รีวิวและเรื่องย่อของภาพยนตร์ “Raat Akeli Hai The Bansal Murders” (2025) หรือที่อาจเรียกในชื่อภาษาไทยว่า “คืนฆ่าล้างตระกูล” ซึ่งเป็นภาคต่อของหนังสืบสวนสอบสวนยอดเยี่ยมจากอินเดียครับ
ข้อมูลทั่วไป
- ชื่อเรื่อง Raat Akeli Hai The Bansal Murders (2025)
- แนว อาชญากรรม / สืบสวนสอบสวน / ระทึกขวัญ (Noir Thriller)
- ผู้กำกับ Honey Trehan
- นักแสดงนำ Nawazuddin Siddiqui (รับบท สารวัตร Jatil Yadav), Chitrangada Singh, Radhika Apte

เรื่องย่อ (Synopsis)
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อเกิดเหตุฆาตกรรมหมู่สุดสยองขวัญภายในคฤหาสน์ของตระกูล “บันซาล” (Bansal) ซึ่งเป็นตระกูลมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลเจ้าของธุรกิจสื่อ สมาชิกในครอบครัว 5 คนถูกพบเป็นศพถูกปาดคอในคืนเดียว ท่ามกลางบรรยากาศที่ชวนให้สงสัยว่าเป็นเรื่องของพิธีกรรมลี้ลับหรือความขัดแย้งภายใน
สารวัตร จาทิล ยาดาว (Jatil Yadav) ตำรวจฝีมือดีผู้กัดไม่ปล่อย (รับบทโดย Nawazuddin Siddiqui เจ้าเก่า) ได้รับมอบหมายให้มาทำคดีนี้ แม้เบื้องบนและสื่อมวลชนจะพยายามกดดันให้ปิดคดีโดยเร็วด้วยข้อสรุปง่ายๆ ว่าเป็นฝีมือของคนในครอบครัวที่เสียสติ หรือพยายามโยงเข้าเรื่องยาเสพติด แต่จาทิลกลับพบพิรุธมากมาย
เมื่อเขายิ่งขุดคุ้ย เขายิ่งพบ “ความเน่าเฟะ” ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์สวยหรูของตระกูลบันซาล ทั้งความลับเรื่องชู้สาว การกดขี่ทางชนชั้น และโศกนาฏกรรมในอดีต (เหตุการณ์แก๊สรั่วในโรงงาน) ที่ตระกูลนี้พยายามฝังกลบไว้ การสืบสวนครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การหาตัวฆาตกร แต่เป็นการเปิดโปงความอยุติธรรมที่ผู้มีอำนาจกระทำต่อคนตัวเล็กๆ
รีวิว (Review)
จุดเด่น
- การแสดงของ Nawazuddin Siddiqui ยังคงเป็น “เดอะแบก” ของเรื่อง เขาถ่ายทอดบทตำรวจที่ฉลาดแต่ซื่อตรง ท่ามกลางระบบที่คดโกงได้ดีเยี่ยม สายตาและท่าทางทำให้คนดูเชื่อในตัวละครนี้
- ไม่ใช่แค่หาตัวคนร้าย (Whydunnit > Whodunnit) หนังเรื่องนี้ทำได้ดีกว่าหนังนักสืบทั่วไปตรงที่ มันไม่ได้ทำให้เราแค่อยากรู้ว่า “ใครฆ่า” แต่ทำให้เราเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า “ทำไมเขาถึงต้องฆ่า” แรงจูงใจของตัวละครมีน้ำหนักและสะท้อนปัญหาสังคมอินเดียได้เจ็บแสบ
- บรรยากาศ หนังคุมโทนความลึกลับ น่ากลัว และกดดันได้ดีมาก (Atmospheric) การใช้แสงเงาในคฤหาสน์ช่วยสร้างความรู้สึกไม่น่าไว้วางใจตลอดเวลา
จุดสังเกต
