รีวิวและเรื่องย่อของ Our Fault (Culpa Nuestra) หรือในชื่อไทยอย่างไม่เป็นทางการว่า “คำขอโทษ 3” บทสรุปสุดท้ายของไตรภาคความรักต้องห้ามที่ร้อนแรงที่สุดจากสเปนครับ
ข้อมูลภาพยนตร์
- ชื่อเรื่อง Our Fault (ชื่อสเปน Culpa Nuestra)
- ประเภท โรแมนติก / ดราม่า / วัยรุ่น
- นักแสดงนำ Nicole Wallace (โนอาห์), Gabriel Guevara (นิค)
- ช่องทางรับชม Prime Video

เรื่องย่อ Our Fault (2025)
เรื่องราวในภาคนี้ดำเนินต่อจากจุดจบที่ค้างคาใจในภาค 2 (Your Fault) เมื่อความสัมพันธ์ระหว่าง นิค (Nick) และ โนอาห์ (Noah) เดินทางมาถึงจุดแตกหักที่รุนแรงที่สุด แม้ทั้งคู่จะรักกันมากเพียงใด แต่ดูเหมือนว่าโลกทั้งใบจะพยายามแยกพวกเขาออกจากกัน
ในภาคนี้ นิคและโนอาห์ต้องเผชิญกับบททดสอบที่หนักหนาสาหัสกว่าเดิม ไม่ใช่แค่เรื่องของพ่อแม่หรือสังคมภายนอก แต่เป็น “ปีศาจในใจ” ของพวกเขาเอง ความหึงหวง ความไม่เชื่อใจ และอดีตที่ตามมาหลอกหลอน ทำให้นิคต้องเลือกว่าจะแก้ไขตัวเองเพื่อให้คู่ควรกับโนอาห์ หรือจะปล่อยเธอไปเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของเธอเอง
ขณะเดียวกัน โนอาห์ก็ต้องเติบโตและตัดสินใจว่า ความรักครั้งนี้เป็นสิ่งที่ “เยียวยา” หรือ “ทำลาย” ชีวิตของเธอกันแน่ เมื่อความลับดำมืดถูกเปิดเผยและศัตรูเก่ากลับมา บทสรุปของความรักต้องห้ามระหว่างพี่น้องบุญธรรมคู่นี้จะจบลงด้วยน้ำตาแห่งความสุข หรือการจากลาตลอดกาล?
รีวิว ความรู้สึกหลังรับชม
1. เคมีนักแสดงที่ยังคง “ทำลายล้าง” จุดแข็งที่สุดของไตรภาคนี้ยังคงเป็นเคมีระหว่าง Nicole Wallace และ Gabriel Guevara ในภาคจบนี้ ทั้งคู่แสดงอารมณ์ที่ลึกซึ้งขึ้น ไม่ใช่แค่ฉากโรแมนติกหวือหวา (ซึ่งยังมีอยู่และดุเดือดตามสไตล์) แต่เป็นการแสดงออกถึงความเจ็บปวดและความผูกพันที่ซับซ้อน ทำให้คนดูยังคงเอาใจช่วยแม้ว่าตัวละครจะทำตัวน่าหงุดหงิดในบางครั้งก็ตาม
2. ดราม่าที่หนักหน่วงและเป็นผู้ใหญ่ขึ้น หากภาคแรกคือความหลงใหล ภาคสองคือความสับสน ภาคสามนี้คือ “ความเป็นจริง” หนังพยายามนำเสนอประเด็น Toxic Relationship ที่ชัดเจนขึ้น การเรียนรู้ที่จะให้อภัย และการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ (Coming of age) บทสรุปของเรื่องทำได้ค่อนข้างสมบูรณ์ในการขมวดปมปัญหาครอบครัวและปมส่วนตัวของนิค
