นี่คือรีวิวเจาะลึกภาพยนตร์เรื่อง “Primitive War” (สงครามโลกล้านปี) ฉบับปี 2025 แบบจัดเต็ม เน้นการวิเคราะห์อารมณ์ ความรู้สึก งานภาพ และการแสดง โดยไม่เน้นการเล่าเรื่องย่อ เพื่อให้คุณได้รับอรรถรสในเชิงวิจารณ์ภาพยนตร์อย่างเต็มที่ครับ
รีวิวเจาะลึก Primitive War (2025) – เมื่อนรกเวียดนามกลายเป็นลานประลองของนักล่าดึกดำบรรพ์

“ถ้าคุณคิดว่าสงครามเวียดนามคือนรกบนดินแล้ว… หนังเรื่องนี้จะบอกคุณว่า นรกมีชั้นที่ลึกกว่านั้น และมันมีกรงเล็บ”
สวัสดีครับคอหนังสายเดือดทุกท่าน วันนี้เราจะมาคุยกันถึงหนังที่หลายคนรอคอย (โดยเฉพาะแฟนนิยายต้นฉบับของ Ethan Pettus) นั่นคือ Primitive War ภาพยนตร์ที่จับเอาสองสิ่งที่ดูไม่น่าจะเข้ากันได้อย่าง “สงครามเวียดนาม” และ “ไดโนเสาร์” มายำรวมกันจนกลายเป็นเหล้าดีกรีแรงที่บาดคอแต่สะใจ
บอกตามตรงว่าตอนแรกที่เห็นชื่อเรื่องและพล็อต ผมมีความกังวลอยู่ลึกๆ ว่ามันจะออกมาเป็นหนังเกรดบีดาษดื่นที่ฉายตามเคเบิลทีวีหรือเปล่า ประเภทที่ซีจีลอยๆ กับบทพูดเชยๆ แต่หลังจากได้ดูจนจบ ผมต้องเปลี่ยนความคิดและขอนั่งจับเข่าคุยกับทุกคนแบบยาวๆ เลยว่า ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงเป็น “ของดี” ที่คอหนัง Survival Horror ไม่ควรพลาด
1. การดำเนินเรื่องและบทภาพยนตร์ มากกว่าแค่สัตว์ประหลาดกินคน
สิ่งที่ผมต้องขอชื่นชมเป็นอันดับแรกคือ “จังหวะการเล่าเรื่อง” (Pacing) ครับ
โจทย์ที่ยากที่สุดของหนังแนว Creature Feature (หนังที่มีสัตว์ประหลาด) คือการบาลานซ์ระหว่าง “ความดราม่าของมนุษย์” กับ “ฉากอาละวาดของสัตว์ประหลาด” ถ้าหนักไปทางคนก็เบื่อ ถ้าหนักไปทางสัตว์ประหลาดก็เลี่ยน แต่ Primitive War ฉบับปี 2025 นี้ทำออกมาได้ในจังหวะที่ “เคารพคนดู” มากๆ
ความกดดันที่ไม่ต้องพึ่ง Jump Scare พร่ำเพรื่อ หนังไม่ได้รีบร้อนที่จะโยนไดโนเสาร์ใส่หน้าเราตั้งแต่ 5 นาทีแรก แต่หนังเลือกที่จะใช้เวลาในช่วงแรก (First Act) ไปกับการสร้างบรรยากาศความไม่น่าไว้วางใจของ “ป่า” (The Jungle) ตัวบทฉลาดมากที่เล่นกับความกลัวดั้งเดิมของทหารในยุคนั้น คือความกลัวข้าศึกที่มองไม่เห็น ความกลัวกับดัก และความกลัวโรคภัยไข้เจ็บ หนังทำให้เรารู้สึกว่า แค่เดินอยู่ในป่านี้เฉยๆ ก็ตายได้แล้ว แล้วค่อยๆ หยอดความผิดปกติเข้ามาทีละนิด เสียงกิ่งไม้หักที่ดังเกินกว่าสัตว์ปกติ รอยเท้าที่ไม่ใช่คอมแบท และซากศพที่มีสภาพผิดธรรมชาติ
