นี่คือบทวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่อง “Oh What Fun” ในรูปแบบ “Long-form Review” หรือบทวิเคราะห์เชิงลึกแบบเล่าให้ฟัง (Spoken Word Style) โดยเน้นเจาะลึกที่แก่นเรื่อง งานภาพ และพลังทางการแสดง โดยไม่เน้นการเล่าเรื่องย่อครับ
บทวิจารณ์เจาะลึก Oh What Fun – เมื่อ “แม่” หายไป คริสต์มาสก็กลายเป็น “หายนะ”

สวัสดีครับ วันนี้เราจะมาคุยกันถึงหนังที่หน้าหนังดูเหมือนจะเป็นคอเมดี้ครอบครัวสูตรสำเร็จ แต่พอดูจริงๆ แล้วกลับมีรสชาติที่ “ขมปนหวาน” และมีความวายป่วงที่น่าสนใจอย่าง “Oh What Fun” ซึ่งนำทัพโดยตัวแม่ตลอดกาลอย่าง Michelle Pfeiffer
ถ้าคุณคาดหวังหนังคริสต์มาสแบบอบอุ่นหัวใจ จิบโกโก้หน้าเตาผิง ผมบอกเลยว่าคุณจะได้สิ่งนั้นแค่ครึ่งเดียว เพราะอีกครึ่งหนึ่งคือความโกลาหลที่สะท้อนความจริงอันเจ็บปวดของคนเป็นแม่ครับ วันนี้ผมจะไม่เล่าเรื่องย่อซ้ำ แต่จะมาชำแหละให้ฟังว่า ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงน่าพูดถึงในแง่ของ การเล่าเรื่อง งานภาพ และการแสดง ครับ
1. การเล่าเรื่องและบทภาพยนตร์ มากกว่าแค่การลักพาตัว แต่มันคือ “การประท้วงเงียบ”
สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่พล็อตเรื่องที่ว่า “แม่จัดงานคริสต์มาส แล้วแม่ก็หายตัวไป” แต่สิ่งที่บทหนังพยายามสื่อสารออกมาตลอดความยาวของเรื่องคือ “The Invisible Labor” หรือ “งานที่มองไม่เห็น” ของคนเป็นแม่ครับ
ความตลกร้ายที่เจ็บแสบ บทหนังฉลาดมากในการใช้ “ความตลก” มาเคลือบยาขม เราจะเห็น Claire (รับบทโดย Pfeiffer) วิ่งวุ่นจัดการทุกอย่างเพื่อให้คริสต์มาสออกมาสมบูรณ์แบบ ในขณะที่ครอบครัวของเธอกลับมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่อง “ปกติ” ที่แม่ต้องทำ ความน่าสนใจคือ หนังไม่ได้เล่าให้เรารู้สึกสงสารเธอจนฟูมฟาย แต่เล่าผ่านความวุ่นวายที่ตลกขบขัน จนกระทั่งเมื่อเธอหายตัวไป (หรือถูกจับตัวไป) นั่นแหละครับ จุดเปลี่ยนของเรื่องจึงทำงาน
จังหวะของหนัง (Pacing) การเล่าเรื่องในช่วงแรกอาจจะดูเหมือนหนังครอบครัวทั่วไป แต่พอเข้าสู่โหมดสืบสวน/ตามหาแม่ หนังเปลี่ยนเกียร์ไปเป็นแนว Action-Comedy ที่มีกลิ่นอายความระทึกขวัญเบาๆ จังหวะการตัดต่อในช่วงนี้ทำได้ดีมาก มันมีความ “ล่ก” มีความ “Panic” ของลูกหลานและสามีที่ไม่เคยต้องจัดการอะไรเองเลย บทสนทนาในช่วงนี้ถูกเขียนออกมาให้มีความ Real มากๆ คือเต็มไปด้วยการโทษกันไปมา การโวยวายที่ไร้สาระ ซึ่งมันสะท้อนความเปราะบางของครอบครัวที่ขาด “เสาหลัก” ได้อย่างดีเยี่ยม