3. โปรดักชันและจังหวะการเล่าเรื่อง งานภาพยังคงรักษามาตรฐานความสวยงามแบบ Prime Video สเปน ฉากแข่งรถ ฉากปาร์ตี้ และบรรยากาศโดยรวมดูหรูหราและมีสไตล์ อย่างไรก็ตาม การดำเนินเรื่องในช่วงกลางอาจจะดูยืดเยื้อไปบ้างจากการทะเลาะแล้วดีกันวนไปมา (ตามสไตล์นิยายรักวัยรุ่น) แต่ช่วงไคลแมกซ์ทำออกมาได้ลุ้นระทึกและบีบหัวใจ
4. บทสรุปที่แฟนนิยายรอคอย สำหรับแฟนๆ ที่ติดตามมาตั้งแต่ My Fault ภาคนี้ทำหน้าที่เป็นบทส่งท้ายที่น่าพอใจ มันตอบคำถามทุกอย่างที่ค้างคา และให้บทสรุปที่สมเหตุสมผลกับเส้นทางที่ตัวละครเดินมา
จุดสังเกต
- ความ Toxic ของตัวละคร หากใครที่ไม่ชอบแนวพระเอกแบดบอย หรือความสัมพันธ์ที่เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย (On-off relationship) อาจจะรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับการตัดสินใจของตัวละครได้
- พล็อตที่เดาทางได้ เนื้อเรื่องดำเนินไปตามสูตรสำเร็จของหนังรักวัยรุ่น ไม่ได้มีการหักมุมที่เกินความคาดหมายนัก

Our Fault คือบทสรุปที่สมบูรณ์ของตำนานรัก “นิค-โนอาห์” เป็นหนังที่แฟนคลับห้ามพลาด เต็มไปด้วยอารมณ์ดราม่า ความโรแมนติก และบทเรียนเกี่ยวกับความรักที่ว่า… บางครั้งความรักอย่างเดียวอาจไม่พอ แต่ต้องอาศัย “ความเชื่อใจ” ด้วย
นี่คือบทรีวิวเจาะลึกแบบ “จัดเต็ม” สำหรับภาพยนตร์ Our Fault (Culpa Nuestra) บทสรุปของไตรภาคที่ทั่วโลกรอคอย โดยเน้นการวิเคราะห์ในเชิงภาพยนตร์ การแสดง และแก่นเรื่อง มากกว่าการเล่าเรื่องย่อ ตามที่คุณต้องการครับ
[Review] Our Fault (2025) บทสรุปความรักที่แตกสลายและก่อตัวใหม่ – เมื่อ “คำขอโทษ” อาจไม่เพียงพออีกต่อไป
ความยาวโดยประมาณ บทความวิเคราะห์เจาะลึก (Long-form Review) ระดับการสปอยล์ มีการกล่าวถึงประเด็นสำคัญของตัวละคร แต่ไม่เปิดเผยจุดหักมุมตอนจบ
หากจะเปรียบเทียบไตรภาค Culpables เป็นรถแข่งสักคัน My Fault คือการออกตัวที่ร้อนแรงและหวือหวา Your Fault คือช่วงทางโค้งอันตรายที่เต็มไปด้วยความสับสน และ Our Fault (2025) หรือในชื่อไทย “คำขอโทษ 3” คือเส้นชัยที่ไม่ได้วัดกันที่ความเร็ว แต่วัดกันที่สภาพของรถและคนขับว่าจะประคองตัวไปถึงจุดหมายได้โดยไม่พังยับเยินไปเสียก่อนหรือไม่
หลังจากที่ปล่อยให้คนดูค้างคาใจกับความสัมพันธ์ที่พังทลายในภาคก่อน กลับมาคราวนี้ Prime Video และผู้กำกับเลือกที่จะพาเราดดำดิ่งลงไปในก้นบึ้งของคำว่า “Toxic Relationship” และ “Redemption” (การไถ่บาป) อย่างจริงจัง วันนี้ผมจะพาคุณไปชำแหละทุกองค์ประกอบของหนังเรื่องนี้ ว่าทำไมมันถึงเป็นบทสรุปที่ทั้งน่าหงุดหงิด น่าหลงใหล และตราตรึงใจที่สุดในซีรีส์ชุดนี้