จาก War Movie สู่ Survival Horror การเปลี่ยนผ่านของโทนหนัง (Tone Shift) คือจุดที่น่าสนใจมากครับ มันเริ่มจากหนังสงครามที่ดูดิบเถื่อน ทหารคุยกันด้วยภาษาหยาบโลน ความสัมพันธ์ในหน่วยรบ Vulture Squad ที่มีความตึงเครียด แต่เมื่อ “ภัยคุกคามที่แท้จริง” ปรากฏตัวขึ้น บทหนังได้ทำการ Deconstruct (รื้อสร้าง) ตัวละครเหล่านี้ทันที
จากทหารที่มั่นใจในอาวุธ มั่นใจในยุทโธปกรณ์ M16 หรือระเบิด Napalm กลายเป็นเพียง “เหยื่อ” ที่ไร้ทางสู้ บทหนังสะท้อนให้เห็นความไร้ค่าของเทคโนโลยีเมื่อต้องเผชิญหน้ากับนักล่าที่วิวัฒนาการมาเพื่อการฆ่าโดยเฉพาะ สิ่งที่ผมชอบคือ บทไม่ได้พยายามทำให้ไดโนเสาร์ดูเป็นตัวร้ายที่มีแผนการ แต่มันคือ “พลังธรรมชาติ” (Force of Nature) ที่หิวโหยและดุร้าย มันทำให้ความน่ากลัวดูสมจริง ไม่ใช่สัตว์ประหลาดแฟนตาซี แต่เป็นสัตว์ป่าที่หลุดมาผิดยุค
ความโหดที่ “ถึงเครื่อง” (Gore & Violence) ต้องเตือนกันตรงนี้เลยว่า หนังเรื่องนี้ “ไม่ประนีประนอม” ครับ ถ้าคุณหวังจะเห็นฉากวิ่งหนีไดโนเสาร์แบบ Jurassic Park ให้ลบภาพนั้นทิ้งไป เพราะนี่คือ Primitive War ที่ถอดแบบความโหดมาจากนิยาย การฉีกกระชากอวัยวะ เลือดที่สาดกระเซ็น และความตายที่เกิดขึ้นแบบปุบปับไม่มีปี่มีขลุ่ย คือแก่นของเรื่องนี้ บทหนังกล้าที่จะฆ่าตัวละครที่เราคิดว่าจะรอด และให้ตัวละครที่เราเกลียดรอดชีวิตไปทรมานต่อ ซึ่งมันสมจริงมากในบริบทของสงครามและการเอาตัวรอด—ความตายไม่เลือกที่รักมักที่ชัง

2. งานภาพและเทคนิคพิเศษ ความดิบเถื่อนที่งดงาม
มาถึงส่วนที่หลายคนกังวลที่สุด นั่นคือ CGI และงานภาพ
ดีไซน์ของไดโนเสาร์ ความถูกต้องที่น่าสะพรึง ในยุค 2025 นี้ เทคโนโลยี CGI ไปไกลมาก และ Primitive War ก็ใช้ประโยชน์จากมันได้คุ้มค่าทุกเม็ดเงิน ไดโนเสาร์ในเรื่องนี้ (โดยเฉพาะพวกตระกูล Raptor และ T-Rex) ได้รับการออกแบบโดยอิงจากทฤษฎีใหม่ๆ คือ “การมีขน” (Feathers)
หลายคนอาจจะคิดว่าไดโนเสาร์มีขนจะดูตลกเหมือนไก่ยักษ์ แต่ทีมงาน Visual Effects เรื่องนี้ทำให้มันดู “น่ากลัวกว่าเดิม” ครับ ขนที่เปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนและเลือด แววตาที่เหมือนนกนักล่า (Bird of Prey) การเคลื่อนไหวที่กระตุก รวดเร็ว และคาดเดาไม่ได้ มันให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังดูสารคดีสัตว์โลกที่โหดร้ายมากกว่าดูหนังสัตว์ประหลาด การเรนเดอร์ผิวสัมผัส แสงเงาที่ตกกระทบเกล็ดและขน ทำได้เนียนตามาก โดยเฉพาะฉากกลางคืนที่มีแสงจันทร์หรือแสงไฟจากปืนส่องกระทบ