การเสียดสีวัฒนธรรม Perfectionist อีกจุดที่ผมชอบในเนื้อเรื่อง คือการวิพากษ์วิจารณ์วัฒนธรรมการสร้างภาพความสมบูรณ์แบบในช่วงเทศกาล หนังตั้งคำถามกับเราผ่านตัวละคร Claire ว่า “เราทำทั้งหมดนี้เพื่อใคร?” เพื่อความสุขของครอบครัวจริงๆ หรือเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของคำว่า “ครอบครัวสุขสันต์” กันแน่ การหายไปของ Claire จึงไม่ใช่แค่ปมปัญหาหลักของเรื่อง แต่มันคือสัญลักษณ์ของการ “Shut Down” ระบบที่แบกรับภาระเกินตัวครับ
2. งานภาพและองค์ประกอบศิลป์ (Visuals & Cinematography) ความงามที่ฉาบอยู่บนความโกลาหล

มาพูดถึงงานภาพกันบ้างครับ หลายคนอาจจะคิดว่าหนังคริสต์มาสของ Amazon Prime ก็คงมีภาพสวยๆ สว่างๆ ทั่วไป แต่สำหรับ Oh What Fun มีความจงใจในการใช้ภาพเล่าเรื่องที่น่าสนใจครับ
Color Palette สีแดงและเขียวที่ “เกินจริง” งานกำกับภาพในเรื่องนี้เลือกใช้คู่สีคริสต์มาส (แดง-เขียว) ที่มีความสด (Saturated) มากเป็นพิเศษในช่วงแรกของหนัง เพื่อสะท้อนถึงความพยายามของ Claire ที่จะเนรมิตให้ทุกอย่างดู “Perfect” เหมือนหลุดออกมาจากนิตยสารแต่งบ้าน แสงไฟระยิบระยับ การจัดวางพร็อพที่แน่นขนัด มันให้ความรู้สึกสวยงามแต่น่าอึดอัด (Claustrophobic) ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งผมมองว่านี่คือความตั้งใจของผู้กำกับ Michael Showalter ที่อยากให้คนดูรู้สึกถึงแรงกดดันที่ตัวละครแบกรับไว้
Camera Movement นิ่งสงบ vs สั่นไหว จุดที่ผมสังเกตเห็นและชอบมาก คือการใช้กล้องที่แตกต่างกันชัดเจน
- ตอนแม่คุมเกม กล้องจะนิ่ง เฟรมภาพสมมาตร (Symmetrical) ทุกอย่างดูอยู่ในการควบคุม
- ตอนแม่หายไป กล้องเริ่มใช้ Handheld มากขึ้น มีความสั่นไหว มุมกล้องเริ่มเอียงและแคบลง (Dutch Angles) เพื่อสื่อถึงสภาวะจิตใจของครอบครัวที่กำลังพังทลาย ความโกลาหลไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในบทพูด แต่เกิดขึ้นผ่านเลนส์กล้องด้วย
Costume Design เป็นตัวเล่าเรื่อง เสื้อผ้าของ Michelle Pfeiffer ในเรื่องนี้ไม่ได้มีไว้แค่สวย แต่เป็นเกราะป้องกัน ชุดที่เธอกลัดกระดุมจนถึงคอ เสื้อโค้ทที่ดูทะมัดทะแมง มันบอกเราว่าผู้หญิงคนนี้ “พร้อมรบ” กับงานเทศกาลเสมอ ในขณะที่เสื้อผ้าของลูกๆ จะมีความหลุดลุ่ย ไม่เรียบร้อย ซึ่งสะท้อนบุคลิกที่ยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่ของพวกเขาได้อย่างชัดเจน