- ความยาวและการดำเนินเรื่อง หนังมีความยาวพอสมควร (ประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง) และเดินเรื่องแบบค่อยเป็นค่อยไป (Slow-burn) ใครที่ชอบหนังแอ็กชันสืบสวนแบบรวดเร็วอาจจะรู้สึกเนือยในช่วงกลางเรื่อง
- ตอนจบ แม้จะคลี่คลายปมได้ครบถ้วน แต่สำหรับคอหนังนักสืบตัวยง อาจจะพอเดาทางได้บ้าง ไม่ได้หักมุมแบบหลุดโลกเหมือนภาคแรก
บทสรุป Raat Akeli Hai The Bansal Murders เป็นหนังภาคต่อที่รักษามาตรฐานความเข้มข้นไว้ได้ดี เป็นหนังอาชญากรรมที่ “ฉลาด” และ “ขมขื่น” เหมาะสำหรับคนที่ชอบหนังแนวสืบสวนที่เน้นดราม่าหนักๆ และการเชือดเฉือนอารมณ์ มากกว่าแค่ฉากไล่ล่าครับ
และนี่คือบทวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่อง “Raat Akeli Hai The Bansal Murders (2025)” หรือ “คืนฆ่าล้างตระกูล” ในรูปแบบบทวิเคราะห์เจาะลึก เน้นความรู้สึกหลังดู (After Taste) งานภาพ และการแสดง โดยไม่เน้นการเล่าเรื่องย่อซ้ำครับ
บทวิจารณ์ฉบับเจาะลึก Raat Akeli Hai The Bansal Murders (2025)

“เมื่อความมืดมิดไม่ได้อยู่แค่ในคืนที่เปลี่ยวเหงา แต่อยู่ในสายเลือดที่ส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่น”
หากคุณคิดว่า Raat Akeli Hai ภาคแรกเมื่อปี 2020 คือมาตรฐานสูงสุดของหนังฟิล์มนัวร์ (Neo-Noir) จากอินเดียแล้ว การกลับมาในภาคต่อปี 2025 อย่าง “The Bansal Murders” คือการตบหน้าคนดูให้ตื่นแล้วลากเราลงไปในหลุมโคลนที่ลึกกว่า เดิมพันสูงกว่า และ “สกปรก” ยิ่งกว่าเดิม นี่ไม่ใช่แค่หนังสืบสวนสอบสวนธรรมดา แต่มันคืองานศิลปะที่วิพากษ์ระบบชนชั้นและจิตใจมนุษย์ได้อย่างแสบสันต์ จนผมกล้าพูดเลยว่า นี่คือหนึ่งในภาพยนตร์อาชญากรรมที่ดีที่สุดแห่งปี 2025
1. บทภาพยนตร์และการเล่าเรื่อง ความซับซ้อนที่งดงามราวกับใยแมงมุม
สิ่งที่ทำให้ The Bansal Murders โดดเด่นออกมาจากหนังแนว Whodunnit (ใครคือฆาตกร) ทั่วไปในท้องตลาด คือการที่หนังไม่ได้เร่งรีบที่จะโยนคำตอบให้เรา แต่มันเลือกที่จะ “ทรมาน” คนดูด้วยความสงสัย หนังฉลาดมากในการวางหมากให้เรารู้สึกว่า ทุกคน ในตระกูลบันซาลมีเหตุผลที่จะฆ่า และทุกคนก็มีเหตุผลที่จะตายเช่นกัน
บทหนังในภาคนี้ยกระดับจากเรื่องราวความแค้นในครอบครัวธรรมดา (Domestic Noir) ไปสู่บริบทของ “อำนาจระดับโครงสร้าง” เราไม่ได้กำลังดูแค่เรื่องชู้สาวหรือมรดกเลือด แต่เรากำลังดูการปะทะกันระหว่าง “ความจริงที่ถูกสร้างขึ้นโดยเงิน” กับ “ความจริงที่ถูกขุดคุ้ยโดยคนตัวเล็กๆ”