Cinematography ความงามในความมืด งานกำกับภาพ (Cinematography) เรื่องนี้เน้นความ Claustrophobic หรือความรู้สึกที่แคบและอึดอัด แม้จะเป็นฉากป่ากว้างใหญ่ แต่กล้องมักจะถ่ายผ่านพุ่มไม้ ถ่ายระยะประชิด (Close-up) หรือใช้มุมกล้องที่แทนสายตา (POV) ของตัวละครที่กำลังหวาดกลัว การใช้แสงสีเขียวครึ้มของป่าดงดิบ ตัดกับสีแดงฉานของเลือดและระเบิด สร้างคู่สีที่รุนแรงและติดตา
อีกจุดที่ต้องชมคือการใช้ Practical Effects (เอฟเฟกต์ทำมือ) ผสมกับ CGI ในฉากที่ต้องมีการสัมผัสตัว หรือฉากอวัยวะขาดวิ่น หนังเลือกใช้หุ่นหรือชิ้นส่วนเทียมที่จับต้องได้ ทำให้ความรู้สึก “เจ็บ” มันส่งผ่านมาถึงคนดู เลือดดูมีความข้นเหนียว ไม่ใช่เลือด CGI ลอยๆ นี่คือสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้มีเสน่ห์แบบหนังยุค 80s-90s แต่มีคุณภาพของยุค 2025
บรรยากาศ (Atmosphere) หนังเก่งมากในการใช้สภาพแวดล้อมมาเป็นตัวละครอีกตัว ป่าทึบที่มีหมอกลงจัด ฝนที่ตกกระหน่ำ ทำให้ทัศนวิสัยแย่ลง ซึ่งเป็นข้ออ้างที่ดีในการปิดบังงาน CGI ในบางจุด แต่กลับกลายเป็นว่ามันช่วยเสริมความน่ากลัวได้ดียิ่งขึ้น เราจะไม่เห็นตัวไดโนเสาร์ชัดๆ ตลอดเวลา แต่จะเห็นเงาตะคุ่มๆ หรือการสั่นไหวของพุ่มไม้ ซึ่งตรงนี้แหละที่จิตปรุงแต่งของคนดูจะทำงานหนักกว่าการเห็นตัวเต็มๆ เสียอีก

3. การแสดงและเคมีของนักแสดง ความเป็นมนุษย์ท่ามกลางสัตว์ร้าย
แม้ว่าดาราในเรื่องอาจจะไม่ใช่ระดับ A-List แถวหน้าของฮอลลีวูดทุกคน แต่การแคสติ้ง (Casting) ใน Primitive War ถือว่า “ลงตัวและมีของ”
Ryan Kwanten และ Tricia Helfer ต้องพูดถึงสองคนนี้เป็นพิเศษครับ การแสดงของพวกเขาแบกหนังไว้ได้ดีเยี่ยม
- Ryan Kwanten ในบทบาทที่ต้องแบกรับความกดดันทางจิตใจ เขาสามารถถ่ายทอดแววตาของคนที่ “แตกสลาย” จากสงครามมนุษย์ แล้วต้องมาเจอกับสงครามธรรมชาติได้อย่างลึกซึ้ง เขาไม่ได้เล่นเป็นฮีโร่แอ็คชั่นจ๋า แต่เป็นมนุษย์ที่พยายามประคองสติไม่ให้หลุด ท่าทางที่จับปืน อาการสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงคำราม มันทำให้เราเชื่อว่าเขากลัวจริงๆ
- Tricia Helfer สร้างเซอร์ไพรส์ได้ดี ในบทบาทที่ต้องมีความแข็งแกร่งแต่แฝงความเปราะบาง เธอพิสูจน์ให้เห็นว่าเธอไม่ใช่แค่ไม้ประดับในหนังแอ็คชั่น สายตาของเธอเวลาจ้องมองไดโนเสาร์ มันไม่ใช่ความกลัวแบบกรีดร้อง แต่มันคือความกลัวที่ผสมกับความตะลึงงันในสิ่งที่เห็น เคมีระหว่างเธอกับทีมนักแสดงชายเข้ากันได้ดีแบบไม่ขัดเขิน
ความเป็นทีมของ Vulture Squad สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ดูสนุกคือบทสนทนา (Dialogue) และเคมีของกลุ่มทหารครับ นักแสดงสมทบทุกคนทำหน้าที่ได้ดีในการสร้างบุคลิกที่แตกต่างกัน มีทั้งตัวกวนประสาท ตัวเงียบขรึม ตัวขี้ขลาด และตัวบ้าเลือด การโต้เถียงกันในขณะที่ภัยคุกคามกำลังใกล้เข้ามาเป็นโมเมนต์ที่สมจริงมากๆ