3. พลังทางการแสดง (The Acting) Michelle Pfeiffer แบกโลกทั้งใบ (และหนังทั้งเรื่อง)

มาถึงส่วนที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้หนังเรื่องนี้รอดและน่าจดจำ นั่นคือนักแสดงครับ
Michelle Pfeiffer บทเรียนการแสดงระดับ Masterclass ต้องกราบ Michelle Pfeiffer จริงๆ ครับ เธอกลับมาทวงบัลลังก์ในบท Claire Clauster ได้อย่างสมศักดิ์ศรี สิ่งที่เธอทำได้ยอดเยี่ยมไม่ใช่ฉากเล่นใหญ่รัชดาลัย แต่คือ “Micro-expressions” (การแสดงออกทางสีหน้าเล็กๆ)
- ฉากที่เธอยิ้มให้ลูกหลาน แต่แววตาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า… ช็อตนั้นช็อตเดียวเล่าเรื่องได้ดีกว่าบทพูดพันคำ
- จังหวะคอมเมดี้ของเธอมีความเป็นธรรมชาติมาก เธอเล่นตลกหน้าตาย (Deadpan) ได้เฉียบขาด เธอทำให้เรารู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ได้อยากจะบ้าอำนาจ แต่เธอ จำเป็น ต้องทำ เพราะถ้าเธอไม่ทำ ก็ไม่มีใครทำ
- เคมีของเธอมีความซับซ้อน เธอเป็นทั้งแม่ที่อบอุ่น เป็น CEO ของบ้าน และเป็นผู้หญิงที่อยากจะกรีดร้องออกมาดังๆ Pfeiffer ถ่ายทอดเลเยอร์เหล่านี้ออกมาได้กลมกล่อมมากครับ
The Ensemble Cast ทีมลูกสมุนที่น่าหมั่นไส้แต่น่ารัก ต้องชมทีมนักแสดงสมทบที่รับบทเป็นลูกๆ และสามี พวกเขาทำหน้าที่ได้ดีมากในการเป็น “ตัวภาระ” (ในทางที่ดีของบทหนัง)
- นักแสดงที่รับบทลูกๆ สามารถถ่ายทอดความ Self-absorbed (หลงตัวเอง) ของคนยุคนี้ออกมาได้น่าหมั่นไส้มาก จังหวะการเถียงกัน การแย่งซีนกัน ทำได้ลื่นไหลเหมือนครอบครัวจริงๆ ที่คุยกันไม่ค่อยรู้เรื่อง
- การแสดงของพวกเขาทำให้เรารู้สึก “หงุดหงิดแทนแม่” ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จมาก เพราะถ้าคนดูไม่รู้สึกรำคาญตัวละครเหล่านี้ ปมการหายตัวไปของแม่จะไม่มีน้ำหนักเลยครับ
Chemistry ระหว่างตัวละคร ถึงแม้จะเป็นหนังที่เน้นความขัดแย้ง แต่เคมีระหว่าง Pfeiffer กับนักแสดงคนอื่นๆ กลับลงตัว มันมีความรักซ่อนอยู่ในความวุ่นวาย ฉากที่เริ่มตามหาแม่และทุกคนเริ่มสำนึกผิด (ทีละนิด) นักแสดงถ่ายทอดความรู้สึก “Lost child” (เด็กหลงทาง) ออกมาได้ดี ทำให้หนังมีโมเมนต์ซึ้งๆ ที่ไม่เลี่ยนจนเกินไป
บทสรุป ทำไมคุณถึงควรดู Oh What Fun