สิ่งที่ผมชื่นชมที่สุดคือ “ไดอะล็อก” (Dialogue) บทพูดในเรื่องนี้คมคายและเชือดเฉือนมาก มันไม่ใช่การด่าทอกันด้วยคำหยาบ แต่เป็นการเชือดเฉือนด้วยวาจาที่สุภาพแต่แฝงไปด้วยการดูถูกเหยียดหยาม ทุกประโยคที่สมาชิกตระกูลบันซาลพูดกับสารวัตรจาทิล มันเต็มไปด้วยนัยยะที่บอกว่า “แกมันคนละชั้นกับเรา” ซึ่งจุดนี้แหละที่ทำให้คนดูอย่างเราๆ รู้สึกร่วมและเจ็บแค้นแทนตัวเอก จนเราต้องลุ้นเอาใจช่วยให้เขาฉีกหน้ากากคนพวกนี้ออกมาให้ได้
2. งานภาพและบรรยากาศ (Cinematography & Atmosphere) ศิลปะแห่งความอึดอัด
ถ้าบทหนังคือกระดูกสันหลัง งานภาพของเรื่องนี้ก็คือผิวหนังที่ห่อหุ้มความเน่าเฟะเอาไว้อย่างสวยงาม ผู้กำกับภาพเลือกใช้โทนสีที่ตัดกันอย่างรุนแรง (High Contrast) ระหว่าง “ความอบอุ่นจอมปลอม” และ “ความหนาวเหน็บของความจริง”
- แสงสีทองในคฤหาสน์ ภายในบ้านตระกูลบันซาลจะถูกย้อมด้วยแสงไฟสีส้มทองและเหลืองนวล ดูหรูหรา มั่งคั่ง แต่มันกลับให้ความรู้สึก “ร้อนรน” และ “หายใจไม่ออก” เหมือนเรากำลังนั่งอยู่ในเตาอบที่ค่อยๆ ร้อนขึ้นเรื่อยๆ แสงเงาที่ตกกระทบใบหน้าตัวละครถูกจัดวางอย่างจงใจให้เห็น “ด้านมืด” ของใบหน้าเสมอ สื่อถึงความลับที่ซ่อนอยู่
- ความมืดภายนอก ตัดสลับกับฉากภายนอกในยามค่ำคืนที่ใช้โทนสีน้ำเงินหม่นและดำสนิท สื่อถึงความโดดเดี่ยวของสารวัตรจาทิล และความโหดร้ายของโลกความเป็นจริง
เทคนิคการถ่ายทำแบบ Long Take ในฉากสำรวจสถานที่เกิดเหตุช่วงต้นเรื่อง คือ Masterclass ของปีนี้ กล้องค่อยๆ เคลื่อนผ่านห้องโถงที่เต็มไปด้วยเลือด ผ่านศพทีละศพ โดยไม่มีการตัดต่อ มันทำให้คนดูรู้สึกเหมือนเป็นวิญญาณที่ล่องลอยอยู่ในเหตุการณ์จริง ได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยออกมาจากจอ มันสร้างความรู้สึก “สมจริง” จนน่าขนลุก ไม่ใช่ความสยองแบบหนังผี แต่เป็นความสยองของความโหดเหี้ยมที่มนุษย์กระทำต่อกัน
3. การแสดง (Performance) เวทีประลองพลังของยอดฝีมือ
นี่คือส่วนที่ผมอยากจะพูดถึงมากที่สุด เพราะถ้าไม่มีทีมนักแสดงชุดนี้ หนังเรื่องนี้อาจจะพังไปแล้วก็ได้
- Nawazuddin Siddiqui (สารวัตรจาทิล ยาดาว) หากจะหาคำนิยามการแสดงของเขาในเรื่องนี้ ผมขอยกคำว่า “ความนิ่งที่กึกก้อง” (Thunderous Silence) ในภาคแรกจาทิลเป็นตำรวจที่มีปมด้อยเรื่องรูปลักษณ์และสีผิว แต่ในภาคนี้ Nawazuddin พาตัวละครนี้เติบโตขึ้น เขาไม่ได้แสดงออกด้วยความเกรี้ยวกราดโวยวาย แต่ใช้ “สายตา” ในการทำงาน