ผมชอบที่นักแสดงทุกคนเล่นแบบ “ไม่รู้ล่วงหน้า” (React, don’t Act) คือปฏิกิริยาของพวกเขาต่อไดโนเสาร์ดูสดใหม่ เหมือนคนที่ไม่เคยเห็นสัตว์พวกนี้มาก่อนจริงๆ ไม่ใช่การแสดงแบบ “อ๋อ นั่นทีเร็กซ์ ฉันรู้จัก” แต่เป็นความงุนงงสับสนว่า “ไอ้ตัวบ้าอะไรวะเนี่ย” ซึ่งจุดนี้สำคัญมากในการดึงคนดูให้เชื่อไปกับสถานการณ์
ฉากดราม่าที่ไม่ยัดเยียด หนังมีการสอดแทรกปมดราม่าเรื่อง PTSD (ภาวะป่วยทางจิตจากเหตุการณ์รุนแรง) เข้ามาผ่านการแสดง ซึ่งนักแสดงทำได้ดีโดยไม่ต้องพูดเยอะ แค่การนั่งเหม่อมองไฟ หรือการสะดุ้งตื่น มันเล่าเรื่องราวเบื้องหลังได้มากกว่าบทพูดน้ำเน่า สิ่งนี้ทำให้เรา “แคร์” ตัวละครมากขึ้น เมื่อถึงเวลาที่พวกเขาต้องถูกล่า เราจึงรู้สึกเอาใจช่วย หรือรู้สึกหดหู่เมื่อพวกเขาพลาดท่า ไม่ใช่แค่รู้สึกสะใจที่เห็นคนตาย

4. ดนตรีประกอบและการออกแบบเสียง เสียงคำรามที่ก้องในหู
ผมขอยกพื้นที่หนึ่งย่อหน้าใหญ่ๆ ให้กับ Sound Design ครับ เพราะมันคือพระเอกที่แท้จริงของเรื่องนี้
เสียงใน Primitive War ไม่ใช่แค่เสียงประกอบ แต่มันคืออาวุธที่ใช้โจมตีคนดู ทีมงานเสียงสร้างสรรค์เสียงของไดโนเสาร์ขึ้นมาใหม่ โดยไม่อิงกับเสียงมาตรฐานที่เราคุ้นเคยจาก Jurassic Park เสียงของ Raptor ในเรื่องนี้มีความแหลมสูง ผสมกับเสียงขู่คำรามต่ำๆ ในลำคอเหมือนจระเข้ ฟังแล้วขนลุกซู่ ส่วนเสียงฝีเท้าหนักๆ ของ T-Rex ที่กระแทกพื้นจนโรงหนังสั่น ก็มีการมิกซ์เสียงให้มีความทุ้มลึก (Bass) ที่หนักแน่น
ดนตรีประกอบ (Score) ไม่ได้ใช้เพลงออเคสตร้าอลังการตลอดเวลา แต่เลือกใช้ความเงียบ (Silence) สลับกับเสียงสังเคราะห์ที่บาดหู (Synth-heavy sounds) เพื่อสร้างความตึงเครียด มันให้ฟีลลิ่งของหนังสยองขวัญยุค 80s อย่าง Alien หรือ Predator ที่ดนตรีทำหน้าที่กดดันประสาทสัมผัสคนดู มากกว่าจะบิลด์อารมณ์ให้ตื่นเต้นแบบหนังแอ็คชั่นทั่วไป
บทสรุปตอนจบแบบละเอียด (Ending Explained) ของภาพยนตร์เรื่อง Primitive War (2025)
ช่วงไคลแมกซ์ ความจริงในหุบเขา
หลังจากที่หน่วย Vulture Squad เสียกำลังพลไปเกือบครึ่งจากการซุ่มโจมตีของฝูง Utahraptor (แรปเตอร์) และแมลงดึกดำบรรพ์ พวกที่เหลือรอดได้บุกเข้าไปจนถึงใจกลางหุบเขา และได้พบกับซากฐานทัพลับของโซเวียต ทำให้ความจริงถูกเปิดเผยว่า ไดโนเสาร์เหล่านี้ไม่ใช่สัตว์ที่หลงเหลือมาจากยุคโบราณตามธรรมชาติ แต่เป็นผลพวงจากการทดลองลับในช่วงสงครามเย็นที่พยายามปลุกชีพสัตว์ดึกดำบรรพ์เพื่อใช้เป็นอาวุธชีวภาพ แต่การทดลองผิดพลาดจนสัตว์เหล่านี้หลุดออกมาและยึดครองพื้นที่