1. บทภาพยนตร์และการดำเนินเรื่อง ก้าวข้าม “นิยายแจ่มใส” สู่ดราม่าจิตวิทยาที่หนักหน่วง
สิ่งแรกที่ต้องชมเชยและหยิบยกมาพูดถึงคือ “โทน” ของหนังที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน หากคุณคาดหวังจะมาดูแค่ฉากจูบดูดดื่มหรือฉากแข่งรถเท่ๆ เหมือนภาคแรก คุณอาจจะรู้สึกผิดคาดเล็กน้อย เพราะ Our Fault เลือกที่จะทิ้งสูตรสำเร็จความฟินแบบฉาบฉวย แล้วหันมาเล่นกับ “ความเจ็บปวด” ของการเติบโต
เมื่อความรักไม่ใช่คำตอบของทุกสิ่ง บทหนังในภาคนี้กล้าที่จะตบหน้าคนดูด้วยความจริงที่ว่า “ความรักอย่างเดียวมันกินไม่ได้ และมันไม่พอที่จะประคองความสัมพันธ์” ตลอดทั้งเรื่องเราจะเห็นการเขียนบทที่พยายาม deconstruct (รื้อโครงสร้าง) ตัวละครของ นิค และ โนอาห์ ออกมาเป็นชิ้นๆ หนังไม่ได้พยายามขายฝันว่า “เดี๋ยวเขาก็ดีกัน” แต่หนังพาเราไปดูขั้นตอนของการ “เยียวยา” ตัวเอง
สิ่งที่น่าสนใจมากคือการที่บทภาพยนตร์ไม่ได้โยนความผิดให้ใครคนใดคนหนึ่งเหมือนชื่อเรื่องภาคก่อนๆ (My หรือ Your) แต่ภาคนี้คือ Our Fault ซึ่งบททำหน้าที่เกลี่ยน้ำหนักความผิดพลาดได้ดี เราจะได้เห็นด้านมืดของโนอาห์ที่ไม่ได้เป็นแค่นางเอกผู้ถูกกระทำ แต่เธอก็มีความดื้อรั้น ความไม่มั่นคงทางอารมณ์ และการตัดสินใจที่ผิดพลาด ในขณะที่นิคเอง ก็ต้องต่อสู้กับปีศาจในใจที่ไม่ได้เกิดจากความเจ้าชู้ แต่เกิดจากปมครอบครัวที่กัดกินเขามาทั้งชีวิต
จังหวะการเล่าเรื่อง (Pacing) ที่บีบหัวใจ ต้องยอมรับว่าในช่วงครึ่งแรก หนังอาจจะดูอืดอาดไปบ้างสำหรับสายแอ็กชัน เพราะมันเต็มไปด้วยบทสนทนาที่ตึงเครียดและการเชือดเฉือนด้วยสายตา แต่ส่วนตัวผมมองว่านี่คือความฉลาดของผู้กำกับที่ต้องการสร้างบรรยากาศ “อึดอัด” (Tension) ให้คนดูรู้สึกเหมือนตัวละคร ที่หายใจไม่ทั่วท้องเพราะความระแวง
แต่เมื่อหนังเข้าสู่ช่วงไคลแมกซ์ บทสรุปของปมปัญหาต่างๆ ถูกขมวดเข้ามาได้อย่างรวดเร็วและรุนแรง การเฉลยปมของตัวร้ายหรืออุปสรรคภายนอกอาจจะดูเป็นสูตรสำเร็จแบบละครหลังข่าวไปบ้าง (ซึ่งเป็นจุดอ่อนดั้งเดิมของนิยายต้นฉบับ) แต่สิ่งที่ทำให้มันเหนือกว่าละครทั่วไปคือ “วิธีการที่ตัวละครเลือกตอบสนองต่อเหตุการณ์” มันมีความเป็นมนุษย์สูงมาก ไม่ใช่การกระทำแบบพระเอกขี่ม้าขาว แต่เป็นการกระทำของคนธรรมดาที่กลัวการสูญเสีย
2. งานภาพและองค์ประกอบศิลป์ (Visuals & Cinematography) ความงามภายใต้ความโกลาหล
ถ้าบทคือกระดูกสันหลัง งานภาพของ Our Fault ก็คือผิวหนังที่เคลือบฉาบไว้อย่างงดงามและมีรสนิยม งานโปรดักชันในภาคนี้ยกระดับขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการใช้ “ภาษาภาพ” เพื่อสื่อสารอารมณ์แทนคำพูด
Color Grading (การย้อมสีภาพ) เพื่อเล่าเรื่อง สังเกตไหมครับว่าภาคแรกภาพจะออกโทนร้อน (Warm Tone) สื่อถึงความใคร่และความร้อนแรง ภาคสองจะมีความหม่นและฟ้าอมเทา แต่ในภาคนี้ ทีมงานเลือกใช้โทนสีที่ “Contrast จัดจ้าน” แสงและเงาถูกนำมาใช้แบ่งแยกโลกของตัวละครอย่างชัดเจน
- ฉากที่นิคและโนอาห์อยู่ด้วยกันในช่วงที่มีปัญหา แสงมักจะเป็น Low Key (มืดสลัว) สะท้อนความคลุมเครือ
- แต่ในฉากที่พวกเขาเริ่มเข้าใจตัวเอง แสงจะเริ่มมีความนุ่มนวล (Soft Light) และเป็นธรรมชาติมากขึ้น
มุมกล้องและการกำกับภาพ จุดเด่นที่ผมชอบมากคือการใช้กล้อง Handheld ในฉากทะเลาะวิวาทหรือฉากที่ใช้อารมณ์รุนแรง มันทำให้ภาพมีความสั่นไหวเล็กน้อย สร้างความรู้สึกไม่มั่นคง (Unstable) ส่งผ่านมายังคนดู ในขณะที่ฉากแข่งรถ (ถึงจะมีน้อยลงกว่าภาคแรก) แต่ถูกถ่ายทำออกมาได้ดิบและดุดันขึ้น เสียงเครื่องยนต์คำรามและการตัดต่อที่ฉับไว ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของระเบิดอารมณ์ที่นิคเก็บกดไว้
Costume Design ที่ไม่ได้มีแค่ความสวย เสื้อผ้าหน้าผมในภาคนี้ไม่ใช่แค่แฟชั่นโชว์ แต่มันสะท้อนวุฒิภาวะ โนอาห์ในภาคนี้แต่งตัวดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ลดความฉูดฉาดลง เน้นความเรียบหรูแต่ดูทะมัดทะแมง สะท้อนถึงการก้าวเข้าสู่วัยทำงานและความพยายามที่จะยืนด้วยขาตัวเอง ส่วนนิคยังคงคุมโทนสีดำ-มืด แต่มีการปลดปล่อยความเนี้ยบลงในบางฉาก เพื่อให้เห็นความเป็นมนุษย์ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น
3. การแสดง (Acting Performance) หัวใจสำคัญที่แบกหนังทั้งเรื่อง
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเหตุผลที่ทำให้แฟรนไชส์นี้ประสบความสำเร็จทั่วโลก คือเคมีระหว่าง Nicole Wallace และ Gabriel Guevara และใน Our Fault พวกเขาได้พิสูจน์แล้วว่า พวกเขาเป็นนักแสดงที่มีของ ไม่ใช่แค่ดาราวัยรุ่นขายหน้าตา
Nicole Wallace ในบท โนอาห์ จากเด็กสาวสู่หญิงแกร่ง นิโคลคือนักแสดง MVP ของภาคนี้อย่างแท้จริง เธอถ่ายทอดความเจ็บปวดได้ละเอียดอ่อนมาก สิ่งที่น่าทึ่งคือ “การแสดงออกทางสายตา” (Micro-expressions) ในฉากที่เธอต้องฝืนยิ้มทั้งที่ข้างในพังทลาย หรือฉากที่ต้องแสดงความเด็ดขาดเพื่อตัดความสัมพันธ์ นิโคลทำให้คนดูเชื่อว่าโนอาห์โตขึ้นแล้วจริงๆ เธอไม่ได้เล่นเป็นเหยื่อที่รอให้ผู้ชายมาง้อ แต่เธอเล่นเป็นผู้หญิงที่รักตัวเองมากพอที่จะเดินออกมาหากความสัมพันธ์นั้นมันทำร้ายเธอ การร้องไห้ของนิโคลในภาคนี้ไม่ใช่การฟูมฟายแบบเด็กๆ แต่เป็นน้ำตาของความผิดหวังที่เงียบงันและบาดลึก
Gabriel Guevara ในบท นิค ปีศาจที่เรียนรู้จะรัก กาเบรียลได้รับโจทย์ยากที่สุดในภาคนี้ คือการทำให้คนดู “ให้อภัย” ผู้ชายคนนี้ จากภาคที่แล้วที่ทำตัวน่าโมโห ภาคนี้กาเบรียลต้องแสดงด้านที่เปราะบาง (Vulnerability) ออกมา ฉากที่ผมประทับใจที่สุดคือฉากที่นิคต้องยอมรับความผิดพลาดของตัวเองต่อหน้าคนอื่น กาเบรียลลดอีโก้ของตัวละครลงได้หมดจด เราจะไม่ได้เห็นแค่นิคที่เกรี้ยวกราด แต่จะเห็นเด็กผู้ชายที่หลงทางและต้องการความรัก การใช้เสียงของเขาในภาคนี้ดูทุ้มลึกและนิ่งขึ้น สื่อถึงความพยายามที่จะควบคุมตัวเอง เป็นการแสดงที่เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เคมี (Chemistry) ที่ไม่มีวันจาง แม้ในเรื่องตัวละครจะทะเลาะกันแทบตาย แต่ทุกครั้งที่ทั้งสองคนเข้าเฟรมเดียวกัน มันเกิดกระแสไฟฟ้าบางอย่างที่อธิบายยาก มันไม่ใช่แค่ความต้องการทางกายเหมือนภาคแรก แต่มันคือ Intimacy (ความใกล้ชิดทางจิตวิญญาณ) แค่พวกเขานั่งข้างกันโดยไม่พูดอะไร คนดูก็สัมผัสได้ถึงความผูกพันที่ตัดไม่ขาด นี่คือสิ่งที่นักแสดงคู่อื่นๆ เลียนแบบได้ยากมาก และเป็นจุดแข็งที่สุดของหนังเรื่องนี้

นักแสดงสมทบ แม้หนังจะโฟกัสที่คู่หลัก แต่ตัวละครพ่อแม่ในภาคนี้มีบทบาทในการ “กดดัน” ที่สมจริงขึ้น การแสดงของพวกเขาสร้างบริบทให้เราเข้าใจว่าทำไมนิคและโนอาห์ถึงมีบุคลิกแบบนี้ (Broken Home creates Broken Children) ทำให้หนังมีมิติของดราม่าครอบครัวที่จับต้องได้
บทสรุป ความสมบูรณ์แบบในความไม่สมบูรณ์
Our Fault (2025) อาจไม่ใช่หนังรักโรแมนติกที่สมบูรณ์แบบที่สุดในโลกภาพยนตร์ บทบางช่วงอาจจะมีความน้ำเน่า (Melodrama) ตามสไตล์นิยายต้นฉบับ และบางการตัดสินใจของตัวละครอาจจะทำให้เราหงุดหงิดจนอยากปิดจอ
แต่… นั่นแหละคือเสน่ห์ของมัน
หนังเรื่องนี้ถ่ายทอดความเป็นมนุษย์ที่ “เว้าแหว่ง” ได้อย่างงดงาม มันสอนให้เรารู้ว่า
- การขอโทษ (Apology) ไม่ใช่จุดจบของปัญหา แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไข
- ความเชื่อใจ (Trust) สร้างยากกว่าความรัก และเมื่อพังแล้ว ต้องใช้เวลาทั้งชีวิตในการสร้างใหม่
- คนรักที่ดี (Partner) ไม่ใช่คนที่ตามใจเราทุกอย่าง แต่เป็นคนที่พร้อมจะเติบโตและเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับเรา
สำหรับใครที่ติดตามมาตั้งแต่ภาคแรก Our Fault คือจดหมายลาที่เขียนด้วยลายมือบรรจง แม้จะมีรอยเปื้อนน้ำตาบ้าง แต่มันก็จบลงได้อย่างสวยงามและตราตรึงใจ
คะแนนด้านเนื้อหาและความลึกซึ้ง 8.5/10 คะแนนงานภาพและโปรดักชัน 9/10 คะแนนการแสดง 9.5/10 (โดยเฉพาะ Nicole Wallace)
คำแนะนำสุดท้าย เตรียมทิชชู่ไว้ข้างตัว ไม่ใช่สำหรับเช็ดน้ำตาแห่งความเศร้าเพียงอย่างเดียว แต่สำหรับน้ำตาแห่งความปลาบปลื้ม ที่ได้เห็นตัวละครที่เรารักเติบโตไปถึงฝั่งฝันเสียที
นี่คือหนังที่แฟนคลับจะ “มูฟออน” ได้ยากที่สุดเรื่องหนึ่งของปี 2025 ครับ.
ข้อมูลประวัติโดยย่อและบทบาทของนักแสดงหลักใน Our Fault (Culpa Nuestra) หรือ “คำขอโทษ 3” ครับ ซึ่งนักแสดงชุดเดิมจากสองภาคแรกยังคงกลับมาสานต่อบทสรุปกันอย่างครบถ้วน

1. คู่พระนาง (The Leads)
Nicole Wallace (นิโคล วอลเลซ)
- รับบทเป็นโนอาห์ (Noah)
- ในภาคนี้ โนอาห์เติบโตขึ้นจากเด็กสาวหัวรั้น กลายเป็นหญิงสาวที่ต้องตัดสินใจเลือกเส้นทางชีวิตและศักดิ์ศรีของตัวเอง เธอต้องเผชิญหน้ากับความจริงในอดีตและเรียนรู้ที่จะให้อภัย
- ประวัติย่อ
- เกิดปี 2002 ที่มาดริด ประเทศสเปน (ลูกครึ่งสเปน-อเมริกัน)
- เธอเข้าวงการบันเทิงด้วยการเป็นนักดนตรีและนักร้อง ก่อนจะผันตัวมาเป็นนักแสดง
- ผลงานสร้างชื่อ เธอโด่งดังจากซีรีส์วัยรุ่นยอดฮิต “Skam España” ในบท Nora Grace ซึ่งทำให้เธอได้โชว์ฝีมือการแสดงแนวดราม่าจิตวิทยามาแล้ว ก่อนจะมาเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลกจากบทโนอาห์ในไตรภาค Culpables
Gabriel Guevara (กาเบรียล เกวารา)
- รับบทเป็นนิค (Nick)
- พี่ชายต่างสายเลือดและคนรักของโนอาห์ ในภาคนี้เขาต้องต่อสู้กับด้านมืดของตัวเอง พยายามแก้ไขความผิดพลาด และพิสูจน์ให้เห็นว่าเขารักโนอาห์มากพอที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่ใช่แค่ครอบครองเธอ
- ประวัติย่อ
- เกิดปี 2001 ที่มาดริด ประเทศสเปน (ลูกครึ่งสเปน-ฝรั่งเศส)
- เป็นลูกชายของ Marlène Mourreau นางแบบและพิธีกรชื่อดัง ทำให้เขาคุ้นเคยกับวงการบันเทิงมาตั้งแต่เด็ก เริ่มต้นจากการเดินแบบก่อนเข้าสู่วงการแสดง
- ผลงานสร้างชื่อ เขาก็แจ้งเกิดจาก “Skam España” เช่นกัน (เล่นในซีซันเดียวกับนิโคล) ทำให้ทั้งคู่สนิทกันมาก่อนจะมาเล่นเรื่องนี้ นอกจากนี้ยังมีผลงานซีรีส์ดังอย่าง HIT และ Bosé
2. รุ่นพ่อแม่ (The Parents)
Marta Hazas (มาร์ตา ฮาซัส)
- รับบทเป็นราฟาเอลลา (Rafaela)
- แม่ของโนอาห์ ผู้ซึ่งพยายามปกป้องลูกสาวแต่ในขณะเดียวกันก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสามีใหม่ ในภาคนี้บทบาทความเป็นแม่ของเธอจะถูกทดสอบอย่างหนัก
- ประวัติย่อ
- นักแสดงรุ่นใหญ่มากฝีมือของสเปน เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในวงการโทรทัศน์สเปน
- ผลงานสร้างชื่อ ซีรีส์พีเรียดฟอร์มยักษ์อย่าง Gran Hotel และ Velvet
Iván Sánchez (อิวาน ซานเชซ)
- รับบทเป็นวิลเลียม (William)
- พ่อของนิค มหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลและเข้มงวด เบื้องหลังความสำเร็จซ่อนความลับดำมืดที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปมปัญหาในใจของนิค
- ประวัติย่อ
- อดีตนายแบบชื่อดังที่ผันตัวมาเป็นนักแสดงแถวหน้า มีผลงานทั้งในสเปนและละตินอเมริกา
- ผลงานสร้างชื่อ Hospital Central และซีรีส์อาชญากรรมชื่อดัง La Reina del Sur
3. กลุ่มเพื่อน (The Best Friends)
Victor Varona (วิคเตอร์ วาโรนา)
- รับบทเป็นไลออน (Lion)
- เพื่อนสนิทของนิคและแฟนหนุ่มของเจนน่า ตัวละครที่คอยสร้างสีสันและเป็นกาวใจให้กลุ่มเพื่อน
- ประวัติย่อ นักแสดงหนุ่มชาวเม็กซิกัน ที่เริ่มมีชื่อเสียงในสเปนจากซีรีส์ Cielo Grande ทาง Netflix
Eva Ruiz (เอวา รูอิซ)
- รับบทเป็นเจนน่า (Jenna)
- เพื่อนสาวคนสนิทที่สุดของโนอาห์ ที่คอยให้คำปรึกษา (และบางทีก็นำปัญหามาให้) เป็นตัวละครที่คอยซัพพอร์ตโนอาห์เสมอ
- ประวัติย่อ เดิมทีเธอเป็นที่รู้จักในฐานะนักร้องจากการประกวด La Voz Kids (The Voice Kids Spain) ก่อนจะมารับงานแสดงเต็มตัวในเรื่องนี้
เกร็ดน่ารู้ (Trivia)
- เคมีนอกจอ เหตุผลที่ Nicole และ Gabriel เล่นเข้าขากันได้ดีมากจนคนดูอินสุดๆ เพราะพวกเขารู้จักและทำงานร่วมกันมาตั้งแต่สมัยเล่นซีรีส์ Skam España (ปี 2018) ทำให้พวกเขาสนิทกันเหมือนพี่น้องจริงๆ ในชีวิตจริง ซึ่งช่วยให้ฉากเลิฟซีนหรือฉากดราม่าดูเป็นธรรมชาติและไว้วางใจกันมากครับ movieseries