto) ผู้กำกับสายโหดจากอินโดนีเซีย ที่ผลงานอย่าง The Night Comes for Us มันคือ “นรกแตก” ดีๆ นี่เอง

และนั่น… คือสิ่งที่กำหนดทิศทางทั้งหมดของหนังเรื่องนี้ครับ

 Nobody 2

ถ้าคุณคาดหวังพล็อตเรื่องที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนระดับ Better Call Saul… คุณมาผิดเรื่องครับ แต่ถ้าคุณอยากเห็น “ข้ออ้าง” ที่สมเหตุสมผลในการพาลุงฮัทช์ไปกระทืบคน… หนังเรื่องนี้จัดให้

ภาคนี้ หนังเล่นกับธีมที่คลาสสิกมาก คือ “ความพยายามที่จะกลับไปเป็นคนธรรมดา”

หลังจากบ้านบึ้มไปในภาคแรก ฮัทช์พยายามอย่างยิ่งที่จะ “ซ่อมแซม” ครอบครัว เขาอยากเป็นสามีที่ดี อยากเป็นพ่อที่ไม่น่าเบื่อ พล็อตเรื่องจึงเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการ “พาทั้งบ้านไปพักร้อน” (มีรายงานจากรีวิวหลายที่ว่าไปเที่ยวสวนสนุก หรือสถานที่พักผ่อนแนวๆ นั้น) มันคือความพยายามหนีอดีตอย่างสุดชีวิต

แต่ก็นั่นแหละครับ… “คนธรรมดานรกเรียกพี่” ชื่อเรื่องก็บอกอยู่แล้วว่านรกมันเรียกหา

จุดที่ผมอยากจะพูดถึง “เนื้อเรื่อง” (โดยไม่สปอยล์) คือ “โทน” ของมันครับ ภาคแรกมันคือ “ดราม่า-แอ็กชัน” ที่มีความตลกร้าย (Dark Comedy) แต่ภาคนี้ ภายใต้การคุมเกมของ ติโม จาห์ยันโต มันกลายร่างเป็น “แอ็กชัน-คอมเมดี้” (Action-Comedy) ที่บ้าคลั่ง และมีความเป็น “ฟาร์ซ” (Farce) หรือตลกเจ็บตัวแบบการ์ตูนสูงมาก

พูดง่ายๆ คือ ถ้าภาคแรกคือ John Wick ที่เกิดขึ้นในบ้านคนจริงๆ ภาคนี้คือ National Lampoon’s Vacation (หนังตระกูลพักร้อนหรรษา) ที่มาเจอกับ Deadpool (ในแง่ของความรุนแรงแบบไม่สนโลก)

ปัญหาของพล็อตภาคนี้ที่หลายคน (รวมถึงผม) รู้สึก คือ “แรงจูงใจ” ของฝั่งตัวร้ายครับ ภาคแรก ศัตรูคือแก๊งมาเฟียรัสเซียที่ “โคตรจริง” การที่ฮัทช์ไปมีเรื่องกับลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของมาเฟียใหญ่ มันมีน้ำหนัก มันสมจริง (ในโลกของหนัง)

แต่ภาคนี้… ศัตรูที่รับบทโดย ชารอน สโตน (Sharon Stone) และแก๊งของเธอ (ที่มีทั้ง จอห์น ออร์ติช และ โคลิน แฮงส์) มันถูกวิจารณ์ว่ามีลักษณะเป็น “ตัวร้ายแบบการ์ตูน” (Cartoon Villain) สูงมาก แรงจูงใจมันดู “ใหญ่” แต่ “กลวง” มันเหมือนถูกเขียนขึ้นมาเพื่อ “รอ” ให้ฮัทช์ไปมีเรื่องด้วย มากกว่าจะเป็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

ดังนั้น ถ้าถามเรื่อง “พล็อต” มันคือจุดที่ “ด้อยกว่า” ภาคแรกอย่างชัดเจนครับ ความตึงเครียดแบบ “คนอัดอั้น” มันหายไปแล้ว เหลือแต่ “คนคลั่ง” ที่พร้อมบวก