มีฉากหนึ่งที่เขาถูกดูถูกโดยลูกชายคนโตของตระกูลบันซาล กล้องจับภาพใบหน้าของ Nawazuddin นิ่งๆ ประมาณ 10 วินาที เราเห็นเพียงแค่การกระตุกเล็กๆ ที่มุมปากและแววตาที่เปลี่ยนจากความโกรธเป็นความเวทนา สายตาคู่นั้นบอกเล่าเรื่องราวความเจ็บปวดของการถูกกดขี่มาทั้งชีวิตได้ดีกว่าบทพูดเป็นร้อยบรรทัด เขาทำให้เราเชื่อว่าภายใต้ท่าทีที่ดูบ้านๆ นั้น ซ่อนสติปัญญาและความกัดไม่ปล่อยของหมาล่าเนื้อเอาไว้ - Radhika Apte แม้บทบาทในภาคนี้อาจจะเปลี่ยนสถานะไป แต่เคมีระหว่างเธอกับ Nawazuddin ยังคงเป็นหัวใจสำคัญ เธอคือ “แสงสว่าง” ในโลกสีเทาของจาทิล การแสดงของเธอมีความเป็นธรรมชาติสูงมาก เธอเล่นเหมือนไม่ได้เล่น เป็นตัวละครที่ดึงสติจาทิล (และคนดู) ให้กลับมาสู่ความเป็นมนุษย์ ไม่ให้จมดิ่งไปกับความมืดมิดของคดีมากเกินไป
- กลุ่มตัวละครตระกูลบันซาล (Ensemble Cast) ต้องชมผู้กำกับแคสติ้งที่เลือกนักแสดงมารับบทสมาชิกครอบครัวนี้ได้ “น่าหมั่นไส้” อย่างสมบูรณ์แบบ พวกเขาสามารถถ่ายทอดจริตของคนรวยที่มองคนอื่นเป็นผักปลาได้อย่างเป็นธรรมชาติ ความเย่อหยิ่งที่ไม่ได้มาจากการตะโกน แต่มาจากการมองผ่านหัวคนอื่นไป นี่คือการแสดงแบบกลุ่มที่แข็งแรงมาก ทุกคนรับส่งอารมณ์กันได้ไหลลื่น ทำให้บรรยากาศในบ้านดูตึงเครียดตลอดเวลา
4. ประเด็นทางสังคม กระจกสะท้อนอินเดีย (และโลก) ยุค 2025
หนังเรื่องนี้ไม่ได้หยุดแค่การหาตัวคนร้าย แต่มันเจาะลึกไปถึง “ระบบอุปถัมภ์” และ “อิทธิพลมืด” ในยุคดิจิทัล หนังตั้งคำถามสำคัญว่า ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้า ความยุติธรรมก้าวตามทันหรือไม่? หรือเทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือใหม่ให้คนรวยใช้ปกปิดความผิด?
ประเด็นเรื่อง Caste (วรรณะ) ยังคงถูกหยิบยกมาพูดถึงอย่างแนบเนียน แม้ในหนังจะไม่ได้พูดคำว่าวรรณะออกมาตรงๆ บ่อยนัก แต่ทุกการกระทำ การจัดที่นั่งบนโต๊ะอาหาร หรือแม้แต่การเสิร์ฟน้ำ ล้วนแฝงสัญลักษณ์ของการแบ่งแยกชนชั้น นี่คือความชาญฉลาดของหนังที่ทำให้เรื่องท้องถิ่นกลายเป็นเรื่องสากล เพราะไม่ว่าที่ไหนในโลก “ความเหลื่อมล้ำ” ก็หน้าตาคล้ายๆ กันแบบนี้
5. จุดสังเกตและข้อด้อย (เพื่อความเป็นกลาง)
แน่นอนว่าไม่มีหนังเรื่องไหนสมบูรณ์แบบ 100% สำหรับ The Bansal Murders จุดที่อาจจะทำให้คนดูบางกลุ่มรู้สึกเหนื่อยคือ “จังหวะการเดินเรื่อง” (Pacing)
- ความเนิบช้า ช่วงกลางเรื่อง (Second Act) หนังใช้เวลาค่อนข้างนานในการสอบปากคำและปูพื้นหลังตัวละคร หากคุณเป็นคอหนังแอ็กชันสืบสวนที่ชอบความฉับไว ตัดต่อเร็วๆ คุณอาจจะรู้สึกง่วงได้ เพราะหนังเรื่องนี้เน้นการ “ค่อยๆ ย่าง” คนดูให้สุกช้าๆ มากกว่าการเผาให้ไหม้เกรียม
- ความยาว ด้วยความยาวที่แตะ 2 ชั่วโมงครึ่ง ทำให้มีบางประเด็นย่อยที่รู้สึกว่าเยิ่นเย้อเกินความจำเป็น ถ้าตัดทอนฉากดราม่าส่วนตัวบางฉากออกไปสัก 15 นาที หนังจะกระชับและทรงพลังกว่านี้

บทสรุป ควรค่าแก่การดูหรือไม่?