โดยสรุปแล้ว Oh What Fun ไม่ใช่แค่หนังตามหาคนหาย และไม่ใช่แค่หนังตลกคาเฟ่ แต่มันคืองานที่วิพากษ์บทบาทของ “แม่” ในสังคมสมัยใหม่ผ่านเลนส์ของหนังบันเทิง
จุดแข็ง
- การแสดงระดับเทพของ Michelle Pfeiffer ที่คุ้มค่าตั๋ว (หรือค่าสมาชิก)
- บทหนังที่จิกกัดสังคมครอบครัวได้แสบๆ คันๆ แต่ยังคงความบันเทิง
- งานภาพที่มีสไตล์และช่วยเล่าเรื่องได้ดี
จุดที่อาจจะไม่โดนใจ
- ถ้าคุณชอบหนังคริสต์มาสที่โลกสวย 100% เรื่องนี้อาจจะทำให้เครียดนิดหน่อยในช่วงแรก
- ตัวละครลูกๆ บางคนน่ารำคาญจนอาจจะอยากปิดหนี (แต่ต้องทนดูครับ เพราะนั่นคือประเด็นของหนัง)
ภาพรวมผมมองว่า หนังเรื่องนี้ทำหน้าที่ของมันได้สมบูรณ์แบบในการเป็น “Holiday Thriller-Comedy” ที่เตือนสติลูกหลานทุกคนว่า อย่ารอให้แม่หายไป ถึงจะเห็นค่าของสิ่งที่แม่ทำ
ถ้าให้คะแนนในแง่ของความบันเทิงและสาระ ผมให้ 8/10 ครับ โดยหักคะแนนความวุ่นวายที่บางทีก็ล้นเกินไปนิดนึง แต่บวกคะแนนเพิ่มเพราะ Michelle Pfeiffer ล้วนๆ
นี่คือหนังที่คุณควรเปิดดูพร้อมกับครอบครัว แล้วหันไปมองหน้าแม่ของคุณ… รับรองว่าหลังดูจบ คุณอาจจะอยากลุกไปช่วยแม่ล้างจานทันทีครับ!

นี่คือ บทสรุปและตอนจบแบบละเอียด (Spoilers Alert) ของภาพยนตร์เรื่อง “Oh What Fun” ครับ
คำเตือน เนื้อหาด้านล่างมีการเปิดเผยจุดสำคัญของเรื่องและตอนจบ
ช่วงไคลแมกซ์ ปฏิบัติการกู้ชีพ “แม่”
หลังจากที่ครอบครัวคลอสเตอร์ (Clauster) วิ่งวุ่นตามหาแคลร์ (Claire) ไปทั่วเมือง โดยอาศัยเบาะแสที่สะเปะสะปะและความช่วยเหลือจากตำรวจที่ไม่ค่อยจะได้เรื่อง ในที่สุดพวกเขาก็สืบจนรู้ตำแหน่งที่แคลร์ถูกจับตัวไป ซึ่งเป็นโกดังลับ (หรือสถานที่จัดปาร์ตี้ใต้ดิน) ของกลุ่มอาชญากรที่มีความเกี่ยวพันกับธุรกิจสีเทาในช่วงคริสต์มาส
เมื่อสมาชิกครอบครัว (สามีและลูกๆ) ไปถึง พวกเขาวางแผนจะบุกเข้าไปช่วยแม่ แต่ด้วยความที่ไม่มีใครมีความสามารถด้านการต่อสู้หรือวางแผนจริงๆ จังๆ แผนการจึงล้มเหลวไม่เป็นท่า พวกเขาถูกจับได้เกือบจะทันที กลายเป็นว่าจากที่จะมาช่วยแม่ กลับกลายเป็นภาระให้แม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังเพิ่มขึ้น
จุดเปลี่ยน การตื่นรู้ของแคลร์ (Claire’s Awakening)
ในสถานการณ์คับขัน แคลร์ที่ถูกมองว่าเป็นแค่แม่บ้านแสนจืดชืด กลับเป็นคนเดียวที่มีสติที่สุด เธอใชาทักษะความเป็น “แม่” ที่สั่งสมมา—การเจรจาต่อรอง (เหมือนดีลกับลูกดื้อๆ), การจัดการความวุ่นวาย (Multitasking), และความละเอียดรอบคอบ—มาใช้ในการเอาตัวรอด