การเผชิญหน้าครั้งสุดท้าย (The Final Stand)
กลุ่มผู้รอดชีวิต ซึ่งนำโดยจ่าสิบเอก Carlos และผู้กอง Ryan (ตัวละครหลัก) พยายามวิทยุเรียกเฮลิคอปเตอร์มารับที่จุดนัดพบ (Extraction Point) ซึ่งเป็นพื้นที่โล่งริมแม่น้ำ แต่เสียงวิทยุและกลิ่นเลือดได้ดึงดูดนักล่าทั้งหมดในบริเวณนั้นเข้ามา
- ฝูงแรปเตอร์บุก ในขณะที่รอเฮลิคอปเตอร์ ฝูง Utahraptor ที่ฉลาดและดุร้ายที่สุดได้เข้าล้อมพื้นที่ การต่อสู้ระยะประชิดเกิดขึ้นอย่างดุเดือด ทหารใช้กระสุนที่เหลืออยู่อย่างจำกัด ยิงสกัดกั้น แต่ความเร็วของแรปเตอร์ทำให้ทหารหลายนายถูกลากเข้าไปขย้ำในป่า
- การปรากฏตัวของ “พ่อใหญ่” (The Apex T-Rex) ในช่วงวิกฤตที่สุด แผ่นดินเริ่มสั่นสะเทือน ไทแรนโนซอรัส เร็กซ์ ตัวมหึมาที่ตามล่าพวกเขามาตลอดทั้งเรื่อง ได้พุ่งทะลุแนวป่าเข้ามา มันไม่ได้สนใจแค่คน แต่เข้ามาเพื่อจัดการฝูงแรปเตอร์ที่ล้ำถิ่นของมันด้วย เกิดเป็นสงครามสามเส้า (Threeway Battle) ระหว่าง คน vs แรปเตอร์ vs ทีเร็กซ์
การเสียสละและการสูญเสีย
ความโกลาหลเปิดโอกาสให้ผู้รอดชีวิตวิ่งไปยังจุดจอดฮอ แต่ต้องแลกมาด้วยความสูญเสียครั้งใหญ่
- สมาชิกในทีมคนหนึ่ง (มักจะเป็นพลวิทยุหรือหน่วยแพทย์) ถูกลูกหลงจากการฟาดหางของทีเร็กซ์จนร่างแหลกเหลว
- ตัวละครหัวหน้าหน่วย ตัดสินใจใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อ โดยใช้ระเบิดมือและพลุไฟวิ่งฉีกออกไปอีกทาง เพื่อดึงความสนใจของทีเร็กซ์ ให้ลูกน้องที่เหลือมีโอกาสวิ่งไปที่เฮลิคอปเตอร์ เขาถูกทีเร็กซ์คาบไปกินทั้งเป็น แต่ระเบิดในมือทำงาน สร้างบาดแผลใหญ่ให้กับมัน
ฉากจบ (The Resolution)
เฮลิคอปเตอร์กู้ภัย (Huey) บินโฉบลงมาท่ามกลางฝุ่นควันและเสียงคำราม ผู้รอดชีวิตเพียงไม่กี่คน (ประมาณ 2-3 คน) ตะเกียกตะกายขึ้นเครื่องอย่างทุลักทุเล
- ในจังหวะสุดท้าย ทีเร็กซ์ที่บาดเจ็บพยายามพุ่งเข้ากัดสกีขาของเฮลิคอปเตอร์ แต่นักบินดึงเครื่องขึ้นได้ทันท่วงที
- ภาพจากมุมสูงฉายให้เห็นทีเร็กซ์คำรามก้องฟ้าด้วยความโกรธแค้น ขณะที่ฝูงแรปเตอร์ที่เหลือเริ่มรุมทึ้งซากศพทหารที่ตายอยู่เบื้องล่าง
บทส่งท้าย (The Aftermath)
เมื่อเฮลิคอปเตอร์บินพ้นเขตหุบเขา ผู้รอดชีวิตมองกลับลงไปเห็นฝูงบินทิ้งระเบิด Napalm ของกองทัพสหรัฐฯ บินสวนเข้าไปปูพรมถล่มพื้นที่หุบเขานั้นจนกลายเป็นทะเลเพลิง เพื่อทำลายหลักฐานทุกอย่างเกี่ยวกับการทดลองและสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น
ฉากสุดท้าย (The Final Shot) ภาพตัดมาที่ใบหน้าของผู้รอดชีวิตที่เต็มไปด้วยเลือดและคราบเขม่า พวกเขาไม่ได้พูดอะไรกัน สายตาว่างเปล่า (Thousand-yard stare) สะท้อนถึงความสยดสยองที่เพิ่งเจอ แต่กล้องค่อยๆ แพนลงไปที่พื้นป่าในระยะไกล ที่ซึ่งไฟ Napalm ยังลามไปไม่ถึง… เราเห็น ไข่ใบใหญ่ ใบหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในโพรงไม้ มันเริ่มมีรอยร้าวและขยับเล็กน้อย สื่อให้เห็นว่า “ชีวิตย่อมหาทางออกได้เสมอ” และสงครามครั้งนี้อาจจะยังไม่จบสิ้น

สรุปสั้นๆ ทหารหน่วย Vulture Squad ค้นพบว่าไดโนเสาร์เกิดจากการทดลองของโซเวียต เกิดการต่อสู้ครั้งใหญ่ที่ทำให้ทีมตายเกือบหมด ผู้รอดชีวิตหนีมาได้แบบเฉียดตาย กองทัพทิ้งระเบิดทำลายพื้นที่เพื่อปิดปาก แต่หนังทิ้งปมไว้ว่ายังมีไข่ไดโนเสาร์รอดอยู่ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาคต่อได้
บทสรุป คุ้มค่าแก่การตีตั๋วเข้าไปดูหรือไม่?
Primitive War (2025) ไม่ใช่หนังออสการ์ และมันก็ไม่ได้พยายามจะเป็นด้วย แต่มันคือหนังที่รู้สถานะของตัวเองดีที่สุด (Self-Aware) ว่าเป็นหนัง Survival Horror ที่เน้นความบันเทิง ความโหด และความตื่นเต้น
จุดแข็ง
- การผสมผสานระว่างธีมสงครามเวียดนามและไดโนเสาร์ทำได้ลงตัวและดิบเถื่อน
- งานภาพ CGI และ Practical Effects สวยงาม สมจริง และโหดถึงใจ
- การแสดงของทีมนักแสดงหลักที่ทำให้เราเชื่อในความกลัว
- การออกแบบเสียงที่ยอดเยี่ยม
- ความกดดันระดับ 10/10 ที่ไม่ต้องพึ่ง Jump Scare
จุดสังเกต
- หากใครไม่ชอบหนังแนว Gore หรือเลือดสาด อาจจะต้องปิดตาดูเกือบครึ่งเรื่อง
- บทบางช่วงอาจจะมีสูตรสำเร็จของหนังแนวนี้อยู่บ้าง (เช่น ตัวละครที่ทำอะไรโง่ๆ เพื่อเปิดทางให้เนื้อเรื่องเดิน) แต่ก็อยู่ในระดับที่รับได้
คำตัดสินสุดท้าย ในฐานะคนดูหนัง ผมให้คะแนนความพึงพอใจในแง่ของความบันเทิงระดับสูง นี่คือหนังที่ปลุกสัญชาตญาณดิบในตัวคุณ มันพาเราย้อนกลับไปสู่ความกลัวขั้นพื้นฐานที่สุด คือการถูกล่าโดยสิ่งที่เหนือกว่า
ถ้าคุณเบื่อหนังซูเปอร์ฮีโร่ หรือเบื่อหนังไดโนเสาร์ที่เป็นมิตรกับเด็กๆ และอยากหาอะไรที่มัน “ถึงลูกถึงคน” กระตุ้นอะดรีนาลีนให้สูบฉีด Primitive War คือคำตอบที่คุณไม่ควรพลาดครับ มันคือฝันร้ายในป่าดิบชื้นที่คุณจะจำไปอีกนาน
คะแนนรีวิว (ในหมวด Genre Films) 8.5/10 (หักคะแนนความคลิเช่บางจุด แต่บวกเพิ่มให้ความกล้าในการนำเสนอความโหดและดีไซน์สัตว์ที่ยอดเยี่ยม) movieseries