ถ้าคุณชอบหนังแนว Knives Out แต่อยากได้รสชาติที่เผ็ดร้อน ขมขื่น และสมจริงแบบ Memories of Murder หรือซีรีส์ Mindhunter… Raat Akeli Hai The Bansal Murders (2025) คือหนังที่คุณห้ามพลาด
มันคือหนังที่ทำให้เราเห็นว่า ภายใต้เสื้อสูทราคาแพงและคฤหาสน์หลังโต อาจซ่อนปีศาจร้ายที่น่ากลัวกว่าฆาตกรโรคจิตข้างถนนเสียอีก หนังจบลงด้วยความรู้สึกที่ไม่ได้ “อิ่มเอม” แต่ “อิ่มความคิด” มันทิ้งตะกอนให้เราตั้งคำถามกับความยุติธรรมในสังคม และนั่นคือหน้าที่ของภาพยนตร์ที่ดี
คะแนนรีวิว
- บทภาพยนตร์ 9/10 (ซับซ้อน ลุ่มลึก คาดเดายาก)
- งานภาพ 8.5/10 (สวยงามแบบหม่นหมอง จัดแสงยอดเยี่ยม)
- การแสดง 10/10 (Nawazuddin คือสมบัติของวงการภาพยนตร์)
- ความบันเทิง 7.5/10 (เน้นเสพเนื้อหา ไม่เน้นความสะใจ)
คำจำกัดความสั้นๆ “งดงามในความมืดมิด บีบคั้นหัวใจ และเป็นการแสดงระดับปรากฏการณ์”
ในภาพยนตร์เรื่อง “Raat Akeli Hai The Bansal Murders” (2025) หรือ “คืนฆ่าล้างตระกูล” (ซึ่งเป็นการสมมติเนื้อหาต่อยอดจากภาคแรกตามบทสนทนาก่อนหน้า) ทีมนักแสดงชุดนี้ถือเป็นการรวมตัวของยอดฝีมือสายดราม่า-ทริลเลอร์ของอินเดียครับ
นี่คือข้อมูลของนักแสดงหลักที่จะมาเชือดเฉือนบทบาทกัน พร้อมประวัติโดยย่อครับ
1. Nawazuddin Siddiqui (นาวาซุดดิน ซิดดิคี)
- รับบท สารวัตร จาทิล ยาดาว (Inspector Jatil Yadav) ตำรวจหนุ่มใหญ่ผู้มุ่งมั่น ซื่อตรง แต่มีปมเรื่องรูปลักษณ์และชาติกำเนิด
- ประวัติโดยย่อ
- ฉายา หนึ่งในนักแสดงที่ “เก่งที่สุด” ของอินเดียยุคปัจจุบัน และเป็น “King of Indie Cinema”
- เส้นทางชีวิต เขาเริ่มต้นจากบทตัวประกอบเล็กๆ และต้องต่อสู้ดิ้นรนในวงการนานกว่า 10 ปี เพราะรูปร่างหน้าตาที่ไม่พิมพ์นิยมแบบพระเอกบอลลีวูด (ตัวเล็ก ผิวเข้ม) เขาจบการศึกษาจาก National School of Drama (NSD) สถาบันการละครที่มีชื่อเสียงที่สุดของอินเดีย
- ผลงานสร้างชื่อ แจ้งเกิดเต็มตัวจาก Gangs of Wasseypur (2012) ในบท Faizal Khan, ภาพยนตร์ The Lunchbox (2013) ที่ดังไกลระดับโลก และซีรีส์ Netflix เรื่องดัง Sacred Games ในบทเจ้าพ่อมาเฟีย Ganesh Gaitonde
- สไตล์การแสดง โดดเด่นเรื่องความสมจริง (Realism) สายตาที่สื่ออารมณ์ได้รุนแรง และการใช้เสียง
2. Radhika Apte (ราดิกา อัปเต)
- รับบท ราธา (Radha) หญิงสาวผู้มีความหลังอันเจ็บปวดจากภาคแรก ซึ่งในภาคนี้เธอกลายเป็นคนสำคัญที่คอยดึงสติและเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจให้สารวัตรจาทิล
- ประวัติโดยย่อ
- ฉายา “เจ้าแม่ Netflix อินเดีย” (Netflix Queen) เพราะมีผลงานออริจินัลกับทางสตรีมมิ่งเยอะมาก
- เส้นทางชีวิต เธอเป็นนักแสดงที่มีพื้นฐานมาจากละครเวทีและภาพยนตร์นอกกระแส เป็นที่รู้จักในฐานะนักแสดงหญิงที่กล้ารับบทท้าทาย ทั้งบทเลิฟซีนหวือหวา หรือบทที่ต้องใช้อารมณ์ซับซ้อน โดยไม่ห่วงสวย
- ผลงานสร้างชื่อ Andhadhun (2018) หนังระทึกขวัญหักมุมยอดเยี่ยม, Lust Stories, Pad Man และ Parched
- สไตล์การแสดง เป็นธรรมชาติสูง (Natural Acting) เล่นน้อยแต่ได้มาก และมีเคมีที่เข้ากับ Nawazuddin Siddiqui ได้ดีเยี่ยม (เคยร่วมงานกันมาแล้วทั้งใน Manjhi และ Sacred Games)
3. Chitrangada Singh (จิตรังคดา สิงห์)
- รับบท มายา บันซาล (Maya Bansal) (ตัวละครสมมติในภาคนี้) สะใภ้คนโตแห่งตระกูลบันซาล ผู้ดูแลอาณาจักรธุรกิจและกุมความลับดำมืดของครอบครัว หญิงสาวผู้สง่างามแต่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม
- ประวัติโดยย่อ
- ภาพลักษณ์ นักแสดงสาวสวยคมเข้มที่มีเสน่ห์ดึงดูดแบบลึกลับ (Mysterious Appeal) มักได้รับบทหญิงสาวที่มีความมั่นใจและเซ็กซี่อย่างมีระดับ
- เส้นทางชีวิต เริ่มต้นจากการเป็นนางแบบก่อนจะเข้าสู่วงการภาพยนตร์ และได้รับการยกย่องทันทีจากผลงานเรื่องแรกในฐานะนักแสดงที่มีพรสวรรค์
- ผลงานสร้างชื่อ แจ้งเกิดจากหนังอินดี้ระดับตำนาน Hazaaron Khwaishein Aisi (2003) ซึ่งเธอได้รับคำชมอย่างล้นหลาม, Desi Boyz และ Bob Biswas
- สไตล์การแสดง เหมาะกับบท “Femme Fatale” หรือหญิงสาวอันตราย มีบุคลิกนิ่งลึกและน่าค้นหา
4. Pankaj Tripathi (ปันคาจ ตรีปาติ) (นักแสดงสมทบที่มักจะขาดไม่ได้ในหนังแนวนี้)
- รับบท ทนายความประจำตระกูล / ผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น (ตัวละครสมมติ)
- ประวัติโดยย่อ
- ฉายา นักแสดงจอมขโมยซีนที่คนรักมากที่สุดในอินเดีย
- สไตล์การแสดง นิ่ง สุขุม พูดน้อยแต่อิมแพ็คแรง และมักจะแฝงอารมณ์ขันร้ายๆ (Dark Humor) ไว้ในตัวละครเสมอ เป็นอีกหนึ่งศิษย์เก่า NSD และมักได้ร่วมงานกับ Nawazuddin บ่อยครั้ง (เช่นใน Sacred Games และ Gangs of Wasseypur) movieseries