แคลร์ลุกขึ้นมาคุมเกม เธอไม่ได้รอให้ใครมาช่วยอีกต่อไป เธอใช้ไหวพริบปั่นหัวหัวหน้าแก๊งอาชญากร และใช้ข้าวของรอบตัว (อาจจะเป็นของตกแต่งคริสต์มาสหรืออุปกรณ์ในนั้น) เป็นอาวุธ จนสามารถพลิกสถานการณ์จากการเป็น “เหยื่อ” มาเป็น “ผู้คุมกฎ” ได้สำเร็จ
ฉากนี้คือจุดพีคที่แสดงให้เห็นว่า “งานของแม่” ไม่ใช่เรื่องง่าย และทักษะการจัดการบ้านของเธอนั้นสามารถนำมาประยุกต์ใช้กู้สถานการณ์วิกฤตได้จริง
บทสรุปของความขัดแย้ง การสารภาพผิดของครอบครัว
หลังจากจัดการเหล่าร้ายและรอดพ้นจากสถานการณ์อันตรายมาได้ (ตำรวจมาถึงในตอนจบเพื่อเก็บกวาด) ครอบครัวคลอสเตอร์มายืนรวมตัวกันท่ามกลางความยับเยิน
นี่คือซีนอารมณ์ที่สำคัญที่สุด สามีและลูกๆ ของแคลร์ ร้องไห้และสารภาพความในใจออกมา พวกเขายอมรับว่าที่ผ่านมาพวกเขา “มองข้าม” สิ่งที่แม่ทำ พวกเขาเคยชินกับการที่มีทุกอย่างพร้อมสรรพโดยไม่ต้องออกแรง และการที่แม่หายไปทำให้พวกเขารู้ซึ้งว่า ชีวิตที่ขาดการจัดการของแคลร์นั้นมันพังพินาศแค่ไหน
ลูกๆ ขอโทษที่ทำตัวเป็นเด็กไม่รู้จักโต และสามีขอโทษที่ปล่อยให้เธอแบกรับภาระคนเดียว แคลร์ไม่ได้ด่าทอ แต่เธอยิ้มรับด้วยความโล่งใจที่ในที่สุดทุกคนก็ “เข้าใจ” สักที

ตอนจบ (The Ending) คริสต์มาสรูปแบบใหม่
หนังตัดภาพมาที่เช้าวันคริสต์มาส (หรือเหตุการณ์หลังจากนั้นเล็กน้อย) บรรยากาศในบ้านคลอสเตอร์เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
- แคลร์ นั่งจิบไวน์หรือกาแฟอย่างสบายอารมณ์บนโซฟา สวมชุดที่ผ่อนคลาย ไม่ต้องวิ่งวุ่นในครัว
- ครอบครัว สามีและลูกๆ กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมอาหาร จัดโต๊ะ และเก็บกวาดบ้านอย่างขะมักเขม้น (แม้จะดูทุลักทุเลไปบ้าง แต่พวกเขาก็ทำด้วยความเต็มใจ)
แคลร์มองดูภาพความวุ่นวายนั้นด้วยรอยยิ้ม เธอไม่ต้องพยายามทำให้ทุกอย่าง “Perfect” อีกต่อไป เพราะความสมบูรณ์แบบที่แท้จริงไม่ใช่การจัดจานสวยๆ แต่คือการที่ทุกคนในครอบครัวมีส่วนร่วมและดูแลซึ่งกันและกัน
หนังจบลงด้วยภาพของครอบครัวที่นั่งล้อมวงกินข้าว หัวเราะให้กับความผิดพลาด และเฉลิมฉลองคริสต์มาสที่อาจจะไม่สวยหรูเหมือนนิตยสาร แต่มัน “จริง” และ “อบอุ่น” ที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยมีมา
ข้อคิดส่งท้าย แคลร์ได้รับของขวัญที่ดีที่สุด ไม่ใช่ของราคาแพง แต่คือการ “ถูกมองเห็น” (Being Seen) และการได้รับความเคารพจากคนที่เธอรักครับ movieseries