Nobody 2″ภาพและการกำกับ” สาด! สับ! แหลก! นี่คือลายเซ็นของ ติโม จาห์ยันโต

นี่คือส่วนที่ “ดีที่สุด” และ “แย่ที่สุด” ของหนังในเวลาเดียวกัน ขึ้นอยู่กับว่าคุณคาดหวังอะไร

ถ้าภาคแรกมีฉากจำคือ “ฉากรถบัส” (The Bus Scene) ที่เป็นการต่อสู้แบบ “สมจริง” ที่สุดฉากหนึ่งในโลกภาพยนตร์ยุคใหม่… คุณจำได้ไหมว่าฮัทช์ไม่ได้เก่งเทพ เขาโดนอัด, เขาเหนื่อย, เขาล้ม, เขาหอบแฮ่ก, เขาเจ็บจริง, เขาใช้ทุกอย่างรอบตัวแบบคน “หมดสภาพ” แต่ “ต้องรอด”… มันคือความดิบที่เจ็บปวด

ตัดภาพมาที่ Nobody 2 ครับ

ติโม จาห์ยันโต โยนความ “สมจริง” (Grounded) ที่ว่านั่นทิ้งไปเกือบหมดเลย!

เขาแทนที่มันด้วยความ “สาด” (Splatter) และความ “วิสดาร” (Visceral) นี่คือผู้กำกับที่ชอบเห็นอวัยวะมนุษย์ถูกทำลายในรูปแบบที่สร้างสรรค์ที่สุด!

  • งานภาพ (Cinematography): ภาคนี้มีสีสันที่ “จัด” กว่าภาคแรก ภาคแรกจะมีความซีด ชืดชา สมกับชีวิตของฮัทช์ แต่ภาคนี้… เมื่อมันย้ายโลเคชันไปสวนสนุก (ตามที่มีรีวิว) หรือสถานที่พักร้อน มันจึงเปิดโอกาสให้ผู้กำกับเล่นกับแสงสีนีออน การตัดกันของสีสันที่ฉูดฉาดกับความรุนแรงที่เกิดขึ้น
  • การออกแบบคิวบู๊ (Choreography): มันไม่ใช่การ “ทะเลาะวิวาท” อีกต่อไป มันคือ “การฆ่าอย่างมีศิลปะ” ติโม จาห์ยันโต เอาลายเซ็นของเขาจากหนังอินโดฯ มาใส่เต็มที่ การต่อสู้จะรวดเร็ว, รุนแรง, และ “เละเทะ” มากกว่าเดิม มีการใช้อุปกรณ์รอบตัวที่ “เหนือจริง” มากขึ้น
  • ฉากจำของภาคนี้: มีการพูดถึงฉากไคลแมกซ์ในสวนสนุก ที่ถูกเปรียบเปรยว่าเหมือน “Home Alone (โดดเดี่ยวผู้น่ารัก) ฉบับเรต R สำหรับผู้ใหญ่” นั่นคือ ฮัทช์ไม่ได้แค่สู้ซึ่งๆ หน้า แต่มีการวางกับดัก, การใช้อุปกรณ์ของสวนสนุกมาเป็นอาวุธสังหารหมู่ มันคือความบันเทิงแบบเต็มขั้น

จุดที่ต้องแลกมาคืออะไร? ความ “เจ็บปวด” ครับ… ในภาคแรก เรารู้สึกเจ็บแทนฮัทช์ แต่ในภาคนี้ เราจะรู้สึก “สะใจ” หรือ “ขำ” ไปกับความเละเทะตรงหน้ามากกว่า ศัตรูกลายเป็น “กระสอบทราย” ที่รอให้ฮัทช์ระเบิดพลังใส่

มันคือการแลก “จิตวิญญาณ” ของภาคแรก (ความสมจริงแบบคนธรรมดา) กับ “สไตล์” ที่จัดจ้านและบ้าคลั่งกว่าเดิม ถ้าคุณชอบ The Night Comes for Us คุณจะรักงานภาพของภาคนี้ แต่ถ้าคุณรัก “ฉากรถบัส” ในภาคแรก คุณอาจจะรู้สึกว่าภาคนี้มัน “การ์ตูน” เกินไป

วิเคราะห์ “การแสดง” โอเดนเคิร์กยังคงแบก และตัวร้ายที่ (เกือบ) ถูกลืม

การแสดงคืออีกหนึ่งเสาหลักที่ทำให้แฟรนไชส์นี้ยังยืนอยู่ได้

บ็อบ โอเดนเคิร์ก (Bob Odenkirk) ในบท ฮัทช์ แมนเซลล์

โอเดนเคิร์ก คือ “กาว” ที่ยึดหนังทั้งเรื่องไว้ครับ เขายังคงสุดยอดในบทนี้ แต่ “มิติ” ของตัวละครเปลี่ยนไป

ในภาคแรก เขาคือ “ระเบิดเวลา” ที่รอวันระเบิด เราได้เห็นความอึดอัด, ความเจ็บปวด, ความเหนื่อยหน่ายในชีวิตคู่ ถูกฉายผ่านแววตาที่ว่างเปล่าของเขา

ในภาคสอง ฮัทช์ไม่ใช่ระเบิดเวลาอีกต่อไป… เขาคือ “ระเบิดที่จุดชนวนแล้ว”

การแสดงของโอเดนเคิร์กในภาคนี้ จึงเน้นไปที่ “ความพยายาม” ที่จะยัดปีศาจกลับเข้าไปในกล่อง แต่ทำไม่สำเร็จ เราจะเห็นความ “กระอักกระอ่วน” ในการพยายามเป็นพ่อที่น่ารัก และความ “สุข” เวลาที่เขาได้กลับไป “ทำงาน” (กระทืบคน) มันคือความขัดแย้งในตัวเองที่โอเดนเคิร์กยังถ่ายทอดได้ดี

แต่… ด้วยความที่พล็อตมัน “ตลก” นำ “ดราม่า” ทำให้มิติความลึกของตัวละคร “ตื้น” กว่าภาคแรกอย่างน่าเสียดายครับ เขาเริ่มขยับจาก “คนธรรมดา” ไปสู่ “ซูเปอร์ฮีโร่” มากขึ้นเรื่อยๆ

ตัวละครสมทบ (ครอบครัวและพันธมิตร)

  • คอนนี นีลสัน (Connie Nielsen) ในบท เบคก้า (ภรรยา): ภาคนี้มีบทบาทมากขึ้นในฐานะ “คนในครอบครัว” ที่ต้องรับมือกับตัวตนที่แท้จริงของสามี ความสัมพันธ์ของทั้งคู่คือแกนดราม่าที่ยังพอหลงเหลืออยู่
  • คริสโตเฟอร์ ลอยด์ (Christopher Lloyd) (พ่อ) และ RZA (น้องชาย): ถ้าคุณชอบฉากไคลแมกซ์ “รวมดาว” ในภาคแรก ภาคนี้พวกเขากลับมาแน่นอน และดูเหมือนว่าภาคนี้จะ “มาทั้งบ้าน” จริงๆ (ตามรีวิวไทย) การปรากฏตัวของพวกเขายังคงขโมยซีน และตอกย้ำว่า “เชื้อ” มันแรงทั้งตระกูล

Nobody 2 เหล่าตัวร้าย (ชารอน สโตน, จอห์น ออร์ติช, โคลิน แฮงส์)

นี่คือจุดที่ “น่าผิดหวัง” ที่สุดสำหรับนักวิจารณ์หลายคน

ชารอน สโตน ในฐานะตัวร้ายหลัก… เธอคือนักแสดงระดับตำนาน แต่บทที่เธอได้รับมัน “แบน” มาก รีวิวหลายสำนัก (รวมถึง Roger Ebert) วิจารณ์ว่าเธอเหมือน “ตัวร้ายดิสนีย์” หรือ “ตัวร้ายการ์ตูน” ที่พยายามทำหน้าเหี้ยม พูดจาข่มขวัญ แต่ขาดแรงจูงใจที่น่าเชื่อถือ บางรีวิวถึงกับใช้คำว่า “น่าเบื่อ”

มันต่างจากตัวร้ายภาคแรก (อเล็กเซย์ เซเรเบรียคอฟ) ที่ดูน่าเกรงขาม, มีเกียรติ, และ “สมศักดิ์ศรี” ที่จะสู้กับฮัทช์

พอตัวร้ายหลักอ่อน มันเลยทำให้การต่อสู้ทั้งหมดของฮัทช์ในภาคนี้… แม้จะ “โหด” กว่าเดิม… แต่กลับ “เดิมพัน” น้อยกว่าเดิมครับ มันเหมือนการ “กระทืบลูกสมุน” ไปเรื่อยๆ มากกว่าการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด

สรุปส่งท้าย มันคือ “ภาคต่อ” ที่สนุก… แต่ไร้จิตวิญญาณเดิม

Nobody 2 (คนธรรมดานรกเรียกพี่ 2) คือหนังแอ็กชันที่ “บันเทิง” มากครับ ถ้าคุณตีตั๋วเข้าไปเพื่อดู บ็อบ โอเดนเคิร์ก เอาตัวรอดจากสถานการณ์บ้าๆ บอๆ และฆ่าคนด้วยวิธีที่สร้างสรรค์ที่สุด… คุณจะได้สิ่งนั้นเต็มอิ่ม 89 นาที (ความยาวหนังสั้นกระชับมาก)

ติโม จาห์ยันโต ได้ปลดปล่อยจินตนาการความรุนแรงของเขาเต็มที่ มัน “สาด” และ “สะใจ” กว่าภาคแรกหลายเท่าตัว

แต่… (และนี่คือ “แต่” ตัวใหญ่ๆ)

หนังเรื่องนี้ได้สูญเสีย “หัวใจ” ที่ทำให้ภาคแรกเป็นที่รักไปแล้วครับ ภาคแรกมันคือเรื่องของ “ความเจ็บปวด” ของชายวัยกลางคนที่ถูกสังคมและครอบครัวมองข้าม ภาคนี้มันคือเรื่องของ “ความมันส์” ของนักฆ่าที่เกษียณแล้วแต่อยากกลับมาบู๊

มันไม่ได้ “แย่” เลย มันแค่ “ไม่เหมือนเดิม”

ถ้าให้คะแนนตามองค์ประกอบ

  • เนื้อเรื่อง 6/10 (พล็อตอ่อน, ตัวร้ายแบน, แต่ยังพอมีธีมครอบครัวให้จับต้อง)
  • ภาพ/การกำกับ (แอ็กชัน) 9/10 (ถ้าคุณชอบสายโหด ติโม จาห์ยันโต คือคำตอบ… บ้าคลั่งและสร้างสรรค์มาก)
  • การแสดง 7.5/10 (โอเดนเคิร์กยังเอาอยู่, ครอบครัวยังขโมยซีน, แต่ตัวร้ายฉุดคะแนนลง)

โดยรวม มันคือภาคต่อที่ทำหน้าที่ “ขยายสเกล” ได้สำเร็จ แต่ต้องแลกมาด้วย “ความลึก” ที่หายไปครับ movieseries

รายชื่อนักแสดงหลักจากภาพยนตร์เรื่อง Nobody 2 (คนธรรมดานรกเรียกพี่ 2) พร้อมประวัติโดยย่อมีดังนี้ครับ

1. Bob Odenkirk (รับบท Hutch Mansell)

บทบาท อดีตมือสังหารระดับพระกาฬที่พยายามใช้ชีวิตเงียบสงบแบบพ่อบ้าน แต่ต้องกลับมาจับปืนอีกครั้งเพื่อปกป้องครอบครัว ประวัติโดยย่อ

  • Robert John Odenkirk เกิดปี 1962 เป็นนักแสดง นักเขียนบท และผู้กำกับชาวอเมริกัน
  • เริ่มเข้าวงการจากการเป็นนักเขียนบทให้กับรายการตลกชื่อดัง Saturday Night Live (1987–1991)
  • โด่งดังเป็นพลุแตกจากการรับบททนายความสีเทา “Saul Goodman” ในซีรีส์ระดับตำนาน Breaking Bad และซีรีส์ภาคแยก Better Call Saul ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลมากมาย
  • พลิกบทบาทครั้งสำคัญมาเป็น “แอ็คชั่นสตาร์” ในวัย 50 ปลายๆ กับภาพยนตร์เรื่อง Nobody (2021)

2. Connie Nielsen (รับบท Becca Mansell)

บทบาท ภรรยาของ Hutch ที่ในภาคนี้จะมีบทบาทในการเผชิญหน้ากับศัตรูมากขึ้น และเปิดเผยเบื้องหลังความสัมพันธ์ของเธอกับ Hutch ประวัติโดยย่อ

  • Connie Inge-Lise Nielsen เกิดปี 1965 เป็นนักแสดงชาวเดนมาร์ก
  • เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากบทราชินี “Lucilla” ในภาพยนตร์รางวัลออสการ์ Gladiator (2000)
  • รับบทราชินี “Hippolyta” (แม่ของ Wonder Woman) ในจักรวาลภาพยนตร์ DC (Wonder Woman, Justice League)
  • มีความสามารถด้านภาษา โดยพูดได้ถึง 8 ภาษา (เดนมาร์ก, อังกฤษ, ฝรั่งเศส, เยอรมัน, อิตาลี, นอร์เวย์, สวีเดน และสเปน)

3. Sharon Stone (รับบท Lendina)

บทบาท ตัวร้ายหลักของเรื่อง (Main Villain) เป็นผู้นำองค์กรอาชญากรรมที่มีอิทธิพล ประวัติโดยย่อ

  • Sharon Vonne Stone เกิดปี 1958 เป็นไอคอนของวงการฮอลลีวูดและ sex symbol ในยุค 90
  • โด่งดังสุดขีดจากบทบาทฆาตกรสาวพราวเสน่ห์ใน Basic Instinct (1992) ซึ่งเป็นฉากตำนานที่คนทั่วโลกจดจำ
  • ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง Casino (1995)
  • การมารับบทร้ายใน Nobody 2 ถือเป็นการกลับมาสู่หนังฟอร์มยักษ์ที่น่าจับตามองอีกครั้งของเธอ

4. Christopher Lloyd (รับบท David Mansell)

บทบาท พ่อของ Hutch อดีตเจ้าหน้าที่ FBI เกษียณอายุที่ฝีมือยังเก๋าและโหดไม่แพ้ลูกชาย ประวัติโดยย่อ

  • Christopher Lloyd เกิดปี 1938 เป็นนักแสดงระดับตำนานที่อยู่ในวงการมากว่า 60 ปี
  • บทบาทที่เป็นภาพจำตลอดกาลคือ “Dr. Emmett Brown” (Doc) จากไตรภาค Back to the Future
  • รับบท “Uncle Fester” ในภาพยนตร์ The Addams Family (1991)
  • แม้จะอายุมากแล้ว แต่ยังคงรับงานแสดงต่อเนื่องและเป็นที่รักของแฟนหนังทั่วโลก

5. Colin Hanks (รับบท Abel)

บทบาท นายอำเภอผู้ทุจริตและมีเบื้องหลังที่ไม่โปร่งใส ประวัติโดยย่อ

  • Colin Lewes Hanks เกิดปี 1977 เป็นลูกชายคนโตของนักแสดงชื่อดัง Tom Hanks
  • เริ่มมีชื่อเสียงจากภาพยนตร์ Orange County (2002) และ King Kong (2005)
  • ได้รับการยอมรับในฝีมือการแสดงดราม่าจากซีรีส์ Fargo (Season 1) ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Emmy และ Golden Globe

6. RZA (รับบท Harry Mansell)

บทบาท น้องชายบุญธรรมของ Hutch ที่มีความเชี่ยวชาญด้านอาวุธและการซุ่มยิง ประวัติโดยย่อ

  • Robert Fitzgerald Diggs (RZA) เกิดปี 1969 เป็นแร็ปเปอร์ โปรดิวเซอร์ และหัวหน้าวงฮิปฮอประดับตำนาน Wu-Tang Clan
  • นอกจากดนตรี เขาหลงใหลในภาพยนตร์กังฟูและภาพยนตร์แอ็คชั่น จนก้าวเข้ามาเป็นนักแสดงและผู้กำกับ (เรื่อง The Man with the Iron Fists)

ข้อมูลเพิ่มเติม

  • ผู้กำกับ Timo Tjahjanto (ผู้กำกับชาวอินโดนีเซียที่มีชื่อเสียงจากหนังแอ็คชั่นเลือดสาดอย่าง The Night Comes for Us) มารับไม้ต่อจากผู้กำกับภาคแรก เพื่อยกระดับความดุเดือดของฉากต่อสู้ให้โหดยิ่งขึ้น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *