รีวิว Peacemaker Season 2 การกลับมาที่ “ดาร์กกว่าเดิม” เมื่อสันติภาพต้องแลกด้วยการเผชิญหน้ากับตัวเองในจักรวาลคู่ขนาน

Peacemaker Season 2

สวัสดีครับ! โอ้โห… ต้องบอกเลยว่าหลังจากที่ผมได้ดู “Peacemaker Season 2” จบไป บอกได้คำเดียวว่า “สุด” ครับ มันคือ “สุด” ในทุกทางจริงๆ

จำได้ไหมครับว่าซีซั่น 1 มันทิ้งเราไว้แบบไหน? มันคือความสำเร็จที่บ้าคลั่ง เป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความตลกหน้าตาย, แอ็กชันเรต R โหดสัส, เพลงแฮร์เมทัลยุค 80, และที่สำคัญที่สุดคือ “หัวใจ” ที่ซ่อนอยู่ใต้กล้ามโตๆ กับหมวกโง่ๆ ของคริสโตเฟอร์ สมิธ คำถามที่ค้างคาใจแฟนๆ ทั้งโลก (รวมถึงผม) คือ… เจมส์ กันน์ จะทำยังไงต่อ? คุณจะสานต่อความสมบูรณ์แบบนั้นได้ยังไง? โดยเฉพาะเมื่อนี่คือหนึ่งในเสาหลักแรกๆ ที่ปักลงในจักรวาล DCU ใหม่อย่างเป็นทางการ

 เอาล่ะ… หายใจลึกๆ แล้วมาเริ่มกันที่ส่วนที่ผมคิดว่า “หนักที่สุด” และ “ทรงพลังที่สุด” ของซีซั่นนี้กันก่อนเลย

🕊️ “เนื้อเรื่อง Peacemaker Season 2 ” เมื่อสันติภาพคือสงครามกับปีศาจในใจ

ถ้าซีซั่น 1 คือการตั้งคำถามว่า “สันติภาพ” ที่แท้จริงคืออะไร และ Peacemaker คือฮีโร่หรือวายร้าย? ซีซั่น 2 คือการ “ตอบ” คำถามนั้นครับ… และคำตอบก็คือ “มันซับซ้อนฉิบหาย”

เนื้อเรื่องในซีซั่นนี้ “มืดมน” ลงอย่างเห็นได้ชัดครับ ความตลกกวนตีนยังมีอยู่ แต่มันถูกเคลือบด้วยความรู้สึก “แตกสลาย” ที่เข้มข้นกว่าเดิมมาก ซีรีส์เปิดมาโดยไม่ได้พยายามจะหา “ภัยคุกคามจากต่างดาว” ตัวใหม่มาให้สู้ทันที แต่กลับพุ่งเป้าไปที่ผลพวง (Fallout) จากซีซั่น 1 แบบเต็มๆ

การต่อสู้ที่แท้จริงคือ “ข้างใน”

สิ่งที่ผมชอบที่สุดคือ ซีรีส์กล้าที่จะให้เวลาเต็มที่กับการสำรวจสภาวะจิตใจของ คริส สมิธ หลังจากการฆ่าพ่อตัวเอง (Auggie Smith หรือ White Dragon) มันไม่ใช่แค่ “โอเค ฆ่าตัวร้าย จบ” แต่การกระทำนั้นมัน “ฝัง” อยู่ในหัวของคริส

เจมส์ กันน์ ใช้ “ผีของอ็อกกี้” (ที่รับบทโดย โรเบิร์ต แพทริก) ได้อย่างชาญฉลาดมากครับ เขาไม่ใช่แค่ภาพหลอนที่โผล่มาแวบๆ แต่เขาคือ “เสียงในหัว” (Internal Monologue) ที่เป็นพิษของคริสอย่างสมบูรณ์แบบ ทุกครั้งที่คริสพยายามจะทำดี, ทุกครั้งที่เขาพยายามจะเชื่อมต่อกับคนอื่น, “ผีพ่อ” จะโผล่มาในกระจก, ในมุมห้อง, หรือมายืนข้างๆ แล้วกระซิบถ้อยคำที่บั่นทอนจิตใจ, เหยียดเชื้อชาติ, ดูถูกความเป็นชาย, และตอกย้ำว่าเขาคือ “ขยะ” ที่ไม่มีวันดีพอ

นี่คือการเขียนบทที่อัจฉริยะมากครับ มันทำให้ศัตรูที่แท้จริงของซีซั่นนี้ ไม่ใช่แค่ภัยคุกคามภายนอก แต่คือ “ภาวะ PTSD และ Self-Loathing (การเกลียดชังตัวเอง)” ของตัวละครหลัก

มัลติเวิร์สที่ไม่ใช่แค่ “แฟนเซอร์วิส”

และใช่ครับ… ข่าวลือเป็นจริง ซีซั่นนี้ “เล่น” กับไอเดียของมัลติเวิร์สอย่างเต็มตัว! แต่มันไม่ใช่การเล่นแบบฉาบฉวยเพื่อเอาตัวละครรับเชิญมาโผล่ (แม้จะมีเซอร์ไพรส์ที่ทำให้ผมกรี๊ดลั่นบ้านก็ตาม!)

เนื้อเรื่องใช้มัลติเวิร์สเป็น “เครื่องมือ” ในการบำบัดทางจิตของคริสครับ มันคือการตั้งคำถามว่า “What If…?” จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคริสในจักรวาลอื่น ตัดสินใจเลือกทางเดินที่ต่างออกไป? จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเขากลายเป็นฮีโร่ที่สมบูรณ์แบบ? หรือกลายเป็นวายร้ายที่เลวร้ายยิ่งกว่าพ่อของเขา?

การที่คริสต้องเผชิญหน้ากับ “เวอร์ชันอื่น” ของตัวเอง มันบีบคั้นหัวใจมากครับ มันไม่ใช่แค่การสู้กัน แต่คือการ “เผชิญหน้า” กับความผิดพลาดและความเป็นไปได้ทั้งหมดของชีวิต บทสนทนาระหว่าง Peacemaker “ของเรา” กับ Peacemaker จากจักรวาลอื่น คือฉากที่พีคที่สุดฉากหนึ่งของวงการซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่ในรอบหลายปี มันตั้งคำถามลึกๆ เกี่ยวกับ “ธรรมชาติ” กับ “การเลี้ยงดู” (Nature vs. Nurture) ได้อย่างเจ็บปวด

ทีมที่ยังคง “พัง” แต่ “พยายาม”

ในขณะที่คริสกำลังจมดิ่ง ทีม 11th Street Kids ที่เหลือก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันครับ ซีซั่นนี้เจาะลึกความสัมพันธ์ที่ร้าวฉานของทุกคน อเดบาโย (แดเนียล บรู๊คส์) ต้องรับมือกับความรู้สึกผิดที่โกหกเพื่อช่วยคริส, ฮาร์คอร์ต (เจนนิเฟอร์ ฮอลแลนด์) ที่ยังคงแข็งแกร่งแต่ก็เปราะบางหลังจากการบาดเจ็บสาหัส, อีโคโนมอส (สตีฟ เอจี) ที่พยายามหาที่ยืนของตัวเอง และแน่นอน… วิจิลันเต้ (เฟรดดี้ สโตรมา) ที่ยังคงเป็น “เพื่อนรัก” ที่บ้าคลั่งที่สุด แต่ซีซั่นนี้ เราเริ่มเห็น “รอยร้าว” ในความบ้าของเขา

เนื้อเรื่องไม่ได้พยายามทำให้พวกเขากลับมารักกันง่ายๆ ครับ มันคือการเดินทางที่ “อึดอัด” ของกลุ่มคนที่แตกสลาย ที่พยายามจะปะติดปะต่อกันใหม่ ท่ามกลางภารกิจใหม่ที่เชื่อมโยงกับ “อดีต” ของอแมนด้า วอลเลอร์ และโปรเจกต์ที่น่าสะพรึงกลัวกว่า “บัตเตอร์ฟลาย” หลายเท่า

สรุปในส่วนเนื้อเรื่อง มันคือการเขียนบทที่กล้าหาญ, หนักแน่น, และ “เป็นผู้ใหญ่” อย่างถึงที่สุด มันไม่กลัวที่จะทำให้ตัวละครหลัก “ไม่น่ารัก” และพาคนดูจมดิ่งไปกับความเจ็บปวดของเขา ก่อนจะค่อยๆ ฉุดเราขึ้นมาด้วยความหวังเล็กๆ นี่คือมาสเตอร์คลาสในการเล่าเรื่อง “การไถ่บาป” (Redemption Arc) อย่างแท้จริง

🎭 “การแสดง” เมื่อความ “บ้า” ปะทะความ “ลึก”

ถ้าเนื้อเรื่องคือกระดูกสันหลัง การแสดงในซีซั่นนี้ก็คือ “หัวใจและจิตวิญญาณ” ครับ ทุกคนกลับมาพร้อมกับ “เกม” ที่ยกระดับขึ้นไปอีกขั้น

จอห์น ซีน่า คือ “คริสโตเฟอร์ สมิธ” (ไม่ใช่ Peacemaker)

ผมต้องพูดคนนี้ก่อน… จอห์น ซีน่า ครับ ในซีซั่น 1 เขาทำให้เราทึ่งว่า “เฮ้ย หมอนี่แสดงเก่งกว่าที่คิด!” แต่ในPeacemaker Season 2.. เขาควรจะได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลใหญ่ๆ ได้แล้ว

ซีน่า แบกรับน้ำหนักทางอารมณ์ของซีรีส์ทั้งเรื่องไว้บนบ่าครับ การแสดงของเขาในซีซั่นนี้ “ละเอียดอ่อน” (Subtle) อย่างน่าเหลือเชื่อ ฉากที่เขาเป็น “Peacemaker” ผู้กวนตีน ปากหมา และโชว์กล้ามโง่ๆ นั่นคือง่าย แต่ฉากที่เขาเป็น “คริส” …พระเจ้า… มันสุดยอดมาก

มีหลายฉากที่เขาไม่ต้องพูดอะไรเลย แค่แววตา… แววตาที่มอง “ผีของพ่อ” ที่กำลังด่าทอเขา แววตาที่สับสน, หวาดกลัว, เหนื่อยล้า และอยากให้ใครสักคนกอดเขาไว้… ซีน่าถ่ายทอดมันออกมาได้หมดจด ฉากที่เขาพยายามเต้นรำในห้องคนเดียวเพื่อระบายความรู้สึก แต่กลับร้องไห้ออกมากลางคัน มันคือฉากที่ทำลายล้างหัวใจคนดูมากครับ เขาลบภาพลักษณ์ของ “นักมวยปล้ำ” ออกไปจนหมดสิ้น และกลายเป็นนักแสดงดราม่าชั้นครู ที่ดันต้องมาอยู่ในชุดสุดติ๊งต๊อง นี่คือการแสดงที่ดีที่สุดในชีวิตของเขา

เฟรดดี้ สโตรมา (วิจิลันเต้) – ความน่ากลัวของความไร้เดียงสา

วิจิลันเต้ ยังคงเป็นตัวขโมยซีนที่สมบูรณ์แบบครับ แต่สิ่งที่ สโตรมา เพิ่มเข้ามาในซีซั่นนี้ คือ “ความน่าขนลุก” ที่ซ่อนอยู่ใต้ความตลก

ซีซั่นนี้ บทเริ่มสำรวจว่า “ทำไม” เขาถึงเป็นแบบนี้ และ สโตรมา ก็เล่นกับมันได้อย่างยอดเยี่ยม เขายังคงเป็นโซซิโอพาธที่ตลกหน้าตาย แต่เราเริ่มเห็นว่าความภักดีที่เขามีต่อคริส มัน “น่ากลัว” แค่ไหน มันคือความยึดติดที่ไม่สนผิดชอบชั่วดี มีฉากหนึ่งที่เขา “เกือบจะ” ทำสิ่งเลวร้ายมากๆ เพื่อปกป้องคริส และรอยยิ้มไร้เดียงสาที่เขามอบให้ มันทำให้ผมเสียวสันหลังวาบ สโตรมาทำให้ตัวละครที่เหมือนจะเป็นแค่ “ตัวโจ๊ก” กลายเป็นหนึ่งในตัวละครที่ “คาดเดาไม่ได้” และ “อันตราย” ที่สุดในเรื่อง

แดเนียล บรู๊คส์ (อเดบาโย) – เข็มทิศศีลธรรมที่บิดเบี้ยว

บรู๊คส์ ยังคงเป็น “หัวใจ” ของทีมครับ เธอคือสายตาของคนดู แต่ในซีซั่นนี้ บทบาทของเธอซับซ้อนขึ้น เธอต้องแบกรับ “ความลับ” ที่เธอสร้างขึ้นเพื่อช่วยคริส และมันส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของเธอกับคนรัก (คีญา) และกับทีม

การแสดงของ บรู๊คส์ ยอดเยี่ยมในการถ่ายทอด “ความขัดแย้งในใจ” ครับ เธอรักคริสเหมือนพี่ชาย แต่เธอก็รู้ว่าสิ่งที่เธอทำมันผิด เธอกลายเป็น “อแมนด้า วอลเลอร์” ในเวอร์ชันที่ยังมีหัวใจ ฉากที่เธอต้องปะทะคารมกับคริส และฉากที่เธอต้องตัดสินใจเลือกระหว่าง “สิ่งที่ถูก” กับ “สิ่งที่จำเป็น” นั้น ทรงพลังมาก

โรเบิร์ต แพทริก (ผีอ็อกกี้) – ปีศาจที่แท้จริง

การกลับมาของ โรเบิร์ต แพทริก คือการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดครับ เขาคือ “วายร้าย” ที่แท้จริงของซีซั่นนี้อย่างไม่ต้องสงสัย การแสดงของเขาในฐานะ “ผี” หรือ “จิตใต้สำนึก” ที่เป็นพิษนั้น “น่ารังเกียจ” และ “ทรงพลัง” ในเวลาเดียวกัน เขาไม่จำเป็นต้องมีพลังพิเศษใดๆ แค่ “คำพูด” ของเขาก็สามารถทำลายล้าง Peacemaker Season 2 ได้รุนแรงกว่ากระสุนใดๆ ทุกครั้งที่เขาปรากฏตัว บรรยากาศของซีรีส์จะเปลี่ยนไปทันที มันอึดอัด กดดัน และน่าสะพรึงกลัว

สรุปการแสดง มันคือทีมนักแสดง (Ensemble Cast) ที่สมบูรณ์แบบ ทุกคนเข้าใจตัวละครของตัวเองอย่างลึกซึ้ง และเคมีระหว่างพวกเขา ทั้งในยามรักและยามชัง คือสิ่งที่ขับเคลื่อนซีรีส์เรื่องนี้ไปข้างหน้าได้อย่างไร้ที่ติ

Peacemaker Season 2

🎬 “ภาพ” สุนทรียศาสตร์แห่งความ “โหด” และ “งาม”

มาถึงส่วนสุดท้าย คืองาน “ภาพและเสียง” ครับ เจมส์ กันน์ ยังคงลายเซ็นของเขาไว้ชัดเจน แต่มันถูก “ขัดเกลา” ให้คมขึ้น และ “กล้า” มากขึ้น

เปิดตัวใหม่ที่ “ต้องเต้นตาม” (อีกแล้ว!)

คำถามแรกเลย “เพลงเปิดตัวใหม่ล่ะ?” คำตอบ มีครับ! และมัน… “บ้า” กว่าเดิม!

ผมจะไม่สปอยล์ว่ามันเป็นเพลงอะไร หรือท่าเต้นเป็นยังไง แต่ขอบอกว่า มันยังคงคอนเซปต์ “การเต้นหน้าตาย” ที่ทุกคนทำพร้อมกัน แต่มันมี “ธีม” ที่สอดคล้องกับเนื้อเรื่องที่ดาร์กขึ้น มันยกระดับความ “Awkward” (อึดอัดแต่เท่) ไปอีกขั้น และแน่นอน เพลงติดหูฉิบหายชนิดที่ว่าคุณต้องเปิดฟังวนไปอีกเป็นเดือน! มันคือการประกาศก้องว่า “นี่คือ Peacemaker Season 2 โว้ย!”

แอ็กชันที่ “เจ็บจริง” และ “สร้างสรรค์”

งานภาพในซีซั่นนี้ยังคงสไตล์ “สีสันสดใสตัดกับความรุนแรงสุดขั้ว” (Vibrant Colors vs. Extreme Gore) เหมือนเดิมครับ แต่สิ่งที่ผมรู้สึกได้คือ “น้ำหนัก” ของฉากแอ็กชัน

มันไม่ใช่แค่การยิงกันเปรี้ยงปร้าง หรือโชว์ CG ตระการตา (แม้ว่า CG ที่เกี่ยวกับมัลติเวิร์สจะทำได้เนียนตามากก็ตาม) แต่คิวบู๊ในซีซั่นนี้ “ดิบ” และ “หนักหน่วง” ขึ้นครับ มันเน้นการต่อสู้ระยะประชิดที่ “เจ็บจริง” เราจะได้เห็น Peacemaker ในสภาพที่ “สะบักสะบอม” จริงๆ

มีฉากลองเทค (Long Take) การต่อสู้ในตึกแคบๆ ฉากหนึ่งที่ผมขอยกให้เป็นหนึ่งในฉากแอ็กชันทางทีวีที่ดีที่สุด มันทั้งโหด, ตลก, และน่าทึ่งในเชิงเทคนิค การออกแบบการยิง “กระสุนพิเศษ” จากหมวกของเขาก็สร้างสรรค์กว่าเดิมมาก มีกระสุนอันนึงที่ผมแบบ… “คิดได้ไงวะเนี่ย!?” (และผลลัพธ์ของมันก็คือเละ!)

งานภาพที่เล่าเรื่อง “สภาวะจิตใจ”

ที่ผมชื่นชมมาก คือการใช้ “ภาพ” เพื่อเล่า “ความรู้สึก” ครับ ซีรีส์นี้ใช้ “กระจก” เยอะมาก การสะท้อนภาพของคริสที่แตกสลาย, การปรากฏตัวของ “ผีพ่อ” ในเงาสะท้อน, หรือการใช้แสงสีที่จัดจ้านในฉากที่เขาคลั่ง และเปลี่ยนเป็นแสงสีหม่นๆ ในฉากที่เขาจมดิ่ง

การกำกับของเจมส์ กันน์ (และผู้กำกับคนอื่นๆ ในซีซั่นนี้) มันชัดเจนว่าพวกเขาไม่ได้แค่ “ถ่าย” ให้มันจบๆ แต่พวกเขา “ออกแบบ” ทุกเฟรมเพื่อสื่อความหมาย การจัดวางองค์ประกอบภาพมันบอกเล่าเรื่องราวได้โดยไม่ต้องมีบทพูดเลยด้วยซ้ำ

และแน่นอน… เพลงประกอบ! เพลย์ลิสต์เพลงแฮร์เมทัล/ร็อกยุค 80 ที่ถูกลืม กลับมาอีกครั้ง และมันถูกวางไว้ในจังหวะที่ “ใช่” เสมอ บางครั้งก็เพื่อความมันส์สะใจ แต่หลายครั้งก็เพื่อ “ความเจ็บปวด” (เช่น การใช้เพลงบัลลาดร็อกช้าๆ ในฉากที่ตัวละครกำลังพังทลาย) มันคือการใช้เพลงที่ “เข้าใจ” อารมณ์ของฉากอย่างแท้จริง

🚨 สรุปส่งท้าย นี่คือ “ภาคต่อ” ที่สมบูรณ์แบบ

Peacemaker Season 2 คือความสำเร็จที่น่าทึ่งครับ มันคือภาคต่อที่ทำในสิ่งที่ภาคต่อที่ดีควรทำ มันไม่ได้แค่ “ใหญ่ขึ้น” หรือ “ดังขึ้น” แต่มัน “ลึกขึ้น”

มันกล้าที่จะทำลายตัวละครที่เรารักลงไปถึงจุดต่ำสุด กล้าที่จะสำรวจบาดแผลทางใจอย่างจริงจัง โดยไม่ทิ้งลายเซ็นความตลกกวนตีนและแอ็กชันสุดโหดที่เป็นเครื่องหมายการค้า มันคือการผสมผสานรสชาติที่ดูเหมือนจะไม่เข้ากัน ทั้ง “โศกนาฏกรรม” ของตัวละครที่แตกสลาย, “ตลกร้าย” แบบสุดขั้ว, และ “แอ็กชันเรต R” ที่ถึงใจ

ถ้าซีซั่น 1 คือการตั้งคำถามว่า “ไอ้บ้าคนนี้จะเป็นฮีโร่ได้เหรอ?” Peacemaker Season 2 คือการตอบว่า “เขาอาจจะไม่ใช่ฮีโร่… แต่อย่างน้อย เขาก็พยายาม… และการพยายามนั่นแหละ ที่โคตรจะ ‘ฮีโร่’ เลยว่ะ”

มันคือซีรีส์ที่ทำให้คุณหัวเราะลั่นในนาทีหนึ่ง และน้ำตาซึมในนาทีต่อมา มันคือผลงานที่ตอกย้ำว่า เจมส์ กันน์ คือคนที่ใช่ที่สุดในการกุมบังเหียน DCU ใหม่ และ Peacemaker คือหนึ่งในตัวละครซูเปอร์ฮีโร่ที่ “เป็นมนุษย์” และ “ซับซ้อน” ที่สุดเท่าที่เคยมีมา movieseries

ไม่ต้องคิดมากครับ… นี่คือผลงาน “ต้องดู” แห่งปี จบซีซั่นปุ๊บ ผมตะโกนคำเดียวเลย… “ซีซั่น 3 มาเมื่อไหร่!!!!”

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *